Share

บทที่ 4

Author: คุณชายสายฝน
เจียงซู่รู้ดีว่าเฉินเหยาฉินคลั่งไคล้การมีหลานชายมากแค่ไหน และเธอไม่อยากถูกจับตาดูแม้กระทั่งตอนนอน

“แม่คะ ที่นี่อยู่ไกลจากบริษัท ต้องตื่นเช้าทุกวัน เดี๋ยวจะไปรบกวนเวลาพักผ่อนของอาเหย่เอานะคะ”

ตอนนี้ลูกชายคือทั้งชีวิตของเวินเหยาฉิน เจียงซู่จึงใช้จุดนี้ให้เป็นประโยชน์ในการต่อรอง

เป็นไปตามแผน เวินเหยาฉินมีสีหน้าลังเลขึ้นมาทันที

โจวซือเหย่หันมามองเธอด้วยสายตาขรึมเล็กน้อย เธอช่างฉลาดในการใช้เขาเป็นโล่กำบังจริง ๆ

เจียงซู่รู้สึกได้ถึงพลังงานบางอย่างจากสายตาของเขาที่มองมา แต่เธอเลือกที่จะเพิกเฉยเหมือนที่เขาทำเมื่อครู่

เรื่องที่จะให้กลับมาอยู่ที่บ้านหลังนี้จึงหยุดไว้แต่เพียงเท่านั้น แต่แม่สามีผู้แสนดีของเธอไม่ยอมแพ้ง่าย ๆ โดยการลงมือจัดแจงให้แม่บ้านอู๋ย้ายจากบ้านใหญ่มาอยู่กับพวกเขา

เจียงซู่พยายามจะลองปฏิเสธอีกครั้ง แต่มันไม่เป็นผล เวินเหยาฉินมีท่าทีเด็ดขาด และตัดสินใจทันที

“ป้าอู๋คะ ฉันหิวแล้ว เมื่อไหร่จะเริ่มทานข้าวคะ? ”

เมื่อเสียงพูดจบ ร่างเพรียวบางของหญิงสาวคนหนึ่งก็ได้ปรากฏตัวขึ้น เธอคือโจวหว่านซิน น้องสาวของโจวซือเหย่

เมื่อเจ้าของร่างเพรียวบางนั้นเห็นพวกเขาทั้งสอง ก็กล่าวทักทายด้วยน้ำเสียงร่าเริง

“พี่ชาย พี่สะใภ้”

โจวซือเหย่พยักหน้าตอบกลับพร้อมกับพูดว่า “กลับมาแล้ว”

เจียงซู่ตอบกลับด้วยรอยยิ้มบางบนใบหน้า

โจวหว่านซินปีนี้อายุครบสิบหกปีบริบูรณ์ เธอเป็นน้องเล็กสุดของตระกูลโจว และเป็นลูกสาวคนสุดท้องของพ่อโจวซือเหย่ด้วย ซึ่งนั่นทำให้เธอเป็นที่รักและเอ็นดูของทุกคนในบ้าน

เวินเหยาฉินสั่งให้แม่บ้านยกอาหารมา

ณ โต๊ะทานอาหาร โจวหว่านซินเอ่ยขึ้นพร้อมกับรอยยิ้มที่แสนไร้เดียงว่า “ซ้อคะ วันศุกร์นี้ที่โรงเรียนหนูมีประชุมผู้ปกครอง ซ้อมาช่วยหนูได้ไหมคะ”

เมื่อได้ยินดังนั้น มือของเจียงซู่ที่กำลังคีบอาหารอยู่หยุดชะงักไปครู่หนึ่ง

โจวหว่านซินหน้าตาไม่ค่อยเหมือนโจวซือเหย่สักเท่าไหร่ เพราะโจวหว่านซินหน้าออกไปทางแม่ ส่วนโจวซือเหย่หน้าออกไปทางพ่อเสียมากกว่า แต่ทั้งคู่ได้รับยีนส์ดวงตาของพ่อสามี นามว่า โจวผิงคาง มาเหมือนกัน

