LOGINหลังจากที่เหลียงเฟิงไห่เข้าไปหาเรื่องนางในห้องอาบน้ำวันนั้น จ้าวฟางหลินก็ไม่เห็นพระพักตร์ของพระสวามีตนเองอีกเลย นางออกมาจากห้องอาบน้ำก็เห็นเหล่านางกำนัลจัดเตรียมสำรับอาหารอย่างดีเอาไว้รออยู่ก่อนแล้ว ทว่าเจ้าของตำหนักกลับไม่อยู่ หลังจากรับอาหารมื้อนั้นจ้าวฟางหลินก็ถามเวลาอาหารที่แน่นอนของที่แห่งนี้ ทว่าคำตอบจากเหล่านางกำนัลกลับไม่เป็นเช่นที่สวามีขู่นาง หากนางอยากรับอาหารหรือของว่างยามใดก็ย่อมได้ ร่างอรชรได้แต่ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันอย่างมาดร้าย เรื่องเพียงนี้ไยต้องมาขู่กันเล่น
เหลียงเฟิงไห่ถูกเรียกตัวไปปราบโจรภูเขาที่อี้หนานผ่านไปถึงยี่สิบห้าวันแล้วองค์รัชทายาทก็ยังไม่กลับตำหนัก จ้าวฟางหลินนั่งจิบชาอยู่ในสวนกลางตำหนักไป่เหอ เป็นตำหนักที่คนป่าเถื่อนนั้นมอบให้นางได้อยู่อาศัย ใบหน้าหวานคิดทบทวนถึงเรื่องที่ผ่านมา ไม่เข้าใจว่าเกิดสิ่งใดขึ้นเมื่อตอนที่สวามีไปรับนางจากวังหลวงท่าทีของเขาก็ยังดูเหมือนเป็นปกติเฉกเช่นคนทั่วไป ทว่าเมื่อเปิดผ้าคลุมหน้าออกเพียงเท่านั้น นางก็ได้รับสายตาเย็นชากลับคืนมาทันที
“นางกำนัลหลี่ ข้าอยากไปเยี่ยมท่านตาเสียหน่อยจะได้หรือไม่”นางกำนัลหลี่นางกำนัลที่รับใช้ในตำหนักบูรพาขององค์รัชทายาทมานาน ได้รับมอบหมายให้มาดูแลพระชายาขององค์รัชทายาทโดยเฉพาะ นางเงยหน้าขึ้นสบสายตาพระชายาด้วยสีหน้าลำบากใจ
“เรียนพระชายาหม่อมฉันคิดว่าหากพระชายาจะออกจากวัง ควรทูลองค์รัชทายาทก่อนเพคะ” จ้าวฟางหลินถอนหายใจออกมา คำเรียกขานของนางกำนัลผู้นี้เป็นการตอกย้ำความจริงอีกครั้งว่านางหาใช่องค์หญิงใหญ่แห่งแคว้นซีจิ้งอีกต่อไป นางเป็นพระชายาเอกในองค์รัชทายาท พระชายาบรรณาการ หึ!!! ใบหน้าหวานกระตุกริมฝีปากยิ้มอย่างเย้ยหยันในโชคชะตาตนเอง
“ข้าถูกคุมขังหรือ เหตุใดจึงต้องแจ้งองค์รัชทายาทก่อนกันเล่า หรือว่าแคว้นฉู่นิยมคุมขังพระชายาตนเองเอาไว้แต่ในตำหนัก” นางกำนัลหลี่รีบหมอบก้มหน้าลง เพราะไม่คาดคิดว่าพระชายาที่ปกติจะนิ่งเฉยแต่ยามได้พูดออกมา วาจากลับเชือดเฉือน
