مشاركة

บทที่ 4

เด็กหญิงได้ลงมือถอดถุงเท้าของหญิงวัยกลางคนผู้นี้ออกจากนั้นเธอก็บีบเลือดพิษออกจากบาดแผลและล้างด้วยน้ำเปล่าที่ได้สหายผู้วิเศษเสกกระบอกไม้ไผ่บรรจุน้ำใส่เอาไว้ให้ ก่อนที่จะนำยาสมุนไพรของตนโปะลงไปยังบาดแผลที่เริ่มเปลี่ยนสีนั้น

เมื่อหนิงลี่ได้สัมผัสถึงความเย็นของตัวยาที่ซึมเข้าบาดแผลของตนก็ทำให้นางได้มีสติมากขึ้นจากนั้นเปลือกตาของเธอก็ค่อย ๆ เปิดขึ้นทีละน้อย

ฉินเซียวที่กำลังง่วนอยู่กับการทำยาใหม่เพื่อจะเปลี่ยนให้กับหญิงผู้นี้อีกรอบไม่ได้รับรู้ว่าตอนนี้เธอได้ตกอยู่ภายใต้สาย ตาเรียวสวยของผู้เป็นป้าตามสายเลือด

หญิงวัยกลางคนที่เห็นเพียงใบหน้ามอมด้านข้างของเด็ก หญิงก็มีความรู้สึกถูกชะตากับเด็กคนนี้อย่างน่าประหลาด เธอมีความรู้สึกว่าเด็กคนนี้มีบางอย่างคล้ายน้องสาวของตนเมื่อยังเล็ก หลังจากเด็กหญิงทำยาเสร็จเธอก็กำลังจะนำมาเปลี่ยนให้กับผู้บาดเจ็บ เธอก็ได้รับรู้ถึงสายตาที่มองตัวเองอยู่เด็กสาวจึงหันไปทางหญิงวัยกลางคนทันที

“ท่านป้า ท่านไม่ต้องกลัวนะเจ้าคะ แม้ตัวข้าจะเป็นเด็ก แต่ในเรื่องของยาข้าพอมีความรู้อยู่บ้าง รับรองว่าท่านย่อมปลอดภัยอย่างแน่นอน” เด็กหญิงกล่าวกับผู้ป่วยด้วยถ้อยคำรื่นหู

“ป้าเชื่อเจ้า นั่นเป็นเพราะตอนนี้ป้าไม่รู้สึกถึงความเจ็บปวดอีกแล้ว” หนิงลี่ส่งยิ้มให้คนตัวเล็ก

‘จะไม่หายได้ยังไงนั่นน้ำทิพย์วิเศษเลยนะ แม้หยดเดียวก็มีค่าควรเมืองไม่รู้ตั้งกี่เมือง’ โป๊ยข่วยที่ลอยอยู่รอบตัวคนทั้งสองคิดพลางเงยหน้ามองฟ้า

แต่สิ่งที่กระจกน้อยคิดหาได้มีใครรับรู้ด้วยไม่ ทางฉินเซียวเองยังต้องแปลกใจกับผลการรักษาของตนด้วยซ้ำ ว่าเหตุใดบาดแผลของท่านป้าผู้นี้จึงได้หายเร็วนัก แต่เธอก็ยังคงโปะยาใหม่ลงไปอยู่ดีเพื่อให้เกิดความมั่นใจมากขึ้น หญิงวัยกลางคนมองการกระทำอันคล่องแคล่วเกินเด็กของผู้มีพระคุณ เธอจึงได้เกิดความสงสัยดังนั้นจึงได้ลองถามถึงที่มาที่ไปของเจ้าตัวเล็กด้านหน้าออกมา

“เด็กน้อยเจ้าเป็นใครอย่างนั้นหรือแล้วมาทำอะไรบนภูเขาแห่งนี้” หนิงลี่มองใบหน้าเล็กด้วยความเอ็นดูในขณะถามคำถามไปด้วย

“ข้าชื่อฉินเซียวเจ้าค่ะ อยู่หมู่บ้านด้านล่าง ที่ต้องขึ้นมาบนนี้ก็เพื่อมาตัดหญ้าลงไปให้หมูที่บ้านกิน” เด็กน้อยตอบตามตรงพลางมองใบหน้าของหญิงผู้นี้อย่างตั้งใจ