ถึงอย่างนั้น ดวงตาของทั้งคู่กลับให้ความรู้สึกที่แตกต่างกัน ดวงตาของโจวซือเหย่จะดูมีความเยือกเย็น ไร้อารมณ์ ส่วนดวงตาของอีกคนที่กำลังจ้องมองมาที่เธออยู่ตอนนี้ กลับเต็มไปด้วยรอยยิ้มอยู่เสมอ ทำให้รู้สึกเข้าถึงได้ง่าย

แต่เจียงซู่รู้ดีว่านั่นเป็นเพียงแค่ภาพลวงตาที่อีกคนสร้างขึ้น

เจียงซู่ปฏิเสธว่า “วันศุกร์นี้พี่ต้องไปทำงาน ซินซินให้คุณแม่ไปแทนแล้วกันนะ”

แต่โจวหว่านซินกลับไม่ยอม เธอหันไปหาโจวซือเหย่พร้อมกับทำปากจู๋พูดอ้อนวอน “พี่ชาย พี่รักหนูที่สุดเลยใช่ไหมคะ ให้หนูยืมซ้อมาอยู่กับหนูสักวันหนึ่งได้ไหมคะ”

เจียงซู่หันไปมองโจวซือเหย่ เธอหวังว่าเขาจะช่วยเธอปฏิเสธ แต่แล้วความหวังของเธอก็สลายไปในพริบตา

โจวซือเหย่ยังไม่ทันได้ปริปากพูด เวินเหยาฉินก็ได้ตัดสินใจแทนเขาเรียบร้อยว่า “ในเมื่อซินซินอยากให้เจียงซู่ไป งั้นวันศุกร์นี้ก็ไม่ต้องไปทำงานละกัน”

ประโยคนี้คือเวินเหยาฉินพูดกับเจียงซู่

ขอเพียงแค่โจวหว่านซินขอ เวินเหยาฉินก็พร้อมจะทำตามใจลูกสาวได้ทุกอย่าง

ส่วนโจวซือเหย่นิ่งเงียบ ไม่พูดอะไรเลยตั้งแต่ต้นจนจบราวกับว่าเรื่องเล็กน้อยแบบนี้เขาไม่อยากจะเสียน้ำลายเข้าไปพูดด้วย

ผ่านมาหลายปีแล้ว แต่เธอก็ยังคงไม่มีสิทธิ์มีเสียงใด ๆ ในบ้าน แม้แต่เรื่องของตัวเอง เธอก็ยังไม่มีสิทธิตัดสินใจ

ทันใดนั้นเอง เจียงซู่ก็รู้สึกว่าอาหารเริ่มฝืดคอเหลือเกิน

มื้อเที่ยงนี้ช่างไร้รสชาติสิ้นดี

...........

หลังจากออกมาจากบ้านใหญ่ ระหว่างทางกลับบริษัท เจียงซู่อดไม่ได้ที่จะพูดความคิดของเธอออกมา

“ประชุมผู้ปกครองนั้น ฉันไม่อยากไป”

โจวซือเหย่ตอบกลับว่า “ลางานหนึ่งวัน ไม่หักเงินเดือนคุณหรอก”

เขาคิดว่าเธอกลัวถูกหักเงินเดือน?

เจียงซู่ยังคงพูดคำเดิม “โจวซือเหย่ ฉันไม่อยากไป”

เพราะความดื้อดึงของเธอ ทำให้โจวซือเหย่ถึงกับหันมามองด้วยความไม่เข้าใจ “นี่ไม่ใช่ครั้งแรกของคุณนะ”

ก็เพราะว่ามันไม่ใช่ครั้งแรกนี่แหละ เธอถึงไม่อยากไปอีก

โจวซือเหย่พูดเตือนขึ้นมา “หว่านซินชอบคุณมาก อย่าทำให้น้องเสียใจ”

ชอบงั้นเหรอ?

