Mag-log inแม่นมหลิวเห็นท่าทีของหวั่นถง สีหน้าก็เปลี่ยนไปทันที นางรีบก้าวเข้ามาหนึ่งก้าว คุกเข่าลงอย่างนอบน้อมแต่แฝงเจตนาจะกดดัน “อี้เหนียงสี่เจ้าคะ” เสียงนั้นรีบเร่งราวกับกลัวจะเสียการควบคุม “ให้เป็นหน้าที่ของบ่าวเถอะเจ้าค่ะ ท่านยังต้องพักฟื้นร่างกายให้ดี... ถนอมตัวไว้ก่อนนะเจ้าคะ”
หวั่นถงมิได้เงยหน้าขึ้นมอง ปลายนิ้วเรียวสวยยังคงลูบแผ่นหลังเด็กน้อยอย่างเป็นจังหวะสม่ำเสมอ
“ตอนนี้ข้าอยู่ตรงนี้” นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่ากังวานด้วยอำนาจบางอย่างที่ทำให้คนฟังใจสั่น “เจ้าจะแย่งเขาไปจากมือข้าหรือ?”
แม่นมหลิวสะดุ้งเฮือก รีบก้มหน้าลงจนชิดพื้น “บ่าว... มิกล้าเจ้าค่ะ”
หวั่นถงไม่ใส่ใจต่อท่าทีนั้น นางคลายผ้าห่อตัวออกอย่างเชี่ยวชาญ แม่นมหลิวลอบสังเกตอยู่เงียบๆ ในใจยังคงลำพองว่าตนเองถือไพ่เหนือกว่า อี้เหนียงสี่ผู้นี้ยังเยาว์นัก นี่ก็เป็นบุตรคนแรก ซ้ำร่างกายเพิ่งเจ็บหนักจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด จะมีน้ำนมได้อย่างไร... สุดท้ายเด็กก็ต้องร้องไห้จ้านจนต้องพึ่งพานางอยู่ดี
และเมื่อถึงตอนนั้น นางจะใช้เหตุผลนี้รายงานฮูหยินน้อย เพื่อรับคุณชายสามไปดูแลเสียเอง
แต่แล้ว ภาพตรงหน้ากลับทำให้แม่นมหลิวต้องขยี้ตา ท่าทางของหวั่นถงดูผ่อนคลายและคล่องแคล่วเกินกว่าจะเป็นแม่มือใหม่ มือนางประคองเด็กน้อยอย่างรู้งาน ปรับท่าทางให้ลูกน้อยเข้าหาอกได้อย่างพอเหมาะพอเจาะ
ไม่นานนัก คุณชายสามที่เคยโยเยก็สงบลงอย่างน่าอัศจรรย์ เด็กน้อยเริ่มดูดนมอย่างสม่ำเสมอพลางซุกตัวเข้าหาความอบอุ่นนั้นอย่างพึงพอใจ
หวั่นถงก้มมองบุตรชาย นัยน์ตาที่เคยแข็งกร้าวพลันอ่อนละมุนลงด้วยความรักสุดหัวใจ มันคือความผูกพันที่ซึมลึกอยู่ในสายเลือด นางแนบหน้าผากลงกับศีรษะเล็กๆ สัมผัสถึงกลิ่นอายของชีวิตใหม่
“เจ้าคือบุตรของข้า...” นางกระซิบแผ่วเบาจนเกือบเลือนหายไปกับสายลม
ความเจ็บปวดและอดีตที่แตกสลายคล้ายจะได้รับการเยียวยาด้วยสัมผัสอุ่นๆ ในอ้อมแขนนี้ “ข้าสัญญา... จะดูแลเจ้าให้ดีที่สุด”
เมื่อเด็กน้อยอิ่มหนำและจมสู่นิทรา หวั่นถงจึงคลี่ยิ้มบางๆ
