LOGINรุ่งเช้าที่เรือนฟู่หย่า
จิงเจียวชะงักมือ ดวงตาที่เคยสงบนิ่งหรี่ลงเล็กน้อย
“อะไรนะ…ยังไม่ตาย?”
น้ำเสียงนั้นไม่ดังแต่เย็นจนสาวใช้ที่คุกเข่าอยู่เบื้องล่างรู้สึกหนาววาบ
“เจ้าค่ะ” สาวใช้ก้มหน้าต่ำ เสียงสั่นเล็กน้อย
“หมอหลี่บอกว่า…เลือดหยุดแล้ว”
ความเงียบปกคลุมเรือนฟู่หย่าในทันที
จิงเจียวไม่เอ่ยคำใด เพียงวางถ้วยชาลงอย่างช้า ๆ
นิ้วเรียวค่อย ๆ กำแน่น ก่อนจะคลายออก
“ทั้งที่หมอหลี่บอกให้เตรียมงานแล้ว…”
จิงเจียวเอ่ยเสียงต่ำ ดวงตานิ่งสนิท “แต่นางกลับรอดมาได้”
สาวใช้ที่ยืนอยู่เบื้องล่างก้มหน้าต่ำ
ลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยถามอย่างระมัดระวัง
“ฮูหยินน้อย…จะให้ข้าจัดการอย่างไรต่อดีเจ้าคะ”
เสียงนางแผ่วลง “ถึงอย่างไร ตอนนี้อนุสี่ยังอ่อนแรง ต้องดื่มน้ำแกงบำรุงอีกมาก…”
หลินจิงเจียวส่ายหน้าเบา ๆ “ในเมื่อลงมือไปแล้ว…และไม่สำเร็จ”
น้ำเสียงเรียบเฉย ไม่สะท้อนอารมณ์ “ก็ไม่ควรลงมือต่อ”
ไม่ใช่ว่าจะยอมแพ้ แต่ถอยก่อน
“เจ้าไปจัดการดูแลนางให้เหมาะสม”
จิงเจียวเอ่ยต่อ “อย่าให้ผู้ใดกล่าวได้ว่าเรือนฟู่หย่าขาดธรรม”
“เจ้าค่ะ”
เรือนจันทร์ฉาย
หวั่นถงลืมตาขึ้นช้า ๆ แรงยังไม่กลับคืนเต็มที่ แต่สติกลับคมชัดยิ่งกว่าคราใด นางกลืนน้ำลาย ฝืนยกศีรษะขึ้นเล็กน้อย
ก่อนจะเอ่ยเสียงแผ่วราวลมหายใจ “พาคุณชาย…มาหาข้า”
สาวใช้ที่เฝ้าอยู่ข้างเตียงสะดุ้ง รีบก้าวเข้ามาใกล้
“อี้เหนียงสี่ ท่านยังไม่สบายเจ้าค่ะ”
น้ำเสียงเต็มไปด้วยความกังวล “ตอนนี้คุณชายสามมีแม่นมดูแลอยู่แล้ว ขอให้ท่านพักให้หายก่อนเถิด”
หวั่นถงหลับตาลงครู่หนึ่ง ก่อนจะลืมตาขึ้นอีกครั้ง
ริมฝีปากซีดขยับแผ่วถ้อยคำมิได้ดังพอให้ผู้ใดอื่นได้ยิน
มีเพียงชิงยวนเท่านั้น—ที่รับรู้
จิตเอ๋ย จิตผู้ฟัง จงสงบ จงนิ่ง
ถ้อยคำนี้มิใช่คำสั่ง หากคือสิ่งที่เจ้าปรารถนาจะทำ
เชื่อโดยไม่ต้องถาม ทำโดยไม่ต้องคิด
หวั่นถงกล่าวอีกครั้ง “ไปพาคุณชายสามมาหาข้า”
ชิงยวนรู้สึกว่าคำคัดค้านที่ควรเอ่ย เลือนหายไปอย่างไร้ร่องรอย
นางพยักหน้าเบา ๆ ราวกับนั่นคือการตัดสินใจของตนเองมาแต่แรก
“เจ้าค่ะ…”
เสียงรับคำหลุดออกมาอย่างเป็นธรรมชาติ