มีแค่คนในครอบครัวเขาที่คิดว่ามันเป็นแบบนั้น

การเสแสร้งสามารถหลอกลวงคนได้ และยิ่งไปกว่านั้นคือพวกเขาเป็นคนในครอบครัวที่อยู่ใต้ชายคาบ้านร่วมกันมาเป็นสิบปี ส่วนเธอเป็นแค่คนนอก

ถ้าเจียงซู่บอกว่าโจวหว่านซินมีท่าทีทำตัวเป็นศัตรูต่อเธอ ก็คงไม่มีใครเชื่อ และเธอก็คงถูกมองว่ากำลังสร้างเรื่อง เป็นตัวปัญหาที่คอยยุแยงให้แตกแยก

เจียงซู่ถามขึ้นว่า “โจวซือเหย่ ความคิดเห็นของฉันในสายตาของพวกคุณ มันไม่มีค่าอะไรเลยใช่ไหม? ”

เธอไม่อยากไป ไม่ไปไม่ได้เหรอ?

โจวซือเหย่ขมวดคิ้วกับปฏิกิริยาโต้กลับของเธอ “หว่านซินมองคุณเป็นส่วนหนึ่งในครอบครัว การที่คุณไปงานประชุมผู้ปกครองของหว่านซินมันมีปัญหาตรงไหน? คุณเป็นพี่สะใภ้นะ เรื่องแค่นี้ก็ทำให้ไม่ได้เหรอ? ”

ลองฟังดู คำพูดประโยคนั้นเหมือนกับกำลังบอกเธอว่า เธอเป็นพี่สะใภ้ที่ไม่ได้เรื่องได้ราวอะไรเลย

เจียงซู่พยายามฝืนยิ้มยกมุมมาก เยาะเย้ยตัวเองอย่างเหนื่อยหน่าย “ฉันปฏิเสธก็กลายเป็นว่าฉันงี่เง่าไม่มีเหตุผลงั้นเหรอ? แล้วการที่เวิงอี๋เข้ามาเป็นมือที่สามนี่มันคืออะไร? สำออยหรือเปล่า?”

เมื่อเธอพูดจบประโยค สีหน้าโจวซือเหย่หม่นลงอย่างเห็นได้ชัด “เรื่องนี้เกี่ยวอะไรกับเวิงอี๋ คุณจะลากเอาเขามาพูดทำไม”

“คุณไม่รู้เหรอว่าการพูดจาใส่ร้ายคนอื่นมันทำลายชื่อเสียงของคนได้ คุณก็เป็นผู้หญิงนี่ เรื่องแค่นี้ไม่เข้าใจ? ”

เจียงซู่ “พวกคุณทำได้ แล้วทำไมฉันถึงพูดไม่ได้? ”

โจวซือเหย่ “ผมจะพูดอีกครั้งเดียว ผมกับเวิงอี๋เราไม่ได้มีอะไรกันทั้งนั้น และผมก็มองเขาเหมือนน้องสาวคนหนึ่งเพียงเท่านั้น”

เจียงซู่พูดเยาะเย้ยต่อ “ที่คุณพูดมาคุณเชื่อเองไหม? ”

น้องสาว?

เธอว่าน่าจะเป็นน้องสาวสุดที่รักเสียมากกว่า

การโต้เถียงในครั้งนี้ จบลงโดยไม่มีข้อสรุป

ระหว่างเดินทางกลับบริษัท เจียงซู่ต้องลงจากรถกลางคัน เพราะไม่อยากให้ใครรู้ว่าแท้จริงแล้วเธอคือใคร

เธอมองดูรถที่ค่อย ๆ แล่นออกไป และได้แต่เยาะเย้ยตัวเองในใจ

ภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายแต่ต้องทำตัวลับ ๆ ล่อ ๆ หลบซ่อนราวกับขโมย ส่วนคนที่เป็นมือที่สามที่ทุกคนต่างรังเกียจกลับมีสิทธิ์มีเสียงเปิดเผย โอ้อวดได้อย่างไม่อายใคร

โลกนี้มันกลับตาลปัตรไปหมดแล้ว

เรื่องที่เวิงอี๋เป็นผู้ช่วยโจวซือเหย่ราวกับพายุงวงช้าง ที่ใช้เวลาเพียงพริบตาก็แพร่กระจายไปทุกซอกทุกมุมของบริษัท

