Share

บทที่ 4

Penulis: คุณชายสายฝน
เจียงซู่รู้ดีว่าเฉินเหยาฉินคลั่งไคล้การมีหลานชายมากแค่ไหน และเธอไม่อยากถูกจับตาดูแม้กระทั่งตอนนอน

“แม่คะ ที่นี่อยู่ไกลจากบริษัท ต้องตื่นเช้าทุกวัน เดี๋ยวจะไปรบกวนเวลาพักผ่อนของอาเหย่เอานะคะ”

ตอนนี้ลูกชายคือทั้งชีวิตของเวินเหยาฉิน เจียงซู่จึงใช้จุดนี้ให้เป็นประโยชน์ในการต่อรอง

เป็นไปตามแผน เวินเหยาฉินมีสีหน้าลังเลขึ้นมาทันที

โจวซือเหย่หันมามองเธอด้วยสายตาขรึมเล็กน้อย เธอช่างฉลาดในการใช้เขาเป็นโล่กำบังจริง ๆ

เจียงซู่รู้สึกได้ถึงพลังงานบางอย่างจากสายตาของเขาที่มองมา แต่เธอเลือกที่จะเพิกเฉยเหมือนที่เขาทำเมื่อครู่

เรื่องที่จะให้กลับมาอยู่ที่บ้านหลังนี้จึงหยุดไว้แต่เพียงเท่านั้น แต่แม่สามีผู้แสนดีของเธอไม่ยอมแพ้ง่าย ๆ โดยการลงมือจัดแจงให้แม่บ้านอู๋ย้ายจากบ้านใหญ่มาอยู่กับพวกเขา

เจียงซู่พยายามจะลองปฏิเสธอีกครั้ง แต่มันไม่เป็นผล เวินเหยาฉินมีท่าทีเด็ดขาด และตัดสินใจทันที

“ป้าอู๋คะ ฉันหิวแล้ว เมื่อไหร่จะเริ่มทานข้าวคะ? ”

เมื่อเสียงพูดจบ ร่างเพรียวบางของหญิงสาวคนหนึ่งก็ได้ปรากฏตัวขึ้น เธอคือโจวหว่านซิน น้องสาวของโจวซือเหย่

เมื่อเจ้าของร่างเพรียวบางนั้นเห็นพวกเขาทั้งสอง ก็กล่าวทักทายด้วยน้ำเสียงร่าเริง

“พี่ชาย พี่สะใภ้”

โจวซือเหย่พยักหน้าตอบกลับพร้อมกับพูดว่า “กลับมาแล้ว”

เจียงซู่ตอบกลับด้วยรอยยิ้มบางบนใบหน้า

โจวหว่านซินปีนี้อายุครบสิบหกปีบริบูรณ์ เธอเป็นน้องเล็กสุดของตระกูลโจว และเป็นลูกสาวคนสุดท้องของพ่อโจวซือเหย่ด้วย ซึ่งนั่นทำให้เธอเป็นที่รักและเอ็นดูของทุกคนในบ้าน

เวินเหยาฉินสั่งให้แม่บ้านยกอาหารมา

ณ โต๊ะทานอาหาร โจวหว่านซินเอ่ยขึ้นพร้อมกับรอยยิ้มที่แสนไร้เดียงว่า “ซ้อคะ วันศุกร์นี้ที่โรงเรียนหนูมีประชุมผู้ปกครอง ซ้อมาช่วยหนูได้ไหมคะ”

เมื่อได้ยินดังนั้น มือของเจียงซู่ที่กำลังคีบอาหารอยู่หยุดชะงักไปครู่หนึ่ง

โจวหว่านซินหน้าตาไม่ค่อยเหมือนโจวซือเหย่สักเท่าไหร่ เพราะโจวหว่านซินหน้าออกไปทางแม่ ส่วนโจวซือเหย่หน้าออกไปทางพ่อเสียมากกว่า แต่ทั้งคู่ได้รับยีนส์ดวงตาของพ่อสามี นามว่า โจวผิงคาง มาเหมือนกัน

ถึงอย่างนั้น ดวงตาของทั้งคู่กลับให้ความรู้สึกที่แตกต่างกัน ดวงตาของโจวซือเหย่จะดูมีความเยือกเย็น ไร้อารมณ์ ส่วนดวงตาของอีกคนที่กำลังจ้องมองมาที่เธออยู่ตอนนี้ กลับเต็มไปด้วยรอยยิ้มอยู่เสมอ ทำให้รู้สึกเข้าถึงได้ง่าย

