Masukอานนท์ยังคงยืนนิ่งๆ หรี่สายตาคมก้มมองเลขาของตนอย่างต้องการประเมิน
เธอคนนี้มีชื่อว่าอิงเอมหรืออิงอิง มาทำงานวันนี้เป็นวันแรกในตำแหน่งเลขาของเขาเมื่อเลขาคนเก่าถูกเขาไล่ออกไป เนื่องจากทำตัวอยากเคลมเจ้านายอย่างเขา อยู่ตลอดเวลา
อิงอิงคนนี้ก็คงไม่ต่าง เธอคงอยากเคลมเขาใจจะขาดไม่ต่างจากเลขาคนเก่า สังเกตตั้งแต่นาทีแรกที่เธอเจอกับเขาตอนที่แนะนำตัว สายตาของเธอตกตะลึงเมื่อเห็นหน้าเขาแล้วเปลี่ยน เป็นพราวระยับเหม่อมองเขาไม่วางตา ทุกกิริยาท่าทางของเธอไม่ต่างจากผู้หญิงคนอื่นเลยสักนิด
แต่ที่ต่าง คือเธอเข้ามาทำงานโดยผ่านการคัดเลือกจากท่านประธานใหญ่หรือเจ้าสัวเทียนชัย
พ่อของเขาเลือกเธอให้มาทำงานด้วยตัวเอง นั่นจึงทำให้เขาสงสัยว่าอิงอิงคนนี้อาจจะเป็นอีหนูที่พ่อของเขาแอบเลี้ยงต้อยส่งเสียกันจนโตให้เรียนจนจบและหางานให้ทำเสร็จสรรพ
ฮึ! เป็นราชสีห์แต่ฝากเนื้อแกะเอาไว้กับเสือ คอยดูเถอะว่าเขาจะตลบหลังพ่อบังเกิดเกล้าที่ขยันทำให้แม่ช้ำใจอย่างไรบ้าง
อานนท์คิดอย่างนั้นก่อนจะก้มหน้าลงอีกนิดเพื่อประชิดใบหน้าของเลขาของเขา “ท่าทางเธอ คงยังไม่อยากกลับบ้าน” เขาพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบนัยน์ตาคมปลาบ
“หือ?” อิงอิงที่กำลังก้มหน้าก้มตาถึงกับเงยหน้าขึ้นมาแล้วมองอย่างงุนงง
อานนท์ยังคงพูดเสียงเย็นเยียบยกยิ้มมุมปากอย่างเจ้าเล่ห์ “วันนี้คุณเลขาอุตส่าห์กระโดดมาขวางหน้ารถผมแล้วทำทีสลบไปให้ผมต้องมาส่งโรงพยาบาลด้วยตัวเอง ถือว่าเป็นแผนการที่ดีเยี่ยม แล้วต่อไปผมก็ไปส่งคุณเลขาที่บ้าน แล้วหลังจากนั้น เราทำอะไรกันต่อดี”
อิงอิงได้ยินถึงกับกะพริบตาปริบๆ ก่อนพยักหน้าน้อยๆ ยอมรับตามจริงอย่างใสซื่อ
”ฉันกระโดดขวางหน้ารถของคุณจริงๆ เพราะว่าฉันอยากคุยกับคุณอยากอยู่กับคุณนานๆ ถึงแม้ว่าจะเลิกงานแล้ว มันเป็นแผนของฉันจริงๆ ค่ะ”
ในเมื่อเขารู้แล้ว เธอก็ควรจะยอมรับ “แต่เอ่อ... แต่ว่า เรื่องสลบไป นั่นเป็นเรื่องจริงนะ”
จบคำก็ส่งยิ้มแก้เขินให้ เธอกระโดดเข้าขวางรถของเขาหมายให้เขาสนใจ
แต่เธอดันล้มลงจนหัวกระแทกพื้นแล้วสลบไปอย่างน่าอับอาย
คราวนี้เป็นอานนท์บ้างที่ต้องกะพริบตา
“แล้วที่ให้ไปส่งที่บ้านล่ะ เป็นแผนด้วยหรือเปล่า” เขาหรี่ตามองอิงอิงแล้วยืนกอดอกถามหยั่งเชิงเสียงเข้ม
“เรื่องนี้เป็นผลพลอยได้ค่ะ ฉันอยากอยู่กับคุณให้นานที่สุด ฉันจะชดเชยทุกอย่างให้คุณ ทุกอย่างเลย” อิงอิงตอบตามจริงได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่สนใจคนฟังว่าจะเข้าใจตรงกันหรือไม่
“เธอหมายความว่ายังไง” อานนท์ยิ่งหรี่ตาลงมองผู้หญิงตรงหน้าที่พูดจาตรงไปตรงมาจนน่าเกลียด
อิงอิงไม่ตอบ เธอเพียงยืนมองผู้ชายสุดเนี๊ยบตรงหน้าด้วยดวงตาทอประกายสาดออกมาว่ารักเหลือเกิน
เธอยังคงจำได้ดีว่าเมื่ออดีตชาตินั้นเธอกับเขารักกันมากมายขนาดไหนและเขาเสียใจมากมายปานใดเมื่อเธอตัดสินใจผิดพลาดเดินตามหมากกลพาตนเองไปตายจนเขาต้องทนทุกข์ทรมานเจียนตายทนเดียวดายจากการพลัดพรากกับเธอ
“ข้าจะไม่ทิ้งท่านไปอีก” อิงอิงเผลอหลุดคำพูดออกมาบางเบา “อาหมิง...”
