Share

บทที่ 3

Author: อีวังชิงสวี่
ข้าคว้าจับมือของเขาไว้แน่นไม่ยอมปล่อย พร้อมดวงตาแดงก่ำ “ขอร้องล่ะ ข้าขอร้องท่าน อูจิ่ง...”

“อย่าทำเช่นนั้นเลย ท่านทำแบบนั้นมิได้”

นั่นคือจุดเปราะบางสุดท้ายของข้าแล้ว

ทั้งเสด็จพ่อ เสด็จแม่ และเสด็จพี่ พระศพของพวกเขาล้วนถูกเขานำมาใช้ทรมานข้าซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ข้าคิดว่าตนเองเจ็บจนชาด้านไปหมดแล้ว ทว่าเพียงแค่นึกถึงหลุมศพเล็กๆ ที่ภูเขาด้านหลัง นึกถึงเด็กน้อยที่ยังไม่ทันได้ลืมตาขึ้นมาดูโลกใบนี้

กลับจะต้องถูกบิดาบังเกิดเกล้าขุดขึ้นมาหยามเหยียด ข้าก็ยังคงหวาดกลัวอยู่ดี

ทั่วร่างของข้าสั่นสะท้าน แม้แต่เสียงพูดก็ยังแตกพร่าไปหมด

“อูจิ่ง ท่านเกลียดข้า ก็มาลงที่ข้าสิ”

“เขายังตัวเล็กเพียงนั้น แม้แต่ชื่อก็ยังไม่ทันได้ตั้งให้เลย”

จำไม่ได้แล้วว่า ข้าไม่ได้เรียกชื่อเขาตรงๆ เช่นนี้มานานเท่าใดแล้ว

อูจิ่งหลุบตาลง ภายในแววตาเต็มไปด้วยห้วงอารมณ์ที่ไหววูบซับซ้อน

ข้าอ่านแววตาคู่นั้นไม่ออก คิดเพียงว่าเขากำลังลังเล จึงโขกศีรษะอ้อนวอนต่อไปไม่หยุด

ปัง! ปัง! ปัง!

จนกระทั่งพื้นดินอาบย้อมไปด้วยสีแดงฉาน แดงสดใสยิ่งกว่าดอกท้อเสียอีก

เลือดไหลทะลักออกจากจมูก ไอสำลักเลือดสดๆ ออกมา กระทั่งดวงตายังหลั่งน้ำตาเป็นสายเลือด...

อูจิ่งเพิ่งตระหนักได้ในตอนนี้ว่า เลือดที่ข้าหลั่งออกมาตลอดสองวันมานี้ ดูเหมือนจะมากเกินไปเสียแล้ว

เขาขมวดคิ้วมุ่น หันไปถามคนรอบข้างว่า “เมื่อครู่นางอยู่ในลานเรือนแห่งนี้ หรือว่าไปทำงานหนักอะไรมา ถึงได้มีสภาพเช่นนี้?”

“กราบทูลฝ่าบาท พระนางทรงเมตตาต่อองค์หญิงราชวงศ์ก่อน จึงให้นางทำแค่งานเบาๆ อย่างการกวาดกลีบดอกไม้ร่วงเท่านั้น เหล่าขันทีนางกำนัลในตำหนักล้วนเป็นพยานให้ได้พ่ะย่ะค่ะ”

นางกำนัลน้อยคนหนึ่งรีบคุกเข่าลงแล้วกล่าวเสริม “บ่าวยังเห็นว่านางกวาดไปไม่กี่ทีก็หยุดลง ทำทีราวกับจงใจรอให้ฝ่าบาทเสด็จมาเพื่อเรียกร้องความสงสารเพคะ”

นางกำนัลอีกคนก็กล่าวสมทบด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา “แต่ไหนแต่ไรมาองค์หญิงราชวงศ์ก่อนก็ถนัดนักเรื่องแสร้งทำตัวน่าสงสาร ฝ่าบาทอย่าได้ถูกนางหลอกลวงเป็นอันขาดนะเพคะ”

ข้าฟังคำพูดเหล่านั้นแล้วนึกอยากหัวเราะ ทว่ากลับทำได้เพียงกระอักเลือดออกมามากกว่าเดิม

ที่แท้ความเจ็บปวดทรมานเจียนตายของข้า ในสายตาของพวกเขา กลับกลายเป็นเพียงเล่ห์กลในการแย่งชิงความโปรดปรานไปเสียได้

อูจิ่งรีบปล่อยมือจากข้าทันที พร้อมกับแค่นเสียงหัวเราะเยือกเย็น “ฉินซู เจ้าอาการกำเริบขึ้นมาอีกแล้วกระมัง?”

