Masukยามเฉิน (07.00-08.59)
จ้าวตี๋เฟยและเหล่าขุนนางต่างก็เริ่มรู้สึกตัวกันขึ้นมาบ้างแล้ว กลิ่นเปรี้ยวของสุราติดตามอาภรณ์และเส้นผม แม้แต่ลมหายใจก็ยังมีกลิ่นฉุนออกมาไม่เว้น แสงสว่างที่สาดส่องเข้ามาบ่งบอกว่าราตรีกาลได้ผ่านพ้น กลายเป็นเช้าวันใหม่ขึ้นมาแทน
องค์รัชทายาทผู้นี้ได้ใจผู้คนในที่นี้เป็นอย่างมาก พระองค์สามารถเลือกที่จะเข้าไปหาพระชายาในห้องหอได้ทุกเมื่อ ทว่าเมื่อเห็นว่าเหล่าขุนนางต่างก็พากันขอร่วมดื่มกับเขาไม่หยุด เขาจึงไม่อาจหลบออกไปได้
จ้าวตี๋เฟยยกมือขึ้นลูบไปที่ท้ายทอยตนเอง เขามองไปรอบ ๆ ห้องก่อนจะก้มมองชุดของตน พลันนึกขึ้นได้ว่าเขาลืมเลือนเจ้าสาวที่อยู่ในห้องเสียสนิท ร่างหนาขยับตัวลุกขึ้นอย่างเกียจคร้าน
"ขอบคุณทุกท่านที่มาร่วมงานแต่งของข้า หลังจากนี้ไปข้าขอให้พวกท่านตั้งใจทำงานรับใช้บ้านเมืองให้เต็มความสามารถ แคว้นซีจิ้งเป็นของพวกเราทุกคน เราย่อมต้องช่วยกันดูแล ข้าขอตัว"
"พ่ะย่ะค่ะ" เหล่าขุนนางตอบรับกันอย่างจริงใจ หลังจากนี้ไปทุกคนย่อมปฏิบัติหน้าที่กันอย่างเต็มที่แน่นอนให้สมกับความดีขององค์รัชทายาทผู้นี้
จ้าวตี๋เฟยสะบัดชายผ้าสีแดงมงคลก้าวขาเดินออกมาได้เพียงสามก้าวก็ต้องหยุดชะงักลง สายตาพยัคฆ์หันไปมองผู้มาใหม่ด้วยความสงสัย คิ้วหนากระตุกขึ้นเพราะความรู้สึกที่บอกว่า มีเรื่องบางอย่างเกิดขึ้นแล้ว
"ทูลองค์รัชทายาท ฝ่าบาทมีรับสั่งให้พระองค์นำทัพออกไปต้านกบฏที่ทางฝั่งตะวันออก พวกโจรภูเขาร่วมมือกับชาวบ้านบางส่วนก่อความไม่สงบไปทั่วแล้วพ่ะย่ะค่ะ" ฝ่ามือหนากำเข้าหากันแน่น ช่างบังอาจนักกล้าก่อความไม่สงบในแคว้นซีจิ้งอย่างนั้นหรือ? สีหน้าองค์รัชทายาทหนุ่มดุดันขึ้นทันที
"ข้ารู้แล้ว ถังเว่ยจัดทหาร!"จ้าวตี๋เฟยออกคำสั่งอย่างไม่รอช้า เหล่าขุนนางที่ยังเหลืออยู่ต่างก็มองหน้ากันกระสับกระส่าย ปัญหาโจรภูเขาก่อความไม่สงบมีมานาน ทว่าไม่มีใครคาดคิดว่าจะกล้าก่อกบฏขึ้นมาอย่างอุกอาจเช่นนี้
"ทุกท่านข้าไม่อาจอยู่ส่ง ขอพวกท่านเดินทางกลับกันให้ดี" เมื่อบอกกล่าวเสร็จจ้าวตี๋เฟยพลันก้าวขาออกจากห้องรับรองอย่างรวดเร็ว
อาชาสีขาวคู่ใจถูกจูงมาตรงหน้า ร่างกำยำตวัดขาขึ้นไปนั่งอย่างสง่าผ่าเผย เสียงก้องกังวานดังขึ้นอย่างองอาจ เหล่าทหารต่างเดินขบวนอย่างพร้อมเพรียง
