เข้าสู่ระบบ
“เลือด! เลือดไหลไม่หยุด!”
เสียงกรีดร้องของสาวใช้ดังลั่นเรือนจันทร์ฉาย ก่อนที่ร่างหนึ่งจะวิ่งพรวดออกมาจากห้องชั้นใน มือทั้งสองเปื้อนเลือดสดจนแดงฉาน ใบหน้าซีดเผือดราวกับวิญญาณหลุดออกจากร่างไปก่อนผู้เป็นนายเสียแล้ว
“เร็วเข้า! ไปตามหมอหลี่!”
“แต่หมอหลี่เพิ่งกลับไป—”
“ก็ไปตามกลับมาสิ!!”
สาวใช้อีกคนคว้าโคมไฟ วิ่งฝ่าความมืดออกไปอย่างไม่คิดชีวิต
เสียงฝีเท้ากระทบพื้นหินดังระรัว ข่าวการตกเลือดของอนุสี่แห่งเรือนจันทร์ฉายแพร่ไปทั่วจวนแม่ทัพทันที
ภายในห้องคลอด
กลิ่นคาวเลือดเจือกลิ่นสมุนไพรแรงเสียจนแทบหายใจไม่ออก
ร่างของกู้หวั่นถงนอนนิ่งอยู่กลางฟูก ผิวขาวซีด ริมฝีปากไร้สี เลือดไหลซึมผ่านผ้ารองจนเปียกชุ่มไปหลายผืน
หญิงทำคลอดคุกเข่าอยู่ปลายเตียง มือสั่นจนแทบจับสิ่งใดไม่อยู่
“กดไว้! กดตรงนี้!”
“กดแล้วเจ้าค่ะ แต่มันยังไม่หยุด!”
“น้ำร้อนเล่า!”
“กำลังมาเจ้าค่ะ!”
เสียงวุ่นวายดังขึ้นรอบตัว ทว่าคนบนเตียงกลับไม่ได้ยินสิ่งใดอีกแล้ว
ลมหายใจของนางขาดห้วงลงอย่างเงียบงัน
ปลายนิ้วเย็นเฉียบ
ในเวลาเดียวกันนั้น วิญญาณของกู้หวั่นถงค่อย ๆ ลอยออกจากร่าง นางหันกลับมามองบุตรชายที่เพิ่งคลอดได้เพียงชั่วครู่ ดวงหน้าซีดเซียวเต็มไปด้วยความอาลัย
แต่ยังไม่ทันได้เอ่ยคำลา เงาร่างสีดำสองสายก็ปรากฏขึ้นข้างกาย
โซ่คล้องวิญญาณสั่นไหว
หญิงสาวถูกนำออกไปจากเรือนโดยไม่มีผู้ใดมองเห็น
และในชั่วขณะที่ร่างนั้นว่างเปล่า วิญญาณอีกดวงหนึ่งกลับถูกดูดเข้ามาแทนที่อย่างผิดที่ผิดทาง
ปลายนิ้วซีดขาวบนเตียงกระตุกขึ้นหนึ่งครั้ง
หัวใจที่หยุดเต้นไปแล้วเริ่มสั่นไหว
ตุบ...
ตุบ...
ตุบ...
ลมหายใจเฮือกหนึ่งถูกสูดเข้าปอดอย่างรุนแรง
ดวงตาของคนที่ควรตายไปแล้วพลันเบิกขึ้น
‘เจ็บ!’