“หาเป็นเช่นนั้นไม่เพคะ หม่อมฉันเพียงคิดว่ายามนี้องค์รัชทายาทไม่อยู่ในตำหนักก็เลย...เอ่อ...”จ้าวฟางหลินโบกมือขึ้นเมื่อเห็นสีหน้าลำบากใจของนางกำนัลหลี่หรือนามเต็มก็คือหลี่จินเป่า นางไม่ควรไปคาดคั้นเอากับอีกฝ่าย ถึงแม้หลี่จินเป่าจะเป็นนางกำนัลเก่าแก่ และได้รับมอบหมายให้มาดูแลนาง แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเจ้านายตัวจริงของนางก็คือเหลียงเฟิงไห่ผู้นั้น
“เอาเถอะแล้วพระองค์จะกลับมาเมื่อไรรู้หรือไม่”
“กำลังคิดถึงข้าอยู่หรือพระชายาบรรณาการ”
ยังไม่ทันที่หลี่จินเป่าจะตอบคำถามของพระชายา ร่างหนาของผู้ที่ถูกเอ่ยถึงก็เดินเข้ามายังตำแหน่งที่นางนั่งอยู่ ใบหน้าหล่อเหลากระตุกยิ้มมุมปาก หากผู้อื่นมองมาก็คงจะเห็นแต่รูปโฉมที่งดงาม ทว่าจ้าวฟางหลินกลับเห็นเพียงบุรุษที่อวดดีเพียงเท่านั้น
เหลียงเฟิงไห่โบกมือขึ้น เหล่านางกำนัลทั้งหลายก็หมอบคลานออกไป ทว่าถางเย่กลับมองไม่เห็น นางยังคงนั่งพัดให้กับพระชายาของตนเองอย่างไม่ลดละ องค์รัชทายาทหนุ่มตวัดสายตาดุดันมองออกไป
“ไม่เห็นหรือว่าผู้อื่นออกไปกันหมดแล้ว เหตุใดนางกำนัลโง่เขลาเช่นเจ้ายังไม่ออกไปอีก” เสียงเข้มตวาดออกมาอย่างไม่พอใจ
ถางเย่เงยหน้าขึ้นสบสายตาพระชายาของตนเอง ทว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นการยั่วยุโทสะขององค์รัชทายาทหนุ่มเป็นอย่างมาก คำสั่งเขาผู้ใดกล้าต่อต้านกินดีหมีหัวใจเสือมาหรืออย่างไร
“ไปเรียกจูมามา มาพบข้าเดี๋ยวนี้”
จ้าวฟางหลินหันไปมองหน้าสวามีตนเองทันที นางย่อมรู้ดีว่าการเรียกจูมามา มาเช่นนี้ต้องเป็นเรื่องอย่างแน่นอน จูมามาคือนางกำนัลอาวุโสที่มีตำแหน่งดูแลเรื่องต่าง ๆ ในวังของรัชทายาท แน่นอนว่าทุกสิ่งทุกอย่างในที่แห่งนี้จูมามาผู้นี้ย่อมมีสิทธิ์ตัดสินใจได้เกือบทุกอย่าง เพราะเหลียงเฟิงไห่มอบอำนาจหนึ่งส่วนเอาไว้ในมือนาง เท่าที่จ้าวฟางหลินได้ยินมาก็คือจูมามาผู้นี้ยังเป็นญาติห่าง ๆ ฝั่งขององค์ฮองเฮาอีกด้วย
“เหตุใดจึงต้องเรียกจูมามาด้วยเพคะ พระองค์ประสงค์สิ่งใดบอกหม่อมฉันได้หรือไม่” นอกจากจะไม่ตอบแล้ว เหลียงเฟิงไห่ยังถือวิสาสะลงไปนั่งตรงข้ามพระชายาตนเองอีกด้วย เพียงไม่นานจูมามาก็รีบเดินเข้ามายังศาลาตำหนักไป่เหอของพระชายาจ้าวฟางหลิน