"เคลื่อนขบวน"
ขบวนกองทัพของจ้าวตี๋เฟยออกจากตำหนักบูรพาอย่างเร่งด่วนเรื่องเช่นนี้ไม่อาจประวิงเวลาเอาไว้ได้ เขารีบแม้กระทั่งอาภรณ์ที่สวมใส่ยังคงเป็นอาภรณ์แต่งงานของเมื่อวานเสียด้วยซ้ำ
เมื่อเคลื่อนขบวนมาถึงกำแพงเมืองก็เจอเข้ากับท่านอ๋องหนุ่มเลือดร้อนที่นั่งอยู่บนอาชาสีนิลใบหน้าดุดัน จ้าวฉงซานเหลือบตามามองเสด็จพี่ของตนเองก่อนจะกระตุกยิ้มหยันออกมา
"เสด็จพี่พระองค์คงรีบมากกระมังแม้แต่ชุดแต่งงานก็ไม่ทันได้เปลี่ยน"
"ไม่ผิด ทหารของเสด็จพ่อมาแจ้งข่าวข้าก็รีบออกมา" จ้าวตี๋เฟยพยักหน้ายอมรับแต่โดยดี ทว่าจ้าวฉงซานกลับชะงักนิ่ง เขากระตุกบังเหียนและเดินม้าขยับเข้าไป ก่อนจะชะโงกใบหน้าเข้าไปใกล้
"เช่นนั้นเมื่อคืนท่านก็ไม่ได้เข้าหอกับพระชายาสินะ" จ้าวฉงซานกระซิบแผ่วเบา การถามออกไปเช่นนี้ออกจะเสียมารยาทไปเสียหน่อย แต่คนอย่างท่านอ๋องหนุ่มจะรักษามารยาทไปทำไมกัน
"ไม่ผิดเมื่อคืนข้าดื่มหนักไปหน่อย จึงหลับอยู่ด้านนอกกับเหล่าขุนนางทั้งหลาย" จ้าวตี๋เฟยยังคงตอบกลับด้วยใบหน้าเรียบเฉย ทว่าริมฝีปากกลับกระตุกโค้งขึ้น
"หึ!!..พี่ใหญ่คนอย่างท่านน่ะหรือจะเมาหนักเสียจนหลับคาไหสุราเช่นนี้ ข้านี้เบิกตาเสียจริง"จ้าวฉงซานหัวเราะออกมาอย่างไม่ไว้หน้าอีกฝ่ายแม้แต่น้อย
"หึ!!..ซานเอ๋อร์ไม่เคยมีผู้ใดบอกเจ้าหรือว่ารู้แค่เรื่องที่ควรรู้ก็พอแล้ว อย่าได้สนใจเรื่องในตำหนักบูรพาของข้าเลย" จ้าวตี๋เฟยยิ้มให้อย่างอบอุ่น ทว่าคำพูดกลับดูเย็นชาข่มขู่
"เลิกเรียกซานเอ๋อร์เสียที!!.." จ้าวฉงซานตวาดกลับออกไปเสียงดัง เป็นเช่นนี้ตลอด หากอีกฝ่ายจะตัดบทไม่ให้เขายุ่ง ก็มักจะเรียกชื่อเล่นเขาเหมือนเมื่อครั้งยังเล็กเสมอ และเขาเองก็จะไม่พอใจเสียทุกครั้ง เขาโตจนเป็นบิดาของบุตรสองคนแล้วจะมาเรียกซานเอ๋อร์อันใดอีก
"เหตุใดเสด็จพ่อจึงมีรับสั่งให้เราสองคนนำทัพไปด้วยกัน" จ้าวฉงซานตวัดสายตากลับไปมอง
"พระองค์ไม่รู้หรือองค์รัชทายาท?"
"อย่าประชดข้านักเลย ข้าได้รับคำสั่งก็เคลื่อนพลออกมาทันที เช่นนั้นแล้วชินอ๋องจะบอกให้ข้าน้อยหายสงสัยได้หรือไม่?" จ้าวฉงซานชักสีหน้าใส่อย่างไม่พอใจ ไม่ใช่เมื่อครู่เพิ่งบอกกับเขาไม่ให้ประชดหรอกหรือ? เหตุใดตนเองจึงได้ประชดเสียเองเล่า?
