All Chapters of ชั่วชีวิตนี้ ข้าไม่ให้อภัย: Chapter 1 - Chapter 10

21 Chapters

บทที่ 1

ในงานเลี้ยงวันประสูติของฮองเฮา อูจิ่งยอมทำลายกฎปล่อยข้าออกจากตำหนักเย็นข้าเบ้าตาแดงก่ำมองสตรีบนแท่นสูง นางสวมมงกุฎหงส์ประดับปีกหลากสี อันเป็นของต่างหน้าจากเสด็จแม่“ทาสต้องอาญาช่างบังอาจนัก! พบฝ่าบาทกับพระนางแล้วยังไม่รีบคุกเข่าถวายบังคมอีก!”มีคนเตะข้าอย่างแรงจนเข่ากระแทกพื้น หน้าผากแนบติดพื้น ข้าทำความเคารพลงไปอย่างไร้ความรู้สึกอูจิ่งไม่ยอมให้ข้าลุกขึ้น เขาถามด้วยสีหน้าเรียบเฉยว่า “ฉินซู เจ้ามาสายไปชั่วครู่ใหญ่ จงใจลบหลู่หว่านเอ๋อร์ใช่หรือไม่?”“บ่าวสมควรตาย”ข้าโขกศีรษะลงไปอีกหนึ่งครั้งไม่ได้แก้ตัวว่าขาของตนไม่สะดวก การเดินจากตำหนักเย็นมายังที่นี่ต้องใช้เวลาอย่างน้อยสองชั่วยามใบหน้าของอูจิ่งฉายแววเย้ยหยัน “เดี๋ยวนี้เจ้าว่านอนสอนง่ายขึ้นไม่น้อยเลยนี่”เพราะจุดจบของการไม่เชื่อฟังคราวก่อน คือการถูกเขาจับขังกรงสัตว์ กรีดเลือดออกครึ่งร่างเพื่อให้เดรัจฉานเหล่านั้นดับกระหายยามที่ข้าใกล้ตาย เขากลับสั่งคนไปตามหาสมบัติล้ำค่ามายื้อชีวิตข้าเอาไว้ได้อย่างหวุดหวิด“น้องหญิงรีบลุกขึ้นเถิด อย่างไรเสียก็เคยเป็นถึงองค์หญิงผู้สูงศักดิ์ เหตุใดถึงได้ทำราวกับตนเป็นบ่าวรับใช้ต่ำต้อยไปเสียแ
Read more

บทที่ 2

วันรุ่งขึ้นเมื่อตื่นมา แผลพุพองบนร่างกายข้าก็ถูกจัดการเรียบร้อยแล้วข้าตระหนักได้อย่างเลื่อนลอยว่า ที่นี่ไม่ใช่ตำหนักเย็น แต่เป็นตำหนักบรรทมของจักรพรรดินึกย้อนไปถึงตอนที่เสด็จพ่อยังทรงมีพระชนม์ชีพ พระองค์มักจะทรงอุ้มข้ากับเสด็จพี่รัชทายาทมาอ่านตำราและคัดตัวอักษร ณ ที่แห่งนี้เสด็จแม่จะทรงยกขนมกุ้ยฮวาที่ทำด้วยพระองค์เองมาให้ทว่าข้ากลับจำรสชาติของมันไม่ได้เสียแล้วว่าเป็นเช่นไร“เจ้าตื่นแล้ว”อูจิ่งเดินเข้ามาด้วยใบหน้าไร้ความรู้สึก บีบคางของข้า แล้วกรอกยาบำรุงเลือดชามหนึ่งที่ขมขื่นถึงขีดสุดลงมาในปากของข้าเรี่ยวแรงของเขามากเสียจนข้าสำลักจนขอบตารื้นแดง“ฉินซู อย่าใช้สายตาน่าเวทนาเช่นนี้มาจ้องมองข้า”อูจิ่งหัวเราะเยาะออกมาคราหนึ่ง “ต่อให้มือของเจ้าสะอาดสะอ้าน มิได้แปดเปื้อนเลือดเนื้อของคนในเผ่าข้า แต่ขอแค่เจ้าเกิดในราชวงศ์ เจ้าก็ไม่มีทางบริสุทธิ์อยู่ดี”ในวันที่แคว้นล่มสลาย เขากวาดล้างสังหารสายเลือดราชวงศ์แคว้นฉินเดิมจนหมดสิ้นแม้กระทั่งทารกในครรภ์ของข้าที่ก่อตัวเป็นรูปร่างแล้ว ซึ่งเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขแท้ๆ ของเขา เขาก็ไม่ละเว้นมีเพียงข้าคนเดียวที่ถูกเก็บเอาไว้ข้าไม่เข้าใจเ
Read more

