Short
ชั่วชีวิตนี้ ข้าไม่ให้อภัย

ชั่วชีวิตนี้ ข้าไม่ให้อภัย

By:  อีวังชิงสวี่Completed
Language: Thai
goodnovel4goodnovel
21Chapters
0views
Read
Add to library

Share:  

Report
Overview
Catalog
SCAN CODE TO READ ON APP

เพื่อยุติไฟสงคราม ข้าจึงทูลขอราชโองการให้ตนเองได้แต่งงานกับอูจิ่งสหายวัยเยาว์แห่งเผ่าสัตว์ป่า ในคืนเข้าหอ ราชันหมาป่าผู้เป็นสวามีพลอดรักกับข้ากลางทุ่งหญ้ากว้าง ผูกพันลึกซึ้งจนแทบไม่อาจแยกจากกัน ข้าเคยหลงคิดว่าอูจิ่งรักข้า ทว่าท้ายที่สุด กลับเป็นเขาเองที่นำทัพสัตว์ป่านับแสนนาย บุกเหยียบย่ำทำลายเมืองฉางอันจนย่อยยับ เขาบีบบังคับให้ข้าเงยหน้าขึ้นมองภาพตรงหน้า เสด็จพ่อถูกฝูงหมาป่ารุมทึ้งกัดกิน ส่วนเสด็จพี่รัชทายาทถูกบั่นคอจนร่างร่วงหล่นจากหลังม้า พวกคนเถื่อนเหล่านั้นยังกระชากมงกุฎหงส์ของเสด็จแม่ ฉีกทำลายชุดคลุมหงส์ และหยามเกียรติพระนางต่อหน้าธารกำนัล จนทั่วทั้งร่างเต็มไปด้วยบาดแผล... อูจิ่งเอ่ยถามพร้อมรอยยิ้ม ทว่าแววตากลับไร้ซึ่งความรู้สึกใด “ฉินซู เจ้าคิดจริงๆ หรือว่าความงามล่มเมืองของตนเองจะสามารถครอบครองหัวใจข้าได้?” “ราชวงศ์ของเจ้าเข่นฆ่าเผ่าพันธุ์ข้าไปตั้งเท่าไหร่ เพียงแค่ส่งตัวเจ้ามา กลับเพ้อฝันว่าจะลบล้างความแค้นลึกล้ำดั่งทะเลเลือดนี้ได้งั้นหรือ!” ในท้ายที่สุด อูจิ่งก็รวบรวมแผ่นดินเป็นปึกแผ่น และมีฮองเฮาที่เขารักใคร่โปรดปราน ส่วนข้ากลับถูกกักขังไว้ในตำหนักเย็น ไร้ซึ่งยศถาบรรดาศักดิ์ใด ทุกครั้งที่ข้าพยายามหาวิธีปลิดชีพตนเอง เขาจะขุดศพจากสุสานหลวงขึ้นมา แล้วบดกระดูกโปรยเถ้าถ่านต่อหน้าข้า “หากข้าไม่อนุญาต เจ้าก็ไม่มีสิทธิ์ตาย!” ข้าไม่ดิ้นรนขัดขืนอีกต่อไป อีกสามวัน คือกำหนดวันที่พิษกู่ในตัวซึ่งข้าเคยกินเพื่อช่วยชีวิตเขาในอดีตจะกำเริบจนถึงแก่ความตาย

View More

Chapter 1

บทที่ 1

ในงานเลี้ยงวันประสูติของฮองเฮา อูจิ่งยอมทำลายกฎปล่อยข้าออกจากตำหนักเย็น

ข้าเบ้าตาแดงก่ำมองสตรีบนแท่นสูง นางสวมมงกุฎหงส์ประดับปีกหลากสี อันเป็นของต่างหน้าจากเสด็จแม่

“ทาสต้องอาญาช่างบังอาจนัก! พบฝ่าบาทกับพระนางแล้วยังไม่รีบคุกเข่าถวายบังคมอีก!”

มีคนเตะข้าอย่างแรงจนเข่ากระแทกพื้น หน้าผากแนบติดพื้น ข้าทำความเคารพลงไปอย่างไร้ความรู้สึก

อูจิ่งไม่ยอมให้ข้าลุกขึ้น เขาถามด้วยสีหน้าเรียบเฉยว่า “ฉินซู เจ้ามาสายไปชั่วครู่ใหญ่ จงใจลบหลู่หว่านเอ๋อร์ใช่หรือไม่?”