ก่อนจะส่งเด็กคืนให้แม่นมหลิวด้วยท่าทีสงบ “ดูแลเขาให้ดี อย่าให้คลาดสายตา”
“เจ้าค่ะ” แม่นมหลิวรับเด็กไปอย่างงงงวย แผนการที่เตรียมไว้พังไม่เป็นท่า
ม่านเรือนถูกแหวกออกเบาๆ เสี่ยวจู่ก้าวเข้ามาพร้อมถ้วยกระเบื้องส่งกลิ่นหอมกรุ่น “อี้เหนียงสี่ นี่คือรังนกที่ฮูหยินน้อยสั่งให้บ่าวเตรียมมาให้เจ้าค่ะ”
หวั่นถงเหลือบมองถ้วยนั้นด้วยสายตาว่างเปล่า นางรู้ดีว่านี่ไม่ใช่ความเมตตา แต่มันคือการแสดงอำนาจในฐานะฮูหยินเอกเพื่อบอกว่าใครเป็นใหญ่ในจวนนี้ แต่ในตอนนี้... นางไม่จำเป็นต้องรีบเร่งสู้รบ
“ฝากขอบใจฮูหยินน้อยด้วย” นางตอบรับอย่างสุขุม
ชายแดนบูรพา
ลมหนาวพัดกรูผ่านค่ายทหารไม่ขาดสาย เสิ่นเยี่ยนเหิงยืนอยู่หน้ากระโจมบัญชาการ ทหารสื่อสารคุกเข่าลงด้านหลังพร้อมยื่นรายงานจากจวนแม่ทัพมาให้ “รองแม่ทัพ มีข่าวจากจวนขอรับ”
เสิ่นเยี่ยนเหิงคลี่สารออกอ่าน ถ้อยความนั้นสั้นกระชับ: ‘อนุสี่คลอดบุตรชายให้เจ้าแล้ว เรื่องในเรือนแม่จัดการเรียบร้อย แต่เด็กผู้นั้น... เจ้าควรเป็นผู้ตั้งชื่อ’
แสงตะเกียงในกระโจมสั่นไหว เสิ่นเยี่ยนเหิงนั่งลงหน้าโต๊ะไม้ เขาหยิบพู่กันขึ้นมาอย่างมั่นคงก่อนจะจดจารอักษรสองตัวลงบนกระดาษ
—รุ่ย— (สิริมงคล) —เหิน— (แผ่ขยายงอกงาม)
“เสิ่นรุ่ยเหิน”
เขาพับกระดาษอย่างเป็นระเบียบแล้วส่งให้ทหารรับใช้ “เร่งส่งกลับจวน” โดยที่ไม่มีคำถามหรือถ้อยความห่วงใยถึงอนุสี่แม้เพียงครึ่งคำ
ยามค่ำคืนที่เรือนจันทร์ฉายตกอยู่ในความเงียบ หวั่นถงยังคงนอนลืมตาอยู่ในความมืด นางไม่ได้วิตกหรือเศร้าหมอง แต่กลับครุ่นคิดวางแผนอย่างเยือกเย็น
นางรู้ดีว่าในจวนแม่ทัพแห่งนี้ ‘บุตรชาย’ คือสิ่งล้ำค่าที่สุด คือรากฐานของอำนาจที่ไม่มีใครกล้าแตะต้อง... และตอนนี้ นางมีโล่กำบังที่แข็งแกร่งที่สุดอยู่ในมือแล้ว
ตอนที่ 73 ไม่รั้งเสิ่นฮูหยินกำลังประคองชามยาอุ่น ๆ ให้มารดาสามี ทว่าคิ้วของนางกลับขมวดมุ่นเมื่อได้รับฟังรายงานจากบ่าวรับใช้เรื่องการมาเยือนของคนจากตระกูลหลินฮูหยินผู้เฒ่าที่แม้จะชราภาพและร่างกายทรุดโทรมลงไปบ้าง ทว่าดวงตายังคงแฝงไว้ด้วยความเฉลียวฉลาด นางวางจอกชาลงช้า