INICIAR SESIÓNตอนที่ 5มู่ถิงถิง
พายุฝนกระหน่ำในยามค่ำคืน สายลมเย็นยะเยือกลอดช่องหน้าต่างเก่าเข้ามาไม่ขาด บนเตียงไม้ขนาดใหญ่ มู่ถิงถิงทอดกายนอนอยู่ในอาภรณ์เบาบางสีขาวแนบเนื้อ ผมดำขลับสยายลงเต็มหมอน ใบหน้าซีดเผือด แลดูอ่อนระโหยราวคนป่วย เพียงครู่เดียว เสียงฝีเท้าอันร้อนรนก็ดังขึ้นหน้าห้อง ร่างบางบนเตียงใหญ่ไอออกมาเบา ๆ ราวกำลังทรมาน ประตูไม้ถูกผลักเปิดออก อารั่วสาวใช้คนสนิทวิ่งพรวดเข้ามาอย่างเร่งรีบ เอ่ยเรียกเสียงสั่น “คุณหนู! คุณหนูเจ้าค่ะ!” มู่ถิงถิงเหลือบมอง ครั้นเห็นว่ามาเพียงอารั่วผู้เดียว ไม่มีบุรุษที่ตนรอ จึงยันกายขึ้นนั่ง พลางเอ่ยถามทันที “แล้ว… พี่ชายเล่า?” อารั่วชะงักไปชั่วครู่ก่อนจะลดเสียงตอบอย่างระวัง “หน้าเรือนหอของท่านแม่ทัพ มีขันทีจากวังหลวงมาคุมห้ามมิให้ผู้ใดเข้าใกล้แม้ครึ่งก้าว บ่าวร้องเรียกแล้วกลับถูกลากออกมา มิอาจฝ่าด่านเข้าไปถึงหน้าห้องหอได้เลยเจ้าค่ะ… อีกทั้งยังได้ยินพวกขันทีนินทากันว่า ท่านแม่ทัพกับฮูหยิน… เอ่อ… กำลังเข้าหอกันอยู่เจ้าค่ะ” ใบหน้าอันซีดเซียวพลันเปลี่ยนเป็นโกรธเคือง นางเม้มริมฝีปากแน่น มือเรียวกำแน่น “เหลวไหล! พี่ชายโกรธแค้นตระกูลฮันถึงเพียงนั้น แล้วเหตุใดถึง…” อารั่วครุ่นคิดเล็กน้อยก่อนจะโน้มกายเอ่ยขึ้น “คุณหนู ข้าได้ยินมาว่า คุณหนูตระกูลฮันผู้นั้นก็คือ ฮันเม่ยหลิง บุตรสาวอนุภรรยาที่เดิมเป็นเพียงสาวใช้… สตรีผู้นั้นว่ากันว่าเคยงดงามเป็นอันดับหนึ่งในหอคณิกา ก่อนที่แม่ทัพฮันจะไถ่ตัวกลับจวนมาเป็นสาวใช้… บุตรสาวของนาง ผู้คนต่างร่ำลือว่างดงามยิ่งนักเจ้าค่ะ” มู่ถิงถิงยกยิ้มเหยียดหยัน “ที่แท้… ก็เป็นบุตรอนุจากหญิงคณิกา เรื่องยั่วยวนบุรุษ นางย่อมชำนาญนัก” อารั่วขยับเข้ามาชิด เอ่ยเสียงกังวล “คุณหนู เช่นนี้ หากท่านแม่ทัพไป๋เกิดหลงใหลนางขึ้นมาจะทำเช่นไรเจ้าคะ” มู่ถิงถิงสูดลมหายใจแผ่วเบา ขยับกายเอื้อมมือเรียวล้วงใต้หมอน หยิบถุงเงินออกมายื่นให้อารั่ว พลางเอ่ยเสียงแผ่วทว่าแฝงความเด็ดเดี่ยว “เจ้าไปยังร้านยาเจียงไฉ่ ซื้อของตามรายการที่ข้าจดไว้ให้ครบถ้วน จำไว้มิให้ผู้ใดในจวนล่วงรู้เด็ดขาด” อารั่วย่อกายรับคำ “เจ้าค่ะ” แล้วจึงถอยก้าวออกจากห้องไปอย่างเงียบเชียบ มู่ถิงถิงทอดสายตาตามแผ่นหลังของสาวใช้คนสนิทจนลับตาไป นางจึงผ่อนลมหายใจยาวแผ่วเบา ลดสายตาลงทอดมองกำไลหยกสีอ่อนที่สวมอยู่บนข้อมือบางของตน