บทที่ 3

ข้าคว้าจับมือของเขาไว้แน่นไม่ยอมปล่อย พร้อมดวงตาแดงก่ำ “ขอร้องล่ะ ข้าขอร้องท่าน อูจิ่ง...”“อย่าทำเช่นนั้นเลย ท่านทำแบบนั้นมิได้”นั่นคือจุดเปราะบางสุดท้ายของข้าแล้วทั้งเสด็จพ่อ เสด็จแม่ และเสด็จพี่ พระศพของพวกเขาล้วนถูกเขานำมาใช้ทรมานข้าซ้ำแล้วซ้ำเล่าข้าคิดว่าตนเองเจ็บจนชาด้านไปหมดแล้ว ทว่าเพียงแค่นึกถึงหลุมศพเล็กๆ ที่ภูเขาด้านหลัง นึกถึงเด็กน้อยที่ยังไม่ทันได้ลืมตาขึ้นมาดูโลกใบนี้กลับจะต้องถูกบิดาบังเกิดเกล้าขุดขึ้นมาหยามเหยียด ข้าก็ยังคงหวาดกลัวอยู่ดีทั่วร่างของข้าสั่นสะท้าน แม้แต่เสียงพูดก็ยังแตกพร่าไปหมด“อูจิ่ง ท่านเกลียดข้า ก็มาลงที่ข้าสิ”“เขายังตัวเล็กเพียงนั้น แม้แต่ชื่อก็ยังไม่ทันได้ตั้งให้เลย”จำไม่ได้แล้วว่า ข้าไม่ได้เรียกชื่อเขาตรงๆ เช่นนี้มานานเท่าใดแล้วอูจิ่งหลุบตาลง ภายในแววตาเต็มไปด้วยห้วงอารมณ์ที่ไหววูบซับซ้อนข้าอ่านแววตาคู่นั้นไม่ออก คิดเพียงว่าเขากำลังลังเล จึงโขกศีรษะอ้อนวอนต่อไปไม่หยุดปัง! ปัง! ปัง!จนกระทั่งพื้นดินอาบย้อมไปด้วยสีแดงฉาน แดงสดใสยิ่งกว่าดอกท้อเสียอีกเลือดไหลทะลักออกจากจมูก ไอสำลักเลือดสดๆ ออกมา กระทั่งดวงตายังหลั่งน้ำตาเป็นสาย
Read more