ๆ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบพร่า“คนเราหากใจเขาไม่อยู่แล้ว... รั้งไปก็ไร้ประโยชน์”ฮูหยินผู้เฒ่าเอ่ย พลางปรายตาไปเหลนสาวตัวน้อยที่อยู่กับสาวใช้ไม่ไกล “ทว่าหรูเล่อเล่า เจ้ามีความคิดเห็นอย่างไร? นางคือเลือดเนื้อเชื้อไขตระกูลเสิ่น จะให้ตามมารดาไป หรือจะให้เติบโตที่นี่อย่างยากลำบาก”เสิ่นฮูหยินถอนหายใจยาว ความหนักใจฉายชัดบนใบหน้า “ตระกูลหลินเลือกมาในช่วงเวลาที่เยี่ยนเหิงไม่อยู่เช่นนี้ นับว่าจงใจให้พวกเราตัดสินใจลำบากนักเจ้าค่ะ หากเยี่ยนเหิงอยู่ที่นี่ เขาคงไม่ยอมให้ใครมาพรากบุตรสาวไปแน่ ทว่าข้าเกรงว่านางจะพาเล่อเอ๋อร์ไปด้วย”เสิ่นฮูหยินทอดสายตามองตามแผ่นหลังเล็กๆ ของหลานสาวที่เดินตามสาวใช้ไปหาผู้เป็นมารดา“เล่อเอ๋อร์อายุไม่น้อยแล้ว... ยามนี้นางเริ่มรู้ความ หากให้นางเป็นผู้ตัดสินใจเลือกทางเดินของตนเองย่อมเป็นเรื่องที่เหมาะสมท
ตอนที่ 72 หากเลือกได้ข่าวคราวเรื่องการตั้งสำนักคุ้มภัยของเสิ่นเยี่ยนเหิงเป็นหัวข้อหลักในเมืองหลวงเหล่าขุนนางต่างพากันวิพากษ์วิจารณ์ด้วยความประหลาดใจ บ้างก็ชื่นชมในความแกร่งกร้าว บ้างก็เย้ยหยันว่าเป็นแม่ทัพตกอับจนต้องมาขายแรงงานยิ่งได้ยินว่าสตรีในตระกูลเสิ่นแม้แต่สะใภ้และอนุต่างก็ต้องมานั่งเคี่ยวชาด ปักผ้า และทำเครื่องประทินโฉมเพื่อหาเลี้ยงปากท้อง เสียงค่อนแคะก็ยิ่งดังหนาหูเสียงนินทาเหล่านั้นบาดลึกเข้าไปในศักดิ์ศรีของตระกูลหลิน ผู้เป็นตระกูลเดิมของหลินจิงเจียว สำหรับพวกเขาแล้ว แม้บุตรสาวที่แต่งออกไปจะเปรียบดั่งน้ำที่สาดออกไปแล้ว ทว่าน้ำถังนี้กลับไม่แห้งส่งกลิ่นไปทั่วในที่สุด ผู้นำตระกูลหลินก็ไม่อาจทนฟังคำถากถางได้อีกต่อไป จึงได้ส่งพ่อบ้านมาตระกูลหลิน พร้อมกับจดหมายและคำสั่งที่เย็นชาที่สุด“คุณหนูใหญ่ นายท่านให้ข้ามาแจ้งแก่ท่าน...”พ่อบ้านตระกูลหลินเอ่ยพลางปรายตาขยะแขยงมองสภาพเรือนไม้และกองผ้าปัก “สถานการณ์ของตระกูลเสิ่นยามนี้ไม่ต่างจากโคลนตม การที่ท่านมานั่งทำงานเยี่ยงบ่าวไพร่เช่นนี้ช่างเสื่อมเสียเกียรติยศนัก นายท่านจึงสั่งให้ท่าน ‘หย่าขาด’ จากเสิ่นเยี่ยนเหิงเสีย แล้วกลับไปกับข้า