เป็นความเจ็บชนิดที่ทำให้นางอยากตายกลับไปอีกรอบ
ทั่วทั้งร่างราวกับถูกม้าศึกวิ่งเหยียบ ซ้ำยังย้อนกลับมาเหยียบอีกรอบเพราะเกรงว่าจะไม่ทั่วถึง
หน้าท้องปวดบีบรุนแรง กระดูกทุกชิ้นคล้ายถูกถอดออกไปล้างแล้วใส่กลับมาผิดตำแหน่ง
วันทองพยายามสูดลมหายใจ
กลิ่นคาวเลือดกลับพุ่งเข้าเต็มจมูก
‘นี่ข้าฟื้นในโรงเชือดสัตว์หรืออย่างไร’
นางฝืนลืมตาให้กว้างขึ้น
ม่านไหมสีอ่อน เตียงไม้แกะสลัก เครื่องเรือนประณีต และสาวใช้หลายคนที่กำลังวิ่งวุ่นจนแทบชนกันเอง
ไม่ใช่เรือนของหญิงชาวบ้านที่นางตกลงจะรับร่างต่อ
ผิดตั้งแต่เพดานแล้ว
วันทองกะพริบตาช้า ๆ
‘สวรรค์ส่งข้าผิดเรือนหรือ’
ยังไม่ทันคิดต่อ ความร้อนวูบหนึ่งก็ไหลออกจากร่างพร้อมกับความรู้สึกหนาวเย็นที่คืบคลานขึ้นมาตามปลายเท้า
นางเหลือบมองผ้าที่เปียกชุ่มด้วยเลือด
สถานการณ์ไม่สู้ดีนัก
หากปล่อยไว้อีกไม่นาน นางคงได้กลับไปถามยมบาลด้วยตนเองว่าเหตุใดจึงทำงานผิดพลาดถึงเพียงนี้
วันทองหลับตาลง พยายามรวบรวมสติ
โชคดีที่ร่างจะเปลี่ยน
แต่วิชาอาคมซึ่งฝังอยู่กับดวงจิตยังคงติดตามมา
นางขยับปลายนิ้วลงบนหน้าท้องอย่างยากลำบาก ปรับลมหายใจทีละน้อย ก่อนจะขยับริมฝีปากซีดขาว
“โลหิตหยุด...ลมปราณตั้ง...”
เสียงของนางเบาจนแทบไม่ได้ยิน
“ดุจสายน้ำพบตลิ่ง อย่าหลั่ง อย่าริน จงคืนสู่ทางเดิม”
ความอุ่นวาบขึ้นใต้ฝ่ามือ แล้วค่อย ๆ แผ่ซ่านเข้าสู่ภายในร่าง
เลือดที่เคยไหลออกมาไม่ขาดสายเริ่มช้าลง
จากไหลเป็นสาย กลายเป็นเพียงหยด
วันทองผ่อนลมหายใจออกช้า ๆ
‘ดี อย่างน้อยคาถาห้ามเลือดยังไม่ลืมข้า’
ทว่าการฝืนใช้มนต์กับร่างซึ่งอ่อนแรงใกล้ตายทำให้เรี่ยวแรงที่เหลืออยู่แทบหมดสิ้น
นางนอนนิ่ง ฟังเสียงคนรอบข้างอย่างอดทน
“เมื่อครู่...เหมือนนางหายใจหรือไม่”
หญิงทำคลอดหยุดมือ ก้มลงมองใบหน้าของคนบนเตียง
สาวใช้อีกคนรีบเข้ามาใกล้ ก่อนจะร้องออกมาด้วยความตกใจ
“อี้เหนียงสี่ลืมตาแล้ว!”
วันทองเหลือบตามองนาง
‘ไม่เพียงลืมตา ข้ายังได้ยินเจ้าตะโกนจนหูแทบแตกด้วย’
แต่ไม่มีแรงพอจะพูดออกไป
หญิงทำคลอดรีบจับชีพจร
สีหน้าพลันเปลี่ยนจากหวาดกลัวเป็นตกตะลึง
“ชีพจรกลับมาแล้ว!”
“จริงหรือเจ้าคะ”
“เลือดก็กำลังหยุด...”