บทที่ 4

ประตูตำหนักถูกผลักเปิดออกกะทันหันบุรุษผู้หนึ่งก้าวเดินออกมา ทอดสายตามองลงมายังข้าจากเบื้องสูง“ให้เจ้ามาคอยปรนนิบัติหว่านเอ๋อร์ เจ้ากลับแอบอู้ทำตัวเกียจคร้านถึงเพียงนี้เชียวหรือ?”เมื่อครู่มีคนมารายงานว่าอูจิ่งน่าจะไปสะสางราชกิจ จึงสั่งให้ข้ารีบไสหัวไปปรนนิบัติฮองเฮาชำระล้างพระวรกายและเปลี่ยนฉลองพระองค์ยามที่ข้ายกอ่างน้ำเข้าไป เสิ่นหว่านเอ๋อร์มีใบหน้าแดงเรื่อ เปล่งปลั่งมีเลือดฝาดอ่างน้ำร้อนหนักอึ้งนัก ร่องรอยแผลเป็นเก่าจากสร้อยข้อมือเขี้ยวหมาป่าบนข้อมือยังคงชัดเจน ฝ่ามือของข้าลื่นไถลไปหลายคราทว่าเสิ่นหว่านเอ๋อร์กลับจงใจก้าวเท้ามาขวางหน้าข้าไว้ พลางแย้มยิ้มเอ่ยว่า “น้องหญิงระมัดระวังหน่อยนะ ยามนี้ข้าตั้งครรภ์สายเลือดของฝ่าบาทอยู่ หากเกิดหกล้มหรือโดนน้ำร้อนลวกขึ้นมา เจ้าชดใช้ไม่ไหวหรอกนะ”ข้าประคองอ่างไม้ไว้มั่น น้ำร้อนจัดกระเด็นโดนหลังมือ ลวกจนขึ้นรอยแดงเป็นแถบ“น่าสมเพชเสียจริง เมื่อก่อนนิ้วไม่เคยต้องแตะต้องงานหยาบ บัดนี้แม้แต่อ่างน้ำก็ยังประคองให้ดีไม่ได้”แววตาที่นางมองมาในยามลับตาคน คือการยั่วยุอย่างเปิดเผยที่ถอดความเสแสร้งออกจนหมดสิ้นเมื่อสบตากันแล้ว ข้าก็ขยับปากพูดโ
Read more

บทที่ 5

อูจิ่งหัวคิ้วขมวดเข้าหากัน แล้วสะบัดข้าทิ้งอย่างแรง“ความตายมันง่ายดายเกินไปสำหรับเจ้า ฉินซู เราอยากให้เจ้ามีชีวิตอยู่ เพื่อทนทุกข์ทรมานไปชั่วชีวิต!”เขานำยาที่ต้มเสร็จแล้วมาอีกครั้ง กลิ่นทั้งขมทั้งเหม็นคาวหลายปีมานี้ ข้าจดจำไม่ได้แล้วว่าดื่มมันลงไปกี่ชามเขากลัวว่าข้าจะเสียเลือดมากจนตายไปจริงๆ และก็ไม่อยากให้ข้าอยู่อย่างสุขสบายข้าประคองชามยาไว้ แล้วดื่มรวดเดียวจนหมดต่อหน้าเขาอย่างรู้หน้าที่แววตาของอูจิ่งลึกล้ำยากจะคาดเดาเมื่อก่อนข้าเกลียดความขมที่สุด ยามที่เขายกยาชามนี้มาให้เป็นครั้งแรก ข้าปัดมันคว่ำไม่ยอมดื่ม ดื้อดึงยิ่งนักจนกระทั่งทุกครั้งหลังจากนั้น ล้วนเป็นอูจิ่งที่บีบปากข้าแล้วบังคับกรอกมันลงไป“ฉินซู ขอเพียงเจ้าเชื่อฟังเช่นนี้ตลอดไป ข้าอาจจะพิจารณา...”อูจิ่งชะงักไปครู่หนึ่ง เบือนหน้าไปทางอื่น“ฝืนใจตั้งป้ายหลุมศพให้เด็กคนนั้นสักป้ายหนึ่ง”ขนตาของข้าสั่นไหวเล็กน้อย นั่นก็เป็นบุตรของเขาเหมือนกันแท้ๆทว่าแม้แต่การตั้งป้ายหลุมศพ ก็ยังกลายเป็นเรื่องฝืนใจเสียแล้ว“วันนี้เจ้าจงคุกเข่าสำนึกผิดอยู่กลางลานเรือนเถิด ถือเป็นการลงโทษที่เจ้าทำให้หว่านเอ๋อร์ตกใจกลัวจนกระทบก
Read more