แต่เจียงซู่รู้ดีว่านั่นเป็นเพียงแค่ภาพลวงตาที่อีกคนสร้างขึ้น

เจียงซู่ปฏิเสธว่า “วันศุกร์นี้พี่ต้องไปทำงาน ซินซินให้คุณแม่ไปแทนแล้วกันนะ”

แต่โจวหว่านซินกลับไม่ยอม เธอหันไปหาโจวซือเหย่พร้อมกับทำปากจู๋พูดอ้อนวอน “พี่ชาย พี่รักหนูที่สุดเลยใช่ไหมคะ ให้หนูยืมซ้อมาอยู่กับหนูสักวันหนึ่งได้ไหมคะ”

เจียงซู่หันไปมองโจวซือเหย่ เธอหวังว่าเขาจะช่วยเธอปฏิเสธ แต่แล้วความหวังของเธอก็สลายไปในพริบตา

โจวซือเหย่ยังไม่ทันได้ปริปากพูด เวินเหยาฉินก็ได้ตัดสินใจแทนเขาเรียบร้อยว่า “ในเมื่อซินซินอยากให้เจียงซู่ไป งั้นวันศุกร์นี้ก็ไม่ต้องไปทำงานละกัน”

ประโยคนี้คือเวินเหยาฉินพูดกับเจียงซู่

ขอเพียงแค่โจวหว่านซินขอ เวินเหยาฉินก็พร้อมจะทำตามใจลูกสาวได้ทุกอย่าง

ส่วนโจวซือเหย่นิ่งเงียบ ไม่พูดอะไรเลยตั้งแต่ต้นจนจบราวกับว่าเรื่องเล็กน้อยแบบนี้เขาไม่อยากจะเสียน้ำลายเข้าไปพูดด้วย

ผ่านมาหลายปีแล้ว แต่เธอก็ยังคงไม่มีสิทธิ์มีเสียงใด ๆ ในบ้าน แม้แต่เรื่องของตัวเอง เธอก็ยังไม่มีสิทธิตัดสินใจ

ทันใดนั้นเอง เจียงซู่ก็รู้สึกว่าอาหารเริ่มฝืดคอเหลือเกิน

มื้อเที่ยงนี้ช่างไร้รสชาติสิ้นดี

...........

หลังจากออกมาจากบ้านใหญ่ ระหว่างทางกลับบริษัท เจียงซู่อดไม่ได้ที่จะพูดความคิดของเธอออกมา

“ประชุมผู้ปกครองนั้น ฉันไม่อยากไป”

โจวซือเหย่ตอบกลับว่า “ลางานหนึ่งวัน ไม่หักเงินเดือนคุณหรอก”

เขาคิดว่าเธอกลัวถูกหักเงินเดือน?

เจียงซู่ยังคงพูดคำเดิม “โจวซือเหย่ ฉันไม่อยากไป”

เพราะความดื้อดึงของเธอ ทำให้โจวซือเหย่ถึงกับหันมามองด้วยความไม่เข้าใจ “นี่ไม่ใช่ครั้งแรกของคุณนะ”

ก็เพราะว่ามันไม่ใช่ครั้งแรกนี่แหละ เธอถึงไม่อยากไปอีก

โจวซือเหย่พูดเตือนขึ้นมา “หว่านซินชอบคุณมาก อย่าทำให้น้องเสียใจ”

ชอบงั้นเหรอ?

มีแค่คนในครอบครัวเขาที่คิดว่ามันเป็นแบบนั้น

การเสแสร้งสามารถหลอกลวงคนได้ และยิ่งไปกว่านั้นคือพวกเขาเป็นคนในครอบครัวที่อยู่ใต้ชายคาบ้านร่วมกันมาเป็นสิบปี ส่วนเธอเป็นแค่คนนอก

ถ้าเจียงซู่บอกว่าโจวหว่านซินมีท่าทีทำตัวเป็นศัตรูต่อเธอ ก็คงไม่มีใครเชื่อ และเธอก็คงถูกมองว่ากำลังสร้างเรื่อง เป็นตัวปัญหาที่คอยยุแยงให้แตกแยก

เจียงซู่ถามขึ้นว่า “โจวซือเหย่ ความคิดเห็นของฉันในสายตาของพวกคุณ มันไม่มีค่าอะไรเลยใช่ไหม? ”

เธอไม่อยากไป ไม่ไปไม่ได้เหรอ?