“บ่าวสมควรตาย”

ข้าโขกศีรษะลงไปอีกหนึ่งครั้ง

ไม่ได้แก้ตัวว่าขาของตนไม่สะดวก การเดินจากตำหนักเย็นมายังที่นี่ต้องใช้เวลาอย่างน้อยสองชั่วยาม

ใบหน้าของอูจิ่งฉายแววเย้ยหยัน “เดี๋ยวนี้เจ้าว่านอนสอนง่ายขึ้นไม่น้อยเลยนี่”

เพราะจุดจบของการไม่เชื่อฟังคราวก่อน คือการถูกเขาจับขังกรงสัตว์ กรีดเลือดออกครึ่งร่างเพื่อให้เดรัจฉานเหล่านั้นดับกระหาย

ยามที่ข้าใกล้ตาย เขากลับสั่งคนไปตามหาสมบัติล้ำค่ามายื้อชีวิตข้าเอาไว้ได้อย่างหวุดหวิด

“น้องหญิงรีบลุกขึ้นเถิด อย่างไรเสียก็เคยเป็นถึงองค์หญิงผู้สูงศักดิ์ เหตุใดถึงได้ทำราวกับตนเป็นบ่าวรับใช้ต่ำต้อยไปเสียแล้วเล่า”

เสิ่นหว่านเอ๋อร์ประคองข้าลุกขึ้นด้วยตนเอง เอ่ยด้วยน้ำเสียงสนิทสนม ทว่ากลับใช้คำพูดกรีดแทงลงตรงจุดที่เจ็บปวดที่สุดในใจข้า

เมื่อสังเกตเห็นสร้อยข้อมือเขี้ยวหมาป่าที่พันอยู่บนข้อมือข้า ดวงตาของนางก็ฉายแววตื่นตะลึง

นางเอ่ยว่านางชอบสิ่งนี้มาก และอยากได้มันมาเป็นของขวัญวันประสูติ

ข้าปรายตามองอูจิ่ง เขากลับไร้ซึ่งปฏิกิริยาใด

นี่คือสิ่งที่อูจิ่งมอบให้ข้าในปีนั้น เป็นของล้ำค่าที่สืบทอดกันมาในชนเผ่าของพวกเขา เขี้ยวหมาป่าทุกซี่บนนั้นล้วนเป็นตัวยาชั้นเลิศ อวลด้วยกลิ่นหอมประหลาดที่คงอยู่ยาวนานไม่จางหาย

การสวมใส่เป็นระยะเวลานานมีสรรพคุณช่วยบรรเทาอาการปวดและยืดอายุขัย

ข้าร่างกายอ่อนแอขี้โรค ตอนที่เขามอบสิ่งนี้ให้ข้า เคยบอกว่าหวังให้ข้าสงบสุขและแข็งแรงไปตลอดชีวิต

“ในเมื่อพระนางโปรดปราน บ่าวมีเหตุผลใดที่จะไม่มอบให้เล่า”

ข้าปลดมันออกจากข้อมือ ส่งมอบให้ถึงมือเสิ่นหว่านเอ๋อร์

เมื่อดึงสายตากลับมา ข้าก็ได้ยินเสียงจอกสุราล้มคว่ำดังแว่วมาจากบนแท่นสูง

เสิ่นหว่านเอ๋อร์พลิกสร้อยข้อมือเขี้ยวหมาป่าเล่น พลางแย้มยิ้มอย่างพึงพอใจ

“จริงสิ ข้าจำได้ว่าน้องหญิงเคยได้รับการขนานนามว่า ‘ร่ายรำหนึ่งคราสะเทือนฉางอัน’ มิสู้ฉวยโอกาสนี้ แสดงให้ทุกคนชมสักชุดเล่า?”

ข้าแบกรับสายตาที่เต็มไปด้วยความมุ่งร้ายและจ้องมองเรื่องสนุกในงานเลี้ยงไว้อย่างไร้ความรู้สึก

มีทั้งขุนพลจากเผ่าสัตว์ป่า

และยังมีพวกคนทรยศที่เมื่อครั้งกระนั้นสมคบคิดกันทั้งภายในภายนอก เปิดประตูเมืองแคว้นฉินออกกว้าง

แต่ข้าไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธ

น้ำแกงร้อนๆ ที่เพิ่งตักขึ้นมาจากหม้อทองแดงถูกสาดใส่ข้า ลวกจนผิวหนังหลุดลอกไปชั้นหนึ่งในพริบตา

“ยืนบื้อทำอันใดอยู่? เศษซากราชวงศ์เก่าคนหนึ่งแท้ๆ ยังกล้าวางมาดยโสเป็นองค์หญิงอยู่อีก ไว้ชีวิตต่ำๆ ของเจ้าได้ก็นับว่าดีถมไปแล้ว อย่ามาทำตัวไม่รู้สำนึก!”

ข้าราวกับไม่รู้สึกถึงความเจ็บปวด เขย่งปลายเท้าขึ้น

เปลี่ยนตนเองให้กลายเป็นนางรำที่คอยสร้างความสำราญให้ผู้คน

วัฒนธรรมทุ่งหญ้าเปิดกว้าง พวกคนเถื่อนเหล่านั้นยังรู้สึกว่าไม่พอ พากันส่งเสียงโห่ร้องบังคับให้ข้าถอดเสื้อตัวนอกออก

แววตาของอูจิ่งเย็นชาและลึกล้ำ ทอดมองมาที่ร่างของข้าจากระยะไกล นั่นคือการยินยอมโดยปริยาย

ข้ากัดริมฝีปาก เริ่มต้นแกะสายคาดเอว

เสื้อผ้าติดแน่นกับเนื้อหนัง ถูกฝืนกระชากดึงออกสดๆ จนเลือดเนื้อเหวอะหวะ

หยาดน้ำตาของข้าร่วงหล่นลงมา

จนกระทั่งงานเลี้ยงเลิกรา อูจิ่งเดินเข้ามาหาข้าโดยมีกลิ่นสุราคละคลุ้งเต็มร่าง ปลายนิ้วเย็นเฉียบไล้เบาๆ บนคราบน้ำตาที่ยังไม่แห้งบนใบหน้า ก่อนจะเช็ดหยาดน้ำตาออกไปหนึ่งหยด

แต่น้ำเสียงกลับไร้เยื่อใยถึงเพียงนั้น “ฉินซู เจ้าจงใจแสร้งทำตัวน่าสงสารต่อหน้าเราหรือ?”

“บ่าว มิกล้า”

ทว่าสิ้นคำพูด โรคเก่าภายในร่างกายก็กำเริบขึ้นมาอีกครั้ง

ข้ากระอักเลือดต่อหน้าเขา ราวกับว่าอวัยวะภายในทั้งร่างกำลังจะถูกไอทะลักออกมาจนหมดสิ้น

อูจิ่งเบี่ยงตัวหลบด้วยความรังเกียจ แววตาเยาะเย้ยเข้มข้นยิ่งกว่าเดิม

“สภาพอมโรคเช่นนี้ของเจ้า ข้าเห็นมาสิบปีแล้ว ไฉนยังเสแสร้งไม่พออีก?”

ข้าเคยคิดว่าเขารังเกียจสตรีจงหยวน รังเกียจความบอบบางและอ่อนแอของข้า

ทว่าหลายปีมานี้ เขากลับดูแลเอาใจใส่เสิ่นหว่านเอ๋อร์ทุกกระเบียดนิ้ว

เสิ่นหว่านเอ๋อร์เพียงขมวดคิ้วเบาๆ หมอหลวงก็ต้องมาคุกเข่ารอรับคำสั่งอยู่หน้าประตูแล้ว

หนอนกู่เหล่านั้นกัดกินข้า ร่างกายสั่นเทา เหงื่อเย็นผุดพรายเต็มหน้าผาก

ก่อนที่ข้าจะหมดสติไป คล้ายกับมองเห็นความตื่นตระหนกวาบผ่านแววตาของอูจิ่ง

เขากัดฟันพูดว่า “ฉินซู ข้าจะไม่ปล่อยให้เจ้าตายไปอย่างง่ายดาย เจ้าต้องมีชีวิตอยู่เพื่อไถ่บาป!”

แต่ว่า ข้าไถ่ไม่หมดแล้ว...