หนิงลี่รู้สึกตกใจที่ได้รู้ว่าเด็กคนนี้น่าจะเป็นลูกสาวของหญิงใจคดผู้นั้นจางหม่านซิง

“เจ้าเป็นบุตรสาวของหม่านซิงอย่างนั้นเหรอ แต่ทำไมป้าถึงไม่เคยเห็นเจ้ามาก่อนล่ะเจ้าเป็นบุตรคนที่เท่าไหร่ของนางกัน” หญิงวัยสามสิบถามด้วยความแคลงใจ

“ข้าเป็นบุตรสาวคนที่สองเจ้าค่ะ ท่านป้ารู้จักท่านแม่ข้าด้วยอย่างนั้นหรือเจ้าคะ” เด็กหญิงตัวน้อยหลังจากที่ทำแผลจนเสร็จเรียบร้อยถามออกมาด้วยความสงสัยเนื่องจากเธอจำได้ว่าตนไม่เคยเห็นหญิงคนนี้มาก่อน

“คนที่สองอย่างนั้นเหรอแต่เด็กคนนั้นไม่ได้ชื่อนี้นี่ ใคร ๆ ก็ต่างรู้ดีว่าหม่านซิงมีบุตรชายคนโตหนึ่งกับบุตรสาวคนเล็กหนึ่งมีชื่อว่าฉินจวน” หนิงลี่รู้สึกมึนงงหรือว่าตัวเองจะจำผิด

“ฉินจวนนางเป็นน้องคนสุดท้องเจ้าค่ะ แต่หากจะไม่ค่อยมีคนรู้เรื่องของข้าก็ไม่แปลกเพราะท่านแม่มักจะขังข้าให้อยู่แต่ในเรือนไม่ยอมให้ออกไปที่ใดนักนอกจากขึ้นเขาอย่างเช่นวันนี้” เด็กหญิงตอบด้วยใบหน้าหม่น

“โธ่ช่างน่าสงสารเสียจริง” หนิงลี่รู้สึกสงสารเด็กน้อยหน้ามอมร่างผอมจากใจ

“ว่าแต่ท่านป้าเป็นใครแล้วเหตุใดถึงมาอยู่ที่นี่หรือเจ้าคะ” เด็กหญิงเปลี่ยนเรื่องสนทนาเพราะเธอรู้สึกสงสัยในความคล้ายคลึงของบุคคลตรงหน้ามาก

“ป้าชื่อหนิงลี่มาจากหมู่บ้านซุยซวงอยู่ห่างจากหมู่บ้านของเจ้าไปหลายลี้ ที่ป้ามาอยู่บนภูเขาวันนี้เป็นเพราะต้องการหาดอกไม้ชนิดหนึ่งไปทำเครื่องหอมจนมาถูกงูกัดแล้วเจ้าก็มาพบนี่แหละ หากว่าเจ้ามาเจอป้าช้าอีกนิดข้าคงตายไปแล้ว” หนิงลี่ตอบตามจริง

แต่สำหรับฉินเซียวตอนนี้ตัวชาไปแล้วเพราะเธอไม่คาดคิดว่าตนจะมีโอกาสได้ช่วยผู้เป็นป้าในสายเลือดด้วยความบังเอิญ เพราะชาติก่อนเหมือนจะเคยมีข่าวลือว่ามีคนขึ้นเขามาหาสัตว์ป่าแต่สิ่งที่พบกลับเป็นศพของหญิงคนหนึ่งที่มีสภาพไม่น่าดูจนจำแทบไม่ได้ว่าหญิงคนนี้เป็นใคร จนกระทั่งญาติจากหมู่บ้านใกล้เคียงมาถามหาตามข่าวที่ได้ยินจึงได้รู้ว่าคนที่ตายเป็นใคร

“ท่านป้า ทะ...ท่านรู้จักผู้หญิงที่ชื่อว่าหนิงเซียนหรือไม่” ฉินเซียวถามคนด้านหน้าออกมาอย่างลืมตัวด้วยความตื่นเต้น เมื่อหนิงลี่ได้ยินคำถามก็รู้สึกแปลกใจ แต่เธอก็ตอบตามตรงเพราะเด็กคนนี้คงอาจจะเคยได้ยินเรื่องของน้องสาวที่กลายเป็นบ้าของตนมากระมั้ง

“นางเป็นน้องสาวของข้าเอง ว่าแต่เจ้าถามถึงนางทำไมกัน” ผู้อาวุโสถามเด็กน้อยกลับ แต่แล้วเมื่อเห็นใบหน้าซีดเผือดของเด็กหญิงพร้อมกับน้ำตาเม็ดโตที่ร่วงหล่นจากใบหน้ามอมนั้นหนิงลี่ก็หุบปากของตนลง

ก่อนที่เธอจะเอามืออันหยาบกระด้างลูบไปยังศีรษะเล็กของเด็กหญิงตัวน้อยอย่างปลอบใจ ฉินเซียวที่กำลังร้องไห้อยู่นั้นเธอรู้สึกสงสารผู้เป็นแม่ของตนยิ่งนักเนื่องจากตอนที่ตนได้มองเห็นเรื่องราวของตัวเองเธอก็รู้สึกสะเทือนใจอยู่แล้ว

แต่พอมาได้ยินเรื่องนี้ออกจากปากผู้เป็นป้าก็ยิ่งเป็นการตอกย้ำให้เธอรู้สึกเสียใจและโกรธแค้นหม่านซิงผู้ที่ขโมยเธอมาจากอกของมารดาแท้ ๆ มากขึ้น โดยการสับเปลี่ยนลูกสาวที่ตายแล้วของตนกับตัวเธอด้วยหวังจะแก้แค้นมารดาผู้ให้กำเนิดของเธอให้เป็นทุกข์จากการที่ฉินเต๋อผู้เป็นพ่อผู้ให้กำเนิดไม่รับรักนางทำให้นางต้องแต่งกับชายอันธพาลลูกพี่ลูกน้องอย่างฉินหย่งแทน

“เด็กน้อยเจ้าเป็นอะไรไปหยุดร้องไห้ก่อนเถอะ ป้าเห็นแล้วรู้สึกใจคอไม่ดี” หนิงลี่กล่าวอย่างอ่อนโยนเพื่อปลอบใจเด็กหญิง

ฉินเซียวเอามือที่เต็มไปด้วยร่องรอยพุพองจากการทำงานหนักปาดน้ำตาอย่างลวก ๆ ก่อนจะมองหน้าป้าตามสาย เลือดอีกครั้ง

“ท่านป้า ข้าจะไปบ้านของท่านได้หรือไม่ข้าอยากจะไปดูอาการของมะ...แม่หญิงนางนั้นเผื่อว่าความรู้ที่ข้ามีจะช่วยนางได้” เด็กหญิงวัยแปดหนาวเกือบหลุดคำเรียกแม่ออกมากล่าวอย่างมุ่งมั่น

“ป้าก็อยากจะให้เจ้าไปนะ แต่ว่าแม่ของเจ้าจะไม่ว่าเอาหรือหากนางรู้เข้าว่าเจ้าไปกับข้า” หนิงลี่กล่าวออกมาด้วยความลำบากใจเพราะเรื่องเมื่อครั้งอดีตทำให้ครอบครัวของทั้งสองตัดขาดกัน

“ข้าขอเล่าให้ท่านฟังตามตรงท่านจะเชื่อหรือไม่ข้าก็ไม่ว่า แต่ข้าหาใช่ลูกที่แท้จริงของนางไม่ครอบครัวนั้นเลี้ยงข้าเอาไว้ ตั้งแต่ข้าจำความได้ก็ถูกใช้งานเยี่ยงทาสมาโดยตลอด” ฉินเซียวกล่าวออกมาด้วยความเจ็บใจทำให้น้ำตาไหลออกมาอีกครั้ง

“นี่เป็นเรื่องจริงอย่างนั้นเหรอแล้วเหตุใดเจ้าถึงได้รู้เรื่องนี้กัน” หญิงวัยกลางคนบัดนี้ได้ตกใจจนลืมความเจ็บปวดไปหมด แล้วถามอย่างรู้สึกตื่นตระหนก