บทที่ 6

ข้างหูคล้ายมีผู้ใดเรียกขานชื่อเล่นของข้าอยู่ไม่ขาด น้ำเสียงทุ้มต่ำและเปี่ยมด้วยความอดกลั้นข้าไม่ได้ยินคำเรียกขานนี้มาเนิ่นนานเหลือเกินแล้วท่ามกลางความเลือนราง ข้ามองเห็นฉลองพระองค์ชุดมังกรสีดำ ข้าคว้าแขนเสื้อของเขาเอาไว้ บนมือเต็มไปด้วยเลือด ร่ำไห้พลางเอ่ยเรียก “เสด็จพ่อ…”ข้าคล้ายกับได้ย้อนกลับไปเมื่อหลายปีก่อนจริงๆเสด็จพ่อประทับอยู่ในห้องทรงพระอักษร ทรงพระสรวลพลางอุ้มข้าขึ้นนั่งบนตัก เสด็จพี่รัชทายาทที่อยู่ด้านข้างก็จงใจท่องตำราผิด หยอกล้อข้าจนหัวเราะตัวงอเสด็จแม่ยกขนมกุ้ยฮวาเดินเข้ามา เอ่ยตำหนิพวกเขาทั้งสองคนอย่างไม่จริงจังว่าช่างไม่สำรวมเอาเสียเลยยามนั้นเมืองฉางอันยังคงคึกคัก นอกกำแพงวังมีพ่อค้าขายน้ำตาลปั้น ปุยหลิวริมคูเมืองปลิวว่อนไปทั่วท้องฟ้ายามฤดูใบไม้ผลิมาเยือนข้าเองก็เคยมีครอบครัวที่แสนดีถึงเพียงนั้นทว่าต่อมา ทุกสิ่งล้วนถูกเหยียบย่ำแหลกสลายอยู่ใต้เกือกม้าเหล็กของอูจิ่งเสียงนั้นหยุดลงแล้วเมื่อข้าฟื้นคืนสติและรับรู้ความรู้สึกได้อีกครั้ง ภายในปากก็คือรสชาติขมฝาดที่คุ้นเคยข้าลืมตาขึ้น เห็นใบหน้าของอูจิ่งอยู่ใกล้ชิดยิ่งนัก เขากำลังใช้ปากป้อนยาให้ข้าด้วยตนเอง
Read more

บทที่ 7

อูจิ่งยืนเหม่อลอยอยู่ที่ตรงนั้นด้วยความสับสน ทั้งยังทำอะไรไม่ถูกอยู่บ้างเขาคิดจะปลอบใจตนเองว่าข้าเพียงแค่หลับไป แต่เลือดมากมายขนาดนั้น เขาไม่อาจหลอกตัวเองได้อีกในที่สุดเขาก็ได้สติขึ้นมา คำรามต่ำด้วยเสียงแหบพร่า“ใครก็ได้ ตามหมอหลวงที!!”นี่เป็นครั้งแรกในรอบหลายปี ที่ยามข้าบาดเจ็บ เขากลับเรียกหมอหลวงมาตรวจรักษาให้ด้วยตนเองไม่ใช่การมอบยาต้มส่งเดชสักชามเพื่อปัดให้พ้นๆ ไปจะว่าไปแล้ว สรรพคุณของตัวยาเหล่านั้นก็ดีเยี่ยมอย่างแท้จริงทุกครั้งเขาสามารถดึงข้ากลับมาจากขอบเหวแห่งความตายได้ ทั้งบาดแผลยังสมานตัวอย่างรวดเร็วอีกด้วยน่าเสียดาย สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นเพียงเปลือกนอกเมื่อหมอหลวงตรวจชีพจรให้ข้าเสร็จ ก็รีบคุกเข่าลงบนพื้นเพื่อขอรับโทษทันที“ทูลฝ่าบาท นี่…ร่างกายขององค์หญิงราชวงศ์ก่อน เลือดลมพร่องทรุดโทรมมานานแล้ว กระหม่อมเองก็จนปัญญาจะเยียวยาแล้วพ่ะย่ะค่ะ”อูจิ่งโกรธเกรี้ยว “เหลวไหลทั้งเพ!”“ตลอดหลายปีมานี้ เราให้นางกินของบำรุงล้ำค่าไปตั้งมากมาย ทั้งโสม ดีงู แม้กระทั่งเห็ดหลินจือร้อยปีก็ยังมอบให้จนหมดสิ้น เหตุใดร่างกายของนางถึงยังเลือดลมพร่องไปได้?”“พวกเจ้าสมรู้ร่วมคิดกันมาหล
Read more