ไม่นานนัก ม่านถูกแหวกออก
หญิงวัยกลางคนผู้หนึ่งก้าวเข้ามา อุ้มทารกไว้ในอ้อมแขน นางคือแม่นมหลิว ผู้ถูกจัดให้ดูแลคุณชายสามตั้งแต่แรกคลอด
ชิงยวนเดินตามเข้ามาอย่างเงียบ ๆ “อี้เหนียงสี่”
แม่นมหลิวคำนับอย่างนอบน้อม “คุณชายมาแล้วเจ้าค่ะ”
หวั่นถงมองเด็กน้อยในอ้อมแขน
ดวงตาเล็ก ๆ ปิดสนิท ใบหน้าแดงระเรื่อ
หัวใจนางเต้นช้าลง “พยุงข้าขึ้นนั่ง”
ชิงยวนรีบเข้าไปประคอง ร่างหวั่นถงเบาและเย็น
นางนั่งพิงหมอน รับเด็กน้อยมาไว้ใกล้กาย
ร่างเล็กในอ้อมแขนอบอุ่นเกินคาด ลมหายใจสม่ำเสมอ เสียงเบาราวกลีบขน
ปลายนิ้วของหวั่นถงแตะผ้าห่อตัวอย่างแผ่วเบา
เนื้อผ้านุ่ม—แต่ความรู้สึกในอกกลับหนักหน่วง
ภาพหนึ่งผุดขึ้นมาในห้วงคิด
บุตรชายของนาง…ในชาติก่อน
เด็กน้อยที่นางเคยอุ้ม เคยกล่อมแนบอก
เคยคิดว่า วันพรุ่งนี้ ยังมีให้พบหน้าอีกเสมอ
ไม่เคยคิดเลยว่า การจากกันครั้งนั้น—จะเป็นครั้งสุดท้าย
ไม่เคยคิดว่า มือเล็ก ๆ ที่เคยกำชายเสื้อนาง
จะหลุดไป—และไม่มีวันเอื้อมกลับมาให้คว้าอีกครั้ง
ความเจ็บนั้น จมลึก หนักหน่วง
ราวกับก้อนหินที่ถูกกดทับอยู่ในอก
หัวใจบีบรัดจนแทบหายใจไม่ออก
วันทองในร่างหวั่นถงหลับตาลง พยายามควบคุมลมหายใจให้หยุดสั่นไหว
ทั้งเจ็บปะปนกับความรู้สึกผิด ไม่มีวันได้แก้ตัว
ขณะนั้นเอง เด็กชายในอ้อมกอดก็ร้องไห้ขึ้นมา
เสียงแผ่วเล็ก แต่สามารถดึงสติของหวั่นถงกลับคืน
นางสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนจะก้มมองเด็กน้อยในอ้อมแขน
ดวงหน้าเล็กแดงขึ้น ริมฝีปากขยับร้องไห้เบา ๆ
สองมือกำผ้าห่อตัวแน่น ราวกับกำลังค้นหาความอบอุ่นที่คุ้นเคย
หวั่นถงรีบขยับตัว โอบร่างเล็กเข้ามาใกล้อกยิ่งขึ้น
มือหนึ่งลูบแผ่นหลังอย่างแผ่วเบา
จังหวะนั้นเป็นธรรมชาติ—เหมือนนางเคยทำเช่นนี้มานับครั้งไม่ถ้วน
“หิวแล้ว…ใช่หรือไม่”