ผู้คนในห้องมองหน้ากันอย่างไม่อยากเชื่อ
คนหนึ่งถึงกับทรุดตัวลงนั่งกับพื้น
พึมพำคำขอบคุณเทพยดาไม่หยุดปาก
วันทองหลับตาลงอีกครั้งอย่างเหนื่อยอ่อน
‘เทพยดาไม่ได้ช่วย เจ้านายของพวกเจ้าช่วยตัวเองทั้งนั้น’
เฮ้อ!! หวั่นถงถอนหายใจอีกครั้ง
ตอนที่ 93 ถุงหอมหน้าประตู เช้าวันนั้น หวั่นถงตื่นขึ้นแล้วนอนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง รู้สึกไม่หลังไม่ปวด แขนไม่ชา ใต้ตัวก็ไม่มีฟางคอยทิ่มยามพลิกกาย ที่แท้นางเพียงขาดที่นอนดี ๆ มิได้ชราลงหลายปีอย่างที่นึกกลัว รุ่ยเอ๋อร์ยังหลับอยู่ข้างกาย นางจึงค่อย ๆ ลุกขึ้นรับถ้วยน้ำจากชิงยวน สายตาหยุดอยู่ที่ถุงผ้าเล็กหลายใบในตะกร้า “เสี่ยวจู่เย็บไว้เจ้าค่ะ บอกว่ามีเศษผ้าเหลือจึงไม่อยากทิ้ง” หวั่นถงหยิบขึ้นดู ฝีเข็มยังคดอยู่บ้างทว่าปากถุงผูกได้แน่นดี นางให้ชิงยวนเอาสมุนไพรหอมแห้งที่เหลือมาแบ่งใส่ถุงก่อนเรียกเสี่ยวจู่เข้ามา สาวใช้มองของในตะกร้าแล้วขยับปลายนิ้วอย่างเขิน ๆ “เย็บไม่งามนักเจ้าค่ะ” “สมุนไพรคงไม่ถือสา ขอเพียงอย่าร่วงออกมาก็พอ” เสี่ยวจู่หลุดยิ้ม นั่งลงช่วยเติมจนได้ถุงหอมหลายใบ หวั่นถงเก็บหนึ่งใบไว้ในมือ ให้ชิงยวนขยับผ้ากั้นมาบังสายตาจากด้านนอก นางหลับตา วางนิ้วแตะปมด้ายแล้วเอื้อนเสียงแผ่ว “ธาตุไม้คงคุณ กลิ่นเกื้อกูลมิรู้คลาย…” ความอุ่นบางเบาซึมผ่านปลายนิ้ว กลิ่นสมุนไพรในถุงค่อย ๆ ชัดขึ้น นางเสริมเพียงฤทธิ์ไล่แมลงให้คงอยู่นานขึ้น ถึงกระน
ตอนที่ 92 ใต้ชายคาเดียวกัน ชิงยวนส่งเงินที่แบ่งไว้ให้เสิ่นเยี่ยนเหิงตามคำสั่ง เขาจดจำนวนลงกระดาษก่อนส่งให้หวั่นถงเก็บไว้ นางพับกระดาษอย่างเรียบร้อย เงินออกจากถุงไปแล้ว อย่างน้อยยังมีกระดาษกลับมาปลอบใจอยู่หนึ่งแผ่น เช้าวันถัดมา บ่าวคนสนิทพาช่างไม้จากหมู่บ้านใกล้เคียงมาถึงเรือน ช่างดูไม้ที่มีแล้วตกลงกับเสิ่นเยี่ยนเหิงว่าจะปิดรอยแตกที่ฝากับทำพื้นยกสำหรับที่นอนก่อน เสิ่นเยี่ยนเหิงเรียกญาติผู้น้องมาช่วยขนไม้ คราวนี้มีผู้ยอมลุกขึ้นมากกว่าเมื่อคืน “ท่านแม่จัดการเรื่องเครื่องนอนเถิดขอรับ” หลิ่วซูหยารับคำแล้วเรียกจิงเจียวมาดูผ้าฝ้ายที่ชิงยวนซื้อไว้ “ตัดผ้ารองให้เด็กก่อน