แต่ถึงแม้จะบางเบาทว่าอานนท์กลับได้ยินอย่างชัดเจน เขาถึงกับขมวดคิ้วเข้าหากัน
เขาแน่ใจว่าเขาได้ยินไม่ผิด นั่นเธอพูดคำแปลกๆ อีกแล้ว
บนหอคอยสูงชันหน้าป้อมปราการแห่งแคว้นฉู่ เรือนร่างของบุรุษสูงศักดิ์ในอาภรณ์สีทอง เจ้าแห่งแผ่นดิน ยังคงยืนนิ่งอยู่อย่างนี้เป็นประจำในระยะเวลาหลายปีมาแล้วบนหอคอยสูงเสียดฟ้า เขายืนอยู่ตรงนั้น ยืนที่เดิมเหมือนดังเช่นทุกวัน รอนางอย่างหนักแน่นมั่นคงมิแปรผันตั้งแต่เมื่อวันนั้น วันที่สตรีนางเดียวในดวงใจของเขาต้องเดินทางไปปราบกบฏตามหน้าที่อันสลักสำคัญของนางวันนั้นเขาเป็นเพียงองค์รัชทายาทที่อ่อนแอไร้กำลัง วันนั้นเขาทำได้เพียงแอบยืนส่งนางเดินทางจากไปอยู่ตรงนี้ เขาได้เห็นไป๋กุ้ยอิงในวันนั้นอยู่ในอาภรณ์ของแม่ทัพหญิง นางสวมเครื่องแบบเต็มยศ ใส่เกราะหนัก แผ่นหลังตั้งตรง นั่งนิ่งๆ อย่างสง่างามอยู่บนหลังม้า นำพาขบวนทหารเดินทางจากไปเพื่อทำการศึกแดนไกลเขาส่งนางอย่างปวดใจ มองนางค่อยๆ หายไป ไกลลับตาและหลังจากนั้น ผ่านมาแล้วหลายปี เขาก็ยังคงยืนรอนางอยู่ตรงนี้รอนางอยู่ด้วยความเจ็บปวดในหัวใจที่มีเพิ่มมากขึ้นในทุกๆ วัน ทนทุกข์ทรมานเพื่อรอนางอันเป็นที่รักกลับมาแต่นางก็ไม่เคยกลับมา...ทั้งๆ ที่เขาเฝ้ารอนางอยู่ นางก็ยังคงไม่คิดจะกลับมานางไม่กลับมาอีกเลย...หลายปีผ่านพ้น จักรพรรดิแคว
รัตติกาลทอดยาว ในเรือนยิ่งดึกยิ่งเหน็บหนาว กระทั่งล่วงเช้าของอีกวัน ไป๋ฮองเฮาก็ได้รับสุราหนึ่งจอก พร้อมข้อหาร้ายแรงอิจฉาริษยา ใจแคบอำมหิต ไร้จิตเมตตา ปองร้ายสายเลือดมังกรใช่แล้ว! ไป๋หนิงไม่มีบุตรกับจ้าวหยางหมิงเซียน เพราะเขาเลือกมอบโอรสให้สตรีคนอื่นและตอนนี้เขาต้องการยกใครอีกคนขึ้นเป็นฮองเฮาแผนการร้ายอันแยบยลของเขาทำให้นางพลั้งพลาดตกบ่วงจนร่างตกจากฟ้าในพริบตานางไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพระสนมนางใดกำลังตั้งครรภ์ เพียงกลั่นแกล้งใช้อำนาจตามประสาหมายกำราบให้อยู่หมัดแต่กลายเป็นว่ามีพระสนมจากตระกูลใหญ่คนหนึ่งถึงขั้นตกเลือดและตายอย่างง่ายดายพร้อมลูกในท้องหลักฐานเอาผิดทุกอย่างล้วนชี้มาที่นางอย่างชัดเจน จนตระกูลฝั่งมารดาของสนมคนนั้นถึงปลุกระดมผู้คนลุกฮือ เพื่อเรียกร้องความยุติธรรมอย่างเอาเป็นเอาตาย“ด้วยโอรสสวรรค์รักความยุติธรรม จึงมิอาจเพิกเฉย ละเลยเหล่าชาวประชา ทว่าเพราะทรงมีเมตตาที่เปี่ยมล้น พระองค์จึงมิทรงแขวนคอเสียบร่างประจานหน้าประตูเมือง เพราะอาจมีภาพไม่น่ามอง เพียงปลดจากตำแหน่งฮองเฮาและประทานเหล้าพิษถึงตำหนักชั้นใน” ขันทีกล่าวเสียงเนิบไป๋หนิงก้มหน้ามองจอกเหล้าในมือผ่านม่านน
เลือกที่จะจากไปพร้อมกับลูกในครรภ์นี่ย่อมเป็นทางเลือกที่ดี เพื่อเขา...ต่อให้ไม่ตายนางก็ไม่มีทางกลับไปหาเขาคำสัญญาที่ให้ไว้จำต้องตระบัดสัตย์แล้วแววตาไป๋กุ้ยอิงพลันลุกโชนด้วยขุมพลังครั้งสุดท้าย หากองค์ชายรองยังไม่ตาย นางไม่มีทางตาย...สงครามปราบกบฏพลันปะทุขึ้นอย่างรุนแรงอีกครั้ง พื้นพสุธาเต็มไปด้วยทะเลโลหิตไหลนองท้ายที่สุด ไป๋กุ้ยอิงก็สู้จนตัวตายหลายเดือนต่อมา บนหอคอยสูงเฉียดฟ้า ภายในพระราชวังอันวิจิตรตระการตาของแคว้นฉู่ จ้าวหยางหมิงเซียนยืนนิ่งเงียบงัน ท่วงท่าสูงส่งเย็นชา รอบกายแผ่ซ่านความสูงศักดิ์เปี่ยมบารมีไม่แปรเปลี่ยน แต่ที่เปลี่ยนไปก็คือจิตใจของเขาที่กลายเป็นด้านชา ไร้ความรู้สึกเฉกเช่นมนุษย์ที่เป็นบุรุษทั่วไปหากย้อนเวลากลับไปได้เขาจักแปรเปลี่ยนชะตาลิขิตเขาจะทำทุกอย่างไม่ให้คนสำคัญเช่นไป๋กุ้ยอิงต้องหายไปกลายเป็นเพียงแค่ความทรงจำคืนนั้น แม้เขาปรารถนารั้งนางไว้ข้างกายไม่ห่างหาย แต่ทว่าภารกิจและหน้าที่ย่อมสำคัญไม่อาจเปลี่ยนไป นางยังคงต้องเดินทางไกลไปทำตามหน้าที่อันสลักสำคัญยิ่งตามคำสั่งประกาศิตขององค์ฮ่องเต
อึดใจต่อมา ฝนธนูถี่ยิบราวกับพายุลูกน้องของนางที่เคลื่อนพลกันมาร่วมรบกับนางแบ่งเป็นสองฝักสองฝ่ายหนึ่งคือผู้ภักดีต่อนางสองคือผู้ที่ภักดีต่อคนที่นางรักแลเคารพฝ่ายหนึ่งที่เป็นผู้ภักดีได้ตายไปจนหมดสิ้นแล้ว เหลือเพียงฝ่ายสองพวกเขารอเวลากลับไปเพื่อแจ้งข่าวเรื่องราวของนางไป๋กุ้ยอิงค่อยๆ หลับตา หัวเราะหยันในลำคอเบาๆ ให้กับดินฟ้าที่ไร้ความยุติธรรม นางเป็นตัวแทนออกศึกครานี้เพื่อหมายปราบกลุ่มกบฏนอกเขตเมืองหลวงและไล่ล่ากันมาจนถึงเขตชายแดนแห่งแคว้นฉู่แห่งนี้เพราะอะไรการศึกครั้งนี้นางรู้แล้วว่ามันเป็นแผนการของใครพวกเขาพร้อมใจกันไล่ล่าที่หมายมาดให้นางมาตายด้วยความปราชัยนอกเขตเมืองหลวงอันแสนไกลนางผิดเองที่เกิดมาเป็นสตรีไร้ศักดิ์ไร้ฐานะฐานันดร