โจวซือเหย่ขมวดคิ้วกับปฏิกิริยาโต้กลับของเธอ “หว่านซินมองคุณเป็นส่วนหนึ่งในครอบครัว การที่คุณไปงานประชุมผู้ปกครองของหว่านซินมันมีปัญหาตรงไหน? คุณเป็นพี่สะใภ้นะ เรื่องแค่นี้ก็ทำให้ไม่ได้เหรอ? ”

ลองฟังดู คำพูดประโยคนั้นเหมือนกับกำลังบอกเธอว่า เธอเป็นพี่สะใภ้ที่ไม่ได้เรื่องได้ราวอะไรเลย

เจียงซู่พยายามฝืนยิ้มยกมุมมาก เยาะเย้ยตัวเองอย่างเหนื่อยหน่าย “ฉันปฏิเสธก็กลายเป็นว่าฉันงี่เง่าไม่มีเหตุผลงั้นเหรอ? แล้วการที่เวิงอี๋เข้ามาเป็นมือที่สามนี่มันคืออะไร? สำออยหรือเปล่า?”

เมื่อเธอพูดจบประโยค สีหน้าโจวซือเหย่หม่นลงอย่างเห็นได้ชัด “เรื่องนี้เกี่ยวอะไรกับเวิงอี๋ คุณจะลากเอาเขามาพูดทำไม”

“คุณไม่รู้เหรอว่าการพูดจาใส่ร้ายคนอื่นมันทำลายชื่อเสียงของคนได้ คุณก็เป็นผู้หญิงนี่ เรื่องแค่นี้ไม่เข้าใจ? ”

เจียงซู่ “พวกคุณทำได้ แล้วทำไมฉันถึงพูดไม่ได้? ”

โจวซือเหย่ “ผมจะพูดอีกครั้งเดียว ผมกับเวิงอี๋เราไม่ได้มีอะไรกันทั้งนั้น และผมก็มองเขาเหมือนน้องสาวคนหนึ่งเพียงเท่านั้น”

เจียงซู่พูดเยาะเย้ยต่อ “ที่คุณพูดมาคุณเชื่อเองไหม? ”

น้องสาว?

เธอว่าน่าจะเป็นน้องสาวสุดที่รักเสียมากกว่า

การโต้เถียงในครั้งนี้ จบลงโดยไม่มีข้อสรุป

ระหว่างเดินทางกลับบริษัท เจียงซู่ต้องลงจากรถกลางคัน เพราะไม่อยากให้ใครรู้ว่าแท้จริงแล้วเธอคือใคร

เธอมองดูรถที่ค่อย ๆ แล่นออกไป และได้แต่เยาะเย้ยตัวเองในใจ

ภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายแต่ต้องทำตัวลับ ๆ ล่อ ๆ หลบซ่อนราวกับขโมย ส่วนคนที่เป็นมือที่สามที่ทุกคนต่างรังเกียจกลับมีสิทธิ์มีเสียงเปิดเผย โอ้อวดได้อย่างไม่อายใคร

โลกนี้มันกลับตาลปัตรไปหมดแล้ว

เรื่องที่เวิงอี๋เป็นผู้ช่วยโจวซือเหย่ราวกับพายุงวงช้าง ที่ใช้เวลาเพียงพริบตาก็แพร่กระจายไปทุกซอกทุกมุมของบริษัท

ทุกคนต่างก็เข้าใจว่า เวิงอี๋คือ ‘ภรรยา’ ของโจวซือเหย่ เป็นนายหญิงของพวกเขา

เจียงซู่ปิดหูของตนเอง ไม่รับรู้เรื่องราวภายนอกใด ๆ ทั้งสิ้น และดำเนินการส่งมอบงานต่อไป

เธอไม่อยากจะสนใจเรื่องบ้าเหล่านั้น ขอเพียงแค่เธอได้หย่าให้ได้เร็วที่สุดก็พอ

เพียงชั่วพริบตา วันศุกร์ก็มาถึง

เจียงซู่ไม่อยากไปประชุมผู้ปกครองให้โจวหว่านซิน ในวันนั้น เธอจึงจงใจปิดมือถือ และไม่ไปบริษัท

ในเมื่อโจวซือเหย่เป็นคนพูดเองกับปากว่าสามารถลางานได้โดยไม่หักเงินเดือน งั้นเธอก็ไม่จำเป็นที่จะต้องไปทำร้ายตัวเองด้วยการไปโรงเรียน และเธอเลือกที่จะไปเยี่ยมคุณย่าที่โรงพยาบาลแทน