อีกสองวัน ข้าต้องตายอย่างแน่นอน

Expand
Next Chapter
Download

Latest chapter

More Chapters
No Comments
21 Chapters
บทที่ 1
ในงานเลี้ยงวันประสูติของฮองเฮา อูจิ่งยอมทำลายกฎปล่อยข้าออกจากตำหนักเย็นข้าเบ้าตาแดงก่ำมองสตรีบนแท่นสูง นางสวมมงกุฎหงส์ประดับปีกหลากสี อันเป็นของต่างหน้าจากเสด็จแม่“ทาสต้องอาญาช่างบังอาจนัก! พบฝ่าบาทกับพระนางแล้วยังไม่รีบคุกเข่าถวายบังคมอีก!”มีคนเตะข้าอย่างแรงจนเข่ากระแทกพื้น หน้าผากแนบติดพื้น ข้าทำความเคารพลงไปอย่างไร้ความรู้สึกอูจิ่งไม่ยอมให้ข้าลุกขึ้น เขาถามด้วยสีหน้าเรียบเฉยว่า “ฉินซู เจ้ามาสายไปชั่วครู่ใหญ่ จงใจลบหลู่หว่านเอ๋อร์ใช่หรือไม่?”“บ่าวสมควรตาย”ข้าโขกศีรษะลงไปอีกหนึ่งครั้งไม่ได้แก้ตัวว่าขาของตนไม่สะดวก การเดินจากตำหนักเย็นมายังที่นี่ต้องใช้เวลาอย่างน้อยสองชั่วยามใบหน้าของอูจิ่งฉายแววเย้ยหยัน “เดี๋ยวนี้เจ้าว่านอนสอนง่ายขึ้นไม่น้อยเลยนี่”เพราะจุดจบของการไม่เชื่อฟังคราวก่อน คือการถูกเขาจับขังกรงสัตว์ กรีดเลือดออกครึ่งร่างเพื่อให้เดรัจฉานเหล่านั้นดับกระหายยามที่ข้าใกล้ตาย เขากลับสั่งคนไปตามหาสมบัติล้ำค่ามายื้อชีวิตข้าเอาไว้ได้อย่างหวุดหวิด“น้องหญิงรีบลุกขึ้นเถิด อย่างไรเสียก็เคยเป็นถึงองค์หญิงผู้สูงศักดิ์ เหตุใดถึงได้ทำราวกับตนเป็นบ่าวรับใช้ต่ำต้อยไปเสียแ
Read more
บทที่ 2
วันรุ่งขึ้นเมื่อตื่นมา แผลพุพองบนร่างกายข้าก็ถูกจัดการเรียบร้อยแล้วข้าตระหนักได้อย่างเลื่อนลอยว่า ที่นี่ไม่ใช่ตำหนักเย็น แต่เป็นตำหนักบรรทมของจักรพรรดินึกย้อนไปถึงตอนที่เสด็จพ่อยังทรงมีพระชนม์ชีพ พระองค์มักจะทรงอุ้มข้ากับเสด็จพี่รัชทายาทมาอ่านตำราและคัดตัวอักษร ณ ที่แห่งนี้เสด็จแม่จะทรงยกขนมกุ้ยฮวาที่ทำด้วยพระองค์เองมาให้ทว่าข้ากลับจำรสชาติของมันไม่ได้เสียแล้วว่าเป็นเช่นไร“เจ้าตื่นแล้ว”อูจิ่งเดินเข้ามาด้วยใบหน้าไร้ความรู้สึก บีบคางของข้า แล้วกรอกยาบำรุงเลือดชามหนึ่งที่ขมขื่นถึงขีดสุดลงมาในปากของข้าเรี่ยวแรงของเขามากเสียจนข้าสำลักจนขอบตารื้นแดง“ฉินซู อย่าใช้สายตาน่าเวทนาเช่นนี้มาจ้องมองข้า”อูจิ่งหัวเราะเยาะออกมาคราหนึ่ง “ต่อให้มือของเจ้าสะอาดสะอ้าน มิได้แปดเปื้อนเลือดเนื้อของคนในเผ่าข้า แต่ขอแค่เจ้าเกิดในราชวงศ์ เจ้าก็ไม่มีทางบริสุทธิ์อยู่ดี”ในวันที่แคว้นล่มสลาย เขากวาดล้างสังหารสายเลือดราชวงศ์แคว้นฉินเดิมจนหมดสิ้นแม้กระทั่งทารกในครรภ์ของข้าที่ก่อตัวเป็นรูปร่างแล้ว ซึ่งเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขแท้ๆ ของเขา เขาก็ไม่ละเว้นมีเพียงข้าคนเดียวที่ถูกเก็บเอาไว้ข้าไม่เข้าใจเ
