LOGINเพื่อยุติไฟสงคราม ข้าจึงทูลขอราชโองการให้ตนเองได้แต่งงานกับอูจิ่งสหายวัยเยาว์แห่งเผ่าสัตว์ป่า ในคืนเข้าหอ ราชันหมาป่าผู้เป็นสวามีพลอดรักกับข้ากลางทุ่งหญ้ากว้าง ผูกพันลึกซึ้งจนแทบไม่อาจแยกจากกัน ข้าเคยหลงคิดว่าอูจิ่งรักข้า ทว่าท้ายที่สุด กลับเป็นเขาเองที่นำทัพสัตว์ป่านับแสนนาย บุกเหยียบย่ำทำลายเมืองฉางอันจนย่อยยับ เขาบีบบังคับให้ข้าเงยหน้าขึ้นมองภาพตรงหน้า เสด็จพ่อถูกฝูงหมาป่ารุมทึ้งกัดกิน ส่วนเสด็จพี่รัชทายาทถูกบั่นคอจนร่างร่วงหล่นจากหลังม้า พวกคนเถื่อนเหล่านั้นยังกระชากมงกุฎหงส์ของเสด็จแม่ ฉีกทำลายชุดคลุมหงส์ และหยามเกียรติพระนางต่อหน้าธารกำนัล จนทั่วทั้งร่างเต็มไปด้วยบาดแผล... อูจิ่งเอ่ยถามพร้อมรอยยิ้ม ทว่าแววตากลับไร้ซึ่งความรู้สึกใด “ฉินซู เจ้าคิดจริงๆ หรือว่าความงามล่มเมืองของตนเองจะสามารถครอบครองหัวใจข้าได้?” “ราชวงศ์ของเจ้าเข่นฆ่าเผ่าพันธุ์ข้าไปตั้งเท่าไหร่ เพียงแค่ส่งตัวเจ้ามา กลับเพ้อฝันว่าจะลบล้างความแค้นลึกล้ำดั่งทะเลเลือดนี้ได้งั้นหรือ!” ในท้ายที่สุด อูจิ่งก็รวบรวมแผ่นดินเป็นปึกแผ่น และมีฮองเฮาที่เขารักใคร่โปรดปราน ส่วนข้ากลับถูกกักขังไว้ในตำหนักเย็น ไร้ซึ่งยศถาบรรดาศักดิ์ใด ทุกครั้งที่ข้าพยายามหาวิธีปลิดชีพตนเอง เขาจะขุดศพจากสุสานหลวงขึ้นมา แล้วบดกระดูกโปรยเถ้าถ่านต่อหน้าข้า “หากข้าไม่อนุญาต เจ้าก็ไม่มีสิทธิ์ตาย!” ข้าไม่ดิ้นรนขัดขืนอีกต่อไป อีกสามวัน คือกำหนดวันที่พิษกู่ในตัวซึ่งข้าเคยกินเพื่อช่วยชีวิตเขาในอดีตจะกำเริบจนถึงแก่ความตาย
View Moreข่าวนี้แพร่สะพัดออกไป ก็สร้างความสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งราชสำนักอูจิ่งไม่เปิดโอกาสให้ผู้ใดได้คัดค้าน ภายในสามวัน ราชโองการถูกร่างขึ้นจนแล้วเสร็จ พร้อมส่งมอบตราประทับหยกสิ่งสุดท้ายที่เขาทำ คือการฝังศพฉินซูอย่างสมเกียรติด้วยพิธีการระดับจักรพรรดินีพระราชทานสมัญญานามว่า อันหนิงฝังลงในตำแหน่งหลักของสุสานหลวง เคียงข้างป้ายหลุมศพเล็กๆ ที่สลักอักษรสองคำว่า “เยี่ยนชิง”แม่ลูกเคียงข้างกัน ได้อยู่พร้อมหน้ากันในที่สุดในวันบรรจุศพ อูจิ่งนำมงกุฎหงส์ที่ทำขึ้นใหม่ใส่ลงในโลงด้วยตนเอง มิใช่ใบที่เสิ่นหว่านเอ๋อร์เคยสวม แต่เป็นสิ่งที่เขาสั่งคนเร่งสร้างขึ้นข้ามคืน ใช้ทองคำแท้และไข่มุกทะเลตะวันออกที่ดีที่สุดยามยังมีชีวิตอยู่ นางไม่เคยสวมชุดฮองเฮา ไม่เคยเข้าพิธีแต่งตั้ง กระทั่งสถานะก็ยังไม่มีหลังจากนางตายไป เขาก็มอบทุกสิ่งที่ควรให้แก่นางจนหมดสิ้นทว่าคนในโลงจะไม่มีวันลืมตาขึ้นมามองอีกต่อไปแล้วอูจิ่งยืนอยู่ข้างโลง ปลายนิ้วลูบผ่านสีทาที่ยังไม่แห้งบนฝาโลงอย่างแผ่วเบา เอ่ยเรียก “อันอัน” ด้วยเสียงแผ่วเบาหนึ่งคำหามีผู้ใดขานรับเขามีเพียงแสงตะเกียงนิรันดร์ที่วูบไหว สาดส่องให้เห็นเขาสวมชุดขาวโพลนทั
ลมหายใจของฉินซูรวยรินลงทุกทีราวกับเปลวเทียนที่จวนจะมอดดับ เพียงลมพัดวูบเดียว ก็จะดับสลายไปตลอดกาลอูจิ่งแนบใบหูเข้าที่ริมฝีปากนาง พยายามอย่างสุดชีวิตเพื่อฟังลมหายใจเฮือกสุดท้ายนั้นแต่กลับไม่ได้ยินสิ่งใดเลยริมฝีปากของนางไม่ขยับไหวอีกต่อไปแล้ว“อันอัน” เขาร้องเรียกนาง น้ำเสียงแหบพร่าจนไม่เป็นคำไร้ซึ่งเสียงตอบรับ“ฉินซู”ไร้เสียงตอบรับ“องค์หญิง...”ก็ยังคงไร้การตอบรับเช่นเดิมเขาร้องเรียกทุกชื่อของนาง ทุกฐานะ ทุกคำเรียกขาน ทว่าทรวงอกของนางไม่กระเพื่อมไหวอีกต่อไปแล้วแต่มุมปากกลับยกโค้งขึ้นเล็กน้อยราวกับในที่สุดนางก็หลุดพ้นจากทัณฑ์ทรมานอันแสนยาวนานแล้วอูจิ่งนั่งตัวแข็งทื่ออยู่ตรงนั้น ตระกองกอดร่างที่ค่อยๆ เย็นเฉียบของนางไว้ ไม่ขยับเขยื้อนอยู่เนิ่นนานนอกตำหนักมีเสียงฝีเท้าใกล้เข้ามา หมอหลวงคุกเข่าลงนอกธรณีประตู เอ่ยด้วยเสียงสั่นเทา “ฝ่าบาท โปรดให้กระหม่อม…”“ไสหัวไป”เพียงคำเดียว แต่น้ำเสียงราวกับถูกกรวดทรายบดขยี้หมอหลวงไม่กล้าก้าวเข้ามาใกล้อีกแม้แต่ครึ่งก้าวการตีกลับของพิษกู่โหมซัดเข้าหาในยามนี้พอดี รุนแรงยิ่งกว่าทุกครั้งที่ผ่านมาถึงร้อยเท่าความเจ็บปวดนั้นระเ