ทุกคนต่างก็เข้าใจว่า เวิงอี๋คือ ‘ภรรยา’ ของโจวซือเหย่ เป็นนายหญิงของพวกเขา

เจียงซู่ปิดหูของตนเอง ไม่รับรู้เรื่องราวภายนอกใด ๆ ทั้งสิ้น และดำเนินการส่งมอบงานต่อไป

เธอไม่อยากจะสนใจเรื่องบ้าเหล่านั้น ขอเพียงแค่เธอได้หย่าให้ได้เร็วที่สุดก็พอ

เพียงชั่วพริบตา วันศุกร์ก็มาถึง

เจียงซู่ไม่อยากไปประชุมผู้ปกครองให้โจวหว่านซิน ในวันนั้น เธอจึงจงใจปิดมือถือ และไม่ไปบริษัท

ในเมื่อโจวซือเหย่เป็นคนพูดเองกับปากว่าสามารถลางานได้โดยไม่หักเงินเดือน งั้นเธอก็ไม่จำเป็นที่จะต้องไปทำร้ายตัวเองด้วยการไปโรงเรียน และเธอเลือกที่จะไปเยี่ยมคุณย่าที่โรงพยาบาลแทน

แต่เธอเหมือนจะประเมินความพยายามของโจวหว่านซินต่ำไปหน่อย เพราะเมื่อไม่สามารถติดต่อเธอได้ โจวหว่านซินก็รีบไปฟ้องโจวซือเหย่ และด้วยความที่เป็นพี่ชายที่แสนดีประดุจเทวดา เขาจึงให้เลขาหลู่มาตามตัวเธอที่โรงพยาบาล

ณ ห้องผู้ป่วย เลขาหลู่เข้ามาพร้อมกับทักทายคุณย่าก่อนตามมารยาท และหลังจากนั้นก็หันมาทางเจียงซู่

“คุณผู้หญิงครับ ท่านประธานให้ผมมารับคุณไปโรงเรียนครับ”

วินาทีที่เลขาหลู่ปรากฏตัวขึ้นตรงหน้าเธอ นั้นก็เป็นวินาทีที่รอยยิ้มบนใบหน้าเธอเลือนหายไปเช่นกัน

กัดไม่ปล่อยเลยนะ

ขนาดเธอหนีมาแล้ว ยังจะตามตัวเธอเจออีก

คุณย่าอี้ไม่เข้าใจจึงถามขึ้นว่า “ไปโรงเรียนทำไมเหรอ? ”

เลขาหลู่ได้ยินดังนั้น จึงอธิบายขึ้น “คุณผู้หญิงต้องไปประชุมผู้ปกครองให้คุณหนูหว่านซินที่โรงเรียนครับ”

ได้ยินดังนั้น คุณย่าก็หันไปบอกเจียงซู่ทันทีว่า “ถ้าอย่างนั้นรีบไปทำธุระให้เสร็จนะ”

ตอนแรกคุณย่ากลัวว่าบ้านตระกูลโจวจะดูถูกเหยียดหยามหลานสาวของเธอ แต่เมื่อได้ยินดังนั้น เหมือนว่าเธอจะคิดมากไปเอง ในเมื่อเจียงซู่สามารถไปงานประชุมผู้ปกครองได้ ก็แสดงว่าคนในบ้านตระกูลโจวยอมรับหลานสาวเธอเป็นส่วนหนึ่งในครอบครัวแล้ว

เมื่อเห็นรอยยิ้มบนใบหน้าของคุณย่า เธอจึงไม่อยากให้คุณย่าต้องเกิดความกังวล สุดท้าย ทำได้เพียงเดินตามเลขาหลู่ออกไป

โรงเรียนของโจวหว่านซินเป็นโรงเรียนนานาชาติสำหรับคนชนชั้นสูง เด็ก ๆ ที่มาเรียนที่นี่ล้วนมาจากครอบครัวมีฐานะ และมีอำนาจ

ความจริงแล้วเจียงซู่รู้ดีถึงจุดประสงค์อันแท้จริงที่ให้เธอมาที่นี่ว่ามันคืออะไร แต่ในตอนแรกเธอไม่เข้าใจว่าเธอไปทำอะไรให้คุณหนูโจวหว่านซินไม่ชอบใจ และเพราะอะไรคุณหนูถึงมองเธอเป็นศัตรูถึงขนาดนี้

แต่ตอนนี้เธอเข้าใจแล้ว การที่คนไม่ชอบขี้หน้าใครสักคนมันไม่จำเป็นต้องมีเหตุผลมารองรับ มันก็เหมือนกับการโดนบลู่ลี่ มักจะเลือกรังแกคนที่อ่อนแอกว่า ไร้ทางสู้เป็นเหยื่อ และเธอก็คือเหยื่อในสายตาของโจวหว่านซิน

ในขณะที่เธอกำลังเดินผ่านสระน้ำ เจียงซู่รู้สึกได้ว่ามีเสียงเคลื่อนไหวที่แผ่วเบาดังขึ้นจากข้างหลังเธอ ดวงตาของเธอหรี่มองด้วยหางตาอย่างระแวดระวัง ก่อนที่เสียงการเคลื่อนไหวของอีกฝ่ายจะค่อย ๆ ดังขึ้น เพื่อเข้ามาประชิดตัว แต่เธอหันตัวหลบทันด้วยไหวพริบ ทำให้รอดพ้นจากมือคู่นั้น ที่จงใจยื่นมาผลักเธอ

เธอโชคดีที่หลบจากการซุ่มโจมตีของอีกฝ่ายได้ แต่คนที่จงใจผลักเธอดูเหมือนจะไม่ได้โชคดีอย่างเธอ

เสียงตู้มดังขึ้น

พร้อมกับร่างคนที่ตกลงไปในสระน้ำ

จากนั้นก็มีเสียงอุทานดังขึ้นมาติด ๆ และตามมาด้วยเสียงประณามด้วยความเกรี้ยวกราด “แกผลักคนตกน้ำทำไม? ”

เด็กอายุประมาณสิบหกถึงสิบเจ็ดปี ราว ๆ ห้าถึงหกคนโผล่ออกมา ซึ่งหนึ่งในกลุ่มเด็กนั่นก็มีโจวหว่านซินด้วย
Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • ฉันแท้ง... ในวันเกิดชู้รัก   บทที่ 433

    โจวซือเหย่กุมมือเธอไว้แน่น ประคองไว้ด้วยอุ้งมือหนาที่ร้อนจัด “มีผมอยู่ทั้งคน ผมจะปกป้องคุณกับลูกเอง”สัมผัสจากเขานั้นอุ่นวาบ ทว่าเจียงซู่กลับรู้สึกหนาวเหน็บไปถึงกระดูกดำ ราวกับถูกงูพิษเย็นชืดเลื้อยผ่าน ผิวหนังที่ถูกเขาแตะต้องเริ่มร้อนรุ่มและเจ็บแปลบ คล้ายกำลังถูกพิษร้ายกัดกร่อนจนไหม้เกรียมเจียงซู่สะบัดมือออกจากการเกาะกุมนั้นอย่างแรง เธอถอยกรูดราวกับเห็นสัตว์มีพิษร้ายตัวฉกาจโจวซือเหย่น่ากลัวเกินไป ทั้งความแข็งกร้าว ความอำมหิต ความลำเอียง หรือแม้แต่ความใส่ใจที่เขาหยิบยื่นให้ในตอนนี้ แท้จริงแล้วมันไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวบุคคลเลย แต่มันขึ้นอยู่กับกระแสอารมณ์ที่แปรปรวนของเขาเพียงอย่างเดียว ไม่มีใครที่มีค่าพอสำหรับเขาจริง ๆ ในวินาทีนั้นเอง เจียงซู่เพิ่งตระหนักชัดว่า ผู้ชายคนนี้ไม่เคยรักใครเลย คนเดียวที่เขารักมาตลอด คือ ตัวเขาเอง ใครก็ตามที่กล้าทำลายสิ่งที่เขากำลังให้ค่า เขาจะกวาดล้างทุกคนอย่างไม่เลือกหน้าโดยไม่สนหน้าไหนทั้งสิ้นเจียงซู่เอนกายถอยห่างเพื่อสร้างระยะพ้นภัยจากเขาด้วยท่าทีต่อต้านอย่างรุนแรง “โจวซือเหย่ คุณอยู่ห่าง ๆ จากฉันเถอะ นั่นแหละคือการปกป้องที่ดีที่สุดสำหรับฉันแล้ว”