แต่เธอเหมือนจะประเมินความพยายามของโจวหว่านซินต่ำไปหน่อย เพราะเมื่อไม่สามารถติดต่อเธอได้ โจวหว่านซินก็รีบไปฟ้องโจวซือเหย่ และด้วยความที่เป็นพี่ชายที่แสนดีประดุจเทวดา เขาจึงให้เลขาหลู่มาตามตัวเธอที่โรงพยาบาล

ณ ห้องผู้ป่วย เลขาหลู่เข้ามาพร้อมกับทักทายคุณย่าก่อนตามมารยาท และหลังจากนั้นก็หันมาทางเจียงซู่

“คุณผู้หญิงครับ ท่านประธานให้ผมมารับคุณไปโรงเรียนครับ”

วินาทีที่เลขาหลู่ปรากฏตัวขึ้นตรงหน้าเธอ นั้นก็เป็นวินาทีที่รอยยิ้มบนใบหน้าเธอเลือนหายไปเช่นกัน

กัดไม่ปล่อยเลยนะ

ขนาดเธอหนีมาแล้ว ยังจะตามตัวเธอเจออีก

คุณย่าอี้ไม่เข้าใจจึงถามขึ้นว่า “ไปโรงเรียนทำไมเหรอ? ”

เลขาหลู่ได้ยินดังนั้น จึงอธิบายขึ้น “คุณผู้หญิงต้องไปประชุมผู้ปกครองให้คุณหนูหว่านซินที่โรงเรียนครับ”

ได้ยินดังนั้น คุณย่าก็หันไปบอกเจียงซู่ทันทีว่า “ถ้าอย่างนั้นรีบไปทำธุระให้เสร็จนะ”

ตอนแรกคุณย่ากลัวว่าบ้านตระกูลโจวจะดูถูกเหยียดหยามหลานสาวของเธอ แต่เมื่อได้ยินดังนั้น เหมือนว่าเธอจะคิดมากไปเอง ในเมื่อเจียงซู่สามารถไปงานประชุมผู้ปกครองได้ ก็แสดงว่าคนในบ้านตระกูลโจวยอมรับหลานสาวเธอเป็นส่วนหนึ่งในครอบครัวแล้ว

เมื่อเห็นรอยยิ้มบนใบหน้าของคุณย่า เธอจึงไม่อยากให้คุณย่าต้องเกิดความกังวล สุดท้าย ทำได้เพียงเดินตามเลขาหลู่ออกไป

โรงเรียนของโจวหว่านซินเป็นโรงเรียนนานาชาติสำหรับคนชนชั้นสูง เด็ก ๆ ที่มาเรียนที่นี่ล้วนมาจากครอบครัวมีฐานะ และมีอำนาจ

ความจริงแล้วเจียงซู่รู้ดีถึงจุดประสงค์อันแท้จริงที่ให้เธอมาที่นี่ว่ามันคืออะไร แต่ในตอนแรกเธอไม่เข้าใจว่าเธอไปทำอะไรให้คุณหนูโจวหว่านซินไม่ชอบใจ และเพราะอะไรคุณหนูถึงมองเธอเป็นศัตรูถึงขนาดนี้

แต่ตอนนี้เธอเข้าใจแล้ว การที่คนไม่ชอบขี้หน้าใครสักคนมันไม่จำเป็นต้องมีเหตุผลมารองรับ มันก็เหมือนกับการโดนบลู่ลี่ มักจะเลือกรังแกคนที่อ่อนแอกว่า ไร้ทางสู้เป็นเหยื่อ และเธอก็คือเหยื่อในสายตาของโจวหว่านซิน

ในขณะที่เธอกำลังเดินผ่านสระน้ำ เจียงซู่รู้สึกได้ว่ามีเสียงเคลื่อนไหวที่แผ่วเบาดังขึ้นจากข้างหลังเธอ ดวงตาของเธอหรี่มองด้วยหางตาอย่างระแวดระวัง ก่อนที่เสียงการเคลื่อนไหวของอีกฝ่ายจะค่อย ๆ ดังขึ้น เพื่อเข้ามาประชิดตัว แต่เธอหันตัวหลบทันด้วยไหวพริบ ทำให้รอดพ้นจากมือคู่นั้น ที่จงใจยื่นมาผลักเธอ