ตอนที่ 71 งานเล็กน้อยเมื่อขบวนเกวียนเคลื่อนเข้าสู่ "หุบเขาอสรพิษ" จุดที่อันตรายที่สุดของเส้นทาง พ่อค้าเกวียนถึงกับสั่นเทิ้มไปทั้งร่าง สายตาหวาดระแวงไปทุกพุ่มไม้ ทว่าเสิ่นเยี่ยนเหิงที่ควบม้าอยู่เคียงข้างกลับยังคงนั่งตัวตรงนิ่งสนิท แววตาคมกริบทอดมองไปเบื้องหน้าด้วยความสงบที่น่าเกรงขามทันใดนั้น เสียงหวีดหวิวของลูกธนูก็ดังขึ้นพร้อมกับการปรากฏตัวของกลุ่มโจรนับสามสิบคนที่ปิดล้อมทุกทิศทาง หัวหน้าโจรควบม้าออกมาพลางกวัดแกว่งดาบเล่มโต “ทิ้งของไว้ แล้วข้าจะเหลือหัวไว้ให้พวกเจ้าไปแจ้งข่าว!” โจรโฉดตะโกนก้องโจรสามคนพุ่งเข้าใส่เสิ่นเยี่ยนเหิงพร้อมกัน ชายหนุ่มเพียงเบี่ยงตัวหลบด้วยท่วงท่าที่ไหลลื่น เขาใช้เพียง "ฝักกระบี่" ในมือแทนอาวุธร้าย สะบัดกระแทกเข้าที่ข้อมือและจุดตายของศัตรูอย่างแม่นยำ ทุกจังหวะที่เขาเคลื่อนไหวดูสง่างามราวกับการร่ายรำ ทว่ารุนแรงจนโจรเหล่านั้นกระเด็นออกไปคนละทิศละทางโดยที่เขาไม่ได้ขยับขาออกจากโกลนม้าด้วยซ้ำโจรอีกคนเงื้อดาบฟันลงมาสุดแรง เสิ่นเยี่ยนเหิงเพียงยกฝักกระบี่ขึ้นรับ เสียงโลหะปะทะไม้ดังสนั่น ทว่าฝักกระบี่ไม้เลิศล้ำกลับไม่เป็นรอยแม้แต่น้อย เขาใช้แรงส่งนั้นพลิกข้อมือเพี
ตอนที่ 70 เปิดสำนักทันทีที่หวั่นถงได้ยินสิ่งที่เสิ่นเยี่ยนเหิงบอก นางถึงกับชะงักงันจนแทบสำลักน้ำชาที่เพิ่งจิบเข้าไป ใบหน้าเนียนละเอียดปรากฏแววตระหนกที่หาได้ยากยิ่ง“ท่านกำลังบอกข้าว่าอย่างไรนะเจ้าคะ? ขออภัย...ข้าคงฟังไม่ชัด” นางถามย้ำ พลางรีบใช้ผ้าเช็ดหน้าซับมุมปากอย่างรวดเร็ว“เจ้าฟังไม่ผิดหรอก... ข้าตั้งใจจะเปิดสำนักคุ้มภัยและสอนวรยุทธ์จริงๆ”ชายหนุ่มอธิบายต่อด้วยน้ำเสียงจริงจัง “และด้วยเหตุนี้ ข้าจึงต้องการเงินเพื่อกวาดซื้อที่ดินรอบนอกเพิ่มเติม”หวั่นถงนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง สมองอันปราดเปรื่องของนางเริ่มประมวลผลตามแผนการของเขาอย่างรวดเร็ว “ท่านพี่... นี่ท่านกำลังคิดจะใช้สำนักคุ้มภัยเป็นฉากบังหน้า เพื่อซุ่มสร้าง ‘กองกำลังส่วนตัว’ ขึ้นมาใหม่ใช่ไหมเจ้าคะ?”