  • ฉันแท้ง... ในวันเกิดชู้รัก   บทที่ 432

    “ผมแนะนำให้คุณรับเงินนี่ไว้ดีกว่าครับ ธุรกิจของพ่อคุณกำลังแขวนอยู่บนเส้นด้าย เงินก้อนนี้อาจเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่ช่วยต่อลมหายใจให้ธุรกิจก็ได้ครับ”สิ้นประโยคที่แสนเย็นชาพอกับสายตาของหลู่เหยียนนั้น เขาหมุนตัวเดินจากไปโดยไม่คิดจะรั้งรอแม้แต่วินาทีเดียวไช่หลานปรี่เข้าไปหาลูกสาวด้วยความตื่นตระหนก “เสี่ยวอี๋ นี่มันเรื่องอะไรกันแน่? ทำไมลูกถึงต้องมาตกอยู่ในสภาพนี้?”เวิงอี๋หน้าซีดเผือด ทว่าดวงตากลับแดงก่ำรื้นไปด้วยหยาดน้ำตา เธอกลั้นสะอื้นจนตัวโยกก่อนจะโพล่งออกมาด้วยเสียงสั่นเครือ “ลูกของหนูไม่อยู่แล้ว! เขาพรากลูกไปจากหนูแล้ว!”คำบอกเล่านั้นเปรียบเสมือนสายฟ้าฟาดลงกลางใจ ไช่หลานหน้าถอดสี ร่างทั้งร่างชาวาบในทันทีทำไมเรื่องมันถึงกลายเป็นแบบนี้ไปได้?ท่ามกลางความโศกเศร้า เปลวไฟแห่งความเคียดแค้นเริ่มสุมทรวงเวิงอี๋ เธอเกลียดความไร้เยื่อใยของโจวซือเหย่สุดหัวใจที่ผ่านมาเขาเคยพะเน้าพะนอตามใจเธอมากยิ่งกว่าใครไม่ใช่หรือ? แล้วทำไมมาวันนี้ถึงได้สวมวิญญาณคนใจดำอำมหิตเช่นนี้? ก็แค่เด็กเพียงคนเดียว ทำไมเขาถึงปล่อยให้เลือดเนื้อเชื้อไขของตัวเองลืมตาดูโลกไม่ได้?เพียงเพราะเจียงซู่ก็กำลังตั้งครรภ์อย่าง