บทที่ 8

หมอผีพยักหน้า“ต้องตายแน่ แต่ไม่เร็วขนาดนั้นหรอก”“อย่างน้อยก็สิบปี อย่างมากก็ยี่สิบสามสิบปี อันที่จริงอายุขัยค่อนข้างยืนยาวเลยทีเดียว เพียงแค่อาจจะเจ็บปวดอยู่บ้าง”ข้าไม่ลังเลอีกต่อไป คว้าถุงมาได้ก็หลับตากลืนมันลงท้องไปจนหมดสิ้นจากนั้นจึงแสร้งทำเป็นผ่อนคลายแล้วเอ่ยว่า “อันที่จริงข้ามีร่างกายอมโรคมาแต่กำเนิด เดิมทีก็มีท่านหมอเคยทำนายไว้ว่าอายุขัยจะสั้นกว่าคนทั่วไปอยู่บ้าง เมื่อมองดูแล้ว ก็ไม่ต่างกันนักหรอก”หนอนกู่เหล่านั้นเข้าไปในร่างกายของข้า กินเลือดเนื้อของข้าเป็นอาหาร และขยายพันธุ์มาจนถึงทุกวันนี้จำได้ว่าก่อนจากไป หมอผีมองข้าเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะถอนหายใจแล้วเอ่ยว่า คนโง่เอ๋ยข้าคิดว่า ตัวเองคงเป็นคนโง่จริงๆต่อมาภายหลัง อูจิ่งก็เปลี่ยนท่าทีที่มีต่อข้ากะทันหัน เผยความเย็นชาและห่างเหินออกมาจากก้นบึ้งข้ารู้ว่านั่นเป็นเพราะแคว้นฉินกับซีโจวกำลังทำสงครามกันอูจิ่งในฐานะตัวประกัน ถูกทิ้งให้อยู่ในดินแดนของศัตรู คอยฟังข่าวร้ายของคนในเผ่าตนที่ส่งมาจากแดนไกลครั้งแล้วครั้งเล่าเขาจะไม่ขุ่นเคือง ไม่เกลียดชังได้อย่างไรผลลัพธ์สุดท้ายคือ ซีโจวพ่ายแพ้ ต้องยกดินแดนและเสบียงอย่างวั
Read more