“อย่างไรเสียโรคประหลาดในตัวเจ้าก็เป็นมาตั้งหลายปีแล้ว ในเมื่อไม่ตาย เช่นนั้นก็จงทนรับมันให้ดีเสียเถอะ!”

ข้ามองดูเขาก้าวข้ามร่างของข้าไป โดยไม่แม้แต่จะเหลียวหลังกลับมามอง แล้วเดินเข้าตำหนักไป

ข้าผ่อนลมหายใจออกมาช้าๆ อย่างแผ่วเบาเหลือเกิน

ข้าขดร่างเข้าหากันแน่น นิ่งสนิทไม่ไหวติง จนกระทั่งยามค่ำคืนเริ่มเย็นเยียบ กลีบดอกท้อก็ร่วงพรูปกคลุมไปทั่วร่างข้า

ภายในตำหนักสว่างไสวด้วยแสงเทียน แว่วเสียงสดใสออดอ้อนของเสิ่นหว่านเอ๋อร์ดังลอดออกมาอย่างเลือนราง

“ฝ่าบาทมิได้นะเพคะ หม่อมฉันยังตั้งครรภ์อยู่”

เงาร่างทาบผ่านกระดาษกรุหน้าต่าง ข้านอนมองพวกเขาพลอดรักกันตลอดทั้งคืนอย่างเงียบงัน

พลันนึกย้อนไปถึงคืนวันแต่งงานกับอูจิ่ง เปลวเทียนสีชาดและผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวถูกเขาทิ้งไว้เบื้องหลัง สิ่งที่เรียกว่าพิธีดื่มสุราประสานใจกลับกลายเป็นเพียงเรื่องน่าขันกลางทุ่งหญ้า

เขากลับกดร่างข้าลงกับพื้นหญ้า อาศัยฟ้ากว้างเป็นมุ้งแผ่นดินเป็นเสื่อ ทั้งป่าเถื่อนและดุดันไร้ความปรานี

ข้าคิดว่าธรรมเนียมชนเผ่าของพวกเขาเป็นเช่นนั้น จึงได้แต่กล้ำกลืนความน้อยเนื้อต่ำใจ

ทว่าในพิธีสถาปนาฮองเฮาในเวลาต่อมา ข้าถึงได้กระจ่างแจ้งว่า ที่แท้การที่เขาปฏิบัติต่อเสิ่นหว่านเอ๋อร์นั้นช่างทะนุถนอมและให้เกียรติถึงเพียงนี้

คล้ายดั่งสายลมกำลังพัดทะลุผ่านทรวงอกอันว่างเปล่าของข้า

ฟ้าใกล้สว่างแล้ว

นี่คือวันสุดท้ายแล้ว

อูจิ่ง ข้าใกล้จะตายแล้ว ราชวงศ์แคว้นฉินที่ท่านเกลียดชัง จะดับสูญสิ้นเชิงในไม่ช้า

ยินดีด้วยนะ

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • ชั่วชีวิตนี้ ข้าไม่ให้อภัย   บทที่ 21