เธอโชคดีที่หลบจากการซุ่มโจมตีของอีกฝ่ายได้ แต่คนที่จงใจผลักเธอดูเหมือนจะไม่ได้โชคดีอย่างเธอ

เสียงตู้มดังขึ้น

พร้อมกับร่างคนที่ตกลงไปในสระน้ำ

จากนั้นก็มีเสียงอุทานดังขึ้นมาติด ๆ และตามมาด้วยเสียงประณามด้วยความเกรี้ยวกราด “แกผลักคนตกน้ำทำไม? ”

เด็กอายุประมาณสิบหกถึงสิบเจ็ดปี ราว ๆ ห้าถึงหกคนโผล่ออกมา ซึ่งหนึ่งในกลุ่มเด็กนั่นก็มีโจวหว่านซินด้วย

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • ฉันแท้ง... ในวันเกิดชู้รัก   บทที่ 630

    แรงเหวี่ยงของโจวซือเหย่ในครั้งนี้ไร้ซึ่งการออมแรง มันคือการระบายโทสะที่ถูกจุดชนวนขึ้นอย่างป่าเถื่อน ส่งผลให้เซียวซูอี้เสียหลักล้มลงไปกองกับพื้นอย่างหมดสภาพทว่าเธอยังไม่ทันจะหายจากอาการมึนงง เสียงประตูก็ถูกปิดกระแทกใส่หน้าดัง ปัง โจวซือเหย่ตัดขาดเธอออกไปจากโลกของเขาอย่างเลือดเย็นและไร้เยื่อใยร่างของเซียวซูอี้กองอยู่บนพื้น ความเจ็บปวดทางกายเปรียบไม่ได้เลยกับแผลลึกในใจที่กำลังถาโถมม่านน้ำตาที่เอ่อล้นบดบังทัศนียภาพ ก่อนจะร่วงหล่นลงสัมผัสพื้นแตกกระจายออกเป็นเสี่ยง ๆ ป้าเฉินที่เร่งรุดมาตามเสียงเอะอะ จึงทันได้เห็นภาพความน่าเวทนาของหญิงสาวที่กำลังสะอื้นไห้จนตัวโยนเธอเหลือบมองประตูที่ปิดสนิท พลางนึกเสียดายที่ในเวลานี้ไม่มีใครอยู่ชื่นชมบทละครนารีหยาดน้ำตานี้เลยสักคนเดียวในขณะที่คนอื่นกำลังดิ้นรนอยู่กับพายุอารมณ์ที่ถาโถม โจวซือเหย่กลับนิ่งงันดั่งหุ่นยนต์ที่ถูกเซตระบบให้แสดงออกมาเพียงสีหน้าเดียว นั่นก็คือใบหน้าตายด้านไร้ความรู้สึกชุยจี้เหิงมองสภาพกึ่งซากศพของคนตรงหน้าด้วยความระอา หนวดเคราที่ปล่อยให้รกรุงรังบวกกับเสื้อผ้ายับยู่ยี่จนดูเหมือนผ้าขี้ริ้วเช็ดก้นครัว ทำเอาเขาต้องขมวดคิ้วมุ่

  • ฉันแท้ง... ในวันเกิดชู้รัก   บทที่ 629

    แค่คืนเดียว ขอแค่เธอทนอีกเพียงคืนเดียวเขาก็จะจัดการทุกอย่างให้จบสิ้น เขาตั้งมั่นว่าพอรุ่งสางจะรีบไปรับเธอออกมาสู่อิสรภาพ และนับจากนี้เขาจะเป็นดั่งเกราะกำบังให้เธอ จะไม่มีใครหน้าไหนบังอาจมารังแกเธอได้อีกต่อไปทว่าเขากลับพลาดไปเพียงก้าวเดียว เพียงก้าวเดียวที่ทำให้เขาต้องสูญเสียเธอไปชั่วนิรันดร์คำพร่ำเพ้อที่เปี่ยมไปด้วยความรักสุดอาลัยที่ดังวนเวียนอยู่ข้างหูนั้น คอยทิ่มแทงหัวใจของเซียวซูอี้ทีละนิดจนร้าวรานไปหมด ปลายจมูกของเธอร้อนผ่าวจนยากจะกลั้นหยาดน้ำตามือที่เคยขยุ้มแขนเสื้อของเขาไว้แน่น ค่อย ๆ คลายออกและโอบรับอ้อมกอดที่ไม่ได้เป็นของเธออย่างเชื่องช้า“เสี่ยวซู่ ผมคิดถึงคุณเหลือเกิน คุณกลับมาหาผมได้ไหม?”“เสี่ยวซู่...”เซียวซูอี้ลอบกลืนก้อนความขมขื่นลงลำคอที่ตีบตัน ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบพร่า “อาเหย่ นี่ฉันเอง ซูอี้...”เธอไม่ใช่เจียงซู่เสียงกระซิบที่เคยอ่อนหวานพลันเงียบกริบลงในวินาทีนั้น และวินาทีต่อมา ร่างบอบบางกลับถูกผลักออกอย่างแรงจนเสียหลักล้มลงไปกองกับพื้นอย่างไร้ความปรานีโจวซือเหย่ขมวดคิ้วมุ่น แววตาที่เคยอาวรณ์พลันกลายเป็นความรังเกียจเดียดฉันท์ “คุณมาทำอะไรที่นี่? ออก