“ถวายพระพรองค์รัชทายาทเพคะ” เมื่อนางกำนัลอาวุโสเดินเข้ามาถึง นางทำความเคารพแค่เพียงเจ้านายของตนเพียงผู้เดียว จ้าวฟางหลินที่นั่งอยู่ด้านข้างคิ้วกระตุกขึ้นและหันไปมองนิ่ง
“จูมามา กฎข้อที่ยี่สิบมีว่าอย่างไร”
“ทูลองค์รัชทายาท กฎข้อที่ยี่สิบคือห้ามขัดขืนหรือสงสัยในคำสั่งของเจ้านายอย่างเด็ดขาดเพคะ”เหลียงเฟิงไห่พยักหน้าขึ้นอย่างพอใจ
“หากทำผิดกฎเล่าจะเกิดสิ่งใดขึ้น”จูมามาลอบมองหน้าเจ้านายทั้งสองก่อนจะตอบออกมาเสียงหนักแน่นและชัดเจน
“โบยหนึ่งร้อยไม้ลดเงินค่าตำแหน่ง และขังเอาไว้ในห้องขังไม่ให้ออกมาหนึ่งเดือนเพคะ”
“ลากตัวนางกำนัลผู้นั้นไปรับโทษ และสั่งสอนให้รู้จักกฎระเบียบของที่นี่ให้ดีเสียก่อน ค่อยปล่อยออกมาหากยังจดจำไม่ได้ก็ส่งกลับซีจิ้งไปเสียบ่าวโง่เขลาก็ไม่มีความจำเป็นที่ข้าจะต้องเลี้ยงเอาไว้” เสียงเข้มสั่งออกไป ถางเย่รีบหมอบลงก้มศีรษะโขกพื้นอย่างตกใจ
“บ่าวผิดไปแล้วเพคะ บ่าวผิดไปแล้วองค์รัชทายาทโปรดอภัยบ่าวสักครั้งเถิดเพคะ”
“องค์รัชทายาทจะสั่งลงโทษคนของหม่อมฉันได้เช่นไร ในเมื่อยังไม่มีคำสั่งใดออกจากปากของพระองค์เลยสักคำ” จ้าวฟางหลินหันไปมองใบหน้าสวามีตนเองด้วยความไม่พอพระทัย ใบหน้าหวานเชิดขึ้นพร้อมที่จะกางปีกปกป้องคนของตนเองอย่างเต็มที่
“ไม่เห็นหรือว่านางกำนัลคนอื่นออกไปหมดแล้ว แล้วเหตุใดนางกำนัลผู้โง่เขลาของเจ้าจึงยังไม่ออกไป หรือเบาปัญญาไม่รู้ความ ไม่เห็นหรือว่าข้าโบกมือไปแล้ว” อะไรนะโบกมืออย่างนั้นหรือ ช่างไร้เหตุผลเกินไปแล้ว จ้าวฟางหลินอดจะตกตะลึงไม่ได้ คำสั่งเพียงหนึ่งประโยคจะทรงเอ่ยออกมาไม่ได้เชียวหรือ
“หากพระองค์ต้องการให้ทุกคนออกไปเหตุใดจึงไม่พูด นางกำนัลของหม่อมฉันจะรู้ได้เช่นไรว่าพระองค์ประสงค์สิ่งใด คำพูดเพียงครึ่งคำ พูดไม่ได้เชียวหรือ และอีกอย่างจะมีผู้ใดกล้ามองหน้าพระองค์กัน หากเป็นเช่นนั้นไม่สู้ลงโทษหม่อมฉันด้วย เพราะหม่อมฉันเองก็มิได้ออกไปเช่นดังผู้อื่น”จ้าวฟางหลินจ้องหน้าสวามีโดยไม่มีความหวาดกลัว เหลียงเฟิงไห่กระตุกคิ้วเมื่อได้ฟังเช่นนั้น ทว่ายังไม่ทันได้พูดสิ่งใดออกมาเขาก็หันไปออกคำสั่งกับนางกำนัลอาวุโสเสียงเข้ม
“ลากตัวนังบ่าวชั่วออกไป!!!” คำสั่งเด็ดขาดดังขึ้นมาจากปากรัชทายาท ทว่าดวงตากลับจ้องหน้าพระชายาแข็งกร้าว