    ข่าวนี้แพร่สะพัดออกไป ก็สร้างความสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งราชสำนักอูจิ่งไม่เปิดโอกาสให้ผู้ใดได้คัดค้าน ภายในสามวัน ราชโองการถูกร่างขึ้นจนแล้วเสร็จ พร้อมส่งมอบตราประทับหยกสิ่งสุดท้ายที่เขาทำ คือการฝังศพฉินซูอย่างสมเกียรติด้วยพิธีการระดับจักรพรรดินีพระราชทานสมัญญานามว่า อันหนิงฝังลงในตำแหน่งหลักของสุสานหลวง เคียงข้างป้ายหลุมศพเล็กๆ ที่สลักอักษรสองคำว่า “เยี่ยนชิง”แม่ลูกเคียงข้างกัน ได้อยู่พร้อมหน้ากันในที่สุดในวันบรรจุศพ อูจิ่งนำมงกุฎหงส์ที่ทำขึ้นใหม่ใส่ลงในโลงด้วยตนเอง มิใช่ใบที่เสิ่นหว่านเอ๋อร์เคยสวม แต่เป็นสิ่งที่เขาสั่งคนเร่งสร้างขึ้นข้ามคืน ใช้ทองคำแท้และไข่มุกทะเลตะวันออกที่ดีที่สุดยามยังมีชีวิตอยู่ นางไม่เคยสวมชุดฮองเฮา ไม่เคยเข้าพิธีแต่งตั้ง กระทั่งสถานะก็ยังไม่มีหลังจากนางตายไป เขาก็มอบทุกสิ่งที่ควรให้แก่นางจนหมดสิ้นทว่าคนในโลงจะไม่มีวันลืมตาขึ้นมามองอีกต่อไปแล้วอูจิ่งยืนอยู่ข้างโลง ปลายนิ้วลูบผ่านสีทาที่ยังไม่แห้งบนฝาโลงอย่างแผ่วเบา เอ่ยเรียก “อันอัน” ด้วยเสียงแผ่วเบาหนึ่งคำหามีผู้ใดขานรับเขามีเพียงแสงตะเกียงนิรันดร์ที่วูบไหว สาดส่องให้เห็นเขาสวมชุดขาวโพลนทั

  • ชั่วชีวิตนี้ ข้าไม่ให้อภัย   บทที่ 20

    ลมหายใจของฉินซูรวยรินลงทุกทีราวกับเปลวเทียนที่จวนจะมอดดับ เพียงลมพัดวูบเดียว ก็จะดับสลายไปตลอดกาลอูจิ่งแนบใบหูเข้าที่ริมฝีปากนาง พยายามอย่างสุดชีวิตเพื่อฟังลมหายใจเฮือกสุดท้ายนั้นแต่กลับไม่ได้ยินสิ่งใดเลยริมฝีปากของนางไม่ขยับไหวอีกต่อไปแล้ว“อันอัน” เขาร้องเรียกนาง น้ำเสียงแหบพร่าจนไม่เป็นคำไร้ซึ่งเสียงตอบรับ“ฉินซู”ไร้เสียงตอบรับ“องค์หญิง...”ก็ยังคงไร้การตอบรับเช่นเดิมเขาร้องเรียกทุกชื่อของนาง ทุกฐานะ ทุกคำเรียกขาน ทว่าทรวงอกของนางไม่กระเพื่อมไหวอีกต่อไปแล้วแต่มุมปากกลับยกโค้งขึ้นเล็กน้อยราวกับในที่สุดนางก็หลุดพ้นจากทัณฑ์ทรมานอันแสนยาวนานแล้วอูจิ่งนั่งตัวแข็งทื่ออยู่ตรงนั้น ตระกองกอดร่างที่ค่อยๆ เย็นเฉียบของนางไว้ ไม่ขยับเขยื้อนอยู่เนิ่นนานนอกตำหนักมีเสียงฝีเท้าใกล้เข้ามา หมอหลวงคุกเข่าลงนอกธรณีประตู เอ่ยด้วยเสียงสั่นเทา “ฝ่าบาท โปรดให้กระหม่อม…”“ไสหัวไป”เพียงคำเดียว แต่น้ำเสียงราวกับถูกกรวดทรายบดขยี้หมอหลวงไม่กล้าก้าวเข้ามาใกล้อีกแม้แต่ครึ่งก้าวการตีกลับของพิษกู่โหมซัดเข้าหาในยามนี้พอดี รุนแรงยิ่งกว่าทุกครั้งที่ผ่านมาถึงร้อยเท่าความเจ็บปวดนั้นระเ

