เข้าสู่ระบบตฤณชาเร่งความเร็วรถด้วยหัวใจที่ร้อนรน ความคิดเดียวในตอนนี้คืออยากไปพบหน้าคนรักสาว หญิงสาวที่กำลังจมอยู่กับความเสียใจอย่างหนัก
บทสนทนาที่เพิ่งเกิดขึ้นระหว่างเขากับแฟนสาวเมื่อชั่วโมงก่อน ยังดังก้องอยู่ในหัวของเขาไม่หยุด
ในตอนนั้น ระหว่างรอพิมลดากลับจากซื้ออาหารเช้าที่ตลาดใกล้บ้าน เขาเห็นว่าลูกชายกำลังนั่งเล่นของเล่นอย่างเพลิดเพลิน
จึงผละออกมาโทรศัพท์หาชลิดา เพื่อทักทายยามเช้าและยืนยันเวลานัดพบกันอีกครั้ง
แต่ทันทีที่แฟนสาวรับสาย
สิ่งที่เขาได้ยินกลับไม่ใช่เสียงสดใสอย่างเคย...แต่เป็นเสียงร้องไห้สะอื้น
ราวกับหัวใจของหญิงสาวกำลังแตกสลาย
“พี่ชา…ฮือ…ฮือ…”
“เกิดอะไรขึ้นครับด้า เป็นอะไรไป ไม่สบายหรือมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นหรือเปล่า”
เขารีบถาม น้ำเสียงแฝงความร้อนใจ
“เมื่อกี้…ภรรยาของพี่โทรหาด้า”
ชลิดาสะอื้นไปพูดไป เสียงสั่นเครืออย่างน่าสงสาร
“เธอบอกว่าเธอเป็นภรรยาของพี่…ฮือ…”
หัวใจของตฤณชากระตุกวูบ แต่เขารีบกดอารมณ์นั้นลงทันที
“ใจเย็น ๆ ด้า ค่อย ๆ พูด”
หญิงสาวกลั้นสะอื้น ก่อนจะเล่าออกมาอย่างยากลำบาก
“เขาใช้เบอร์มือถืออีกเบอร์ของพี่ชาโทรมาหาด้า ด้าก็นึกว่าเป็นพี่ชาโทรมา ก็เลยรับสาย แต่กลับกลายเป็นว่าเขาบอกว่าเขาเป็นภรรยาของพี่ชา แล้วก็ด่าว่าด้าเป็นมือที่สาม พูดแรงมาก…ฮือ…”
“ไม่จริงนะด้า” ตฤณชาพูดทันที น้ำเสียงหนักแน่น
“พี่กับเขาแยกทางกันแล้ว ด้าเป็นผู้หญิงคนเดียวที่พี่คบ”
ทั้งที่ในความเป็นจริง เขาเพิ่งขอแยกทางกับพิมลดาเมื่อคืนนี้เอง
“แต่เขาบอกว่าเขาอยู่กับพี่ตลอด ทั้งที่บ้าน ทั้งที่หอพัก อาจารย์หลายคนก็รู้จักเขาดี พี่ชาจะบอกว่าไม่จริงอีกหรือคะ”
ตฤณชาขบกรามแน่น
“เขาต่างหากที่ขอพี่อยู่ต่อ”
เขาโกหกต่ออย่างคล่องปาก
“บอกว่าสงสารลูก ไม่มีที่ไป พี่ก็เลยให้เขาอยู่ต่อชั่วคราว แต่เขากลับมาใส่ร้ายพี่แบบนี้ พี่จะไล่เขาออกไปทันที ไม่ให้อยู่แล้ว เขามีสิทธิ์อะไรโทรมาหาเรื่องกับด้า”
ปลายสายเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนเสียงสะอื้นจะดังขึ้นอีก
“แต่เมื่อคืน…พี่กับเขาเพิ่งฉลองครบรอบแต่งงานห้าปีไม่ใช่เหรอคะ”
หัวใจของชลิดาเต็มไปด้วยความสับสน
“ด้าไม่อยากเป็นมือที่สามของใคร น้องแม็กซ์ก็น่ารัก ด้าไม่อยากทำให้ครอบครัวใครต้องแตกแยก”
ตฤณชาแค่นยิ้มทั้งที่ไม่มีใครเห็น