  • ฉันแท้ง... ในวันเกิดชู้รัก   บทที่ 431

    “อะไรนะ?!”เวิงอี๋เบิกตาโพลงด้วยความตกใจ เธอไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่ได้ยินเมื่อครู่เลย เธอถึงขั้นคิดสงสัยว่าตนอาจจะหูฝาดไปหรือเปล่าหลู่เหยียนไม่ได้แยแสกับปฏิกิริยาของเธอเลยแม้แต่น้อย เขาหันไปกำชับกับคุณหมอด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “คุณหมอเตรียมการได้เลยครับ”เมื่อได้ยินคำสั่งการที่หลุดออกมาจากปากของหลู่เหยียนเมื่อครู่ ราวกับเป็นการดึงสติที่พร่าเลือนของเธอกลับมาสู่ความเป็นจริงที่แสนเจ็บปวดว่า เธอไม่ได้หูฝาด ใบหน้าของเวิงอี๋พลันเปลี่ยนสีในฉับพลัน “กล้าดียังไงมาแตะต้องฉัน พี่ซือเหย่ไม่ปล่อยพวกแกไว้แน่” หลู่เหยียนมองเธอด้วยสายตาเหยียดหยามราวกับกำลังมองคนโง่เขลาคนหนึ่งที่ยังจมปลักอยู่กับความเพ้อฝัน “คุณคิดว่าถ้าประธานโจวไม่สั่ง ผมจะขยันถึงขั้นยอมสละเวลามาที่นี่กับคุณงั้นเหรอครับ?”เธอคิดว่าตัวเองเป็นใคร? เธอสำคัญตัวเองผิดไปว่าเขาจะยอมเสียเวลามาปรนนิบัติเธอด้วยความเต็มใจอย่างนั้นหรือสิ้นประโยคนั้นของเขา ใบหน้าของเวิงอี๋ก็ซีดเผือดลงทันที เธอได้แต่พึมพำอย่างไม่ยอมรับความจริงที่รับรู้ “ไม่มีทาง! พี่ซือเหย่ไม่มีวันทำแบบนี้กับฉัน! พี่ซือเหย่ตกลงแล้วว่าจะให้ฉันเก็บเด็กไว้ นายโกหก พี่ซือเหย่ไม่ม

  • ฉันแท้ง... ในวันเกิดชู้รัก   บทที่ 430

    ลูกหลานตระกูลโจวทุกคนล้วนต้องไปเรียนต่อต่างประเทศ แต่เธอเคยบอกไว้ตั้งนานแล้วว่าเธอจะไม่ไป และพวกเขาก็รับปากเป็นมั่นเหมาะ ทว่าตอนนี้กลับกลายเป็นคนไม่รักษาคำพูดเสียอย่างนั้นเมื่อได้ยินเช่นนั้น ขนตาของเวิงอี๋สั่นระริกพลางเอ่ยถามอย่างระแวดระวัง “พี่ซือเหย่พูดเพราะกำลังโกรธอยู่หรือเปล่า?”“ไม่ใช่ค่ะ”ถ้ามันเป็นแค่คำพูดประชดประชันก็คงดี แต่นี่เห็นชัด ๆ ว่าพี่ชายเธอเอาจริง!นัยน์ตาของเวิงอี๋หม่นแสงลง เจียงซู่มีความสำคัญในใจของโจวซือเหย่ขนาดนี้เลยหรือ? กระทั่งโจวหว่านซินที่เป็นน้องสาวแท้ ๆ ยังต้องถอยไปอยู่อันดับหลังเธอ!ขนาดโจวหว่านซินยังถูกเนรเทศไปไกลขนาดนั้น แล้วหมากในมือเธอตัวนี้ก็คงต้องเสียเปล่า ดูท่าเธอคงต้องหาโอกาสลงมือกับเจียงซู่ใหม่อีกครั้งเมื่อคิดได้ดังนั้น เวิงอี๋ก็รู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาทันทีช่วงนี้ไม่มีเรื่องไหนราบรื่นเลยจริง ๆพอนึกถึงชะตากรรมของโจวหว่านซิน เธอก็อดกังวลไม่ได้ว่า ในเมื่อเขาโกรธเคืองน้องสาวแท้ ๆ ได้ขนาดนั้น เขาจะสงสัยไหมว่าเธอเป็นคนคอยยุยงอยู่เบื้องหลัง?เพราะเรื่องที่เธอไปพบกับโจวหว่านซินนั้น แค่สืบดูก็รู้ความจริงแล้วทว่าความคิดที่วูบไหวขึ้นมานั้นก็ถูกกด