Read more
บทที่ 3
ข้าคว้าจับมือของเขาไว้แน่นไม่ยอมปล่อย พร้อมดวงตาแดงก่ำ “ขอร้องล่ะ ข้าขอร้องท่าน อูจิ่ง...”“อย่าทำเช่นนั้นเลย ท่านทำแบบนั้นมิได้”นั่นคือจุดเปราะบางสุดท้ายของข้าแล้วทั้งเสด็จพ่อ เสด็จแม่ และเสด็จพี่ พระศพของพวกเขาล้วนถูกเขานำมาใช้ทรมานข้าซ้ำแล้วซ้ำเล่าข้าคิดว่าตนเองเจ็บจนชาด้านไปหมดแล้ว ทว่าเพียงแค่นึกถึงหลุมศพเล็กๆ ที่ภูเขาด้านหลัง นึกถึงเด็กน้อยที่ยังไม่ทันได้ลืมตาขึ้นมาดูโลกใบนี้กลับจะต้องถูกบิดาบังเกิดเกล้าขุดขึ้นมาหยามเหยียด ข้าก็ยังคงหวาดกลัวอยู่ดีทั่วร่างของข้าสั่นสะท้าน แม้แต่เสียงพูดก็ยังแตกพร่าไปหมด“อูจิ่ง ท่านเกลียดข้า ก็มาลงที่ข้าสิ”“เขายังตัวเล็กเพียงนั้น แม้แต่ชื่อก็ยังไม่ทันได้ตั้งให้เลย”จำไม่ได้แล้วว่า ข้าไม่ได้เรียกชื่อเขาตรงๆ เช่นนี้มานานเท่าใดแล้วอูจิ่งหลุบตาลง ภายในแววตาเต็มไปด้วยห้วงอารมณ์ที่ไหววูบซับซ้อนข้าอ่านแววตาคู่นั้นไม่ออก คิดเพียงว่าเขากำลังลังเล จึงโขกศีรษะอ้อนวอนต่อไปไม่หยุดปัง! ปัง! ปัง!จนกระทั่งพื้นดินอาบย้อมไปด้วยสีแดงฉาน แดงสดใสยิ่งกว่าดอกท้อเสียอีกเลือดไหลทะลักออกจากจมูก ไอสำลักเลือดสดๆ ออกมา กระทั่งดวงตายังหลั่งน้ำตาเป็นสาย
Read more
บทที่ 4
ประตูตำหนักถูกผลักเปิดออกกะทันหันบุรุษผู้หนึ่งก้าวเดินออกมา ทอดสายตามองลงมายังข้าจากเบื้องสูง“ให้เจ้ามาคอยปรนนิบัติหว่านเอ๋อร์ เจ้ากลับแอบอู้ทำตัวเกียจคร้านถึงเพียงนี้เชียวหรือ?”เมื่อครู่มีคนมารายงานว่าอูจิ่งน่าจะไปสะสางราชกิจ จึงสั่งให้ข้ารีบไสหัวไปปรนนิบัติฮองเฮาชำระล้างพระวรกายและเปลี่ยนฉลองพระองค์ยามที่ข้ายกอ่างน้ำเข้าไป เสิ่นหว่านเอ๋อร์มีใบหน้าแดงเรื่อ เปล่งปลั่งมีเลือดฝาดอ่างน้ำร้อนหนักอึ้งนัก ร่องรอยแผลเป็นเก่าจากสร้อยข้อมือเขี้ยวหมาป่าบนข้อมือยังคงชัดเจน ฝ่ามือของข้าลื่นไถลไปหลายคราทว่าเสิ่นหว่านเอ๋อร์กลับจงใจก้าวเท้ามาขวางหน้าข้าไว้ พลางแย้มยิ้มเอ่ยว่า “น้องหญิงระมัดระวังหน่อยนะ ยามนี้ข้าตั้งครรภ์สายเลือดของฝ่าบาทอยู่ หากเกิดหกล้มหรือโดนน้ำร้อนลวกขึ้นมา เจ้าชดใช้ไม่ไหวหรอกนะ”ข้าประคองอ่างไม้ไว้มั่น น้ำร้อนจัดกระเด็นโดนหลังมือ ลวกจนขึ้นรอยแดงเป็นแถบ“น่าสมเพชเสียจริง เมื่อก่อนนิ้วไม่เคยต้องแตะต้องงานหยาบ บัดนี้แม้แต่อ่างน้ำก็ยังประคองให้ดีไม่ได้”แววตาที่นางมองมาในยามลับตาคน คือการยั่วยุอย่างเปิดเผยที่ถอดความเสแสร้งออกจนหมดสิ้นเมื่อสบตากันแล้ว ข้าก็ขยับปากพูดโ