“ข้าเห็นว่าความผิดของถางเย่เป็นความผิดครั้งแรก และนางก็ไม่เข้าใจประสงค์ขององค์รัชทายาทข้าจึงเห็นสมควรว่า ควรจะลงโทษนางสถานเบาก่อนในครั้งแรก นำตัวถางเย่ไปขังไว้ในห้องนอนและให้อ่านกฎระเบียบของที่นี่อย่างเคร่งครัด โทษโบยละเว้นเสีย”จูมามาไม่ได้รับคำสั่งของจ้าวฟางหลิน นางหันไปหาเจ้านายตนเอง เหมือนกับว่าคำสั่งพระชายาหาได้สำคัญอันใดไม่
“ไม่ได้ยินที่ข้าสั่งหรือจูมามา หาไม่แล้วก็ไม่ต้องลงโทษคนของข้า เพราะความจริงแล้วหากจะถามหาคนผิดย่อมต้องไปเอาความกับองค์รัชทายาท คำสั่งใดก็ไม่หลุดออกจากปาก จะมาลงโทษคนได้อย่างไร”
เหลียงเฟิงไห่ที่โดนโยนความผิดให้มีหรือที่จะยินยอม เขาเป็นถึงองค์รัชทายาทเป็นเจ้าของวังแห่งนี้ คำสั่งของเขาจะมีผู้ใดกล้าแย้งอย่างนั้นหรือ
“ผิดก็ว่าไปตามผิดหากวันนี้ข้าสั่งลงโทษนางมิได้ เช่นนั้นสู้ส่งนางกลับซีจิ้งมิดีกว่าหรือ จะเลี้ยงไปทำอันใดบ่าวไม่รู้มารยาทเช่นนี้”
“ทูลองค์รัชทายาทหม่อมฉันน้อมรับบทลงโทษเพคะ พระชายาเพคะเย่เย่ยินดีรับโทษเพคะ”
“ดี!!!...นำนางไปรับโทษตามกฎที่นางต้องได้รับ”
“เพคะองค์รัชทายาท” ใบหน้าสะใจของจูมามาไม่ได้หลุดลอดไปจากสายตาของจ้าวฟางหลิน เป็นอันรู้กันว่านางกำนัลอาวุโสผู้นี้ไม่ยินดีเคารพนางอย่างข้ารับใช้พึงกระทำ
ตอนที่ 6 กฎข้อที่ยี่สิบหลังจากที่เหลียงเฟิงไห่เข้าไปหาเรื่องนางในห้องอาบน้ำวันนั้น จ้าวฟางหลินก็ไม่เห็นพระพักตร์ของพระสวามีตนเองอีกเลย นางออกมาจากห้องอาบน้ำก็เห็นเหล่านางกำนัลจัดเตรียมสำรับอาหารอย่างดีเอาไว้รออยู่ก่อนแล้ว ทว่าเจ้าของตำหนักกลับไม่อยู่ หลังจากรับอาหารมื้อนั้นจ้าวฟางหลินก็ถามเวลาอาหารที่แน่นอนของที่แห่งนี้ ทว่าคำตอบจากเหล่านางกำนัลกลับไม่เป็นเช่นที่สวามีขู่นาง หากนางอยากรับอาหารหรือของว่างยามใดก็ย่อมได้ ร่างอรชรได้แต่ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันอย่างมาดร้าย เรื่องเพียงนี้ไยต้องมาขู่กันเล่น เหลียงเฟิงไห่ถูกเรียกตัวไปปราบโจรภูเขาที่อี้หนานผ่านไปถึงยี่สิบห้าวันแล้วองค์รัชทายาทก็ยังไม่กลับตำหนัก จ้าวฟางหลินนั่งจิบชาอยู่ในสวนกลางตำหนักไป่เหอ เป็นตำหนักที่คนป่าเถื่อนนั้นมอบให้นางได้อยู่อาศัย