“ข้าเคยแอบได้ยินท่านแม่บอกกับทุกคนในวันที่ข้านอนไม่สบาย แล้ววันนั้นท่านพ่อแม้จะเป็นคนไม่ดีนักในสายตาคนอื่นคิดจะพาข้าไปหาหมอแต่ท่านแม่ผู้นั้นได้ห้ามเอาไว้เจ้าค่ะ พร้อมบอกว่าที่เลี้ยงเอาไว้ก็แค่คนทำงานและจะตามหมอมารักษานางเด็กที่ไม่ใช่สายเลือดของตัวไปทำไม คราแรกท่านพ่อก็รู้สึกตกใจแต่แล้วเมื่อเขาได้ยินว่าท่านแม่เก็บข้ามาท่านก็ไม่ได้แสดงท่าทีอันใดอีก

นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาทุกคนก็ใช้ข้าเยี่ยงทาสมาโดยตลอดข้าวให้กินก็มีเพียงแค่น้ำต้มใส ๆ ปราศจากเมล็ดข้าว ทั้งที่ความจริงแล้วข้ามีอายุแปดหนาวแต่ตัวกลับเล็กนิดเดียว” ฉินเซียวเล่าเรื่องราวของตนโดยที่ปิดบังในเรื่องการเกิดใหม่เอาไว้

ซึ่งในเรื่องที่เธอเล่านี้เป็นสิ่งที่เธอได้เห็นผ่านกระจกวิเศษทั้งสิ้น ทำให้เธอได้รู้ถึงความใจดำของตระกูลฉินบ้านรองได้อย่างชัดเจน

เมื่อหนิงลี่ได้รู้ความจริงของผู้มีพระคุณตัวเล็กนางก็ยิ่งรู้สึกสงสารเด็กน้อยผู้นี้จับใจ แต่หากจู่ ๆ จะเอาตัวเด็กไปเลยก็เกรงว่าจะโดนหญิงชั่วผู้นั้นแจ้งความจับตนข้อหาขโมยเด็กได้ แต่จะให้นิ่งเฉยเธอก็ไม่อยากทำ

“เด็กน้อยเอาอย่างนี้ดีหรือไม่ เจ้าพอหาสิ่งใดมายืนยันว่าเจ้าไม่ใช่ลูกสาวที่แท้จริงของคนผู้นั้นหรือเปล่า หากว่ามีข้ายินดีจะช่วยเจ้าเต็มที่แต่หากไม่มีเจ้าช่วยอดทนรออีกสักหน่อยเพื่อให้ข้าได้คิดหาหนทางช่วยเจ้า

ยังไงซะข้าก็จะต้องหาทางช่วยผู้มีคุณอย่างเจ้าให้จงได้อย่างแน่นอนแม้ว่าชีวิตความเป็นอยู่ของข้าจะไม่ดีนัก แต่ป้ารับรองได้หากว่าเจ้าไปอยู่ด้วยกันอย่างน้อยก็มีข้าวให้เจ้ากิน” หนิงลี่กล่าวออกมาจากใจ

“ขอบคุณท่านป้า แต่เรื่องข้านั้นยังไม่ด่วนเท่ากับเรื่องของแม่นางผู้นั้นหากปล่อยไว้นานอาการของนางจะหนักขึ้นและการรักษาจะยิ่งทวีความยากลำบากอีกหลายเท่าตัว” ฉินเซียวรู้ดีว่ามารดาป่วยเป็นโรคอันใดกล่าวออกมาอย่างยึดมั่นในเจตจำนงของตน

“แต่หมู่บ้านนั้นอยู่ไกลจากที่นี่หากเจ้าจะไปก็ต้องไปอยู่ที่นั่นข้าว่าไม่มีทางที่หม่านซิงจะปล่อยให้เจ้าไปไกลหูไกลตาแน่” คนที่ผ่านร้อนหนาวมานานกล่าวอย่างหนักใจเพราะรู้นิสัยหญิงคนนั้นดี

ฉินเซียวเองก็รู้ถึงความเห็นแก่ตัวของหญิงผู้นั้นเช่นกัน แต่ในเมื่อมีโอกาสมาถึงแล้วเธอก็ไม่อยากจะปล่อยให้มันผ่านไปโดยที่ไม่ได้ทำอะไร

ในระหว่างที่เธอกำลังคิดหาทางออกก็ได้ยินเสียงของกระจกวิเศษใบน้อยที่เป็นเหมือนพระมาโปรดในยามยาก
استمر في قراءة هذا الكتاب مجانا
امسح الكود لتنزيل التطبيق