เสิ่นเยี่ยนเหิงส่ายหน้าช้าๆ แววตาของเขาดูจริงจังเกินกว่าจะล้อเล่น “มิใช่เช่นนั้น ข้าตั้งใจจะเปิดสำนักคุ้มภัยและรับงานจ้างจริงๆ”หวั่นถงเห็นท่าทีเด็ดเดี่ยวของเขาเช่นนั้น จึงเลี่ยงที่จะโต้แย้งต่อ พลางเอ่ย “หากเป็นเรื่องเงินก้อนใหญ่ถึงขั้นซื้อที่ดิน ท่านพี่ควรไปปรึกษาท่านแม่จะเหมาะสมกว่าเจ้าค่ะ”“อ่า... เช่นนั้นหรือ”ชายหนุ่มรับคำเพียงส
ตอนที่ 69 งานปักผ้าภายในโถงเรือนไม้หลังใหม่ที่เริ่มเป็นรูปเป็นร่าง จิงเจียวคลี่ผืนผ้าไหมเนื้อละเอียดออกเบื้องหน้าสมาชิกสตรีตระกูลเสิ่นทุกคน“นี่คือลายยันต์คุ้มภัยจากสำนักเมฆาเจ้าค่ะ” จิงเจียวเอ่ยขณะส่งผืนผ้าให้เสิ่นฮูหยินและเหล่าสตรีสายรองได้พิจารณาดูใกล้ ๆทุกคนต่างหยิบผ้าขึ้นมาส่งต่อกันและเพ่งมองก่อนจะพยักหน้าให้แก่กัน “ลายปักนี้แม้จะดูขลังและซับซ้อนด้วยตัวอักขระ แต่ใช้เพียงด้ายสีเดียวปักเน้นเส้นสายให้คมชัด หากเทียบกับลายปักหงส์มังกรที่พวกเราเคยทำในจวนเก่า งานนี้ก็นับว่าไม่เกินกำลังนักเจ้าค่ะ” สตรีสายรองคนหนึ่งเอ่ยขึ้นอย่างมั่นใจเมื่อเห็นว่าทุกคนมีกำลังใจ จิงเจียวจึงอาสาจัดการขั้นต่อไปทันที “เพื่อให้งานเดินไวและไม่มีผู้ใดปักผิดเพี้ยน ข้าจะวาดภาพยันต์ต้นแบบลงบนกระดาษร่างให้พวกท่านนำไปวางทาบบนผ้าได้ง่ายขึ้นเองเจ้าค่ะ”นางเริ่มลงมือจับพู่กัน วาดสัดส่วนของตัวอักขระและสัญลักษณ์เมฆาลงบนกระดาษอย่างรวดเร็วและแม่นยำ แจกจ่ายให้แต่ละคนนำไปใช้ลอกลายลงบนผืนผ้าได้อย่างไม่ผิดเพี้ยน จากนั้นจิงเจียวจึงเริ่มแจกจ่ายพับผ้าไหมและเส้นด้ายที่ซื้อมาวันนี้“นี่คือผ้าและด้ายสำหรับชุดแรกเจ้าค่ะ ขอให้ทุกคนลง
ตอนที่ 68 งามกว่า “ท่านอาจารย์มีประสงค์จะสร้างเครื่องรางคุ้มภัยชุดใหม่ขึ้นมา ทว่ายันต์กระดาษนั้นชำรุดง่ายนัก ท่านจึงให้ข้ามาลองหารือว่า... พวกท่านพอจะช่วยปักลายยันต์เหล่านี้ลงบนถุงผ้าไหมได้หรือไม่?”