INICIAR SESIÓNพ่อบ้านหวังก้าวไปหยุดอยู่ ณ เบื้องข้างประตูเรือนแล้วหันกายมาทางฮันเม่ยหลิงแล้วเอื้อนเอ่ยเสียงราบเรียบ
“เชิญขอรับ ฮูหยินน้อย” ฮันเม่ยหลิงผินหน้าพยักรับน้อย ๆ แววตาไม่ไหวเอน องครักษ์เฉิงอู่ขยับมือผลักบานประตูออกอย่างเงียบงัน นางยกอาภรณ์ก้าวเข้าสู่เรือนโดยมิลังเล ซุนฮวาเมื่อเห็นคุณหนูของตนก้าวเข้าไปก็รีบสาวเท้าตามทันที แต่ยังไม่ทันข้ามธรณีมือที่กำกระบี่ขององครักษ์เฉิงอู่กลับเหยียดยื่นขวางนางไว้แน่นหนา พ่อบ้านหวังเห็นดังนั้นจึงเร่งเอ่ยด้วยท่าทีนอบน้อม “แม่นางซุนฮวา เรือนนี้ฮูหยินน้อยเท่านั้นที่เข้าได้ ผู้อื่นห้ามเข้านอกจากจะได้รับอนุญาตเสียก่อน” ฮันเม่ยหลิงซึ่งยืนอยู่ด้านในขอบประตูไปเพียงสองก้าวชะลอเท้า หันกลับมามองสาวใช้ของตนด้วยแววตาสงบนิ่ง พลางเปล่งวาจานุ่มนวลแต่หนักแน่น “ซุนฮวา ข้ามิเป็นอันใด เจ้ากลับไปรอข้าอยู่ที่เรือนก่อน” ซุนฮวาย่อกายอย่างนอบน้อมพลางเอ่ยตอบ “เจ้าค่ะ” สิ้นคำ นางถอยกายออกมาอย่างเชื่อฟัง มิกล้าชำเลืองเข้าไปอีก ก่อนจะหมุนกายก้าวกลับไปทางเดิม ฮันเม่ยหลิงก้าวเข้าไปด้านใน ภาพเบื้องหน้าคือ ไป๋เฟิงห่าวนั่งสงบนิ่งเบื้องหน้าโต๊ะชา ใบหน้าคมนั้นไร้อารมณ์ ดวงตาคมทอดมองนางราวตรวจสอบ เขายกถ้วยชาขึ้นจิบช้า ๆ ก่อนเอ่ยเสียงเย็นเยียบ “เป็นคุณหนูอยู่เมืองหลวงมานานสินะ ถึงได้ตื่นสายเช่นนี้… ต่อไปในยามทุกยามเหม่าของทุกวัน… เจ้าต้องมาทำความสะอาดที่เรือนนี้และคอยรับใช้ข้า” ฮันเม่ยหลิงก้าวมาหยุดอยู่เบื้องหน้าเขา นางพยักหน้าเล็กน้อยตอบรับ “เจ้าค่ะ” สายตาของไป๋เฟิงห่าวเลื่อนไปยังฝั่งที่มีถังน้ำและผ้าเปียกวางอยู่ พร้อมเอ่ยเสียงเรียบ “ไปทำซะ” ฮันเม่ยหลิงมองตามสายตาเขา ก่อนจะก้าวตรงไปยังถังน้ำและผ้าเปียกที่วางอยู่มุมห้อง นางโน้มตัวซุบน้ำแล้วถูพื้นห้องอย่างตั้งใจ “ไม่ใช่ตรงนั้น!” เสียงทุ้มเย็นของไป๋เฟิงห่าวดังขึ้นเพียงเบา ๆ ทว่าแฝงไปด้วยแรงกดดัน ฮันเม่ยหลิงที่กำลังเช็ดพื้นอยู่หยุดมือทันที นางค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นสบตาคมกล้าของเขาด้วยความไม่เข้าใจ ไป๋เฟิงห่าวถอนหายใจอย่างรำคาญ พลันชี้ปลายนิ้วขึ้นเหนือศีรษะ เอ่ยขึ้นเสียงเรียบ “บนนั้น” ฮันเม่ยหลิงเหลือบตามองขึ้นไปยังคานไม้สูงใบหน้าพลันชะงัก ความหวาดหวั่นฉายชัดในแววตา เห็นดังนั้น ริมฝีปากหยักของไป๋เฟิงห่าวกลับยกขึ้นอย่างเย้ยหยัน ก่อนเปล่งวาจาดุดัน “ไปสิ! หรือจะรอให้ข้าไปทำเอง!” เสียงตวาดนั้นทำให้นางสะดุ้งเฮือก รีบลุกขึ้น แล้วก้าวไปยังเสาค้ำคานอย่างมิอาจขัดขืน นางพยายามปีนขึ้นอยู่ครู่ใหญ่ ทว่าร่างบางที่อ่อนแรงมิอาจปีนขึ้นไปได้สักครา ไป๋เฟิงห่าวทอดสายตามองอย่างเย็นชา มือใหญ่ยกถ้วยชาขึ้นจิบด้วยท่าทีสบายอารมณ์ ราวชมการแสดงไร้ค่าอยู่เบื้องหน้า ครั้นเห็นว่านางยังปีนไม่สำเร็จ เขาก็วางถ้วยชาลงอย่างไม่สบอารมณ์ ลุกขึ้นยืน ก้าวเข้ามาประชิดโดยไม่เอื้อนเอ่ยสักคำ มือใหญ่คว้าแขนเรียวไว้แล้วออกแรงเหวี่ยงเพียงคราเดียว ร่างบางพรึบขึ้นไปเกาะบนคานด้านบนทันที ใบหน้างามฉายชัดถึงความตกใจสุดขีด ปลายเท้าลอยกลางอากาศ นางรีบโอบไม้คานแน่นด้วยสองแขน ตัวสั่นระริกความกลัวแล่นไปทั่วร่าง แต่นางพยายามฝืนใจมิให้อ่อนแรง ไป๋เฟิงห่าวก้าวกลับไปนั่งลงยังที่เดิม พลางเอนกายเล็กน้อย มือใหญ่ยกถ้วยชาใบเล็กขึ้นจิบอีกครั้ง สีหน้าเรียบนิ่ง หากในดวงตากลับปรากฏความพึงพอใจอย่างชัดเจน ราวกับการได้เห็นนางทรมานเช่นนี้ ทำให้รสชาติชาครานี้หอมหวานยิ่งนัก ฮันเม่ยหลิงย่อกายบนคานไม้สูง เท้าเปล่าแทบไม่อาจหาที่วางได้ นางเอนหลังพิงเสาใหญ่เพื่อทรงตัว มือเล็กที่กำผ้าเปียกแน่นยังสั่นระริก นางสูดลมหายใจเงียบ ๆ พยายามข่มเสียงหัวใจที่เต้นแรงราวจะทะลุอก แล้วฝืนเช็ดไม้คานต่อ ทั้งที่ขาอ่อนจนเริ่มชา ระหว่างที่นางก้มหน้าทำงาน เสียงฝีเท้าเร่งรีบดังขึ้นจากนอกประตูเรือน แล้วเสียงร้องอันร้อนรนของสาวใช้ผู้หนึ่งก็ดังทะลุเข้ามา “ท่านแม่ทัพ! ได้โปรดช่วยคุณหนูด้วยเจ้าค่ะ! อาการเก่าของคุณหนูกำเริบตั้งแต่เมื่อวานจนตอนนี้ยังไม่ดีขึ้นเลยเจ้าค่ะ!” ไป๋เฟิงห่าวซึ่งนั่งทอดกายจิบชาอยู่เบื้องล่างชะงักไปชั่วอึดใจ เขาวางถ้วยชาลงอย่างเยือกเย็น ลุกขึ้นโดยไร้แววลังเลไม่แม้แต่จะเหลือบมองนางที่ยังอยู่บนคานแม้แต่น้อย ร่างสูงสง่าก้าวผ่านประตูออกไปอย่างเร่งรีบ ฮันเม่ยหลิงชะโงกหน้ามองตามแผ่นหลังเขา แววตาเต็มไปด้วยความสับสนปนลังเล แต่ริมฝีปากกลับเม้มแน่น ไม่กล้าเอื้อนเอ่ยวาจาออกไป นางได้แต่มองเสี้ยวสุดท้ายของอาภรณ์เขาที่ลับพ้นไปนอกประตู เมื่อเสียงฝีเท้าของเขาหายลับ ความเงียบก็ถาโถมเข้าปกคลุม นางปรายตามองพื้นเบื้องล่างซึ่งสูงชันอย่างหวาดหวั่น ก่อนจะพึมพำกับตนเองเสียงแผ่ว “แล้วข้าจะลงไปได้อย่างไรเล่า…” นางถอนหายใจอย่างอ่อนแรง แล้วมองหาทางลงด้วยแววตาหวาดหวั่นตอนที่ 40วันสุดท้ายหมู่บ้านผานชานยามค่ำคืนปกคลุมทั่วลานเรือน