"ไอ้พวกโจรป่ามันบุกโจมตีสองทาง ด้านตะวันตกติดหมู่บ้านเชิงเทียนเสด็จพ่อมีรับสั่งให้ข้านำทัพ ส่วนของท่านคงจะเป็นทางตะวันออกติดหมู่บ้านอานผิงกระมัง" องค์รัชทายาทหนุ่มพยักหน้า เมื่อได้ฟังคำบอกเล่าของน้องชายตนเอง
"ไม่ผิดข้าต้องยกทัพไปที่หมู่บ้านอานผิงจริง ๆ เช่นนั้นก็อย่าเสียเวลาเลย เจ้าเองก็ระวังตัวด้วย อย่าลืมว่าเหว่ยเอ๋อร์กับเยียนเอ๋อร์ยังเล็กนัก"
"ไม่รบกวนให้ท่านมาเป็นห่วงหรอก" คงมีแต่เวลาที่อยู่กับพี่น้องเช่นนี้กระมัง เขาถึงได้ผ่อนคลายอย่างแท้จริง การหยอกล้อจ้าวฉงซาน และจ้าวฟางหลินเป็นสิ่งที่พี่ใหญ่อย่างเขาชอบยิ่งนัก
"เสด็จพี่ท่านเองก็ต้องดูแลพระองค์ให้ดี อย่าได้ประมาทศัตรูรู้หรือไม่" พี่น้องคนอื่นเป็นเช่นไรเขาไม่รู้ เขารู้เพียงพี่น้องของเขานั้นรักใคร่ห่วงใยกันดียิ่ง
"ซานเอ๋อร์ พี่ใหญ่หาได้อ่อนแอเช่นนั้น เจ้าอย่าห่วงเลยข้าจะระวัง"จริงอย่างที่จ้าวตี๋เฟยพูด พี่ใหญ่ของเขาหาใช่คนอ่อนแอ
จ้าวฉงซานรู้ดีว่าเบื้องหน้าที่ดูใจดียิ้มแย้มขององค์รัชทายาท แท้จริงแล้วหาได้เป็นเช่นนั้น
ความจริงแล้วเขาเองก็ฉลาดไม่น้อยไปกว่าจ้าวตี๋เฟย ผู้เป็นพี่ใหญ่ หากจะกล่าวว่าจ้าวฉงซานเป็นจอมมารผู้เหี้ยมโหด จ้าวตี๋เฟยเองก็คงเป็นเทพสงครามผู้โหดเหี้ยม ที่แม้จะเป็นเทพเซียนผู้สูงส่ง ทว่ากลับดุดัน ร้ายกาจ และเลือดเย็น
ที่สำคัญสิ่งเหล่านั้นกลับซ่อนอยู่ภายใต้ใบหน้าที่เปื้อนไปด้วยรอยยิ้มที่แสนจะใจดีเช่นนั้น
"เช่นนั้นข้าก็ไม่มีสิ่งใดจะบอกท่านแล้ว แต่มีสิ่งหนึ่งที่ข้าอยากจะเตือนท่านสักนิด ท่านเปลี่ยนอาภรณ์ก่อนดีหรือไม่ ข้าเห็นแล้วขัดตายิ่งนัก" พูดจบจ้าวฉงซานก็กระตุกม้าล่วงหน้าออกไปโดยไม่หันกลับไปสนใจอีก
จ้าวตี๋เฟยส่ายหน้ายิ้มออกมา ต่อให้เขาปิดบังคนทั้งใต้ล้าได้ก็คงจะปิดบังน้องชายของเขาผู้นี้ไม่ได้กระมัง แต่จะแปลกอันใดเพราะเขาเองก็ไม่ได้คิดจะปิดบังอีกฝ่ายเลยเช่นกัน
"ออกเดินทางได้"
ตอนที่ 11 อย่ามาสอดเรื่องของข้าเพียงแค่ส่งอาหารเข้าปากในคำแรก จ้าวตี๋เฟยก็แสยะยิ้มออกมา นางกล้ากล่าวอ้างว่าเข้าครัวทำอาหารเองอย่างนั้นหรือ? ช่างหน้าด้านยิ่งกว่าพื้นถนน รสชาติอาหารเหล่านี้เขากินมันทุกวัน จะไม่รู้ได้อย่างไรว่าเป็นแม่ครัวของตำหนักบูรพา?"