ของพวกผู้ใหญ่ยังพอใช้ได้” จิงเจียวให้สาวใช้ช่วยคลี่ผ้าออกวัดก่อนลงมือตัด สตรีสายรองที่นั่งอยู่ใกล้กันค่อย ๆ ขยับเข้ามาช่วยเย็บ ฮูหยินผู้เฒ่านั่งมองอยู่ข้างหน้าต่าง มือที่เคยกำไม้เท้าตลอดหลายวันวางลงบนตักช้า ๆ หวั่นถงถืออ่างผักผ่านมาพบอวี้เหยานั่งจับม้วนด้ายให้ผู้ใหญ่ “เมื่อยก็วางลงเถิด” “ข้าช่วยได้เจ้าค่ะ” เด็กน้อยตอบทันที หวั่นถงยิ้มให้ก่อนเดินเข้าครัว เสี่ยวจู่ซาวข
ตอนที่ 91 ยืมก่อน จิงเจียวก้มมองมือตนเองอยู่ครู่หนึ่งก่อนพยักหน้า “ได้หากขายผ้าปักกับภาพวาดได้เงิน ข้าจะนำมาให้เจ้าซื้ออาหารกับของใช้” “เจ้าค่ะ” หวั่นถงรับคำอย่างยินดี ฟังดูคล้ายมีเงินกำลังจะเข้ามือทว่าปลายทางของมันยังคงเป็นหม้อข้าว เสี่ยวจู่นำห่อเข็มด้ายที่ใช้เย็บผ้ารองนอนมาวาง จิงเจียวเปิดดูแล้วเลือกด้ายที่พอใช้ได้ออกมาสองสามสี “ข้าจะเริ่มจากของชิ้นเล็กก่อน ภาพวาดต้องรอหากระดาษกับพู่กัน” หลิ่วซูหยาซึ่งนั่งอยู่ไม่ไกลเงยหน้ามองก่อนพยักหน้า จิงเจียวจึงหยิบผ้าขึ้นพิจารณา หวั่นถงมิได้ยืนดูต่อ นางกลับไปจัดการหน้าเตากับเสี่ยวจู่ “นายหญิง บ่าวปักผ้าไม่งามเช่นฮูหยิน” “หุงข้าวให้สุกก่อนเถิด” สาวใช้ก้มมองหม้อทันที “บ่าวดูไฟอยู่เจ้าค่ะ” “ข้ารู้” หวั่นถงตอบพลางยกฝาหม้อ กลิ่นข้าวหอมลอยออกมา เสี่ยวจู่จึงค่อยคลายไหล่ลง เพียงบอกให้ดูไฟก็เฝ้าราวกับเตาจะหนีหาย นางมีลูกมือที่ตั้งใจถึงเพียงนี้เชียวใกล้เที่ยง เสิ่นเยี่ยนเหิงกลับมาพร้อมบ่าวคนสนิท ข้าวของที่นำมามีเครื่องมือช่าง ตะปู เชือกกับของจำเป็นอีกไม่กี่ห่อ เขาวางลงข้างกองไม้ก่อนส่งเงินที่เหลือคืนม
ตอนที่ 90 ช่วยกัน หวั่นถงรอจนรุ่ยเอ๋อร์หลับจึงรับตะเกียงจากชิงยวนแล้วเดินออกไปที่ชานเรือน เสิ่นเยี่ยนเหิงนั่งถากไม้อยู่ใต้แสงไฟ มือข้างที่ประคองท่อนไม้มีรอยถลอกเพิ่มขึ้นอีกแห่ง นางวางตะเกียงในมุมที่ช่วยให้เห็นรอยสิ่วได้ชัด “มีสิ่งใดให้ข้าช่วยหยิบจับหรือไม่เจ้าคะ” ชายหนุ่มเงยหน้ามอง “เจ้าเองก็ทำอาหารให้คนทั้งเรือน ไปพักเถิด” “เจ้าค่ะ” นางรับคำทันทีจนเขาชะงักไปเล็กน้อย หวั่นถงย่อกายแล้วหมุนตัวกลับ ในเมื่อเขาอนุญาตให้พักจะยืนเถียงให้ปวดขาไปไย ครั้นเดินพ้นประตู