ตอนที่ 73 ไม่รั้งเสิ่นฮูหยินกำลังประคองชามยาอุ่น ๆ ให้มารดาสามี ทว่าคิ้วของนางกลับขมวดมุ่นเมื่อได้รับฟังรายงานจากบ่าวรับใช้เรื่องการมาเยือนของคนจากตระกูลหลินฮูหยินผู้เฒ่าที่แม้จะชราภาพและร่างกายทรุดโทรมลงไปบ้าง ทว่าดวงตายังคงแฝงไว้ด้วยความเฉลียวฉลาด นางวางจอกชาลงช้า ๆ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบพร่า“คนเราหากใจเขาไม่อยู่แล้ว... รั้งไปก็ไร้ประโยชน์”ฮูหยินผู้เฒ่าเอ่ย พลางปรายตาไปเหลนสาวตัวน้อยที่อยู่กับสาวใช้ไม่ไกล “ทว่าหรูเล่อเล่า เจ้ามีความคิดเห็นอย่างไร? นางคือเลือดเนื้อเชื้อไขตระกูลเสิ่น จะให้ตามมารดาไป หรือจะให้เติบโตที่นี่อย่างยากลำบาก”เสิ่นฮูหยินถอนหายใจยาว ความหนักใจฉายชัดบนใบหน้า “ตระกูลหลินเลือกมาในช่วงเวลาที่เยี่ยนเหิงไม่อยู่เช่นนี้ นับว่าจงใจให้พวกเราตัดสินใจลำบากนักเจ้าค่ะ หากเยี่ยนเหิงอยู่ที่นี่ เขาคงไม่ยอมให้ใครมาพรากบุตรสาวไปแน่ ทว่าข้าเกรงว่านางจะพาเล่อเอ๋อร์ไปด้วย”เสิ่นฮูหยินทอดสายตามองตามแผ่นหลังเล็กๆ ของหลานสาวที่เดินตามสาวใช้ไปหาผู้เป็นมารดา“เล่อเอ๋อร์อายุไม่น้อยแล้ว... ยามนี้นางเริ่มรู้ความ หากให้นางเป็นผู้ตัดสินใจเลือกทางเดินของตนเองย่อมเป็นเรื่องที่เหมาะสมท
ตอนที่ 72 หากเลือกได้ข่าวคราวเรื่องการตั้งสำนักคุ้มภัยของเสิ่นเยี่ยนเหิงเป็นหัวข้อหลักในเมืองหลวงเหล่าขุนนางต่างพากันวิพากษ์วิจารณ์ด้วยความประหลาดใจ บ้างก็ชื่นชมในความแกร่งกร้าว บ้างก็เย้ยหยันว่าเป็นแม่ทัพตกอับจนต้องมาขายแรงงานยิ่งได้ยินว่าสตรีในตระกูลเสิ่นแม้แต่สะใภ้และอนุต่างก็ต้องมานั่งเคี่ยวชาด ปักผ้า และทำเครื่องประทินโฉมเพื่อหาเลี้ยงปากท้อง เสียงค่อนแคะก็ยิ่งดังหนาหูเสียงนินทาเหล่านั้นบาดลึกเข้าไปในศักดิ์ศรีของตระกูลหลิน ผู้เป็นตระกูลเดิมของหลินจิงเจียว สำหรับพวกเขาแล้ว แม้บุตรสาวที่แต่งออกไปจะเปรียบดั่งน้ำที่สาดออกไปแล้ว ทว่าน้ำถังนี้กลับไม่แห้งส่งกลิ่นไปทั่วในที่สุด ผู้นำตระกูลหลินก็ไม่อาจทนฟังคำถากถางได้อีกต่อไป จึงได้ส่งพ่อบ้านมาตระกูลหลิน พร้อมกับจดหมายและคำสั่งที่เย็นชาที่สุด“คุณหนูใหญ่ นายท่านให้ข้ามาแจ้งแก่ท่าน...”พ่อบ้านตระกูลหลินเอ่ยพลางปรายตาขยะแขยงมองสภาพเรือนไม้และกองผ้าปัก “สถานการณ์ของตระกูลเสิ่นยามนี้ไม่ต่างจากโคลนตม การที่ท่านมานั่งทำงานเยี่ยงบ่าวไพร่เช่นนี้ช่างเสื่อมเสียเกียรติยศนัก นายท่านจึงสั่งให้ท่าน ‘หย่าขาด’ จากเสิ่นเยี่ยนเหิงเสีย แล้วกลับไปกับข้า