เจ้าไม่กินหรือ เหตุใดจึงเอาแต่แอบมองข้าเล่า หรือว่าใบหน้าข้ามีสิ่งใดประหลาด?" หยางหลิงเซียงรีบก้มหน้าลง นางคิดว่าตนเองแอบมองอย่างแนบเนียนแล้ว ทว่าอีกฝ่ายแม้จะไม่ได้หันมามองนางสักนิดแต่ก็ยังรับรู้ได้อีก นี่เขาเก่งเกินไปหรือไม่"เซียงเซียงกลัวว่ารสชาติจะไม่ถูกใจพระองค์ รสชาติแย่หรือไม่เพคะ หากว่า..." น้ำเสียงประหม่าของพระชายาสั่นไหวอย่างเห็นได้ชัดเจน จ้าวตี๋เฟยไม่รอให้อีกฝ่ายพูดจนจบก็ตัดบทออกไปเสีย"ข้ากินได้ ไม่ได้แย่อะไรเจ้าเองก็กินบ้างเถิด" ถึงแม้ตัวเขาจะเป็นถึงองค์รัชทายาททว่าก็ไม่ได้เลือกกินมากนัก ยามอยู่ในสนามรบมีเพียงแค่แป้งทอดหนึ่งแผ่นหรือแม้แต่เนื้อตากแห้งสักชิ้นก็ต้องกินประทังชีวิตไปก่อน ความจริงแล้วจ้าวตี๋เฟยไม่ค่อยได้ออกรบมากเท่าไรนัก ส่วนมากแล้วหน้าที่นำทัพจับศึกจะเป็นแม่ทัพใหญ่อย่างจ้าวฉงซาน แต่ก็มีบางครั้งที่เขาเองก็ตามน้อง
ตอนที่ 10 ความรักไม่ใช่สิ่งจำเป็น"รายงานมา" ขันทีคนสนิทก้มศีรษะลงเล็กน้อย และสูดลมหายใจเข้าก่อนจะบอกเล่าเรื่องภายในเกือบสามเดือนที่ผ่านมากับองค์รัชทายาทหนุ่ม"ทูลองค์รัชทายาทหลังจากพระองค์ออกจากเมืองหลวงไปได้ราวสองชั่วยาม องค์ฮองเฮาก็เสด็จมาที่ตำหนักบูรพาเพื่อปลอบใจพระชายา องค์ฮองเฮาเห็นว่าเหล่าอนุไร้มารยาทไม่ยอมยกน้ำชาทำความเคารพพระชายา จึงถูกปลดออกทั้งหมดพ่ะย่ะค่ะ" นิ้วมือที่กำลังเคาะหัวเข่าตนเองพลันชะงักค้าง มิน่าเล่าตั้งแต่เขากลับเข้ามายังไม่เจออนุเหล่านั้นเลยแม้แต่คนเดียว"ปลดหมดทั้งสามคนเลยหรือ ผู้ใดเป็นคนออกคำสั่งพระชายาหรือ?" "หามิได้พ่ะย่ะค่ะ พระชายาทรงคัดค้านแล้ว ทว่าองค์ฮองเฮาไม่เห็นด้วย อนุเหล่านั้นเป็นองค์ฮองเฮาปลดทั้งสิ้น หาได้มีความเกี่ยวข้องกับพระชายาแม้แต่น้อย"ริมฝีปากหยักพลันกระดกขึ้นเย้ยหยัน ไม่เกี่ยวกับพระชายาหรือ? จะไม่เกี่ยวได้อย่างไรแต่งเข้ามาวันเดียวก็กล้าปลดเหล่าอนุของเขาหมดไปจนสิ้น ดีมาก ทำได้ดีมาก ไม่เสียแรงกับที่เป็นหลานสาวลู่กุ้ยเฟย เป็นสตรีที่ฮองเฮาทรงโปรด นางเติบโตท่ามกลางเหล่าสนมในวังหลังมาตั้งแต่เล็กจะไม่มีพิษสงได้อย่างไร"อืม..เจ้าออกไปเถิด" จ้าวต