ญาติผู้น้องสองคนก็ขยับลุกจากเสื่อ “พี่ใหญ่ ข้าช่วยขอรับ” คนหนึ่งรับท่อนไม้ไปประคอง อีกคนเก็บเศษไม้ให้พ้นทาง เสียงสิ่วจึงดังต่อเนื่องขึ้น ทว่าคนในมุมโถงอีกหลายคนกลับนอนนิ่ง บางคนถึงกับเริ่มกรนทั้งที่เมื่อครู่ยังพลิกตัวไปมา เสี่ยวจู่ซึ่งกำลังเก็บชามกระซิบถาม “เสียงดังเพียงนี้ยังหลับลงอีกหรือเจ้าคะ” หวั่นถงเหลือบมองปลายเท้าที่ขยับหนีแสงตะเกียง “อย่าทัก ประเดี๋ยวเขาต้องกรนให้ดังขึ้นอีก” เสี่ยวจู่รีบก้มหน้า ไหล่สั่นอยู่ครู่หนึ่งก่อนหอบชามออกไปหวั่นถงกลับมานั่งข้างบ
ตอนที่ 89 จัดการเอง “ฮูหยิน ข้าฝากคุณชายสักครู่ได้หรือไม่เจ้าคะ” หลิ่วซูหยารับหลานมาอย่างระมัดระวัง หวั่นถงจึงเดินไปหากองของสด คนทั้งลานขยับหลีกทางให้ทันที หวั่นถงก้มมองมีดในมือแล้วเลิกคิ้วนิดหนึ่ง อยู่จวนมาหลายเดือนยังไม่เคยทำให้ผู้ใดหลีกทางได้พร้อมเพรียงถึงเพียงนี้ ที่แท้ขาดมีดอยู่เล่มเดียว นางนั่งลงบนม้าเตี้ย ทดสอบความคมของมีดก่อนให้เสี่ยวจู่ยกน้ำร้อนมา จัดการลวกไก่แล้วถอนขนอย่างคล่องแคล่ว เสี่ยวจู่ยืนมองตาไม่กะพริบ “มองข้าเช่นนั้นทำไม ข้าถอนขนไก่มิได้จะถอนผมเจ้า” สาวใช้หลุดหัวเราะก่อนรีบเม้มปาก “บ่าวเพียงไม่เคยเห็นท่านทำเจ้าค่ะ” “เช่นนั้นเข้ามาช่วย คราวหน้าจะได้ทำเป็น” เสี่ยวจู่รีบนั่งลงข้างกัน ชิงยวนหุงข้าวเสร็จก็มารับปลาที่นางขอดเกล็ดแล้วไปล้าง หวั่นถงสับไก่เป็นชิ้นพอดีคำ แบ่งปลาสำหรับต้มน้ำแกง ยามเงยหน้าขึ้นยังเห็นคนหลายคนยืนมองอยู่ที่เดิม ที่แท้ถอนขนไก่ไม่ต้องร่ายคาถาก็ทำให้คนตะลึงได้ นางอดยกมุมปากไม่ได้ “ช่วยยกชามออกมาเถิดเจ้าค่ะ น้ำแกงใกล้ได้ที่แล้ว” คราวนี้ทุกคนขยับทันที กลิ่นไก่ผัดขิงลอยคลุ้งจากกระทะ น้ำแกงปลาเดือดอ
ตอนที่ 88 ปล่อยไป หลังรับร่างแม่ทัพเสิ่นคืนมา คนในตระกูลก็จัดพิธีศพให้อย่างเรียบง่าย โลงไม้ธรรมดาตั้งอยู่หลังเรือน โต๊ะเก่าตัวหนึ่งใช้วางกระถางธูปกับเครื่องเซ่นเพียงเล็กน้อย ญาติที่เหลือสวมผ้าป่านไว้ทุกข์ผลัดกันเข้าคำนับ หลิ่วซูหยาร้องไห้จนแทบไม่มีแรง ฮูหยินผู้เฒ่านั่งอยู่ข้างโลง ลูบฝาไม้ช้า ๆ ราวกับยังมีถ้อยคำที่มิทันได้กล่าวกับบุตรชาย เสิ่นเยี่ยนเหิงคุกเข่าอยู่ตรงนั้นจนธูปหมดดอก