LOGINรุ่งเช้าที่เรือนฟู่หย่า
หลินจิ้งอี๋ชะงักมือ ดวงตาที่เคยสงบนิ่งหรี่ลงเล็กน้อย
“อะไรนะ…ยังไม่ตาย?”
น้ำเสียงนั้นไม่ดังแต่เย็นจนสาวใช้ที่คุกเข่าอยู่เบื้องล่างรู้สึกหนาววาบ
“เจ้าค่ะ” สาวใช้ก้มหน้าต่ำ เสียงสั่นเล็กน้อย
“หมอหลี่บอกว่า…เลือดหยุดแล้ว”
ความเงียบปกคลุมเรือนฟู่หย่าในทันที
หลินจิ้งอี๋ไม่เอ่ยคำใด เพียงวางถ้วยชาลงอย่างช้า ๆ
นิ้วเรียวค่อย ๆ กำแน่น ก่อนจะคลายออก
“ทั้งที่หมอหลี่บอกให้เตรียมงานแล้ว…”
หลินจิ้งอี๋เอ่ยเสียงต่ำ ดวงตานิ่งสนิท “นางกลับรอดมาได้”
สาวใช้ที่ยืนอยู่เบื้องล่างก้มหน้าต่ำ
ลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยถามอย่างระมัดระวัง
“ฮูหยินน้อย…จะให้ข้าจัดการอย่างไรต่อดีเจ้าคะ”
เสียงนางแผ่วลง “ถึงอย่างไร ตอนนี้อนุสี่ยังอ่อนแรง ต้องดื่มน้ำแกงบำรุงอีกมาก…”
หลินจิ้งอี๋ส่ายหน้าเบา ๆ “ในเมื่อลงมือไปแล้ว…”
น้ำเสียงเรียบเฉย ไม่สะท้อนอารมณ์ “ก็ไม่ควรลงมือต่อ”
คำพูดนั้นมิใช่การยอมแพ้
หากเป็นการถอยหนึ่งก้าว—เพื่อดูท่าที
“เจ้าไปจัดการดูแลนางให้เหมาะสม”
หลินจิ้งอี๋เอ่ยต่อ “อย่าให้ผู้ใดกล่าวได้ว่าเรือนฟู่หย่าขาดธรรม”
“เจ้าค่ะ”
เรือนจันทร์ฉาย
หวั่นถงลืมตาขึ้นช้า ๆ แรงยังไม่กลับคืนเต็มที่ แต่สติกลับคมชัดยิ่งกว่าคราใด นางกลืนน้ำลาย ฝืนยกศีรษะขึ้นเล็กน้อย
ก่อนจะเอ่ยเสียงแผ่วราวลมหายใจ “พาคุณชาย…มาหาข้า”
สาวใช้ที่เฝ้าอยู่ข้างเตียงสะดุ้ง รีบก้าวเข้ามาใกล้
“อี้เหนียงสี่ ท่านยังไม่สบายเจ้าค่ะ”
น้ำเสียงเต็มไปด้วยความกังวล “ตอนนี้คุณชายสามมีแม่นมดูแลอยู่แล้ว ขอให้ท่านพักให้หายก่อนเถิด”
หวั่นถงหลับตาลงครู่หนึ่ง ก่อนจะลืมตาขึ้นอีกครั้ง
ริมฝีปากซีดขยับแผ่วถ้อยคำมิได้ดังพอให้ผู้ใดอื่นได้ยิน
มีเพียงชิงยวนเท่านั้น—ที่รับรู้
จิตเอ๋ย จิตผู้ฟัง จงสงบ จงนิ่ง
ถ้อยคำนี้มิใช่คำสั่ง หากคือสิ่งที่เจ้าปรารถนาจะทำ
เชื่อโดยไม่ต้องถาม ทำโดยไม่ต้องคิด
หวั่นถงกล่าวอีกครั้ง “ไปพาคุณชายสามมาหาข้า”
ชิงยวนรู้สึกว่าคำคัดค้านที่ควรเอ่ย เลือนหายไปอย่างไร้ร่องรอย
นางพยักหน้าเบา ๆ ราวกับนั่นคือการตัดสินใจของตนเองมาแต่แรก
“เจ้าค่ะ…”
เสียงรับคำหลุดออกมาอย่างเป็นธรรมชาติ
ไม่นานนัก ม่านถูกแหวกออก