  • ฉันแท้ง... ในวันเกิดชู้รัก   บทที่ 628

    เมื่อวันเวลาล่วงเลยไป ใบหน้าของโจวซือเหย่กลับไร้ซึ่งความมีชีวิตชีวา หลงเหลือเพียงความหม่นทึมที่เกาะกินหัวใจจนยากจะสลัดพ้นเขาละทิ้งการงานและหมกตัวอยู่ในคฤหาสน์จิ่งหยวน เพราะพื้นที่แห่งนี้คือสิ่งเดียวที่ช่วยให้เขาได้สัมผัสถึงตัวตนของเจียงซู่ตราบใดที่ยังได้ล้มตัวลงนอนบนเตียงที่เคยใช้ร่วมกัน ได้สัมผัสข้าวของเครื่องใช้ที่เธอเคยหยิบจับ กลิ่นอายจาง ๆ ที่ยังอบอวลอยู่เหล่านั้นเปรียบเสมือนน้ำหล่อเลี้ยงที่ทำให้เขารู้สึกว่าเธอยังไม่จากไปไหนหากแต่กลิ่นอายเหล่านั้นกลับเริ่มเจือจางลงทุกวัน มันค่อย ๆ เลือนหายไปจนเขาแทบจะไขว่คว้าไว้ไม่ได้อีกแล้ว...“ป้าเฉิน? ป้าเฉิน!”โจวซือเหย่ตะโกนเสียงดังลั่นพลางกอดขวดเหล้าไว้แนบอกป้าเฉินรีบวิ่งกระหืดกระหอบขึ้นบันไดมาทันทีด้วยความตระหนก “ค่ะ คุณผู้ชาย เกิดอะไรขึ้นคะ?”โจวซือเหย่ถลาเข้าไปเอ่ยถามคาดคั้นเสียงเข้ม “ป้าเปลี่ยนปลอกหมอนกับผ้าปูที่นอนใช่ไหม?!”ป้าเฉินเหลือบมองผ้าปูที่นอนที่เริ่มมีรอยยับย่นและไม่เคยได้รับการซักมานานร่วมครึ่งเดือนพลางส่ายหน้าปฏิเสธรัว “ป้าไม่ได้แตะเลยค่ะคุณผู้ชาย”นับตั้งแต่เจียงซู่เกิดเรื่อง ข้าวของทุกอย่างที่เธอเคยสัมผัส ป้าเฉิ