หวั่นถงอุ้มรุ่ยเอ๋อร์เข้าคำนับ ชิงยวนช่วยประคองแขนนางไว้ เสี่ยวจู่พาเด็กหญิงทั้งสองเข้ามากราบท่านปู่เป็นครั้งสุดท้าย เมื่อโลงถูกนำไปฝังที่เชิงเขา มีเพียงคนในครอบครัวกับบ่าวที่เหลือเดินตามไปส่ง เสิ่นเยี่ยนเหิงมองดินที่กลบลงบนโลงจนหลุมเต็มก่อนก้มศีรษะคำนับอีกครั้ง ภายในโถงตำหนักบูรพา แสงแดดลอดม่านแพรปักดิ้นทองทอดลงบนพื้นหินขัด กระถางสำริดพ่นควันกำยานบางเบา รัชทายาทประทับอยู่บนตั่งไม้จันทน์แกะลายโดยมีองครักษ์คุกเข่ารออยู่เบื้องล่าง “จะทรงปล่อยเสิ่นเยี่ยนเหิงไปเช่นนี้หรือพ่ะย่ะค่ะ” รัชทายาททรงวางจอกหยกลง “เสด็จพ่อเพิ่งแสดงพระเมตตา เจ้าจะให้ข้าขัดพระประสงค์หรือ” องครัก
ตอนที่ 45 สูญวิญญาณ เหอซางชะงักงัน หัวใจเต้นระรัวราวกับกลองรบ เขามองสลับระหว่างความว่างเปล่าที่เหอฉีบอก กับร่างเด็กชายที่เขายังคงเห็นนั่งอยู่อย่างชัดเจน ทันใดนั้น เด็กคนนั้นก็ค่อยๆ หันหน้ามามองเหอซาง...ดวงตาของเด็กน้อยมืดมิดไร้ตาขาวก่อนจะอ้าปากคล้ายจะสื่อสารบางอย่างแต่กลับมีเพียงควันสี
ในยามค่ำคืนหลังจากทุกคนหลับใหล เรือนจันทร์ฉายตกอยู่ในความเงียบงัน มีเพียงเสียงลมบาง ๆ ที่ลอดผ่านกรอบหน้าต่างไม้เข้ามา หวั่นถงยังคงลืมตาอยู่ในความมืด ครุ่นคิดวางแผนอย่างเยือกเย็นนางรู้ดีว่าจวนแม่ทัพเสิ่นหวงแหนบุตรหลานยิ่งกว่าสิ่งใด บุตรชายของตระกูลคือรากฐานของอำนาจ คือสายเลือดที่ไม่มีผู้ใดกล้าแตะต้อ
แม่นมหลิวเห็นท่าทีของหวั่นถง สีหน้าก็เปลี่ยนไปทันที นางรีบก้าวเข้ามาหนึ่งก้าว คุกเข่าลงอย่างนอบน้อมแต่แฝงเจตนาจะกดดัน “อี้เหนียงสี่เจ้าคะ” เสียงนั้นรีบเร่งราวกับกลัวจะเสียการควบคุม “ให้เป็นหน้าที่ของบ่าวเถอะเจ้าค่ะ ท่านยังต้องพักฟื้นร่างกายให้ดี... ถนอมตัวไว้ก่อนนะเจ้าคะ”หวั่นถงมิได้เงยหน้าขึ้นมอง
ตอนที่ 2 จากกันชั่วนิรินดร์รุ่งเช้าที่เรือนฟู่หย่าจิงเจียวชะงักมือ ดวงตาที่เคยสงบนิ่งหรี่ลงเล็กน้อย“อะไรนะ…ยังไม่ตาย?”น้ำเสียงนั้นไม่ดังแต่เย็นจนสาวใช้ที่คุกเข่าอยู่เบื้องล่างรู้สึกหนาววาบ“เจ้าค่ะ” สาวใช้ก้มหน้าต่ำ เสียงสั่นเล็กน้อย“หมอหลี่บอกว่า…เลือดหยุดแล้ว”ความเงียบปกคลุมเรือนฟู่หย่าในทั