ไม่มีอำนาจต่อกรที่มากพอจะเคียงคู่กับมังกรสูงศักดิ์เช่นเขาแต่แล้วอย่างไร อุตส่าห์หลีกทางให้กลับไม่เพียงพอ ขอให้บุตรสาวของตัวได้เป็นชายาของจ้าวหยางหมิงเซียนนางก็ยอมแล้วให้แล้วปะไร เช่นนั้นแล้ว ศึกครานี้ก็ถือเสียว่านางได้ทดแทนบุญคุณให้กับทุกคนก็แล้วกัน!ไป๋กุ้ยอิงคิดอย่างนั้นพลางจ้องมองไปรอบทิศทาง สายตาดุดันข่มขวัญนางถลันขึ้นหน้า คว้าหมับที่ก
เขาสอดแทรกแก่นกายร้อนผ่าวเข้าผสานร่องกลีบของร่างบางแล้วเริ่มบอกรักนางด้วยจังหวะเนิบนาบเข้าออกนุ่มนวล ขยับเน้นๆ ก่อนจะค่อยๆ แปรเปลี่ยนเพิ่มจังหวะจากเคลื่อนที่เบาๆ เป็นกระแทกแรงขึ้นพาเอาสตรีใต้ร่างต้องส่งเสียงครวญครางอย่างรัญจวนนางยกฝ่ามือขึ้นจับขยุ้มตรงช่วงไหล่เพื่อหาหลักยึดเมื่อจังหวะของเขาเริ่มกระชั้นถี่ กระแทกเข้าออกขึ้นลงรุนแรง “อาหมิง...” นางหายใจหอบหนักครางเรียกชื่อเขา“ข้ารักเจ้า...อาอิง...” เขาครางเสียงแหบต่ำสั่นพร่าพร้อมจังหวะกระแทกกระทั้นหนักขึ้น “ข้ารักท่าน...”“ข้ารักเจ้า...”“ข้าจะกลับมา...”“ข้าจะรอ...”และตามด้วยประโยคคำเดิมซ้ำๆ พร้อมเสียงของเนื้อกระทบกันดังสอดประสานอย่างเร่าร้อน“ข้ารักเจ้า อาอิง...รักเจ้าเหลือเกิน”จ้าวหยางหมิงเซียนยังคงเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบพร่าดังกระเส่าขณะกำลังขยับเรือนร่างกำยำเข้าออกอย่างเป็นจังหวะอยู่บนเรือนร่างของไป๋กุ้ยอิงเขาพาช่วงกลางลำตัวขับเคลื่อนพายุอารมณ์กับนางจนคลายความคิดถึงและโหยหาอย่างรู้ใจกันและกันไป๋กุ้ยอิงหลับตาแหงนหงายใบหน้าที่แดงก่ำและตอบรับด้วยเสียงครวญครางแสนหวาน นางยินดีมอบสิ่งมีค่าที่สุดในชีวิตให้จ้าวหยางหมิงเซียนแบบทั้งตัวแล
ทุกวันในตำหนักบูรพา บรรดาชายาของเขามักจะก่อสงครามประสาทและสาดภาษาดอกไม้ฟาดฟันใส่กันไม่ยั้ง ทั้งยังเรียกร้องความสนใจจากเขาไม่เว้นวัน พวกนางพากันสร้างเรื่องสร้างราวช่วงชิงความโปรดปรานกันอยู่ทุกวี่วัน แต่ละคราล้วนปวดเศียรเวียนเกล้าเป็นที่เอือมระอาแต่ด้วยตำแหน่งและอำนาจ รวมถึงมิอาจผิดใจกับตระกูลของพวกนาง เขาจึงจำต้องแบ่งเวลาให้อย่างอดทน แม้จะรำคาญใจแทนทนไม่ไหวในขณะที่ไป๋กุ้ยอิงเพียงยืนมองเขาด้วยความเข้าใจและเป็นห่วงอยู่ห่างๆ นางยังคงอดทนมองเขาอยู่อย่างนั้นไม่เคยปริปากบ่นหรือกล่าวโทษเขาแต่อย่างใด นางเจ็บปวดมากมายปานใดไยเขาจะไม่เข้าใจเขาเองก็เจ็บปวดในหัวใจไม่แพ้กันกับนาง ในห้องหนังสือตำหนักบูรพาเสิ่นหลีเข้ามารายงานด้วยสีหน้าเคร่งเครียดว่า “ทูลรัชทายาท ไป๋กุ้ยอิงได้ตัดสินใจออกเดินทางไปทำศึกปราบกบฏพ่ะย่ะค่ะ”พู่กันในมือพลันชะงัก จ้าวหยางหมิงเซียนเงยหน้า ละสายตาตำรายุทธการศึกทันที“เจ้าว่าอย่างไรนะ?”นั่นจึงทำให้จ้าวหยางหมิงเซียนได้ตระหนักขึ้นมาว่าเขากับนางกำลังทำเรื่องผิดพลาดไปนางคงไม่อยากทนเห็นเขาอยู่กับสตรีอื่นอีกต่อไปและเขาเองก็ไม่อยากประชดประชันนางอีกต่อไปแล้วเช่นเดี
เวลา 18.10 น. ในต่างจังหวัดนอกกรุงเทพฯ ณ โขดหินกลางทะเลที่ตั้งตระหง่านห่างไกลจากชายหาดออกมาในเวลานี้เป็นเวลาค่อนข้างที่จะเย็นมากแล้วจึงเริ่มมีปรากฏการที่เรียกว่าพระอาทิตย์ตกน้ำ หากกำลังยืนมองบนเนินดินก็จะเรียกว่าพระอาทิตย์ตกดิน แต่ตอนนี้อานนท์กับอิงอิงกำลังอยู่ในน้ำจึงมองเห็นเป็นพระอาทิตย์ตกน้ำ พ
ถึงแม้ว่าเธอจะเป็นเพียงผู้หญิงคนหนึ่งที่เข้ามาในชีวิตของเขาเพียงแค่ไม่กี่วัน ถึงแม้ว่าเธอจะใจง่ายให้เขาได้จับกินอย่างนั้น แต่เธอกลับแตกต่างจากผู้หญิงทั่วไปที่เพียงแค่รักสนุกเธอเหมือนมีความรู้สึกลึกล้ำแปลกๆ เธอทำให้เขารู้สึกแปลกประหลาดอยู่ในใจ เขารู้สึกดีใจแบบแปลกๆ เขารู้สึกอบอุ่นแบบบอกไม่ถูก แต่ทั
รอเจ้า ขอเพียงพบหน้า นางเดียวในใจข้า... จาก...จ้าวหยางหมิงเซียนไป๋กุ้ยอิงเหม่อมองจดหมายด้วยใจที่เศร้าหมอง นางรู้ดี จ้าวหยางหมิงเซียนส่งข้อความให้เช่นนี้ ย่อมหวังพบเจอพูดคุย มิใช่เพียงเพื่อที่จะได้อยู่ด้วยกัน พร่ำคำรักใส่กัน พลอดรักอันหวานล้ำอย่างไม่มีเบื่อหน่าย นางจึงรีบเดินทางมาในท
เวลาแห่งการประชุมผ่านพ้นไปได้ด้วยดีก่อนสี่โมงเย็นจะเดินทางมาถึงอานนท์กับอิงอิงจึงนั่งรถหรูพร้อมคนขับประจำตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงของบริษัทออกมาเพื่อเป้าหมายตามนัดกับคู่ค้าชาวฝรั่งเศสอิงอิงที่นั่งตรงด้านข้างกับพี่คนขับรถในตำแหน่งเลขาของท่านรองประธานบริษัทกำลังนั่งจดอะไรขยุกขยิกอยู่ตลอดเวลาพาเอาใคร