ตอนที่ 71 งานเล็กน้อยเมื่อขบวนเกวียนเคลื่อนเข้าสู่ "หุบเขาอสรพิษ" จุดที่อันตรายที่สุดของเส้นทาง พ่อค้าเกวียนถึงกับสั่นเทิ้มไปทั้งร่าง สายตาหวาดระแวงไปทุกพุ่มไม้ ทว่าเสิ่นเยี่ยนเหิงที่ควบม้าอยู่เคียงข้างกลับยังคงนั่งตัวตรงนิ่งสนิท แววตาคมกริบทอดมองไปเบื้องหน้าด้วยความสงบที่น่าเกรงขามทันใดนั้น เสียงหวีดหวิวของลูกธนูก็ดังขึ้นพร้อมกับการปรากฏตัวของกลุ่มโจรนับสามสิบคนที่ปิดล้อมทุกทิศทาง หัวหน้าโจรควบม้าออกมาพลางกวัดแกว่งดาบเล่มโต “ทิ้งของไว้ แล้วข้าจะเหลือหัวไว้ให้พวกเจ้าไปแจ้งข่าว!” โจรโฉดตะโกนก้องโจรสามคนพุ่งเข้าใส่เสิ่นเยี่ยนเหิงพร้อมกัน ชายหนุ่มเพียงเบี่ยงตัวหลบด้วยท่วงท่าที่ไหลลื่น เขาใช้เพียง "ฝักกระบี่" ในมือแทนอาวุธร้าย สะบัดกระแทกเข้าที่ข้อมือและจุดตายของศัตรูอย่างแม่นยำ ทุกจังหวะที่เขาเคลื่อนไหวดูสง่างามราวกับการร่ายรำ ทว่ารุนแรงจนโจรเหล่านั้นกระเด็นออกไปคนละทิศละทางโดยที่เขาไม่ได้ขยับขาออกจากโกลนม้าด้วยซ้ำโจรอีกคนเงื้อดาบฟันลงมาสุดแรง เสิ่นเยี่ยนเหิงเพียงยกฝักกระบี่ขึ้นรับ เสียงโลหะปะทะไม้ดังสนั่น ทว่าฝักกระบี่ไม้เลิศล้ำกลับไม่เป็นรอยแม้แต่น้อย เขาใช้แรงส่งนั้นพลิกข้อมือเพี
ตอนที่ 70 เปิดสำนักทันทีที่หวั่นถงได้ยินสิ่งที่เสิ่นเยี่ยนเหิงบอก นางถึงกับชะงักงันจนแทบสำลักน้ำชาที่เพิ่งจิบเข้าไป ใบหน้าเนียนละเอียดปรากฏแววตระหนกที่หาได้ยากยิ่ง“ท่านกำลังบอกข้าว่าอย่างไรนะเจ้าคะ? ขออภัย...ข้าคงฟังไม่ชัด” นางถามย้ำ พลางรีบใช้ผ้าเช็ดหน้าซับมุมปากอย่างรวดเร็ว“เจ้าฟังไม่ผิดหรอก... ข้าตั้งใจจะเปิดสำนักคุ้มภัยและสอนวรยุทธ์จริงๆ”ชายหนุ่มอธิบายต่อด้วยน้ำเสียงจริงจัง “และด้วยเหตุนี้ ข้าจึงต้องการเงินเพื่อกวาดซื้อที่ดินรอบนอกเพิ่มเติม”หวั่นถงนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง สมองอันปราดเปรื่องของนางเริ่มประมวลผลตามแผนการของเขาอย่างรวดเร็ว “ท่านพี่... นี่ท่านกำลังคิดจะใช้สำนักคุ้มภัยเป็นฉากบังหน้า เพื่อซุ่มสร้าง ‘กองกำลังส่วนตัว’ ขึ้นมาใหม่ใช่ไหมเจ้าคะ?”