  • ชั่วชีวิตนี้ ข้าไม่ให้อภัย   บทที่ 19

    เด็กหนุ่มคุกเข่าอยู่หน้าเตียงข้า หว่างคิ้วและดวงตามีเงาของเสด็จพี่รัชทายาทอยู่เลือนรางคิ้วกระบี่ทรงเดียวกัน สันกรามที่ดื้อรั้นรูปทรงเดียวกันข้ายื่นมือออกไป ลูบไล้ใบหน้าของเขาปลายนิ้วข้าเย็นเฉียบ ทว่าผิวของเขากลับอุ่นร้อนและมีชีวิตชีวาข้ายิ้มออกมาเป็นรอยยิ้มจากใจจริง รอยยิ้มที่ผุดขึ้นมาจากก้นบึ้งของหัวใจ“ช่างเหมือนบิดาของเจ้า”ขอบตาของเด็กหนุ่มแดงก่ำ เขากุมมือที่ผอมแห้งของข้าไว้ พลางน้ำเสียงสั่นเครือ“เสด็จอา ข้ามาช้าไป”“ไม่สายหรอก” ข้าส่ายหน้า “ได้พบเจ้า ก็ไม่ถือว่าสาย”อูจิ่งยืนอยู่ด้านนอกประตู ไม่ได้ก้าวเข้ามาข้ารู้ว่าเขาอยู่ตรงนั้น มองดูภาพนี้ผ่านร่องประตูเงาร่างของเขาถูกแสงเทียนทอดยาว ทาบลงบนพื้น ราวกับดาบเล่มหนึ่งที่เงียบงันเมื่อก่อนเขาไม่ต้องการให้ข้าเอ่ยถึงตระกูลฉินมากที่สุด ทว่าบัดนี้กลับทำได้เพียงมองดูด้วยตาตนเอง ขณะที่สายเลือดที่หลงเหลืออยู่ของตระกูลฉินคุกเข่าอยู่ตรงหน้าข้า และเอ่ยเรียกข้าว่าเสด็จอาเด็กหนุ่มเองก็คงจะรู้สึกถึงคนที่อยู่ด้านนอกประตูเช่นกันเขากุมมือข้าแน่นขึ้นจนข้อนิ้วซีดขาว ราวกับกำลังฝืนสะกดกลั้นความรู้สึกที่อยากจะพุ่งออกไปชักกระบี่

  • ชั่วชีวิตนี้ ข้าไม่ให้อภัย   บทที่ 18

    “แซ่ฉินงั้นหรือ?”ข้าลืมตาขึ้น น้ำเสียงแหบพร่าจนแทบไม่เป็นเสียงอูจิ่งนั่งอยู่ริมเตียง กำลังอ่านรายงานทหารฉบับหนึ่ง เมื่อได้ยินเสียงของข้า เขาก็วางกระดาษในมือลงทันที“เจ้าตื่นแล้ว”เขาไม่ได้หลบเลี่ยง หลังจากนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก็เป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นก่อน“เป็นสายเลือดของเสด็จพี่รัชทายาทของเจ้า เมื่อครั้งที่เมืองแตก มีคนลอบส่งตัวบุตรชายที่ยังเยาว์วัยของเขาออกไป”“และรอดชีวิตมาได้”ขอบตาของข้าร้อนผ่าวขึ้นมาทันทีนี่เป็นครั้งแรกในรอบนานแสนนาน ที่ข้าเกิดความรู้สึกปั่นป่วนรุนแรงถึงเพียงนี้เสด็จพี่รัชทายาท...เขายังมีทายาทหลงเหลืออยู่สายเลือดตระกูลฉิน ยังไม่สูญสิ้นข้าพยายามกลั้นน้ำตาไว้อย่างสุดชีวิต แต่มันกลับร่วงหล่นลงมาอย่างเงียบงันอูจิ่งมองหยาดน้ำตาของข้า สีหน้าของเขาซับซ้อนถึงขีดสุดหลายวันมานี้ เขาใช้ทุกวิถีทางเพื่ออยากให้ข้ายิ้ม ให้ข้าร้องไห้ และให้ข้ามีปฏิกิริยาตอบสนองต่อเขาบ้างทว่าข้ากลับเป็นดั่งบึงน้ำนิ่งสนิทมาโดยตลอดแต่ในตอนนี้ เด็กหนุ่มที่ไม่เคยพบหน้ากันมาก่อน กลับทำให้ข้าหลั่งน้ำตาได้อย่างง่ายดาย“เหล่าขุนนางทูลขอทำศึก เรียกร้องให้ออกทัพปราบปราม” อูจิ่งชะงักไปครู