สายลมหนาวพัดผ่านมาอย่างแผ่วเบา ไป๋เฟิงห่าวขยับกายลุกขึ้น จากเตียงอย่างเงียบ ๆ ก่อนก้าวไปเปิดประตูออกสายตาคมของเขากวาดมองรอบเรือนหลังเล็กอย่างละเอียด แต่ก็ไม่พบเงาร่างบางที่เขาตามหาอยู่ ความเงียบของลานเรือนยิ่งทำให้หัวใจเขาไม่สงบ ทว่าแสงตะเกียงที่ส่องไหวจากเรือนครัวปลายลานเรือนกลับดึงสายตาของเขาทันทีไป๋เฟิงห่าวรีบก้าวเท้าเข้าไปยังเรือนครัว เมื่อผลักประตูเข้าไป ก็พบ ฮันเม่ยหลิง นั่งฟุบหลับอยู่บนโต๊ะ ร่างบางสั่นเล็กน้อยเพราะลมเย็นที่พัดลอดเข้ามาทางหน้าต่างที่เปิดค้างไว้เขามองภาพตรงหน้าก่อนจะถอนหายใจเบา ๆ แล้วก้าวเข้าไปใกล้นางอย่างนุ่มนวล จากนางจึงช้อนร่างของนางขึ้นในอ้อมแขนอย่างระมัดระวัง กลิ่นหอมอ่อนจากเรือนผมนางลอยแตะปลายจมูก กลิ่นหอมอันคุ้นเคยทำให้ริมฝีปากหยักได้รูปนั้นเผยรอยยิ้มอย่างมีความสุขร่างสูงก้าวออกจากเรือนครัวอย่างเงียบงัน ลมหนาวยังโชยมาสัมผัสผิว แต่เขากลับรู้สึกอุ่นขึ้นอย่างประหลาด เขามุ่งหน้าไปยังห้องนอนร่างสูงก้าวเข้ามาในห้องนอนที่ส่องสว่างด้วยตะเกียงอุ่น ๆ เขาอุ้มร่างบอบบางในอ้อมแขนอย่างมั่นคง ก่อนจะค่อย
“ไปเราต้องไปจากที่นี่”ฮันเม่ยหลิงพยักหน้าตอบ ประคองร่างชราของท่านย่าค่อย ๆ ก้าวออกจากเรือนที่เปลวไฟกำลังแผดเผาทันใดนั้น เสียงตะโกนจากด้านนอกดังขึ้น“คุณหนู! คุณหนูขอรับ!”พร้อมร่าง องครักษ์ในอาภรณ์สีดำสนิท สองนายที่กำลังจะวิ่งเข้ามา ฮันเม่ยหลิงเงยหน้ามองพวกเขา ก่อนจะรีบประคองท่านย่าก้าวตรงไปหา พวกเขา แต่เพลิงและโครงสร้างไม้เก่ากลับไม่ยอมให้ผ่านไปได้ทัน คานไม้ใหญ่หล่นลงมา ท่านย่าพลันผลักร่างบางของ ฮันเม่ยหลิงให้ล้มลง“อาก ๆ!”ท่อนไม้ที่ลุกลามด้วยเปลวเพลิงพุ่งลงทับร่างของหญิงชราจนล้มลงกองกับพื้น ฮันเม่ยหลิงเบิกตากว้างใจสลาย รีบวิ่งเข้าหา ท่านย่ามือเล็กพยายามดึงร่างของท่านย่าออกจากท่อนไม้ใหญ่ เสียงหายใจแผ่วราวลมหอบแรง เผลอสำลักควันหนาจนแทบสิ้นแรง ท่านย่าโดนท่อนไม้ทับจนไร้เรี่ยวแรง นางเอื้อมมือสั่น ๆ ส่งหยกชิ้นเล็กให้ฮันเม่ยหลิง“หมู่บ้านผานชาน… ที่นั่นมีแต่ความสงบสุข… บ้านข้า… อยู่ที่… นั่น…”น้ำเสียงแผ่วพลันขาดหาย ก่อนหญิงชราสิ้นใจลง“ท่านย่า!!”ฮันเม่ยหลิงร้องคร่ำครวญด้วยความเสียใจ น้ำตาไหลรินจนเปียกทั้งใบหน้า ดวงตาพร่ามัว หอบหายใจเหนื่อยดวงตานางเห็นเพียง องครักษ์ทั้งสองที่คุ้นเคยพลั