เสิ่นเยี่ยนเหิงส่ายหน้าช้าๆ แววตาของเขาดูจริงจังเกินกว่าจะล้อเล่น “มิใช่เช่นนั้น ข้าตั้งใจจะเปิดสำนักคุ้มภัยและรับงานจ้างจริงๆ”หวั่นถงเห็นท่าทีเด็ดเดี่ยวของเขาเช่นนั้น จึงเลี่ยงที่จะโต้แย้งต่อ พลางเอ่ย “หากเป็นเรื่องเงินก้อนใหญ่ถึงขั้นซื้อที่ดิน ท่านพี่ควรไปปรึกษาท่านแม่จะเหมาะสมกว่าเจ้าค่ะ”“อ่า... เช่นนั้นหรือ”ชายหนุ่มรับคำเพียงส
ตอนที่ 69 งานปักผ้าภายในโถงเรือนไม้หลังใหม่ที่เริ่มเป็นรูปเป็นร่าง จิงเจียวคลี่ผืนผ้าไหมเนื้อละเอียดออกเบื้องหน้าสมาชิกสตรีตระกูลเสิ่นทุกคน“นี่คือลายยันต์คุ้มภัยจากสำนักเมฆาเจ้าค่ะ” จิงเจียวเอ่ยขณะส่งผืนผ้าให้เสิ่นฮูหยินและเหล่าสตรีสายรองได้พิจารณาดูใกล้ ๆทุกคนต่างหยิบผ้าขึ้นมาส่งต่อกันและเพ่งมองก่อนจะพยักหน้าให้แก่กัน “ลายปักนี้แม้จะดูขลังและซับซ้อนด้วยตัวอักขระ แต่ใช้เพียงด้ายสีเดียวปักเน้นเส้นสายให้คมชัด หากเทียบกับลายปักหงส์มังกรที่พวกเราเคยทำในจวนเก่า งานนี้ก็นับว่าไม่เกินกำลังนักเจ้าค่ะ” สตรีสายรองคนหนึ่งเอ่ยขึ้นอย่างมั่นใจเมื่อเห็นว่าทุกคนมีกำลังใจ จิงเจียวจึงอาสาจัดการขั้นต่อไปทันที “เพื่อให้งานเดินไวและไม่มีผู้ใดปักผิดเพี้ยน ข้าจะวาดภาพยันต์ต้นแบบลงบนกระดาษร่างให้พวกท่านนำไปวางทาบบนผ้าได้ง่ายขึ้นเองเจ้าค่ะ”นางเริ่มลงมือจับพู่กัน วาดสัดส่วนของตัวอักขระและสัญลักษณ์เมฆาลงบนกระดาษอย่างรวดเร็วและแม่นยำ แจกจ่ายให้แต่ละคนนำไปใช้ลอกลายลงบนผืนผ้าได้อย่างไม่ผิดเพี้ยน จากนั้นจิงเจียวจึงเริ่มแจกจ่ายพับผ้าไหมและเส้นด้ายที่ซื้อมาวันนี้“นี่คือผ้าและด้ายสำหรับชุดแรกเจ้าค่ะ ขอให้ทุกคนลง
ตอนที่ 68 งามกว่า “ท่านอาจารย์มีประสงค์จะสร้างเครื่องรางคุ้มภัยชุดใหม่ขึ้นมา ทว่ายันต์กระดาษนั้นชำรุดง่ายนัก ท่านจึงให้ข้ามาลองหารือว่า... พวกท่านพอจะช่วยปักลายยันต์เหล่านี้ลงบนถุงผ้าไหมได้หรือไม่?”