สัมผัสเย็นแล่นเข้าสู่หัวใจ เปล่งเสียงพึมพำอย่างน้อยใจ “พี่ชาย… ท่านยังเมตตาน้องสาวคนนี้อยู่หรือไม่ แต่สำหรับข้า ท่านหาใช่เพียงพี่ชาย หากคือบุรุษที่ข้ามอบให้ทั้งหัวใจ ข้าปรารถนาเพียงได้เป็นภรรยาของท่านเท่านั้น…” ถ้อยคำดับลงกลางอากาศ สายตาของนางฉายแววแห่งความรักลึกซึ้งเมื่อคิดถึง วันเวลาที่ได้อยู่ร่วมกันในกองทัพ ทั้งสองเติบโตมาด้วยกัน นางแอบรักเขาเนิ่นนานตั้งแต่พบเขาในคราแรก แม้ในนามจะเป็นน้องสาว เพราะบิดาบุญธรรมของนางคือพี่ชายแท้ ๆ ของมารดาเขา แม้บิดาบุญธรรมรู้ดีว่านางมีใจให้เขา ทว่ากลับไม่ยอมเห็นด้วย ทว่าบัดนี้บิดาบุญธรรมสิ้นชีพไปแล้ว ก็จักไม่มีผู้ใดมาขัดขวางความรักของนางที่มีต่อเขาได้อีก ในใจนางรักลึกชึ้งต่อเขา ถึงกับยอมรับลูกธนูพิษแทนเขาได้ นางเสียสละถึงเพียงนี้ เหตุใดเขามิแลเห็นรักแท้ของนางบ้าง มู่ถิงถิงขบเม้มริมฝีปากแน่นพึมพำเสียงพร่า “หากท่านไม่เอ่ยปาก ข้าจะเป็นผู้เอ่ยเอง…” สายตางามจับจ้องกำไลหยกด้วยความรักลึกซึ้งที่มีมากจนเอ่อล้นออกมา มือเรียวลูบไล้กำไลหยกที่เขาเคยมอบให้ในคราวนางครบสิบสี่ปี ปลายนิ้วลูบแผ่วเบาอย่างทะนุถนอม …. จวนแม่ทัพไป๋ แสงแดดยามสายสาดส่องลงมากลางลานจวนใหญ่ที่เงียบสงบ กลิ่นหอมของดอกไม้และต้นไม้ลอยอบอวลอยู่ทั่ว ฮันเม่ยหลิงก้าวเดินตามพ่อบ้านหวังไปตามทางในจวนใหญ่อย่างสงบนิ่ง ข้างกายนางมีซุนฮวาสาวใช้คนสนิทก้าวเคียงข้างพลางกระซิบเสียงแผ่วเบาที่เต็มไปด้วยความห่วงใย “คุณหนูเขาจะพาเราไปที่ใดกันเจ้าค่ะ นี่สายแล้วท่านยังไม่ได้กินข้าวเช้าเลยนะเจ้าค่ะ” ฮันเม่ยหลิงเพียงพยักหน้า สีหน้าเรียบเฉยไม่ตอบคำใด ก้าวตามหลังพ่อบ้านหวังไปอย่างเงียบ ๆ เพียงครู่เดียว ทั้งสามก็ลัดเลาะผ่านลานจวนมาถึงหน้าเรือนใหญ่ตั้งตระหง่าน ด้านหน้าเรือนมีองครักษ์เฉิงอู่ในอาภรณ์สีดำสนิทยืนอยู่ข้างประตู พ่อบ้านหวังก้าวไปหยุดอยู่ ณ เบื้องข้างประตูเรือนแล้วหันกายมาทางฮันเม่ยหลิงแล้วเอื้อนเอ่ยเสียงราบเรียบ “เชิญขอรับ ฮูหยินน้อย” ฮันเม่ยหลิงผินหน้าพยักรับน้อย ๆ แววตาไม่ไหวเอน องครักษ์เฉิงอู่ขยับมือผลักบานประตูออกอย่างเงียบงัน นางยกอาภรณ์ก้าวเข้าสู่เรือนโดยมิลังเลตอนที่ 40วันสุดท้ายหมู่บ้านผานชานยามค่ำคืนปกคลุมทั่วลานเรือน สายลมหนาวพัดผ่านมาอย่างแผ่วเบา ไป๋เฟิงห่าวขยับกายลุกขึ้น จากเตียงอย่างเงียบ ๆ ก่อนก้าวไปเปิดประตูออกสายตาคมของเขากวาดมองรอบเรือนหลังเล็กอย่างละเอียด แต่ก็ไม่พบเงาร่างบางที่เขาตามหาอยู่ ความเงียบของลานเรือนยิ่งทำให้หัวใจเขาไม่สงบ ทว่าแสงตะเกียงที่ส่องไหวจากเรือนครัวปลายลานเรือนกลับดึงสายตาของเขาทันทีไป๋เฟิงห่าวรีบก้าวเท้าเข้าไปยังเรือนครัว เมื่อผลักประตูเข้าไป ก็พบ ฮันเม่ยหลิง นั่งฟุบหลับอยู่บนโต๊ะ ร่างบางสั่นเล็กน้อยเพราะลมเย็นที่พัดลอดเข้ามาทางหน้าต่างที่เปิดค้างไว้เขามองภาพตรงหน้าก่อนจะถอนหายใจเบา ๆ แล้วก้าวเข้าไปใกล้นางอย่างนุ่มนวล จากนางจึงช้อนร่างของนางขึ้นในอ้อมแขนอย่างระมัดระวัง กลิ่นหอมอ่อนจากเรือนผมนางลอยแตะปลายจมูก กลิ่นหอมอันคุ้นเคยทำให้ริมฝีปากหยักได้รูปนั้นเผยรอยยิ้มอย่างมีความสุขร่างสูงก้าวออกจากเรือนครัวอย่างเงียบงัน ลมหนาวยังโชยมาสัมผัสผิว แต่เขากลับรู้สึกอุ่นขึ้นอย่างประหลาด เขามุ่งหน้าไปยังห้องนอนร่างสูงก้าวเข้ามาในห้องนอนที่ส่องสว่างด้วยตะเกียงอุ่น ๆ เขาอุ้มร่างบอบบางในอ้อมแขนอย่างมั่นคง ก่อนจะค่อย
“ไปเราต้องไปจากที่นี่”ฮันเม่ยหลิงพยักหน้าตอบ ประคองร่างชราของท่านย่าค่อย ๆ ก้าวออกจากเรือนที่เปลวไฟกำลังแผดเผาทันใดนั้น เสียงตะโกนจากด้านนอกดังขึ้น“คุณหนู! คุณหนูขอรับ!”พร้อมร่าง องครักษ์ในอาภรณ์สีดำสนิท สองนายที่กำลังจะวิ่งเข้ามา ฮันเม่ยหลิงเงยหน้ามองพวกเขา ก่อนจะรีบประคองท่านย่าก้าวตรงไปหา พวกเขา แต่เพลิงและโครงสร้างไม้เก่ากลับไม่ยอมให้ผ่านไปได้ทัน คานไม้ใหญ่หล่นลงมา ท่านย่าพลันผลักร่างบางของ ฮันเม่ยหลิงให้ล้มลง“อาก ๆ!”ท่อนไม้ที่ลุกลามด้วยเปลวเพลิงพุ่งลงทับร่างของหญิงชราจนล้มลงกองกับพื้น ฮันเม่ยหลิงเบิกตากว้างใจสลาย รีบวิ่งเข้าหา ท่านย่ามือเล็กพยายามดึงร่างของท่านย่าออกจากท่อนไม้ใหญ่ เสียงหายใจแผ่วราวลมหอบแรง เผลอสำลักควันหนาจนแทบสิ้นแรง ท่านย่าโดนท่อนไม้ทับจนไร้เรี่ยวแรง นางเอื้อมมือสั่น ๆ ส่งหยกชิ้นเล็กให้ฮันเม่ยหลิง“หมู่บ้านผานชาน… ที่นั่นมีแต่ความสงบสุข… บ้านข้า… อยู่ที่… นั่น…”น้ำเสียงแผ่วพลันขาดหาย ก่อนหญิงชราสิ้นใจลง“ท่านย่า!!”ฮันเม่ยหลิงร้องคร่ำครวญด้วยความเสียใจ น้ำตาไหลรินจนเปียกทั้งใบหน้า ดวงตาพร่ามัว หอบหายใจเหนื่อยดวงตานางเห็นเพียง องครักษ์ทั้งสองที่คุ้นเคยพลั