  • ฉันแท้ง... ในวันเกิดชู้รัก   บทที่ 429

    ถ้าไม่มีอะไร อยู่ดี ๆ เธอคงไม่ไปที่จิ่งหยวน และคงไม่ไปหาเจียงซู่ด้วยโจวหว่านซินสบเข้ากับดวงตาที่แผ่กลิ่นอายกดดันของโจวซือเหย่ เธอพยายามปลุกปลอบขวัญตัวเองพลางเอ่ยตัดพ้อด้วยความน้อยใจ “เรื่องวันนี้มันเป็นแค่อุบัติเหตุ หนูไม่ได้ตั้งใจสักหน่อย ขาหนูเองก็เจ็บจนเดินกะเผลกแล้ว พี่จะมาดุด่าอะไรหนูนักหนา?”ทว่าโจวซือเหย่ในยามนี้กลับไร้ซึ่งความอ่อนโยนดังวันวาน เขาเอ่ยเสียงเฉียบขาด “ที่ขาพิการนั่นไม่ใช่ว่าเธอทำตัวเองหรอกเหรอ?”“พี่คะ—”โจวหว่านซินคราวนี้ไม่ได้แสร้งบีบน้ำตา แต่เธอเสียใจจริง ๆ พี่ชายพูดกับเธอแบบนี้ได้อย่างไร?โจวซือเหย่ขมวดคิ้วมุ่น เอ่ยเสียงเข้ม “อย่ามาพูดไร้สาระกับพี่!”“...”โจวหว่านซินใจสั่นวูบ เมื่อต้องเผชิญหน้ากับโจวซือเหย่ที่กำลังเดือดจัด เธอก็อดที่จะหวาดกลัวไม่ได้“พูดมา!”เมื่อถูกคาดคั้นหนักเข้า โจวหว่านซินก็ยื่นปากออกมาอย่างแง่งอนก่อนจะโพล่งว่า “หนูก็แค่ไม่ชอบขี้หน้ายัยนั่น! แค่เพราะยัยนั่นท้อง ทุกคนก็เอาแต่รุมล้อมเอาใจยัยนั่นจนเมินหนูไปหมด หนูอิจฉานี่!”สิ้นเสียงนั้น โจวซือเหย่ยังไม่ทันได้อ้าปาก เวินเหยาฉินก็เอื้อมมือไปจิ้มหน้าผากลูกสาวพลาง

  • ฉันแท้ง... ในวันเกิดชู้รัก   บทที่ 428

    สิ้นคำพูดนั้น โจวหว่านซินก็เหมือนถูกจี้เข้าที่จุดตาย สีหน้าของเธอในตอนนี้เกินกว่าจะใช้คำว่าดูไม่ได้มาบรรยายแล้ว ขอบตาทั้งสองข้างแดงก่ำ ราวกับว่าน้ำตาจะร่วงหล่นลงมาในวินาทีถัดไปยามที่โจวซือเหย่ตามใจ เธอจะเอาแต่ใจแค่ไหนก็ได้ตามอำเภอใจ แต่เมื่อเขาเริ่มใช้อำนาจสยบ เธอก็ไม่มีปัญญาจะขัดขืนได้เลยโจวหว่านซินคุกเข่าลงเบื้องหน้าเตียงของเจียงซู่ด้วยความอัปยศอดสู ทว่าในส่วนลึกของดวงตากลับซ่อนเร้นความเกลียดชังที่มีต่ออีกฝ่ายเอาไว้เจียงซู่สัมผัสถึงความเกลียดชังนั้นได้อย่างชัดเจน เธอจึงเอ่ยกับโจวซือเหย่ตรง ๆ ว่า “คุณจะเล่นละครหรืออยากจะสั่งสอนกันจริง ๆ ก็ตาม ไม่ต้องมาทำโชว์ต่อหน้าฉันหรอก ฉันไม่รับมุกนี้”อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นในวันนี้ จะเป็นเรื่องบังเอิญหรือจงใจวางแผนไว้ เธอย่อมดูออกโจวหว่านซินคิดว่าการยอมเอาตัวเองมาเสี่ยงจะช่วยให้พ้นจากข้อสงสัยได้งั้นเหรอ? เธออาจจะเป็นคนโง่ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าคนอื่นจะโง่ตามไปด้วยเจียงซู่แค่นหัวเราะพลางกล่าวต่อ “คุณไม่ต้องมาทำเป็นแสนดีเสแสร้งแบบนี้หรอก ฉันไม่แจ้งความ และคุณก็ไม่ต้องกลัวว่าตำรวจจะมาลากตัวเธอไป อีกอย่าง ต่อให้ฉันแจ้งความจริง ๆ มีคุณอยู่ท

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status