ใบหน้าหวานคิดทบทวนถึงเรื่องที่ผ่านมา ไม่เข้าใจว่าเกิดสิ่งใดขึ้นเมื่อตอนที่สวามีไปรับนางจากวังหลวงท่าทีของเขาก็ยังดูเหมือนเป็นปกติเฉกเช่นคนทั่วไป ทว่าเมื่อเปิดผ้าคลุมหน้าออกเพียงเท่านั้น นางก็ได้รับสายตาเย็นชากลับคืนมาทันที “นางกำนัลหลี่ ข้าอยากไปเยี่ยมท่านตาเสียหน่อยจะได้หรือไม่”นางกำนัลหลี่นางกำน
ตอนที่ 5ไม่เลี้ยงคนอ่อนแอถางเย่ยกถังน้ำเข้ามาในห้อง เมื่อนางกำนัลคนสนิทเห็นสภาพองค์หญิงของตนเอง น้ำตานางก็ไหลออกมาอย่างห้ามไม่ได้“โธ่...องค์หญิงของเย่เย่”มือนางกำนัลหยิบผ้าชุบน้ำมาเช็ดรอยคราบน้ำรักที่แห้งกรังเต็มเนื้อตัวเจ้านายตนเอง บนร่างกายที่ขาวนวลเต็มไปด้วยรอยแดง บางแห่งก็แดงเข้มเหมือนจะช้ำ ยิ่งบริเวณเนินอก หน้าท้อง และต้นขา ยิ่งแดงเป็นจ้ำอย่างน่าหวาดกลัวถางเย่ยกมือข้างหนึ่งปิดปากกลั้นเสียงสะอื้นไห้จนตัวสั่นคลอน แต่ถึงแม้ถางเย่จะร้องไห้จนตัวสั่นสักเพียงใด จ้าวฟางหลินก็ไม่มีเรี่ยวแรงจะตื่นมาปลอบใจนางได้อีก“อย่าร้อง...ข้าไม่เป็นอันใด”เมื่อพูดเสร็จร่างบางก็เข้าสู่ห้วงนิทราไปทันที นางกำนัลคนสนิทเห็นดังนั้นก็รีบสวมอาภรณ์ให้พระชายาอย่างเบามือ เมื่อเสร็จสิ้นทุกอย่างนางก็ร่นถอยออกไปนอนหน้าห้องเช่นเดิมยามเฉิน (07.00-08.59)จ้าวฟางหลินตื่นขึ้นมาพร้อมกับความปวดร้าวไปทั่วสรรพางค์กาย คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันแน่น นางเปิดผ้าคลุมกายตนเองออกก็เห็นว่าร่างกายมีอาภรณ์สวมอยู่ เมื่อนึกดูดี ๆ แล้วก็จำได้ว่าเป็นถางเย่นางกำนัลคนสนิทที่ตามมาจากซีจิ้งเป็นคนผลัดเปลี่ยนให้ มือเรียวยกขึ้นลูบไล้บนที่นอนด้านข
ตอนที่ 4 ป่าเถื่อนที่แท้จริง“องค์รัชทายาท! จะทำอะไรหยุดนะ!”“ข้าจะส่งเสริมเจ้าทำทานอย่างไรเล่า”น้ำเสียงเข้มเอ่ยโต้ตอบพร้อมกับจับเรียวขางามแยกออกจากกัน ร่างสูงกำยำแทรกเข้ากลางกายสาว ขยับเอวหนาสอดประสานความเป็นบุรุษ“หยุดนะ! ข้าเจ็บ!”“หากไม่อยากเจ็บก็อยู่นิ่งๆ” เหลียงเฟิงไห่เอ่ยบอกเสียงแหบพร่า เมื่อยามที่ร่างกายของเขาประสานสอดแทรกเข้าสู่ตัวนาง ความคับแน่นที่ตอดรัดโต้ตอบก็ทำให้เขาสั่นสะท้าน ร้อนผ่าวจนแทบต้านทานไม่ไหว“หลินหลินอย่าเกร็ง ข้า...”