أحدث فصل

  • ฉินเซียวเมื่อฉันเป็นสาวน้อยชาเขียวในนิยาย   บทที่ 360

    “พี่สี่ท้องนี้ท่านพอเถอะเจ้าค่ะ ท่านมีลูกมากที่สุดในบรรดาพวกเราแล้วข้าเป็นห่วง” ฉินเซียวผู้กำลังตั้งท้องบุตรคนที่สามกล่าวกับพี่สาวที่ตั้งครรภ์บุตรคนที่สี่อย่างเป็นห่วง“ข้าเองก็คิดเช่นเดียวกับเจ้า” เอ้อเหมยยกยิ้มกล่าวคล้อยตามผู้เป็นน้องทำให้ช่างหลิวพยักหน้ายืนยันคำพูดของภรรยาออกมาด้วย ทำให้ฉินเซียวว

  • ฉินเซียวเมื่อฉันเป็นสาวน้อยชาเขียวในนิยาย   บทที่ 359

    นับตั้งแต่วันนั้นหลังจากสนทนาในห้องตำราของว่าที่พ่อตา ระยะเวลาก็ผ่านมาจวบจนกระทั่งหนึ่งเดือนเต็ม ชายหนุ่มอดทนต่อการกระทำอันเย็นชาของหญิงสาวมาตลอด แม้จะมีบุตรชายเป็นกองหนุนแต่หญิงสาวก็ยังคงสาดน้ำเย็นจัดใส่เขาราวกับฤดูเหมันต์อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน“แม่นางกู่ เจ้ายังไม่หายโกรธข้าอีกอย่างนั้นหรือ ข้ารู้ว่

  • ฉินเซียวเมื่อฉันเป็นสาวน้อยชาเขียวในนิยาย   บทที่ 358

    ดวงตาของหญิงสาวเมื่อเห็นว่าผู้ใดเป็นคนขี่ม้าพาบุตรชายของตนเข้ามาใกล้ ก็ทำให้สีหน้าของนางเปลี่ยนเป็นซีดขาวสลับแดงหัวใจเต้นแรงราวจะทะลุออกจากอก หลังจากที่คิดว่าตนน่าจะไม่มีความรู้สึกต่อเขาจึงได้ออกมายืนรออยู่ตรงนี้หลังจากชายหนุ่มวาดเท้าลงจากหลังม้า ชายชราเจ้าของเรือนผู้มีตำแหน่งต่ำกว่าเตรียมประสานมือ

  • ฉินเซียวเมื่อฉันเป็นสาวน้อยชาเขียวในนิยาย   บทที่ 357

    “ไม่ขอรับ ข้าอยากขี่ม้ามากแต่ท่านแม่บอกว่าข้ายังเด็กเกินไป” เสี่ยวมู่ส่ายหน้าปฏิเสธพร้อมพูดออกมา“ถ้าอย่างนั้นข้าจะอุ้มเจ้าขึ้นไปบนหลังม้าให้เจ้านั่งด้านหน้า ข้าจะเป็นคนบังคับม้าให้เอง” ฉินอู๋พูดขึ้นซึ่งในขณะเดียวกันก็อุ้มเด็กตัวกลมขึ้นหลังม้าทำให้เด็กชายกรีดร้องด้วยความตื่นเต้น“สูงมากเลยขอรับ ข้าอ

  • ฉินเซียวเมื่อฉันเป็นสาวน้อยชาเขียวในนิยาย   บทที่ 356

    “เฮ้อ! พวกท่านช่างไม่เข้าใจจิตใจของหญิงสาว หากเป็นข้า ข้าก็จะทำแบบเดียวกับพี่สะใภ้รองเช่นกัน ดังนั้นเรื่องนี้ข้าเข้าข้างนาง” ฉินเซียวมองหน้าสามีกล่าวขึ้นอย่างเห็นใจหญิงสาวผู้ที่ตนตัดสินใจแล้วว่าหญิงผู้นั้นเป็นคนดีโจวเหวินหยุนผู้ไม่กลัวฟ้าไม่เกรงดินคล้ายเข้าใจแต่ไม่เข้าใจคำพูดของภรรยาแต่เขาไม่คิดถาม