ตอนที่ 38หัวใจอุ่นอีกครั้งหมู่บ้านผานชานใต้ชายคาเรือนเล็กกลางหมู่บ้านผานชาน สายลมหนาวพัดลอดเข้ามาแทรกผ่านช่องหน้าต่าง ม่านบางพลิ้วไหวตามแรงลมฮันเม่ยหลิงพยายามประคองร่างสูงใหญ่ของไป๋เฟิงห่าวตรงไปยังเตียง นางออกแรงทั้งหมดที่มีพลิกร่างเขาลงนอนอย่างระมัดระวัง เสียงหายใจแผ่วของเขาทำให้นางชะงัก มือสั่นเทาเอื้อมไปแตะใบหน้าเย็นเฉียบของเขา“อย่า… อย่าตายต่อหน้าข้าอีกคน…”เสียงสั่นพร่าเหมือนหัวใจจะแตกเป็นเสี่ยง ๆฮันเม่ยหลิงรีบลุกขึ้น คว้าถังน้ำอุ่น ผ้าสะอาด และกล่องสมุนไพร ก่อนกลับมานั่งข้างเตียง นางมือสั่นจนแทบเปิดกล่องไม่ออก แต่ก็ฝืนทำต่อไป นางเอื้อมมือไปปลดชุดเกาะและอาภรณ์ท่อนบนของเขาออกเมื่อเสื้อถูกเปิดออก เผยให้เห็นรอยแผลมากมายบนตัวเขา นางถึงกับชะงัก หัวใจนางราวถูกบีบจนแทบหายใจไม่ออกน้ำตารินไหลไม่หยุด นางยกผ้าขึ้นเช็ดเลือดรอบรอยแผลออกอย่างแผ่วเบา แล้วทายาลงบนแผลเขาอย่างระมัดระวังราวกับกลัวจะทำเขาเจ็บไปมากกว่านี้……แสงอรุณแรกแห่งยามเฉินทอประกายลอดช่องหน้าต่างไม้ สายลมหนาวพัดโชยเข้ามาต้องม่านบางให้ปลิวไหว ลมหนาวโชยมาแตะใบหน้าคมของ ไป๋เฟิงห่าวที่นอนอยู่บนเตียง เปลือกตาหนักอึ้งค่อย ๆ เป
ตอนที่ 37ชีวิตที่ตายไปแล้วหนึ่งปีต่อมา ไป๋เฟิงห่าวขอราชโองการไปป้องกันชายแดนเหนือลมเหนือหวีดหวิวราวเสียงปีศาจคร่ำครวญ พัดพาหิมะขาวโพลนให้ฟุ้งกระจายปกคลุมผืนดินจนไม่อาจเห็นสีอื่น นอกจากสีขาว… และสีแดงฉานที่โปรยปรายอยู่ทั่วสนามรบท้องฟ้าเหนือศีรษะหม่นทึบราวถูกหมึกดำสาดใส่ เสียงโล่กระทบอาวุธ เสียงม้าร้องโหยหวนและเสียงครวญของเหล่าทหารที่ได้รับบาดเจ็บดังระงมทัพชายแดนเหนือของ ไป๋เฟิงห่าว กำลังตรึงแนวรบไว้เบื้องหน้าภูผาสูงชัน สายลมเย็นจัดบาดผิวราวคมมีด แม้กระทั่งลมหายใจยังกลายเป็นไอสีขาวที่หายวับไปก่อนจะก่อตัวได้หมด แต่ความทุกข์นี้หรือจะเทียบเท่ากับความคิดถึงที่มีต่อนาง เขาเลือกมาสละชีพที่นี่ และหวังจะได้พบนางอีกครั้งในชาติหน้าไป๋เฟิงห่าวในชุดเกาะเหล็กที่เปื้อนเลือดทั้งของตนเองและศัตรู เขาควบมานำทัพ ดวงตาคมราวเหยี่ยวฝ่าเม็ดหิมะที่ซัดหน้าอย่างไม่ยี่หระ“ดึงแนวปีกซ้ายขึ้น! อย่าให้พวกมันโอบเรา!!”เสียงคำรามของเขาตะโกนฝ่าพายุหิมะ เหล่าทหารติดตามที่ได้ยินต่างชูหอกดาบฟาดฟันอย่างสุดกำลังศัตรูจากแดนเหนือกรูกันเข้ามาอย่างบ้าคลั่ง ชุดหนังขนสัตว์ของพวกมันปลิวสะบัดลู่ลม เสียงโห่ร้องชวนให้เลือดในอกเ