บทที่ 9

ข้างหูช่างหนวกหูเสียจริงข้ารู้สึกว่าเปลือกตาหนักอึ้งนับพันชั่ง ลืมไม่ขึ้น ทั้งยังไม่อยากจะลืมตาขึ้นมาเหตุใดจึงไม่ยอมให้ข้านอน?ข้าเหนื่อยเหลือเกิน เหนื่อยมากจริงๆ...“ฝ่าบาท ทาสต้องอาญาผู้นี้ตายก็ตายไปสิ ไฉนท่านต้องทรงทำเรื่องให้เอิกเกริกวุ่นวายถึงเพียงนี้ด้วยเพคะ?”นางกำนัลคนสนิทข้างกายเสิ่นหว่านเอ๋อร์ทนดูไม่ไหว“ท่านก็น่าจะทรงทราบดีว่าสตรีมีครรภ์ทนเห็นภาพนองเลือดแม้แต่น้อยไม่ได้ ฮองเฮาถูกภาพตรงหน้านี้ทำให้ตกพระทัยจนครรภ์เริ่มไม่มั่นคงแล้ว ยามนี้เป็นช่วงเวลาที่ข้างกายต้องการคนคอยอยู่เป็นเพื่อนมากที่สุด แต่กลับไม่มีแม้แต่หมอหลวงมาคอยตรวจชีพจรเลยสักคนนะเพคะฝ่าบาท!”สติที่ล่องลอยเลือนรางถูกกระชากกลับมาอย่างแรงข้านึกออกแล้วว่าเวลานี้คือปีใด และนึกออกแล้วว่าตนเองอยู่ที่ไหนแคว้นฉินล่มสลายแล้ว เปลี่ยนชื่อแคว้นเป็นอูฮองเฮาของอูจิ่งคือเสิ่นหว่านเอ๋อร์ที่แท้ ไม่ว่าข้าจะแต่งงานหรือไม่ ผลลัพธ์ก็ล้วนเหมือนกันหลังจากกวาดล้างวังหลวงจนนองเลือด ผู้ใต้บังคับบัญชาของเขาก็เอ่ยถามขึ้นว่า “องค์หญิงอันหนิงควรจัดการเช่นไร จำเป็นต้องกำจัดเพื่อตัดเสี้ยนหนามในภายภาคหน้าหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?”อูจ
Read more

บทที่ 10

ยามที่หมอผีมาถึง แม้แต่การตรวจชีพจรของข้าก็ไม่ต้องทำด้วยซ้ำเขาเพียงปรายตามองบนเตียงแวบหนึ่ง แล้วเอ่ยขึ้นว่า“นางกลายเป็นเพียงร่างไร้วิญญาณไปเสียแล้ว”สีหน้าของอูจิ่งแข็งค้าง ช่วงเวลาที่ผ่านมานี้เขาใช้เงินทองมากมายเสาะหาหมอชื่อดังทั่วหล้า หมอผีตรงหน้าผู้นี้คือความหวังสุดท้ายของเขาแล้ว“หมายความว่าเช่นไร?”หมอผีอธิบายว่า “หนอนกู่ในร่างของนางกัดกินร่างกายมานานปี อวัยวะภายในล้วนไม่มีส่วนใดรอดพ้น”“อันที่จริงนางไม่จำเป็นต้องทนรับความเจ็บปวดมากมายถึงเพียงนี้ ท่านมักจะป้อนยาบำรุงธาตุหยางให้นางกินอยู่เสมอใช่หรือไม่?”เห็นอูจิ่งกำหมัดแน่น พยักหน้ารับอย่างเงียบงันหมอผีถอนหายใจ กล่าวต่อว่า “แต่หนอนกู่เหล่านี้ ล้วนเป็นสิ่งของธาตุหยินสุดขั้ว”“หยินหนึ่งหยางหนึ่ง ราวกับน้ำแข็งและไฟปะทะกัน ใช้ร่างกายของนางเป็นภาชนะรองรับ พลังสองสายฉีกทึ้งทรมานซึ่งกันและกัน สำหรับนางแล้วย่อมเป็นความทุกข์ทรมานอย่างยิ่ง”อูจิ่งหลุบตาลงรับฟัง คล้ายเหม่อลอยไปเล็กน้อยมิน่าเล่าหลายปีมานี้ ข้าถึงได้มักจะไอเป็นเลือดและเจ็บปวดทรมานตรงหน้าอกอยู่เป็นนิจแต่เขากลับหาว่าข้าแสร้งอ่อนแออยู่หลายต่อหลายครั้ง คิดว่าข้าจง
Read more
PREV
123
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status