จิงเจียวรับภาพวาดนั้นมาพินิจดูอย่างละเอียด นางคลี่กระดาษออกพลางพิจารณาเส้นสายของตัวอักขระและสัญลักษณ์มงคลที่ปรากฏแม้ลายเส้นจะดูขลังทว่าตัวลวดลายใช้ด้ายเพียงสีเดียว และมีจังหวะการลงเข็มที่ซ้ำไปมา“ลายนี้มิได้ยากเย็นอันใดเจ้าค่ะ” จิงเจียวเอ่ยพร้อมรอยยิ้มมั่นใจ “การปักลายสีเดียวบนพื้นผ้าสีเดียวกันเช่นนี้ นับว่าเป็นงานง่ายสำหรับพวกเรานัก หากใช้ไหมเงาพิเศษปักให้ดูนูนเด่นขึ้นมา ยามต้องแสงจะดูคล้ายกับยันต์นั้นมีชีวิตขึ้นมาจริงๆ เจ้าค่ะ”หวั่นถงลอบยิ้มในใจ แผนการของนางก้าวหน้าไปอีกขั้น หากเครื่องประทินโฉมคือการดึงดูดสตรีสูงศักดิ์ เครื่องรางคุ้มภัยที่ปักด้วยฝีมือตระกูลเสิ่นนี้ก็จะเป็นสิ่งที่ดึงดูดเหล่าขุนนางและผู้มีอำนาจที่กำลังหวั่นเกรงในภัยการเมือง“หากพี่หญิงกล่าวว่าทำได้ ข้าก็เบาใจเจ้าค่ะ” หวั่นถงหันไปหาศิษย์ของเหอซาง “ฝากเรียนท่านอาจารย์ด้วยว่า งานปักนี้จะถูกทำขึ้นด้วยความประณีตที่
ตอนที่ 45 สูญวิญญาณ เหอซางชะงักงัน หัวใจเต้นระรัวราวกับกลองรบ เขามองสลับระหว่างความว่างเปล่าที่เหอฉีบอก กับร่างเด็กชายที่เขายังคงเห็นนั่งอยู่อย่างชัดเจน ทันใดนั้น เด็กคนนั้นก็ค่อยๆ หันหน้ามามองเหอซาง...ดวงตาของเด็กน้อยมืดมิดไร้ตาขาวก่อนจะอ้าปากคล้ายจะสื่อสารบางอย่างแต่กลับมีเพียงควันสี
ตอนที่ 43 หรือจะไม่ได้ผลหวั่นถงนิ่งงันไปครู่ใหญ่หลังจากฟังคำรายงานของชิงยวน นางมองดูใบหน้าหลับปุ๋ยของบุตรชายวัยสี่เดือนที่นอนอยู่ในอ้อมแขน พลางใช้ความคิดอย่างหนัก“เขามองเห็นได้เองงั้นหรือ...”หวั่นถงพึมพำ น้ำเสียงแฝงความหนักใจอย่างปิดไม่มิด “วิชาที่ข้าเรียนมา การมองเห็นคือจุดเริ่มต้นของหายนะ หากด
ตอนที่ 42 ไม่คาดฝัน หลังจากเหตุการณ์ในคืนนั้นผ่านพ้นไปหลายวันหวั่นถงอาศัยช่วงเวลาที่เรือนจันทร์ฉายสงบเงียบเรียก ชิงยวน และ เสี่ยวจู๋ ข้ามาในห้องลับเพื่อถ่ายทอดวิชา‘อาคมส่งวิญญาณ’ อย่างจริงจังนางสอนด้วยวาจาและเน้นย้ำถึงการใช้สมาธิเพื่อเป็นทางผ่านให้ผลบุญไปถึงผู้ล่วงลับ โดยมุ่งหวังให้ชิ
ตอนที่ 41 ส่งเสริมท่ามกลางแสงแดดอ่อนยามบ่ายที่สาดส่องลงมายังทางเดินหินอ่อนที่เชื่อมระหว่างเรือน อนุห้าและอนุหก กำลังเดินนวยนาดพลางสนทนาเรื่องวาสนาบารมีกันอย่างออกรสทว่าจังหวะนั้นเอง ร่างบางของหวั่นถง ในชุดสีฟ้าซีดดูสะอาดตาก็เดินผ่านมาพร้อมกับ ชิงยวนและเสี่ยวจู่ นางก้าวเดินอย่างช้าๆ ท่าทางดูอ่อนแร