เด็กหนุ่มคุกเข่าอยู่หน้าเตียงข้า หว่างคิ้วและดวงตามีเงาของเสด็จพี่รัชทายาทอยู่เลือนรางคิ้วกระบี่ทรงเดียวกัน สันกรามที่ดื้อรั้นรูปทรงเดียวกันข้ายื่นมือออกไป ลูบไล้ใบหน้าของเขาปลายนิ้วข้าเย็นเฉียบ ทว่าผิวของเขากลับอุ่นร้อนและมีชีวิตชีวาข้ายิ้มออกมาเป็นรอยยิ้มจากใจจริง รอยยิ้มที่ผุดขึ้นมาจากก้นบึ้งของหัวใจ“ช่างเหมือนบิดาของเจ้า”ขอบตาของเด็กหนุ่มแดงก่ำ เขากุมมือที่ผอมแห้งของข้าไว้ พลางน้ำเสียงสั่นเครือ“เสด็จอา ข้ามาช้าไป”“ไม่สายหรอก” ข้าส่ายหน้า “ได้พบเจ้า ก็ไม่ถือว่าสาย”อูจิ่งยืนอยู่ด้านนอกประตู ไม่ได้ก้าวเข้ามาข้ารู้ว่าเขาอยู่ตรงนั้น มองดูภาพนี้ผ่านร่องประตูเงาร่างของเขาถูกแสงเทียนทอดยาว ทาบลงบนพื้น ราวกับดาบเล่มหนึ่งที่เงียบงันเมื่อก่อนเขาไม่ต้องการให้ข้าเอ่ยถึงตระกูลฉินมากที่สุด ทว่าบัดนี้กลับทำได้เพียงมองดูด้วยตาตนเอง ขณะที่สายเลือดที่หลงเหลืออยู่ของตระกูลฉินคุกเข่าอยู่ตรงหน้าข้า และเอ่ยเรียกข้าว่าเสด็จอาเด็กหนุ่มเองก็คงจะรู้สึกถึงคนที่อยู่ด้านนอกประตูเช่นกันเขากุมมือข้าแน่นขึ้นจนข้อนิ้วซีดขาว ราวกับกำลังฝืนสะกดกลั้นความรู้สึกที่อยากจะพุ่งออกไปชักกระบี่
“แซ่ฉินงั้นหรือ?”ข้าลืมตาขึ้น น้ำเสียงแหบพร่าจนแทบไม่เป็นเสียงอูจิ่งนั่งอยู่ริมเตียง กำลังอ่านรายงานทหารฉบับหนึ่ง เมื่อได้ยินเสียงของข้า เขาก็วางกระดาษในมือลงทันที“เจ้าตื่นแล้ว”เขาไม่ได้หลบเลี่ยง หลังจากนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก็เป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นก่อน“เป็นสายเลือดของเสด็จพี่รัชทายาทของเจ้า เมื่อครั้งที่เมืองแตก มีคนลอบส่งตัวบุตรชายที่ยังเยาว์วัยของเขาออกไป”“และรอดชีวิตมาได้”ขอบตาของข้าร้อนผ่าวขึ้นมาทันทีนี่เป็นครั้งแรกในรอบนานแสนนาน ที่ข้าเกิดความรู้สึกปั่นป่วนรุนแรงถึงเพียงนี้เสด็จพี่รัชทายาท...เขายังมีทายาทหลงเหลืออยู่สายเลือดตระกูลฉิน ยังไม่สูญสิ้นข้าพยายามกลั้นน้ำตาไว้อย่างสุดชีวิต แต่มันกลับร่วงหล่นลงมาอย่างเงียบงันอูจิ่งมองหยาดน้ำตาของข้า สีหน้าของเขาซับซ้อนถึงขีดสุดหลายวันมานี้ เขาใช้ทุกวิถีทางเพื่ออยากให้ข้ายิ้ม ให้ข้าร้องไห้ และให้ข้ามีปฏิกิริยาตอบสนองต่อเขาบ้างทว่าข้ากลับเป็นดั่งบึงน้ำนิ่งสนิทมาโดยตลอดแต่ในตอนนี้ เด็กหนุ่มที่ไม่เคยพบหน้ากันมาก่อน กลับทำให้ข้าหลั่งน้ำตาได้อย่างง่ายดาย“เหล่าขุนนางทูลขอทำศึก เรียกร้องให้ออกทัพปราบปราม” อูจิ่งชะงักไปครู