  • ฉินเซียวเมื่อฉันเป็นสาวน้อยชาเขียวในนิยาย   บทที่ 355

    “ท่านพี่ ท่านบอกข้ามาตามตรงพี่รองของข้ามีเรื่องอะไรที่เขาต้องปรึกษากับท่านเป็นการส่วนตัว” ฉินเซียวเอ่ยถามชายหนุ่มผู้ที่กำลังวางคางเกยยังหัวไหล่ขาวเนียนของตน“น้องหญิงเหตุใดเจ้าถึงไม่ถามกับเขาโดยตรง” เหวินหยุนเริ่มมือไม้อยู่ไม่สุข ทำให้หญิงสาวผู้ที่ต้องการสนทนาได้แต่เอามือน้อยปัดป้องในสิ่งที่เขากำลัง

  • ฉินเซียวเมื่อฉันเป็นสาวน้อยชาเขียวในนิยาย   บทที่ 13

    พวกเขาทั้งสองครอบครัวต่างเป็นวัวเป็นม้าให้กับบ้านหลังนี้มาตั้งแต่เด็ก แม้จะอยากเรียนหนังสือก็ไม่ได้เรียนมีแต่พี่ใหญ่ที่ได้เรียนเพราะผู้เป็นแม่อ้างว่าให้คนเป็นพี่เรียนนั่นแหละเพราะเขาเป็นพี่ชายเมื่อเขาสอบติดขุนนางพวกเจ้าก็จะได้รับโชคดีไปด้วยพวกเขาก็ต่างอดทนมาตลอดจนปีแล้วปีเล่า และในที่สุดเมื่อสองปีก

  • ฉินเซียวเมื่อฉันเป็นสาวน้อยชาเขียวในนิยาย   บทที่ 11

    ในขณะที่นางฟางนั่งอย่างเหนื่อยหอบชาวบ้านกลุ่มใหญ่ที่นำโดยชายวัยกลางคนผิวสีทองแดงใบหน้าซูบเซียวผอมสูงก็ได้ปรากฎตัวออกมา“ภรรยา นั่นเจ้ากำลังทำอะไร ปล่อยเด็กคนนั้นเถอะ” ฉินเต๋อที่คิดว่าหนิงเซียนกำลังทำร้ายเด็กน้อยเขาจึงเอ่ยเกลี้ยกล่อมคนเคียงหมอนออกมา“ไม่ นางเป็นลูกสาวข้า ใช่ไหมอาเซียวลูกแม่” นางหนิงส

  • ฉินเซียวเมื่อฉันเป็นสาวน้อยชาเขียวในนิยาย   บทที่ 10

    “ท่านลุง พวกเราขึ้นไปบนภูเขากันเถอะที่นั่นมีทางลัดที่จะไปยังหมู่บ้านซุยซวง” เด็กหญิงวัยแปดหนาวกล่าวก่อนจะดึงชายเสื้อของนักพรตเฒ่า“เด็กน้อยข้าหาใช่ท่านลุงแต่เป็นท่านป้าต่างหาก” น้ำเสียงหวานใสดังออกมาจากปากของคนที่เด็กตัวน้อยกำลังจับชายเสื้ออยู่ฉินเซียวเมื่อได้ยินถ้อยคำหลุดออกมาจากคนด้านหน้าเธอก็ปล่

  • ฉินเซียวเมื่อฉันเป็นสาวน้อยชาเขียวในนิยาย   บทที่ 9

    “คนขายเนื้อต้า เจ้ากำลังจะไปไหนอย่างนั้นหรือ” ชายวัยชราผู้หนึ่งที่เคยซื้อเนื้อกับชายผู้นี้ซักถามด้วยความสงสัย“ข้ากำลังจะไปบ้านนางจางแล้วพวกท่านพาคนมาเยอะแยะจะไปที่ใดกัน” ชายร่างอ้วนผู้ดื่มเหล้ามาแต่เช้าถามกลับ“อ๋อ พวกข้าก็กำลังจะไปบ้านนางจางนั้นแหละ ว่าแต่เจ้ามีเรื่องอันใดกับบ้านของนาง หรือว่าเจ้า

فصول أخرى
استكشاف وقراءة روايات جيدة مجانية
الوصول المجاني إلى عدد كبير من الروايات الجيدة على تطبيق GoodNovel. تنزيل الكتب التي تحبها وقراءتها كلما وأينما أردت
اقرأ الكتب مجانا في التطبيق
امسح الكود للقراءة على التطبيق
DMCA.com Protection Status