ตอนที่ 9 ไม่ได้มาคนเดียวหนึ่งเดือนผ่านไปชินอ๋องจ้าวฉงซานก็นำทัพกลับเข้าเมืองหลวงพร้อมกับชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ เหล่าโจรกบฏ พ่ายแพ้ต่อท่านอ๋องหนุ่มอย่างราบคาบหลังจากท่านอ๋องหนุ่มกลับคืนสู่เมืองหลวง พระชายากัวซุนฮวาก็ไม่ค่อยได้มาหาพระชายาหยางหลิงเซียงบ่อยเช่นเคย และนางเองก็ไม่ค่อยกล้าไปรบกวนอีกฝ่ายด้วยเช่นกันฮองเฮาออกจากวังหลวงมาหานางที่ตำหนักบูรพาบ้าง หรือบางครั้งก็เรียกนางเข้าไปหาบ้าง ทว่าไม่มีครั้งไหนเลยที่พระองค์จะเอ่ยถึงเรื่องขององค์รัชทายาท บอกเพียงแค่ว่า ทางหมู่บ้านอานผิงยังไม่เรียบร้อยดี ให้นางรอที่ตำหนักไปก่อน วันนั้นหลังออกจากวังหลวงหยางหลิงเซียงแวะตลาดหลังวังก่อนจะกลับเข้าตำหนัก เพียงแค่ก้าวเข้าไปในตลาดเสียงพูดคุยกันอย่างสนุกสนานของเหล่าพ่อค้าแม่ค้าก็ผ่านเข้ามาในหู พวกเขาเหล่านั้นคุยกันอย่างสนุกสนาน ทว่านางกลับกำมือแน่น ใบหน้าซีดเซียวลงไปทุกขณะ"พระชายาเพคะ เรากลับกันดีหรือไม่?" หลิวมามากระซิบบอกพระชายาของตน เพราะไม่อยากให้นางได้ยินเรื่องราวเหล่านั้น ติงซูซูเห็นดังนั้นก็ร้อนใจทนไม่ไหว จะเดินเข้าไปต่อว่าเหล่าแม่ค้าพวกนั้นบ้าง ทว่าหยางหลิงเซียงห้ามเอาไว้เสียก่อน"ข้าอยากฟังอีกสัก
ตอนที่ 8 จัดการเหล่าอนุฮองเฮาฟางหรงพยักหน้าอย่างพอใจ หญิงสาวผู้นี้นางเลี้ยงเองมากับมือ นิสัยใจคอเป็นเช่นไรเหตุใดนางจะไม่รับรู้ ทุกสิ่งล้วนดีทั้งสิ้นหากจะมีข้อเสียก็คงเป็นเรื่องที่หญิงสาวไม่ค่อยแสดงความรู้สึกตนเองออกมาก็เพียงเท่านั้น"ไม่คิดว่าเฟยเอ๋อร์จะรู้ความถึงเพียงนี้ แต่งชายาปลดอนุ ทำได้ดีจริง ๆ" ใบหน้าพระมารดาของแผ่นดินยิ้มออกมาอย่างพอใจ ลูกสะใภ้ของนางจะทันเล่ห์เหลี่ยมของเหล่าอนุได้เช่นไร ความจริงวันนี้นางไม่ได้เพียงตั้งใจมาปลอบใจลูกสะใภ้เพียงเท่านั้น นางยังตั้งใจมากดดันเหล่าอนุของบุตรชายให้เจียมตัวอีกด้วย"ฮองเฮาความจริงแล้ว อนุทั้งสามมิได้ถูกปลดเพคะ"หลิวมามานางกำนัลอาวุโสของตำหนักบูรพาเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงติดขัดในแววตามีความขุ่นเคืองก่อนหน้านั้นนางแจ้งกับเหล่านางกำนัลข้างกายอนุเหล่านั้นแล้วมิใช่หรือ ยามซื่อ (09.00-10.59) จะต้องมายกน้ำชาแสดงความเคารพต่อพระชายาทว่าผู้ใดจะไปคิดกันเล่า อนุเหล่านั้นเห็นว่าองค์รัชทายาทไม่ได้เข้าห้องหอกับพระชายา และเช้ามาก็ยกทัพออกนอกเมืองทันที แม้แต่อาภรณ์แต่งงานก็หาได้สนใจจะเปลี่ยน พวกนางจึงได้กำเริบเสิบสานหาได้มีความเกรงกลัวต่อพระชายาเช่นนี้