หญิงวัยกลางคนผู้หนึ่งก้าวเข้ามา อุ้มทารกไว้ในอ้อมแขน นางคือแม่นมหลิว ผู้ถูกจัดให้ดูแลคุณชายสามตั้งแต่แรกคลอด
ชิงยวนเดินตามเข้ามาอย่างเงียบ ๆ “อี้เหนียงสี่”
แม่นมหลิวคำนับอย่างนอบน้อม “คุณชายมาแล้วเจ้าค่ะ”
หวั่นถงมองเด็กน้อยในอ้อมแขน
ดวงตาเล็ก ๆ ปิดสนิท ใบหน้าแดงระเรื่อ
หัวใจนางเต้นช้าลง “พยุงข้าขึ้นนั่ง”
ชิงยวนรีบเข้าไปประคอง ร่างหวั่นถงเบาและเย็น
นางนั่งพิงหมอน รับเด็กน้อยมาไว้ใกล้กาย
ร่างเล็กในอ้อมแขนอบอุ่นเกินคาด ลมหายใจสม่ำเสมอ เสียงเบาราวกลีบขน
ปลายนิ้วของหวั่นถงแตะผ้าห่อตัวอย่างแผ่วเบา
เนื้อผ้านุ่ม—แต่ความรู้สึกในอกกลับหนักหน่วง
ภาพหนึ่งผุดขึ้นมาในห้วงคิด
บุตรชายของนาง…ในชาติก่อน
เด็กน้อยที่นางเคยอุ้ม เคยกล่อมแนบอก
เคยคิดว่า วันพรุ่งนี้ ยังมีให้พบหน้าอีกเสมอ
ไม่เคยคิดเลยว่า การจากกันครั้งนั้น—จะเป็นครั้งสุดท้าย
ไม่เคยคิดว่า มือเล็ก ๆ ที่เคยกำชายเสื้อนาง
จะหลุดไป—และไม่มีวันเอื้อมกลับมาให้คว้าอีกครั้ง
ความเจ็บนั้น จมลึก หนักหน่วง
ราวกับก้อนหินที่ถูกกดทับอยู่ในอก
หัวใจบีบรัดจนแทบหายใจไม่ออก
วันทองในร่างหวั่นถงหลับตาลง พยายามควบคุมลมหายใจให้หยุดสั่นไหว
ทั้งเจ็บปะปนกับความรู้สึกผิด ไม่มีวันได้แก้ตัว
ขณะนั้นเอง เด็กชายในอ้อมกอดก็ร้องไห้ขึ้นมา
เสียงแผ่วเล็ก แต่สามารถดึงสติของหวั่นถงกลับคืน
นางสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนจะก้มมองเด็กน้อยในอ้อมแขน
ดวงหน้าเล็กแดงขึ้น ริมฝีปากขยับร้องไห้เบา ๆ
สองมือกำผ้าห่อตัวแน่น ราวกับกำลังค้นหาความอบอุ่นที่คุ้นเคย
หวั่นถงรีบขยับตัว โอบร่างเล็กเข้ามาใกล้อกยิ่งขึ้น
มือหนึ่งลูบแผ่นหลังอย่างแผ่วเบา
จังหวะนั้นเป็นธรรมชาติ—เหมือนนางเคยทำเช่นนี้มานับครั้งไม่ถ้วน
“หิวแล้ว…ใช่หรือไม่”
ตอนที่ 30 รับอนุเพิ่ม ชื่อเสียงของ เหอซาง ในยามนี้ขจรขจายไปไกลยิ่งกว่าไฟลามทุ่ง ไม่ว่าจะเป็นขุนนางชั้นสูง คหบดีผู้มั่งคั่ง หรือแม้แต่พ่อค้าหน้าเลือดที่เคยสบประมาทเขา ต่างก็พยายามหาหนทางเข้าพบเพื่อขอรับยันต์คุ้มภัยหรือคำชี้แนะจาก "ท่านอาจารย์" ผู้มีกายศิลาฟันแทงไม่เข้าทว่า ยิ่งโด่งดัง เหอซางกลับยิ่งเก็บตัวเงียบสงบตามคำสั่งของ นายหญิง การปฏิเสธผู้คนอย่างต่อเนื่องกลับยิ่งเป็นการสร้างรัศมีแห่งความลี้ลับให้เขาทวีคูณขึ้นไปอีก สิ่งเดียวที่เป็นความเคลื่อนไหวอย่างชัดเจนในยามนี้คือ การเริ่มวางรากฐานก่อสร้างสำนักแห่งใหม่ที่ดูโอ่อ่าและโอฬารกว่าเดิมในห้องลับหลังสำนักเดิมที่ปิดมิดชิด เหอซางจ้องมองถุงเงินตั๋วเงินและสมบัติที่วางกองอยู่เบื้องหน้าด้วยแววตาเป็นประกาย“แม่นาง ท่านบอกว่านายท่านจะสร้างสำนักให้ข้าใหม่หรือ” เหอซางถามเสียงสั่นด้วยความตื่นเต้นชิงยวน ซึ่งสวมอาภรณ์สีเข้มปกปิดทั้งใบหน้าพยักหน้าพลางกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ถูกต้อง... นี่คือเงินที่ให้เจ้านำไปใช้ได้ และจงหาคนมีฝีมือสักหน่อยคอยคุ้มกันสำนักด้วย นายท่านไม่ต้องการให้มีแมลงหวี่แมลงวันเข้าไปรบกวนเวลาที่ท่านต้องใช้สมาธิปรุง
ตอนที่ 29 ล้มป่วยหลินจิงเจียวเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย นัยน์ตาฉายแววสงสัย“ล้มป่วยหรือ”สาวใช้ข้างกายรีบก้าวขึ้นมาเอ่ยตอบอย่างระมัดระวัง “เจ้าค่ะ… สาวใช้นางเรียกหมอมาตั้งแต่เช้า ข้าให้คนไปสืบดูแล้ว เห็นว่าป่วยจริง มิใช่แสร้งทำเจ้าค่ะ”หลินจิงเจียวหัวเราะในลำคอเบา ๆ คล้ายไม่ปักใจเชื่อ “คงไม่ใช่เรียกความสงสารกระมัง วันก่อนนางเองก็มิใช่เพิ่งได้ปรนนิบัตินายน้อยไปหรือ”สาวใช้ ก่อนจะก้มหน้าลงเล็กน้อย เอ่ยเสียงแผ่ว “เจ้าค่ะ… ได้ยินมาว่า หลังจากนายน้อยออกจากเรือนวารีฉาย ก็เรียกหานางทันทีเจ้าค่ะ”ถ้อยคำนั้นทำให้หลินจิงเจียวเม้มปากแน่นปลายนิ้วที่วางอยู่บนโต๊ะค่อย ๆ กำเข้าหากันโดยไม่รู้ตัว“เจ้าไปดูอีกสักหน่อยว่า… นางป่วยหนักเพียงใด”“ถือโสมไปด้วยสักชิ้น อย่าให้ผู้ใดเอาไปพูดได้ว่าข้าขาดเมตตา”แม้คำพูดจะดูเปี่ยมด้วยเมตตา ทว่าน้ำเสียงกลับแข็งกร้าวประดุจน้ำแข็ง สาวใช้รับคำแล้วถอยออกไปทันทีเมื่อในห้องเหลือเพียงความเงียบ หลินจิงเจียวจึงหลับตาลงชั่วครู่ ในใจลึก ๆ นางอยากให้อีกฝ่ายป่วยจนมิอาจลุกขึ้นมาแย่งชิงสิ่งใดได้อีกทว่าในเวลานี้—เสิ่นเยี่ยนเหิงกลับมาอยู่ในจวนแล้วบางความคิด…จึงทำได้เพียงเก็
ตอนที่ 28 เพิ่มพลัง เหอซางแทบจะล้มพับลงกับอาสนะทันทีที่ลับตาคน ท่าทางที่เคยดูสง่างามประดุจเทพเซียนหายวับไปในพริบตา เขารีบคลำคอและบ่าของตัวเองด้วยความหวาดเสียว“ลูกพ่อ! เจ้าเห็นไหม ดาบฟันข้าไม่เข้าจริงๆ!” เขาหันไปบอกเหอฉีด้วยเสียงกระซิบที่สั่นพร่า “นายท่านผู้นั้นเป็นใครกันแน่ ยาที่นาง... เอ๊ย ยาที่ท่านให้ข้าดื่ม มันช่างวิเศษนัก!”