ตอนที่ 38หัวใจอุ่นอีกครั้งหมู่บ้านผานชานใต้ชายคาเรือนเล็กกลางหมู่บ้านผานชาน สายลมหนาวพัดลอดเข้ามาแทรกผ่านช่องหน้าต่าง ม่านบางพลิ้วไหวตามแรงลมฮันเม่ยหลิงพยายามประคองร่างสูงใหญ่ของไป๋เฟิงห่าวตรงไปยังเตียง นางออกแรงทั้งหมดที่มีพลิกร่างเขาลงนอนอย่างระมัดระวัง เสียงหายใจแผ่วของเขาทำให้นางชะงัก มือสั่นเทาเอื้อมไปแตะใบหน้าเย็นเฉียบของเขา“อย่า… อย่าตายต่อหน้าข้าอีกคน…”เสียงสั่นพร่าเหมือนหัวใจจะแตกเป็นเสี่ยง ๆฮันเม่ยหลิงรีบลุกขึ้น คว้าถังน้ำอุ่น ผ้าสะอาด และกล่องสมุนไพร ก่อนกลับมานั่งข้างเตียง นางมือสั่นจนแทบเปิดกล่องไม่ออก แต่ก็ฝืนทำต่อไป นางเอื้อมมือไปปลดชุดเกาะและอาภรณ์ท่อนบนของเขาออกเมื่อเสื้อถูกเปิดออก เผยให้เห็นรอยแผลมากมายบนตัวเขา นางถึงกับชะงัก หัวใจนางราวถูกบีบจนแทบหายใจไม่ออกน้ำตารินไหลไม่หยุด นางยกผ้าขึ้นเช็ดเลือดรอบรอยแผลออกอย่างแผ่วเบา แล้วทายาลงบนแผลเขาอย่างระมัดระวังราวกับกลัวจะทำเขาเจ็บไปมากกว่านี้……แสงอรุณแรกแห่งยามเฉินทอประกายลอดช่องหน้าต่างไม้ สายลมหนาวพัดโชยเข้ามาต้องม่านบางให้ปลิวไหว ลมหนาวโชยมาแตะใบหน้าคมของ ไป๋เฟิงห่าวที่นอนอยู่บนเตียง เปลือกตาหนักอึ้งค่อย ๆ เป
ตอนที่ 37ชีวิตที่ตายไปแล้วหนึ่งปีต่อมา ไป๋เฟิงห่าวขอราชโองการไปป้องกันชายแดนเหนือลมเหนือหวีดหวิวราวเสียงปีศาจคร่ำครวญ พัดพาหิมะขาวโพลนให้ฟุ้งกระจายปกคลุมผืนดินจนไม่อาจเห็นสีอื่น นอกจากสีขาว… และสีแดงฉานที่โปรยปรายอยู่ทั่วสนามรบท้องฟ้าเหนือศีรษะหม่นทึบราวถูกหมึกดำสาดใส่ เสียงโล่กระทบอาวุธ เสียงม้าร้องโหยหวนและเสียงครวญของเหล่าทหารที่ได้รับบาดเจ็บดังระงมทัพชายแดนเหนือของ ไป๋เฟิงห่าว กำลังตรึงแนวรบไว้เบื้องหน้าภูผาสูงชัน สายลมเย็นจัดบาดผิวราวคมมีด แม้กระทั่งลมหายใจยังกลายเป็นไอสีขาวที่หายวับไปก่อนจะก่อตัวได้หมด แต่ความทุกข์นี้หรือจะเทียบเท่ากับความคิดถึงที่มีต่อนาง เขาเลือกมาสละชีพที่นี่ และหวังจะได้พบนางอีกครั้งในชาติหน้าไป๋เฟิงห่าวในชุดเกาะเหล็กที่เปื้อนเลือดทั้งของตนเองและศัตรู เขาควบมานำทัพ ดวงตาคมราวเหยี่ยวฝ่าเม็ดหิมะที่ซัดหน้าอย่างไม่ยี่หระ“ดึงแนวปีกซ้ายขึ้น! อย่าให้พวกมันโอบเรา!!”เสียงคำรามของเขาตะโกนฝ่าพายุหิมะ เหล่าทหารติดตามที่ได้ยินต่างชูหอกดาบฟาดฟันอย่างสุดกำลังศัตรูจากแดนเหนือกรูกันเข้ามาอย่างบ้าคลั่ง ชุดหนังขนสัตว์ของพวกมันปลิวสะบัดลู่ลม เสียงโห่ร้องชวนให้เลือดในอกเ