  • ฉันแท้ง... ในวันเกิดชู้รัก   บทที่ 627

    สำหรับคุณปู่โจว เมื่อชีวิตดับสูญสิ่งที่หลงเหลืออยู่ก็เป็นเพียงเศษเสี้ยวของอดีตที่ควรกำจัดให้สิ้นซาก การเริ่มต้นชีวิตใหม่ต่างหาก คือสิ่งที่หลานชายของเขาควรทำ!ทว่าเขากลับประเมินค่าความคลั่งของโจวซือเหย่ต่ำไป เพราะไม่ว่าใครหน้าไหนก็ตามที่กล้าบังอาจแตะต้องข้าวของของเจียงซู่แม้เพียงปรายนิ้ว เขาพร้อมจะพุ่งเข้าทำร้ายร่างกายอย่างไม่ไว้หน้าราวกับสัตว์ป่าที่คุ้มคลั่งเนื่องจากคนที่คุณปู่โจวส่งมาล้วนไม่กล้าลงมือโต้กลับ จึงทำได้เพียงหลบหลีกและยอมเป็นกระสอบทรายให้เขาซัดด้วยความจำยอมโจวซือเหย่คำรามสั่งให้คนของเขาเข้าไปล็อกตัวคุณปู่โจวไว้ ก่อนจะจัดการลากตัวออกไปนอกคฤหาสน์ทันทีอย่างเหี้ยมเกริมเมื่อไร้หัวโจกคอยสั่งการ เหล่าบริวารที่เหลือจำต้องถอยร่นออกไปตาม ๆ กันการถูกหลานชายแท้ ๆ ไล่ตะเพิดออกจากบ้านอย่างไม่ไว้หน้า ทำให้คุณปู่โจวโกรธจัดจนหน้าเขียวหน้าแดง สติสัมปชัญญะแทบจะหลุดลอยจนด่าทอออกมาไม่เป็นภาษาหลู่เหยียนลอบปาดเหงื่อพลางมองตามแผ่นหลังของผู้อาวุโสที่กำลังระเบิดเพลิงโทสะอย่างรุนแรงราวกับลาวาที่พวยพุ่งและไหลบ่าพร้อมจะแผดเผาทุกอย่างที่ขวางหน้านี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่เขาได้เห็นบอสเสียสติ

  • ฉันแท้ง... ในวันเกิดชู้รัก   บทที่ 626

    สุดท้าย โลกก็ต้องโคจรตามเขา พิธีศพของเจียงซู่ก็ถูกรื้อถอนจนสิ้นซากตามความประสงค์ของโจวซือเหย่ เขาประกาศกร้าวต่อหน้าทุกคนด้วยน้ำเสียงเด็ดขาดว่าเจียงซู่ยังมีชีวิตอยู่ความดื้อรั้นป่าเถื่อนของเขาราวกับกำแพงหนาที่ก่อตัวเพื่อปิดกั้นเสียงของคนทั้งโลก เขามุดตัวอยู่ในโลกอันมืดมิดและเลือกเชื่อเพียงสิ่งที่ใจปรารถนาจะให้เป็นเท่านั้นเมื่อต้องเผชิญกับลูกชายที่สติแตกกระเจิงไปแล้วเช่นนี้ เวินเหยาฉินในฐานะแม่แท้ ๆ ก็หมดปัญญาจะฉุดรั้ง ไม่ว่าเธอจะตบตีหรือด่าทออย่างไรก็ไม่สามารถเรียกสติเขากลับมาได้แม้แต่เศษเสี้ยวโจวซือเหย่ประคองรูปถ่ายของเจียงซู่กลับมายังคฤหาสน์จิ่งหยวน ราวกับเป็นการจูงมือเธอกลับบ้านทันทีที่ป้าเฉินเห็นรูปตั้งหน้าศพในอ้อมกอดของเขา ขอบตาที่เพิ่งแห้งผากก็กลับมาเปียกชื้นอีกครั้งข่าวการจากไปอย่างกะทันหันของเจียงซู่ทำให้เธอแทบสิ้นสติ โลกทั้งใบดูเหมือนจะหมุนเคว้งจนเธอคิดว่าตัวเองหูฝาดไป เหตุใดถึงด่วนจากไปเช่นนี้?คุณผู้หญิงแสนดีที่ยังมีอนาคตอีกยาวไกลเช่นนั้น ทำไมโชคชะตาถึงได้ใจร้ายพรากเธอไปก่อนเวลาอันควรเช่นนี้เมื่อนึกถึงใบหน้าอันอ่อนโยนดวงนั้น ก้อนเนื้อในอกพลันบีบรัดจนรู้สึกปวดร้าว

  • ฉันแท้ง... ในวันเกิดชู้รัก   บทที่ 625

    “เจียงซู่ยังไม่ตาย ใครอนุญาตให้จัดงานศพให้?”ท่ามกลางซากความพินาศของงานศพ ความจริงประจักษ์แก่สายตาทุกคนในวินาทีนั้นว่า เขาไม่ได้เกลียดเธอจนตามมาทำลายงาน แต่นี่คืออาการของคนหัวใจสลายที่ยอมรับความตายของเธอไม่ได้เลยต่างหากสภาพของโจวซือเหย่ที่ตัวสั่นเทิ้มในชุดผู้ป่วยซีดเซียวเป็นสิ่งที่ฟ้องชัดแก่ผู้คน ณ ที่แห่งนี้ว่า เขายอมรับความจริงไม่ได้จนเริ่มเสียสติไปแล้วทว่าอาการคลุ้มคลั่งที่เกิดขึ้นเบื้องหน้า กลับไม่ได้ทำให้หลู่เหยียนรู้สึกแปลกใจเลยแม้แต่น้อยเขารู้จักเจ้านายคนนี้ดีกว่าใคร สำหรับคนอย่างโจวซือเหย่ ถ้าไม่คลุ้มคลั่งขนาดนี้สิ ถึงจะเรียกว่าผิดปกติโจวซือเหย่โอบกอดรูปถ่ายหน้าศพไว้แนบอก ปลายนิ้วสั่นเทาลูบไล้ใบหน้าของหญิงสาวในรูปอย่างแผ่วเบา ราวกับกำลังสัมผัสผิวหนังอันนุ่มนวลของคนที่มีชีวิตอยู่จริง ๆ แววตาของเขาฉายชัดถึงความรักอันลึกซึ้งที่บิดเบี้ยวจนเกินเยียวยา “หลู่เหยียน รื้อทุกอย่างที่นี่ทิ้งให้หมด!”เขาไม่ต้องการให้เจียงซู่ต้องมาแปดเปื้อนกับสิ่งของอัปมงคลพวกนี้แม้แต่นิดเดียวหลู่เหยียนทำเพียงนิ่งรับคำสั่ง งานกู้ซากที่ไม่มีวันจบสิ้นแบบนี้กลายเป็นกิจวัตรไปแล้ว ทุกวันนี้การทำงานข

  • ฉันแท้ง... ในวันเกิดชู้รัก   บทที่ 485

    “โจวซือเหย่ คนอย่างคุณตายไปซะได้ก็ดี”ทรวงอกของเจียงซู่กระเพื่อมขึ้นลงรุนแรงตามจังหวะหายใจที่หอบถี่ทุกคนในห้องอาหาร ณ บัดนี้ ตกอยู่ในสภาวะช็อก “...?”“กรี๊ดดด ซือเหย่...”เสียงหวีดร้องแหลมสูงของเวินเหยาฉินดังทะลุโสตประสาท เธอถลาเข้าไปหาลูกชายด้วยความตระหนก เมื่อเห็นว่าสภาพกว่าครึ่งซีกของโจวซือเ

  • ฉันแท้ง... ในวันเกิดชู้รัก   บทที่ 442

    คุณหมออวี้?จิตแพทย์ประจำตัวของเจียงซู่อย่างนั้นเหรอ?ในที่สุดชิ้นส่วนปริศนาที่ขาดหายไปก็ถูกประกอบจนสมบูรณ์ ไต้ซานเหอนึกออกแล้ว ผู้หญิงลึกลับที่เธอเคยเห็นว่าแอบนัดพบกับเวิงอี๋ที่ร้านอาหารอย่างลับ ๆ ในวันนั้น คือคนคนเดียวกับจิตแพทย์ที่เธอเคยพบที่คฤหาสน์จิ่งหยวนไม่ผิดแน่!ใบหน้าของไต้ซานเหอซีดเผือด

  • ฉันแท้ง... ในวันเกิดชู้รัก   บทที่ 444

    “รู้ได้ไงว่าเป็นฉัน”ในแววตาของเวิงอี๋ไม่ได้มีความรู้สึกผิดชอบชั่วดีฉายออกมาเลยแม้จะถูกกระชากหน้ากากออกในที่แจ้ง เธอกลับยังคงเชิดหน้า วางท่าทีลำพองอย่างไม่ยำเกรงทันทีที่ได้รับคำยืนยันจากไต้ซานเหอว่าอวี้เจินล่วงรู้ถึงความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับเวิงอี๋ เจียงซู่ก็เริ่มปะติดปะต่อชิ้นส่วนปริศนาอันเลือนล

  • ฉันแท้ง... ในวันเกิดชู้รัก   บทที่ 439

    “ลูกรัก ดูสิว่าใครมา ท่านลุงของลูกไงล่ะ มา มา ทักทายท่านลุงเขาหน่อยเร็ว” โจวจิ่งอี้จีบปากจีบคอพูดพลางบีบเสียงเล็กเสียงน้อย ทำท่าทางกระเง้ากระงอดกระซิก “ผมไม่ชอบท่านลุงเลย ผมเกลียดท่านลุงที่สุดในโลกเลยครับ~~”สิ้นคำงิ้วฉากนั้น เขาก็กลับมาใช้เสียงปกติพลางหัวเราะในลำคอ “สมกับเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของพ่

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status