“พะ...พวกนั่นกลับไปหมดแล้วไม่ใช่หรือ?” เหอซางกระซิบถามพลางกวาดสายตาเลิ่กลั่ก“พวกเขาอาจจะกลับมาอีกครั้ง” ชิงยวนเอ่ยย้ำด้วยน้ำเสียงที่ทำให้นักพรตเฒ่าขนหัวลุก “และคราวนี้อาจไม่ใช่แค่องครักษ์ แต่จะเป็นพยัคฆ์ร้ายอย่างเสิ่นเยี่ยนเหิงที่ควบม้ามาปลิดชีพเจ้าด้วยมือของเขาเอง”เหอซางหน้าซีดเผือดจนกลายเป็นสีเทาขี้เถ้า มือไม้สั่นเทาจนแทบประคองใจไม่อยู่ “เสิ่นเยี่ยนเหิง... แม่ทัพผู้นั้นน่ะหรือ? แล้วข้าต้องทำอย่างไรต่อ? หากเขาใช้ดาบอาคมหรือมีวิธีทำลายตบะข้า ข้ามิหัวขาดรึ!”เงาวูบหนึ่งเคลื่อนที่ผ่านหน้าเขา ก่อนที่แผ่นยันต์สีเลือดนกที่ดูเก่าขลังและมีรังสีอำนาจเข้มข้นจะค่อยๆ ปรากฏขึ้นบนโต๊ะเบื้องหน้า ชิงยวนมอบยันต์แผ่นนั้นให้เหอซางพลางสำทับด้วยถ้อยคำเด็ดขาด“ยันต์
ตอนที่ 27 แสดงงิ้วภายในห้องโถงเก่าของสำนักพรตที่อบอวลไปด้วยกลิ่นธูปและแสงเทียนสลัว เหอซาง นั่งขัดสมาธิอยู่บนอาสนะ ดวงตาหลับพริ้มทันใดนั้น กระแสลมที่นิ่งสนิทกลับวูบไหวผ่านใบหู ความเย็นยะเยือกแล่นวูบขึ้นมาจนขนลุกซู่ ทว่ากลับไม่มีเสียงฝีเท้าหรือเงาใดๆ ปรากฏให้เห็น“นั่งนิ่งไว้... อย่าขยับดวงตา”เสียงกระซิบที่คุ้นเคยของ ชิงยวน ดังขึ้นข้างหูเหอซาง แต่นางไม่ได้ปรากฏตัวให้เห็น กายของนางหลอมรวมไปกับความมืดประดุจพรายเงา แม้แต่ยอดฝีมือที่แอบซุ่มอยู่บนหลังคาก็ไม่อาจจับสัมผัสของนางได้“แม่นางส่งเจ้ามามีธุระอันใดหรือ?”เหอซางกระซิบตอบพึมพำคล้ายคนกำลังสวดมนต์“ยามนี้ชื่อเสียงของท่านขจรขจายไปไกล เหล่าทหารเริ่มเลื่อมใสจนถึงขั้นแย่งชิงยันต์กันด้วยเงินตรา”เสียงของชิงยวนยังคงราบเรียบดุจสายลม “คนของผู้มีอำนาจจะเข้ามาหาท่าน พวกเขาไม่ได้จะทำร้ายท่านในทันที ทว่าต้องการตรวจสอบว่าท่านเป็น ‘ของจริง’ หรือไม่”เหอซางใจสั่น “แล้วข้าควรทำอย่างไร? ข้าหาได้มีอาคมติดตัวไม่ หากพวกเขาจับได้ข้ามิหัวขาดหรือ!”“สักพักข้าจะจ้างองครักษ์เงามาคุ้มกันเจ้า”ชิงยวนเอ่ยต่อ “เรื่องนี้เจ้ารู้ดีว่าพวกเขาเพียงแค่อยากจะตรวจสอบ หากพ