Read more
บทที่ 5
อูจิ่งหัวคิ้วขมวดเข้าหากัน แล้วสะบัดข้าทิ้งอย่างแรง“ความตายมันง่ายดายเกินไปสำหรับเจ้า ฉินซู เราอยากให้เจ้ามีชีวิตอยู่ เพื่อทนทุกข์ทรมานไปชั่วชีวิต!”เขานำยาที่ต้มเสร็จแล้วมาอีกครั้ง กลิ่นทั้งขมทั้งเหม็นคาวหลายปีมานี้ ข้าจดจำไม่ได้แล้วว่าดื่มมันลงไปกี่ชามเขากลัวว่าข้าจะเสียเลือดมากจนตายไปจริงๆ และก็ไม่อยากให้ข้าอยู่อย่างสุขสบายข้าประคองชามยาไว้ แล้วดื่มรวดเดียวจนหมดต่อหน้าเขาอย่างรู้หน้าที่แววตาของอูจิ่งลึกล้ำยากจะคาดเดาเมื่อก่อนข้าเกลียดความขมที่สุด ยามที่เขายกยาชามนี้มาให้เป็นครั้งแรก ข้าปัดมันคว่ำไม่ยอมดื่ม ดื้อดึงยิ่งนักจนกระทั่งทุกครั้งหลังจากนั้น ล้วนเป็นอูจิ่งที่บีบปากข้าแล้วบังคับกรอกมันลงไป“ฉินซู ขอเพียงเจ้าเชื่อฟังเช่นนี้ตลอดไป ข้าอาจจะพิจารณา...”อูจิ่งชะงักไปครู่หนึ่ง เบือนหน้าไปทางอื่น“ฝืนใจตั้งป้ายหลุมศพให้เด็กคนนั้นสักป้ายหนึ่ง”ขนตาของข้าสั่นไหวเล็กน้อย นั่นก็เป็นบุตรของเขาเหมือนกันแท้ๆทว่าแม้แต่การตั้งป้ายหลุมศพ ก็ยังกลายเป็นเรื่องฝืนใจเสียแล้ว“วันนี้เจ้าจงคุกเข่าสำนึกผิดอยู่กลางลานเรือนเถิด ถือเป็นการลงโทษที่เจ้าทำให้หว่านเอ๋อร์ตกใจกลัวจนกระทบก
Read more
บทที่ 6
ข้างหูคล้ายมีผู้ใดเรียกขานชื่อเล่นของข้าอยู่ไม่ขาด น้ำเสียงทุ้มต่ำและเปี่ยมด้วยความอดกลั้นข้าไม่ได้ยินคำเรียกขานนี้มาเนิ่นนานเหลือเกินแล้วท่ามกลางความเลือนราง ข้ามองเห็นฉลองพระองค์ชุดมังกรสีดำ ข้าคว้าแขนเสื้อของเขาเอาไว้ บนมือเต็มไปด้วยเลือด ร่ำไห้พลางเอ่ยเรียก “เสด็จพ่อ…”ข้าคล้ายกับได้ย้อนกลับไปเมื่อหลายปีก่อนจริงๆเสด็จพ่อประทับอยู่ในห้องทรงพระอักษร ทรงพระสรวลพลางอุ้มข้าขึ้นนั่งบนตัก เสด็จพี่รัชทายาทที่อยู่ด้านข้างก็จงใจท่องตำราผิด หยอกล้อข้าจนหัวเราะตัวงอเสด็จแม่ยกขนมกุ้ยฮวาเดินเข้ามา เอ่ยตำหนิพวกเขาทั้งสองคนอย่างไม่จริงจังว่าช่างไม่สำรวมเอาเสียเลยยามนั้นเมืองฉางอันยังคงคึกคัก นอกกำแพงวังมีพ่อค้าขายน้ำตาลปั้น ปุยหลิวริมคูเมืองปลิวว่อนไปทั่วท้องฟ้ายามฤดูใบไม้ผลิมาเยือนข้าเองก็เคยมีครอบครัวที่แสนดีถึงเพียงนั้นทว่าต่อมา ทุกสิ่งล้วนถูกเหยียบย่ำแหลกสลายอยู่ใต้เกือกม้าเหล็กของอูจิ่งเสียงนั้นหยุดลงแล้วเมื่อข้าฟื้นคืนสติและรับรู้ความรู้สึกได้อีกครั้ง ภายในปากก็คือรสชาติขมฝาดที่คุ้นเคยข้าลืมตาขึ้น เห็นใบหน้าของอูจิ่งอยู่ใกล้ชิดยิ่งนัก เขากำลังใช้ปากป้อนยาให้ข้าด้วยตนเอง
Read more
บทที่ 7