จิงเจียวรับภาพวาดนั้นมาพินิจดูอย่างละเอียด นางคลี่กระดาษออกพลางพิจารณาเส้นสายของตัวอักขระและสัญลักษณ์มงคลที่ปรากฏแม้ลายเส้นจะดูขลังทว่าตัวลวดลายใช้ด้ายเพียงสีเดียว และมีจังหวะการลงเข็มที่ซ้ำไปมา“ลายนี้มิได้ยากเย็นอันใดเจ้าค่ะ” จิงเจียวเอ่ยพร้อมรอยยิ้มมั่นใจ “การปักลายสีเดียวบนพื้นผ้าสีเดียวกันเช่นนี้ นับว่าเป็นงานง่ายสำหรับพวกเรานัก หากใช้ไหมเงาพิเศษปักให้ดูนูนเด่นขึ้นมา ยามต้องแสงจะดูคล้ายกับยันต์นั้นมีชีวิตขึ้นมาจริงๆ เจ้าค่ะ”หวั่นถงลอบยิ้มในใจ แผนการของนางก้าวหน้าไปอีกขั้น หากเครื่องประทินโฉมคือการดึงดูดสตรีสูงศักดิ์ เครื่องรางคุ้มภัยที่ปักด้วยฝีมือตระกูลเสิ่นนี้ก็จะเป็นสิ่งที่ดึงดูดเหล่าขุนนางและผู้มีอำนาจที่กำลังหวั่นเกรงในภัยการเมือง“หากพี่หญิงกล่าวว่าทำได้ ข้าก็เบาใจเจ้าค่ะ” หวั่นถงหันไปหาศิษย์ของเหอซาง “ฝากเรียนท่านอาจารย์ด้วยว่า งานปักนี้จะถูกทำขึ้นด้วยความประณีตที่
ตอนที่ 45 สูญวิญญาณ เหอซางชะงักงัน หัวใจเต้นระรัวราวกับกลองรบ เขามองสลับระหว่างความว่างเปล่าที่เหอฉีบอก กับร่างเด็กชายที่เขายังคงเห็นนั่งอยู่อย่างชัดเจน ทันใดนั้น เด็กคนนั้นก็ค่อยๆ หันหน้ามามองเหอซาง...ดวงตาของเด็กน้อยมืดมิดไร้ตาขาวก่อนจะอ้าปากคล้ายจะสื่อสารบางอย่างแต่กลับมีเพียงควันสี
ตอนที่ 43 หรือจะไม่ได้ผลหวั่นถงนิ่งงันไปครู่ใหญ่หลังจากฟังคำรายงานของชิงยวน นางมองดูใบหน้าหลับปุ๋ยของบุตรชายวัยสี่เดือนที่นอนอยู่ในอ้อมแขน พลางใช้ความคิดอย่างหนัก“เขามองเห็นได้เองงั้นหรือ...”หวั่นถงพึมพำ น้ำเสียงแฝงความหนักใจอย่างปิดไม่มิด “วิชาที่ข้าเรียนมา การมองเห็นคือจุดเริ่มต้นของหายนะ หากด
ตอนที่ 42 ไม่คาดฝัน หลังจากเหตุการณ์ในคืนนั้นผ่านพ้นไปหลายวันหวั่นถงอาศัยช่วงเวลาที่เรือนจันทร์ฉายสงบเงียบเรียก ชิงยวน และ เสี่ยวจู๋ ข้ามาในห้องลับเพื่อถ่ายทอดวิชา‘อาคมส่งวิญญาณ’ อย่างจริงจังนางสอนด้วยวาจาและเน้นย้ำถึงการใช้สมาธิเพื่อเป็นทางผ่านให้ผลบุญไปถึงผู้ล่วงลับ โดยมุ่งหวังให้ชิ
ตอนที่ 41 ส่งเสริมท่ามกลางแสงแดดอ่อนยามบ่ายที่สาดส่องลงมายังทางเดินหินอ่อนที่เชื่อมระหว่างเรือน อนุห้าและอนุหก กำลังเดินนวยนาดพลางสนทนาเรื่องวาสนาบารมีกันอย่างออกรสทว่าจังหวะนั้นเอง ร่างบางของหวั่นถง ในชุดสีฟ้าซีดดูสะอาดตาก็เดินผ่านมาพร้อมกับ ชิงยวนและเสี่ยวจู่ นางก้าวเดินอย่างช้าๆ ท่าทางดูอ่อนแร