ตอนที่ 36โอกาสจวนแม่ทัพไป๋เฟิงห่าวแสงแดดอ่อนในยามสายลอดผ่านหลังคาสูงของจวนแม่ทัพไป๋ สายลมเย็นพัดต้องชายอาภรณ์ของมู่ถิงถิงเบา ๆ นางก้าวช้า ๆ ตามทางเดินศิลาเรียบ โดยมีอารั่วสาวใช้คนสนิทย่างเท้าอยู่เคียงข้างเมื่อถึงหน้าประตูเรือนใหญ่ มู่ถิงถิงหยุดยืน แววตาคมของนางทอดมองลอดเข้าไปภายในห้องโถงที่เงียบสงบ กลิ่นสุราปนลมอุ่นลอยออกมาจาง ๆ ไป๋เฟิงห่าวนั่งเดียวดายมือใหญ่จับขวดสุราเงินเย็นชืด ดวงตาคมแดงก่ำจ้องมองไปยังฝาขวด ริมฝีปากเม้มแน่น พลางกลืนสุราลงคอด้วยความโหยหาร่างสูงโน้มตัวพิงพนักเก้าอี้ มืออีกข้างยกแก้วขึ้นเทเหล้าใส่คอครั้งแล้วครั้งเล่า“เม่ยหลิง… ข้า…”เสียงทุ้มของเขาสั่นพร่า คล้ายคำเรียกจากหัวใจที่แตกสลายเขาก้มหน้าก้มตาดื่ม น้ำตาไหลเล็ดลอดลงแก้ม มือใหญ่ขยำขวดสุราแน่น ในความมึนเมา ภาพของฮันเม่ยหลิงผุดขึ้นในใจ รอยยิ้ม ใบหน้าขาวนวล กลิ่นอายของนางชัดเจนจนใจเขาสั่น“เจ้า… เจ้าอยู่ที่ใด… เม่ยหลิง…”เสียงเรียกพร่าเลือน ความปวดร้าวแล่นขึ้นอย่างไม่อาจควบคุม ไป๋เฟิงห่าวล้มตัวลงกับเก้าอี้ ขวดสุราหล่นกระแทกพื้น น้ำสุราไหลริน เขาพิงตัว เงยหน้าขึ้นมองเพดาน แววตาแดงก่ำสะท้อนเพียงภาพของภรรยาอันเป
ตอนที่ 35ข่าวร้ายใต้แสงอาทิตย์ยามอัสดง ลานหน้าวังหลวงยังคงคลาคล่ำด้วยเหล่าทหารและขุนนาง แต่สำหรับไป๋เฟิงห่าวแล้ว ทุกเสียงทุกผู้คนกลับเรือนหาย เขามุ่งหน้าไปยังรถม้าที่จอดรออยู่ด้วยสีหน้าเรียบนิ่งของแม่ทัพผู้เย็นชา ทว่าแววตากลับแฝงความสุขใจเมื่อคิดถึงใบหน้าของภรรยาที่รอเขาอยู่ รอยยิ้มหวานนั้นยังคงฝังอยู่ในใจเขาขณะที่เขายกเท้าขึ้นหมายจะก้าวขึ้นรถม้า เสียงฝีเท้าม้าเร็วดังฝ่าความวุ่นวายเข้ามา ก่อนที่เสียงตะโกนสั่นเครือจะดังขึ้น“ท่านแม่ทัพ!!”ไป๋เฟิงห่าวขมวดคิ้ว หันกลับไปมอง เห็นทหารผู้น้อยที่คุ้นตา กระโดดลงจากหลังม้าแทบไม่ทัน พอเท้าแตะพื้นก็ทรุดตัวคุกเข่าลงทันที ในมือยังจับสายบังเหียนแน่น ร่างสั่นเทา หน้าแดงก่ำเพราะควบม้าด้วยความเร่งรีบและบกพร่องต่อหน้าที่จนเกิดเรื่องร้าย เขาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงขาดห้วง แฝงความหวาดหวั่นจนแทบหายใจไม่ทั่วท้อง“ไฟ… ไฟไหม้เรือนไผ่ขอรับ!”หัวใจของไป๋เฟิงห่าวกระตุกวูบ เสียงสั่นของทหารเอ่ยต่ออย่างสั่นระรัว“ฮูหยิน… กับ ท่านหมอเทวดา… สิ้นใจในกองเพลิงแล้วขอรับ!”วินาทีนั้น เหมือนโลกทั้งใบของเขาหยุดหมุน ร่างกายสูงใหญ่กลับยืนนิ่งราวถูกคมดาบปักกลางอก ลมหายใจของเขาขา