อูจิ่งยืนเหม่อลอยอยู่ที่ตรงนั้นด้วยความสับสน ทั้งยังทำอะไรไม่ถูกอยู่บ้างเขาคิดจะปลอบใจตนเองว่าข้าเพียงแค่หลับไป แต่เลือดมากมายขนาดนั้น เขาไม่อาจหลอกตัวเองได้อีกในที่สุดเขาก็ได้สติขึ้นมา คำรามต่ำด้วยเสียงแหบพร่า“ใครก็ได้ ตามหมอหลวงที!!”นี่เป็นครั้งแรกในรอบหลายปี ที่ยามข้าบาดเจ็บ เขากลับเรียกหมอหลวงมาตรวจรักษาให้ด้วยตนเองไม่ใช่การมอบยาต้มส่งเดชสักชามเพื่อปัดให้พ้นๆ ไปจะว่าไปแล้ว สรรพคุณของตัวยาเหล่านั้นก็ดีเยี่ยมอย่างแท้จริงทุกครั้งเขาสามารถดึงข้ากลับมาจากขอบเหวแห่งความตายได้ ทั้งบาดแผลยังสมานตัวอย่างรวดเร็วอีกด้วยน่าเสียดาย สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นเพียงเปลือกนอกเมื่อหมอหลวงตรวจชีพจรให้ข้าเสร็จ ก็รีบคุกเข่าลงบนพื้นเพื่อขอรับโทษทันที“ทูลฝ่าบาท นี่…ร่างกายขององค์หญิงราชวงศ์ก่อน เลือดลมพร่องทรุดโทรมมานานแล้ว กระหม่อมเองก็จนปัญญาจะเยียวยาแล้วพ่ะย่ะค่ะ”อูจิ่งโกรธเกรี้ยว “เหลวไหลทั้งเพ!”“ตลอดหลายปีมานี้ เราให้นางกินของบำรุงล้ำค่าไปตั้งมากมาย ทั้งโสม ดีงู แม้กระทั่งเห็ดหลินจือร้อยปีก็ยังมอบให้จนหมดสิ้น เหตุใดร่างกายของนางถึงยังเลือดลมพร่องไปได้?”“พวกเจ้าสมรู้ร่วมคิดกันมาหล
Read more
บทที่ 8
หมอผีพยักหน้า“ต้องตายแน่ แต่ไม่เร็วขนาดนั้นหรอก”“อย่างน้อยก็สิบปี อย่างมากก็ยี่สิบสามสิบปี อันที่จริงอายุขัยค่อนข้างยืนยาวเลยทีเดียว เพียงแค่อาจจะเจ็บปวดอยู่บ้าง”ข้าไม่ลังเลอีกต่อไป คว้าถุงมาได้ก็หลับตากลืนมันลงท้องไปจนหมดสิ้นจากนั้นจึงแสร้งทำเป็นผ่อนคลายแล้วเอ่ยว่า “อันที่จริงข้ามีร่างกายอมโรคมาแต่กำเนิด เดิมทีก็มีท่านหมอเคยทำนายไว้ว่าอายุขัยจะสั้นกว่าคนทั่วไปอยู่บ้าง เมื่อมองดูแล้ว ก็ไม่ต่างกันนักหรอก”หนอนกู่เหล่านั้นเข้าไปในร่างกายของข้า กินเลือดเนื้อของข้าเป็นอาหาร และขยายพันธุ์มาจนถึงทุกวันนี้จำได้ว่าก่อนจากไป หมอผีมองข้าเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะถอนหายใจแล้วเอ่ยว่า คนโง่เอ๋ยข้าคิดว่า ตัวเองคงเป็นคนโง่จริงๆต่อมาภายหลัง อูจิ่งก็เปลี่ยนท่าทีที่มีต่อข้ากะทันหัน เผยความเย็นชาและห่างเหินออกมาจากก้นบึ้งข้ารู้ว่านั่นเป็นเพราะแคว้นฉินกับซีโจวกำลังทำสงครามกันอูจิ่งในฐานะตัวประกัน ถูกทิ้งให้อยู่ในดินแดนของศัตรู คอยฟังข่าวร้ายของคนในเผ่าตนที่ส่งมาจากแดนไกลครั้งแล้วครั้งเล่าเขาจะไม่ขุ่นเคือง ไม่เกลียดชังได้อย่างไรผลลัพธ์สุดท้ายคือ ซีโจวพ่ายแพ้ ต้องยกดินแดนและเสบียงอย่างวั
Read more
บทที่ 9