ตอนที่ 7 ทำหน้าที่แทนหยางหลิงเซียงขยับกายลุกขึ้นมานั่งตัวตรง ฝ่ามือบางยกขึ้นไปจับผ้าคลุมหน้าเจ้าสาว ที่ยังไม่ได้ถูกปลดออก ใบหน้าหนาวพลันสลดลง ริมฝีปากบางกระตุกยิ้มหยัน เพียงเพราะสวามีบอกกับนางว่าจะเข้ามาดื่มสุรามงคลร่วมกัน นางก็ถือเป็นจริงเป็นจังเฝ้ารออย่างมีความหวังทั้งคืน แต่จนป่านนี้แม้แต่เงาของอีกฝ่ายนางก็ยังไม่เห็น"พระชายาตื่นแล้วหรือเพคะ ซูซูเตรียมน้ำไว้ให้แล้วพระชายาลุกขึ้นไปอาบน้ำล้างหน้าก่อนดีหรือไม่เพคะ อีกเดี๋ยวจะได้ออกรับประทานอาหารเช้าเสียหน่อย" พระชายาหรือ หึ!!..ใช่แล้วยามนี้นางก็ได้เป็นพระชายาตามที่ใจปารถนาแล้วมิใช่หรือ สิ่งที่นางเฝ้าฝันมาเนิ่นนาน ยามนี้เป็นจริงแล้ว เหตุใดหัวใจของนางจึงปวดร้าวเช่นนี้"ข้าจะรอองค์รัชทายาทมาปลดผ้าให้ข้าตามธรรมเนียม" เสียงแหบแห้งตอบปฏิเสธออกไป "เอ่อ..." ติงซูซูสาวใช้ที่ติดตามมาจากสกุลหยางพลันชะงักขึ้นหากพระชายาของนางจะรออย่างนี้ เกรงว่าคงจะต้องรอเก้อ เพราะยามนี้องค์รัชทายาทหาได้อยู่ตำหนักบูรพาไม่นางกำลังจะเอ่ยปากบอกความจริงกับพระชายาออกไป ทว่าฝ่ามือเรียวก็ยกขึ้นปิดกั้นคำพูดของนาง "เซียงเซียง..ตี๋เฟยได้รับคำสั่งขององค์ฮ่องเต้ให้ออกไปข
ตอนที่ 6 รู้ทันยามเฉิน (07.00-08.59)จ้าวตี๋เฟยและเหล่าขุนนางต่างก็เริ่มรู้สึกตัวกันขึ้นมาบ้างแล้ว กลิ่นเปรี้ยวของสุราติดตามอาภรณ์และเส้นผม แม้แต่ลมหายใจก็ยังมีกลิ่นฉุนออกมาไม่เว้น แสงสว่างที่สาดส่องเข้ามาบ่งบอกว่าราตรีกาลได้ผ่านพ้น กลายเป็นเช้าวันใหม่ขึ้นมาแทนองค์รัชทายาทผู้นี้ได้ใจผู้คนในที่นี้เป็นอย่างมาก พระองค์สามารถเลือกที่จะเข้าไปหาพระชายาในห้องหอได้ทุกเมื่อ ทว่าเมื่อเห็นว่าเหล่าขุนนางต่างก็พากันขอร่วมดื่มกับเขาไม่หยุด เขาจึงไม่อาจหลบออกไปได้จ้าวตี๋เฟยยกมือขึ้นลูบไปที่ท้ายทอยตนเอง เขามองไปรอบ ๆ ห้องก่อนจะก้มมองชุดของตน พลันนึกขึ้นได้ว่าเขาลืมเลือนเจ้าสาวที่อยู่ในห้องเสียสนิท ร่างหนาขยับตัวลุกขึ้นอย่างเกียจคร้าน"ขอบคุณทุกท่านที่มาร่วมงานแต่งของข้า หลังจากนี้ไปข้าขอให้พวกท่านตั้งใจทำงานรับใช้บ้านเมืองให้เต็มความสามารถ แคว้นซีจิ้งเป็นของพวกเราทุกคน เราย่อมต้องช่วยกันดูแล ข้าขอตัว" "พ่ะย่ะค่ะ" เหล่าขุนนางตอบรับกันอย่างจริงใจ หลังจากนี้ไปทุกคนย่อมปฏิบัติหน้าที่กันอย่างเต็มที่แน่นอนให้สมกับความดีขององค์รัชทายาทผู้นี้จ้าวตี๋เฟยสะบัดชายผ้าสีแดงมงคลก้าวขาเดินออกมาได้เพียงสามก้าวก็