ตอนที่ 36โอกาสจวนแม่ทัพไป๋เฟิงห่าวแสงแดดอ่อนในยามสายลอดผ่านหลังคาสูงของจวนแม่ทัพไป๋ สายลมเย็นพัดต้องชายอาภรณ์ของมู่ถิงถิงเบา ๆ นางก้าวช้า ๆ ตามทางเดินศิลาเรียบ โดยมีอารั่วสาวใช้คนสนิทย่างเท้าอยู่เคียงข้างเมื่อถึงหน้าประตูเรือนใหญ่ มู่ถิงถิงหยุดยืน แววตาคมของนางทอดมองลอดเข้าไปภายในห้องโถงที่เงียบสงบ กลิ่นสุราปนลมอุ่นลอยออกมาจาง ๆ ไป๋เฟิงห่าวนั่งเดียวดายมือใหญ่จับขวดสุราเงินเย็นชืด ดวงตาคมแดงก่ำจ้องมองไปยังฝาขวด ริมฝีปากเม้มแน่น พลางกลืนสุราลงคอด้วยความโหยหาร่างสูงโน้มตัวพิงพนักเก้าอี้ มืออีกข้างยกแก้วขึ้นเทเหล้าใส่คอครั้งแล้วครั้งเล่า“เม่ยหลิง… ข้า…”เสียงทุ้มของเขาสั่นพร่า คล้ายคำเรียกจากหัวใจที่แตกสลายเขาก้มหน้าก้มตาดื่ม น้ำตาไหลเล็ดลอดลงแก้ม มือใหญ่ขยำขวดสุราแน่น ในความมึนเมา ภาพของฮันเม่ยหลิงผุดขึ้นในใจ รอยยิ้ม ใบหน้าขาวนวล กลิ่นอายของนางชัดเจนจนใจเขาสั่น“เจ้า… เจ้าอยู่ที่ใด… เม่ยหลิง…”เสียงเรียกพร่าเลือน ความปวดร้าวแล่นขึ้นอย่างไม่อาจควบคุม ไป๋เฟิงห่าวล้มตัวลงกับเก้าอี้ ขวดสุราหล่นกระแทกพื้น น้ำสุราไหลริน เขาพิงตัว เงยหน้าขึ้นมองเพดาน แววตาแดงก่ำสะท้อนเพียงภาพของภรรยาอันเป
ตอนที่ 35ข่าวร้ายใต้แสงอาทิตย์ยามอัสดง ลานหน้าวังหลวงยังคงคลาคล่ำด้วยเหล่าทหารและขุนนาง แต่สำหรับไป๋เฟิงห่าวแล้ว ทุกเสียงทุกผู้คนกลับเรือนหาย เขามุ่งหน้าไปยังรถม้าที่จอดรออยู่ด้วยสีหน้าเรียบนิ่งของแม่ทัพผู้เย็นชา ทว่าแววตากลับแฝงความสุขใจเมื่อคิดถึงใบหน้าของภรรยาที่รอเขาอยู่ รอยยิ้มหวานนั้นยังคงฝังอยู่ในใจเขาขณะที่เขายกเท้าขึ้นหมายจะก้าวขึ้นรถม้า เสียงฝีเท้าม้าเร็วดังฝ่าความวุ่นวายเข้ามา ก่อนที่เสียงตะโกนสั่นเครือจะดังขึ้น“ท่านแม่ทัพ!!”ไป๋เฟิงห่าวขมวดคิ้ว หันกลับไปมอง เห็นทหารผู้น้อยที่คุ้นตา กระโดดลงจากหลังม้าแทบไม่ทัน พอเท้าแตะพื้นก็ทรุดตัวคุกเข่าลงทันที ในมือยังจับสายบังเหียนแน่น ร่างสั่นเทา หน้าแดงก่ำเพราะควบม้าด้วยความเร่งรีบและบกพร่องต่อหน้าที่จนเกิดเรื่องร้าย เขาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงขาดห้วง แฝงความหวาดหวั่นจนแทบหายใจไม่ทั่วท้อง“ไฟ… ไฟไหม้เรือนไผ่ขอรับ!”หัวใจของไป๋เฟิงห่าวกระตุกวูบ เสียงสั่นของทหารเอ่ยต่ออย่างสั่นระรัว“ฮูหยิน… กับ ท่านหมอเทวดา… สิ้นใจในกองเพลิงแล้วขอรับ!”วินาทีนั้น เหมือนโลกทั้งใบของเขาหยุดหมุน ร่างกายสูงใหญ่กลับยืนนิ่งราวถูกคมดาบปักกลางอก ลมหายใจของเขาขา