“อะ... ข้าเจ็บ! พอแล้ว!” เสียงครวญกระเส่าของนางที่หลุดลอดออกมายามที่เขาขยับเอวหนา เป็นดุจเชื้อเพลิงที่โยนเข้ากองไฟ ร่างกายของรัชทายาทแคว้นฉู่ร้อนผ่าว ขนกายลุกชันจวนเสร็จสม หากแต่ถ้าเขาพ่ายแพ้ต่อนางง่ายดายเพียงนี้คงถูกนางดูแคลนอย่างแน่นอนเหลียงเฟิงไห่ขบกรามแน่น ร่างกายเรียกร้องให้เขาขยับเอวหนาจนสุดกำลังเพื่อกลืนกินนาง เพียงแต่แค่เริ่มขยับตัว จ้าวฟางหลินก็แอ่นอกกรีดร้องออกมาอย่างเจ็บปวด เหมือนร่างกายจะฉีกขาดออกจากกันเหลียงเฟิงไห่มองใบหน้าหวานที่ส่ายหน้าไปมาพร้อมกับหยาดน้ำตาที่ไหลอาบแก้ม มือหนาปล่อยขาเรียวลงข้างกาย ก่อนใช้ปลายนิ้วกดบดคลึงที่เนินเน
ตอนที่ 3 เชื่อมสัมพันธไมตรี“พระองค์ไม่ทรงพอพระทัยหม่อมฉันหรือเพคะ”เสียงใสถามออกไปอย่างไม่เข้าใจ ไม่ใช่มีเพียงแค่นางที่ไม่เต็มใจ เขาเองก็ไม่เต็มใจเช่นกันใช่หรือไม่ คิ้วเรียวขมวดขึ้นอย่างใช้ความคิด ถึงแม้จะรู้ดีว่าเชื้อพระวงศ์โดยมากก็มักจะแต่งงานเพื่อความเหมาะสม หาได้มีเรื่องรักใคร่มาเกี่ยวข้อง หากแต่นางเองก็เป็นเพียงสตรีนางหนึ่ง ย่อมอยากแต่งให้บุรุษที่รักยิ่งไม่ได้เชียวหรือ ถึงแม้จะมิมีใจทว่าท่าทางรังเกียจกันเช่นนี้ ก็เกินจะรับไหว“คำพูดข้าเจ้าไม่เข้าใจตรงไหน หรือสตรีซีจิ้งจะโง่เขลาเบาปัญญา หูพิการถึงได้ไม่เข้าใจคำพูดของข้า”น้ำเสียงเย็นชาเอ่ยออกไป พร้อมด้วยสายตาที่มองมาอย่างดูแคลน จ้าวฟางหลินสูดลมหายใจเข้าปอดจนสุดเพื่อข่มกลั้นโทสะในใจเอาไว้ ตั้งแต่เล็กจนโตยังไม่เคยมีผู้ใดกล้าใช้วาจาหยาบคายกับนางเช่นนี้ องค์ชายแคว้นฉู่ไม่เพียงแค่ป่าเถื่อนดังคำร่ำลือ ทว่าฝีปากยังจัดจ้านกว่าสตรีบางผู้บางคนเสียอีก เพียงแค่เจอหน้า ยังมิทันได้พูดจากลับต่อว่าต่อขานนางเสียแล้ว“เช่นนั้นเหตุใดองค์รัชทายาทผู้ยิ่งใหญ่ไม่ทรงปฏิเสธตั้งแต่ครั้งแรกเลยล่ะเพคะ จะให้หม่อมฉันทนลำบากเดินทางมายังบ้านป่าเมืองเถื่อนของพระอ