  • ชั่วชีวิตนี้ ข้าไม่ให้อภัย   บทที่ 17

    อูจิ่งหาได้ตอบรับประโยคนั้นไม่เขาเพียงจัดท่าทางให้ข้านอนลงอีกครั้งอย่างเงียบๆ ห่มผ้าให้มิดชิด แล้วหมุนตัวเดินออกไปข้าได้ยินเสียงข้าวของบางอย่างถูกปาแตกแว่วมาจากนอกประตูตำหนัก อาจเป็นแจกัน หรืออาจจะเป็นสิ่งอื่นใดจากนั้น ทุกสิ่งก็กลับคืนสู่ความเงียบสงบนับแต่นั้นมา เวลาที่ข้ามีสติรู้ตัวก็ยิ่งสั้นลงเรื่อยๆบางคราวลืมตาขึ้น นอกหน้าต่างเป็นเวลากลางวัน ทว่าพอลืมตาขึ้นอีกครั้ง ก็กลายเป็นยามดึกสงัดไปเสียแล้วแต่ทุกครั้งที่ตื่นขึ้นมา อูจิ่งก็อยู่ตรงนั้นเสมอบางครั้งก็นั่งอยู่บนเก้าอี้ริมเตียง บางครั้งก็ฟุบหลับอยู่ข้างขอบเตียง หัวคิ้วขมวดมุ่น ปากพึมพำเรียกหาบางสิ่ง“อันอัน...อย่าไป...”เขาซูบผอมลงกว่าเดิมมาก สันกรามคมชัดราวกับถูกแกะสลักด้วยมีด รอยคล้ำใต้ดวงตาแทบจะกลืนเข้าไปในเบ้าตามีขุนนางมาขอเข้าเฝ้าที่นอกตำหนัก พร้อมน้ำเสียงร้อนรน“ฝ่าบาท มีรายงานด่วนจากชายแดน เป่ยตี๋ยกทัพรุกรานเขตแดนแล้ว ขอฝ่าบาททรงมีพระราชวินิจฉัยด้วยพ่ะย่ะค่ะ!”“ไปหาอัครเสนาบดี” อูจิ่งไม่แม้แต่จะเงยหน้า“แต่ฝ่าบาทไม่ได้เสด็จออกว่าราชการมาเจ็ดวันแล้วนะพ่ะย่ะค่ะ…”“ไสหัวไป”เสียงฝีเท้าล่าถอยออกไปอย่างเร่งรี

  • ชั่วชีวิตนี้ ข้าไม่ให้อภัย   บทที่ 16

    อูจิ่งสั่งให้คนจัดแต่งตำหนักบรรทมให้กลับกลายเป็นเหมือนในอดีตบนชั้นหนังสือวางกวีนิพนธ์ที่ข้าชอบอ่านในวัยเยาว์ บนขอบหน้าต่างวางกระถางกล้วยไม้ที่ข้าเคยเลี้ยงไว้ แม้แต่กำยานก็ยังเปลี่ยนเป็นกลิ่นแบบเดียวกับในตำหนักองค์หญิงตามความทรงจำเขาพยายามฟื้นฟูโลกใบหนึ่งที่ไม่มีอยู่อีกต่อไปแล้วทว่าข้าที่นั่งอยู่ริมหน้าต่าง ปล่อยให้แสงแดดทาบทับลงบนร่าง กลับสัมผัสมิได้ถึงความอบอุ่นใดเลย“อันอัน หิวหรือไม่?”อูจิ่งประคองขนมกุ้ยฮวาจานหนึ่งเดินเข้ามา วางลงใกล้มือข้าอย่างระมัดระวังขนมทำออกมาอย่างประณีต ทั้งรูปร่างและสีสันล้วนเหมือนกับในความทรงจำไม่ผิดเพี้ยนข้าหยิบขึ้นมาหนึ่งชิ้น กัดไปหนึ่งคำรสหวานแผ่ซ่านที่ปลายลิ้น ทว่าข้าเคี้ยวอยู่นาน สุดท้ายก็วางมันลง“มิใช่รสชาตินี้”มือของอูจิ่งชะงักค้างอยู่กลางอากาศ“ขนมกุ้ยฮวาที่เสด็จแม่ทำ จะใส่เกลือลงไปเล็กน้อย” ข้ามองกิ่งก้านที่แห้งโกร๋นนอกหน้าต่าง “เสด็จแม่บอกว่าหวานปนเค็มเล็กน้อย ถึงจะไม่เลี่ยน”“ข้าไม่มีวันได้กินมันอีกแล้ว”ภายในตำหนักเงียบสงบจนได้ยินเสียงลมพัดผ่านลูกกรงหน้าต่างอูจิ่งไม่ได้เอ่ยสิ่งใด เพียงยกจานออกไปอย่างเงียบๆหลายวันมานี้ เข

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status