ข้างหูช่างหนวกหูเสียจริงข้ารู้สึกว่าเปลือกตาหนักอึ้งนับพันชั่ง ลืมไม่ขึ้น ทั้งยังไม่อยากจะลืมตาขึ้นมาเหตุใดจึงไม่ยอมให้ข้านอน?ข้าเหนื่อยเหลือเกิน เหนื่อยมากจริงๆ...“ฝ่าบาท ทาสต้องอาญาผู้นี้ตายก็ตายไปสิ ไฉนท่านต้องทรงทำเรื่องให้เอิกเกริกวุ่นวายถึงเพียงนี้ด้วยเพคะ?”นางกำนัลคนสนิทข้างกายเสิ่นหว่านเอ๋อร์ทนดูไม่ไหว“ท่านก็น่าจะทรงทราบดีว่าสตรีมีครรภ์ทนเห็นภาพนองเลือดแม้แต่น้อยไม่ได้ ฮองเฮาถูกภาพตรงหน้านี้ทำให้ตกพระทัยจนครรภ์เริ่มไม่มั่นคงแล้ว ยามนี้เป็นช่วงเวลาที่ข้างกายต้องการคนคอยอยู่เป็นเพื่อนมากที่สุด แต่กลับไม่มีแม้แต่หมอหลวงมาคอยตรวจชีพจรเลยสักคนนะเพคะฝ่าบาท!”สติที่ล่องลอยเลือนรางถูกกระชากกลับมาอย่างแรงข้านึกออกแล้วว่าเวลานี้คือปีใด และนึกออกแล้วว่าตนเองอยู่ที่ไหนแคว้นฉินล่มสลายแล้ว เปลี่ยนชื่อแคว้นเป็นอูฮองเฮาของอูจิ่งคือเสิ่นหว่านเอ๋อร์ที่แท้ ไม่ว่าข้าจะแต่งงานหรือไม่ ผลลัพธ์ก็ล้วนเหมือนกันหลังจากกวาดล้างวังหลวงจนนองเลือด ผู้ใต้บังคับบัญชาของเขาก็เอ่ยถามขึ้นว่า “องค์หญิงอันหนิงควรจัดการเช่นไร จำเป็นต้องกำจัดเพื่อตัดเสี้ยนหนามในภายภาคหน้าหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?”อูจ
Read more
บทที่ 10
ยามที่หมอผีมาถึง แม้แต่การตรวจชีพจรของข้าก็ไม่ต้องทำด้วยซ้ำเขาเพียงปรายตามองบนเตียงแวบหนึ่ง แล้วเอ่ยขึ้นว่า“นางกลายเป็นเพียงร่างไร้วิญญาณไปเสียแล้ว”สีหน้าของอูจิ่งแข็งค้าง ช่วงเวลาที่ผ่านมานี้เขาใช้เงินทองมากมายเสาะหาหมอชื่อดังทั่วหล้า หมอผีตรงหน้าผู้นี้คือความหวังสุดท้ายของเขาแล้ว“หมายความว่าเช่นไร?”หมอผีอธิบายว่า “หนอนกู่ในร่างของนางกัดกินร่างกายมานานปี อวัยวะภายในล้วนไม่มีส่วนใดรอดพ้น”“อันที่จริงนางไม่จำเป็นต้องทนรับความเจ็บปวดมากมายถึงเพียงนี้ ท่านมักจะป้อนยาบำรุงธาตุหยางให้นางกินอยู่เสมอใช่หรือไม่?”เห็นอูจิ่งกำหมัดแน่น พยักหน้ารับอย่างเงียบงันหมอผีถอนหายใจ กล่าวต่อว่า “แต่หนอนกู่เหล่านี้ ล้วนเป็นสิ่งของธาตุหยินสุดขั้ว”“หยินหนึ่งหยางหนึ่ง ราวกับน้ำแข็งและไฟปะทะกัน ใช้ร่างกายของนางเป็นภาชนะรองรับ พลังสองสายฉีกทึ้งทรมานซึ่งกันและกัน สำหรับนางแล้วย่อมเป็นความทุกข์ทรมานอย่างยิ่ง”อูจิ่งหลุบตาลงรับฟัง คล้ายเหม่อลอยไปเล็กน้อยมิน่าเล่าหลายปีมานี้ ข้าถึงได้มักจะไอเป็นเลือดและเจ็บปวดทรมานตรงหน้าอกอยู่เป็นนิจแต่เขากลับหาว่าข้าแสร้งอ่อนแออยู่หลายต่อหลายครั้ง คิดว่าข้าจง
Read more
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status