ตอนที่ 2 ขบวนเกี้ยวเจ้าสาวที่งดงามเกี้ยวเจ้าสาวขนาดแปดคนหามเคลื่อนขบวนออกจากวังหลวงตั้งแต่ยามเหม่า การตกแต่งประดับประดานับว่าประณีตงดงามไร้ที่ติ ถึงคณะเดินทางจะออกจากแคว้นซีจิ้งเช้าปานนี้ ทว่าประชาชนก็ยังรวมตัวออกมาส่งองค์หญิงอันเป็นที่รัก หีบสินเดิมทอดยาวเป็นสาย บ่งบอกถึงความสำคัญขององค์หญิงในพระทัยพระบิดาร่างอรชรในเกี้ยวเจ้าสาวนั่งหลังเหยียดตรงใบหน้าภายใต้ผ้าแดงมงคลเรียบเฉย เสียงอวยพรที่ดังมิได้เข้าหู เพราะในใจรู้ดีว่าการแต่งงานครั้งนี้เป็นไปตามคำบัญชา หาใช่ความรู้สึกแท้จริงไม่ ทันทีที่สวมใส่ชุดวิวาห์สีแดงสดภายในใจก็หนักอึ้ง หนทางข้างหน้าจะดีหรือร้ายไม่อาจคาดเดา จ้าวฟางหลินหลับตาลงช้า ๆ เสียงผู้คนเริ่มไกลออกไปจนกระทั่งเสียงเหล่านั้นเงียบลงไปในที่สุด นางคงเดินทางออกนอกเมืองหลวงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว“องค์หญิงเพคะ ขบวนเราจะพักโรงเตี๊ยมข้างหน้า องครักษ์เฉินล่วงหน้าไปเตรียมสถานที่ไว้แล้ว เราจะหยุดค้างหนึ่งคืน องค์หญิงพอพระทัยหรือไม่เพคะ” จ้าวฟางหลินถอนหายใจออกมา พลันในใจอดจะคิดไม่ได้ว่าหากไม่พอใจเล่าจะอยู่ที่โรงเตี๊ยมแห่งนี้ตลอดไปได้หรือ ทว่าความคิดก็คงเป็นได้เพียงความคิด สิ่งที่แสดงออก
ตอนที่ 1 มิอาจฝืนชะตา“...เสด็จพ่อลูกไม่แต่งได้หรือไม่ แคว้นฉู่มิใช่เป็นแคว้นที่ป่าเถื่อนหรอกหรือ เสด็จพ่อส่งลูกไปเช่นนี้เห็นทีว่าคงจะส่งลูกไปสู่ความตาย ไม่ทรงรักลูกแล้วหรือเพคะจึงได้ผลักไสกันเช่นนี้”น้ำเสียงหวานเอ่ยตัดพ้อผู้เป็นบิดาจ้าวฝูหมิงองค์ฮ่องเต้แคว้นซีจิ้งถอนหายใจออกมาอย่างปวดใจ ไม่ใช่ว่าพระองค์จะไม่ทรงรักพระธิดาคนนี้ของตน ทว่าพันธสัญญาที่เคยมอบให้ไว้กับแคว้นเพื่อนบ้านนั่นก็สำคัญ เป็นกษัตริย์ตรัสแล้วมิอาจคืนคำ“หลินเอ๋อร์ใช่ว่าพ่อจะไม่รักเจ้า แต่เพราะสวรรค์ลิขิตเอาไว้เช่นนี้ อีกอย่างแคว้นฉู่ก็หาได้ป่าเถื่อนอย่างที่ว่า เสียงร่ำลือมักเกินจริงเสมอ ไม่เห็นหรือว่าผู้คนต่างก็ลือกันไปว่าซานเอ๋อร์ดุร้ายเช่นไร แต่เจ้าก็เห็นแล้วมิใช่หรือว่าน้องสามของเจ้าหาได้เป็นเช่นนั้น ชาวฉู่ก็เช่นกัน อย่าได้ด่วนตัดสินเพียงแค่ได้ยินมาหากเจ้ายังไม่พบเจอลูกเอ๋ย” ถึงแม้จะได้ยินคำปลอบประโลมจากบิดาจ้าวฟางหลินก็หาได้คลายความกังวลไม่ ใบหน้าหวานยังคงอาบไปด้วยหยาดน้ำตา สายตาตัดพ้อยังคงส่งไปที่องค์ฮ่องเต้อย่างไม่ลดละ “เสด็จพ่อเมตตาลูกสักครั้งเถอะเพคะ ลูกไม่อยากจากบ้านจากเมืองไปไกลเช่นนี้ ให้ลูกได้อยู่ปรนนิบ