ตอนที่ 26 ยันต์คุ้มภัย ท่ามกลางความเงียบสงัดของค่ายทหารชั่วคราวบริเวณเชิงเขา แสงไฟจากกองฟืนวูบไหวสะท้อนเงาของเหล่าทหารที่เพิ่งเสร็จสิ้นจากการลาดตระเวนรอบค่ำ แทนที่จะพักผ่อนหลับนอน ทหารกลุ่มหนึ่งกลับล้อมวงกระซิบกระซาบกันด้วยท่าทางลับลมคมใน“พวกเจ้าดูนี่...” ทหารร่างผอมคนหนึ่งล้วงมือเข้าไปในเกราะอก หยิบแผ่นผ้าไหมสีหม่นขนาดเท่าฝ่ามือออกมาวางกลางวง แสงไฟสลัวเผยให้เห็นรอยหมึกสีแดงคล้ำที่จารึกอักขระแปลกตา “วันนี้ตอนที่พวกโจรป่าซุ่มยิงธนูลงมาจากหน้าผา ข้าสาบานได้ว่าลูกธนูดอกนั้นพุ่งตรงมาที่คอข้าอยู่แล้ว แต่มันกลับหักเหทิศทางไปเฉยๆ ราวกับมีมือที่มองไม่เห็นมาปัดออก!”“ข้าก็เห็น!” ทหารอีกคนเสริมพลางลูบแขนตัวเองที่ยังสั่นน้อยๆ “ยันต์จาก ท่านนักพรต ผู้นี้ศักดิ์สิทธิ์นัก ข้าพกไว้แล้วรู้สึกอุ่นไปทั้งอก แรงปะทะจากดาบของพวกโจรแทบไม่ระคายผิวข้าเลย”นายทหารอีกคนหนึ่งซึ่งไม่มีโอกาสได้ไปพบเหอซางในวันนั้น นั่งฟังด้วยตาเป็นประกายจดจ้องแผ่นผ้าไหมนั้นราวกับจะกลืนกิน เขาขยับเข้าไปใกล้พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นพร่า“ข้าขอซื้อต่อจากเจ้าได้หรือไม่... ข้าให้เจ้าสิบตำลึง!”คำว่า ‘สิบตำลึง’ ทำให้วงสนทนาเงีย
ตอนที่ 25 จับได้แล้ว หลังจากการกลับมาถึงเมืองหลวงได้เพียงไม่กี่วัน และผ่านพ้นค่ำคืนที่แสนสับสนในเรือนหยางซู เสิ่นเยี่ยนเหิง พยายามสลัดภาพเรือนร่างและรสสัมผัสที่ตราตรึงนั้นออกจากห้วงความคิด เขาบอกกับตัวเองอย่างเย็นชาว่า สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเพียงความพลั้งเผลอชั่ววูบจากการที่เขาห่างหายจากสัมผัสของสตรีมานาน ประกอบกับฤทธิ์สุราที่เผาผลาญสติสัมปชัญญะจนทำให้เขาหลงใหลไปกับจริตยั่วยวนที่เปลี่ยนไปของกู้หวั่นถงเพียงเท่านั้นทว่าในใจลึกๆ เขากลับรู้ดีว่า... ไม่เคยมีสตรีนางใด แม้แต่อิสตรีที่เจนจัดในหอคณิกา หรืออนุคนอื่นๆ ในจวน จะสามารถสั่นคลอนจิตใจของเขาได้รุนแรงถึงเพียงนี้ทว่าพวกนางก็คืออนุในเรือนของเขาลุ่มหลงบ้างจะเป็นไรไปเสิ่นเยี่ยนเหิงเค่นยิ้มเย็นที่มุมปาก พยายามปัดความว้าวุ่นทิ้งไปอย่างไร้เยื่อใย“ทว่าพวกนางก็คืออนุในเรือนของข้า ลุ่มหลงบ้างจะเป็นไรไป”เขาปลอบใจตัวเองด้วยเหตุผลของบุรุษผู้ถือครองอำนาจเหนือกว่า สำหรับเขาสตรีในเรือนหลังก็เปรียบเสมือนดอกไม้ที่ปลูกไว้เพื่อความรื่นรมย์ หากวันหนึ่งเขาจะเกิดถูกใจบุปผาดอกที่เคยถูกละเลยขึ้นมาเป็นพิเศษ ก็หาใช่เรื่องคอขาดบาดตายหรืออ่อนแอแต่อย่า