“ไม่จริงสักหน่อย”
เขาตอบอย่างมั่นใจ
“เมื่อคืนก็แค่กินข้าวกันธรรมดา ไม่ได้ฉลองอะไรกันเลย”
เขากดเสียงให้หนักแน่นยิ่งขึ้น
“ด้าต่างหากคือตัวจริงของพี่ พี่รักด้าคนเดียว”
“ฮือ…ฮือ…” เสียงร้องไห้ยังไม่หยุด
“ไม่ต้องห่วงนะ” ตฤณชาปลอบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“เดี๋ยวเขากลับมา พี่จะไล่เขาออกจากบ้าน ไล่ออกจากหอพัก ไม่ให้มาวุ่นวายกับด้าอีก”
คำพูดนั้นเต็มไปด้วยความเดือดดาล
เขาโกรธที่พิมลดากล้าก่อเรื่องให้เขาลำบาก
ในเมื่อเลิกกันดี ๆ ไม่ได้ ก็อย่าหาว่าเขาใจร้ายก็แล้วกัน
“พี่จะรีบไปหาด้าเดี๋ยวนี้”
เขาพูดต่ออย่างหนักแน่น
“ถ้ามีเบอร์แปลก ๆ โทรเข้ามา ไม่ต้องรับสายนะ พี่จะจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อย ด้าไม่ต้องคิดมาก ตอนนี้เชื่อพี่คนเดียวก็พอ ใครพูดอะไร ไม่ต้องไปฟังทั้งนั้น ทุกอย่างที่พี่บอกด้า เป็นความจริงทั้งหมด”
ตฤณชาพูดจบ ก่อนจะกดวางสาย และนั่งรอพิมลดากลับมาด้วยอารมณ์พลุ่งพล่าน
…
ในบ้านที่ตฤณชาเพิ่งจากไป บรรยากาศเต็มไปด้วยเสียงร้องไห้ของเด็กน้อยและความเศร้าสร้อย
พิมลดารีบเดินไปอุ้มลูกชายตัวน้อยที่กำลังร้องไห้สะอื้น เด็กน้อยร้องเรียกหาพ่อไม่หยุด
ทั้งที่ไม่เข้าใจว่าเหตุใดเสียงตะคอกและความโกรธเมื่อครู่ จึงจบลงด้วยการจากไปอย่างกะทันหัน
“ป๊าไปไหน หม่าม้า…”
“ป๊าจะกลับมาไหม”
น้องแม็กซ์กอดแม่แน่น ร่างเล็กสั่นไหว
เด็กน้อยรับรู้ถึงความตึงเครียดและการโต้เถียงอันดุเดือด แม้จะยังไม่เข้าใจความหมายทั้งหมดก็ตาม
พิมลดากลืนก้อนสะอื้นลงคอ ก่อนจะยิ้มบาง ๆ ทั้งที่หัวใจแทบแตกสลาย
“ป๊ามีธุระด่วน ต้องรีบไปทำงานจ้ะ”
เธอพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนที่สุด
“น้องแม็กซ์ทานโจ๊กกับหม่าม้าก่อนนะคะ เดี๋ยวเรามาเปิดดูการ์ตูนรถไฟโทมัสด้วยกัน วันนี้มีตอนใหม่ด้วยนะ”
คำว่า การ์ตูน ทำให้เด็กน้อยชะงักไปเล็กน้อย
“แม็กซ์จะดูตอนใหม่”
“ได้เลยจ้ะลูก”
พิมลดากระชับอ้อมกอด
“ทานโจ๊กเสร็จแล้ว หม่าม้าจะเปิดให้ดูทันทีเลยครับพ้ม”
หญิงสาวเอ่ยกับลูกด้วยน้ำเสียงที่สดใสมากที่สุดเท่าที่จะทำได้
ไม่นานนัก น้ำตาของเด็กน้อยก็แห้งลง
ความสนใจถูกเบี่ยงไปยังโลกเล็ก ๆ ที่ปลอดภัยกว่าโลกของผู้ใหญ่
หลังจากใช้เวลาช่วงเช้าดูแลลูก กล่อมให้นอนกลางวันจนกระทั่งน้องแม็กซ์หลับสนิท
พิมลดาจึงค่อย ๆ ผละจากที่นอนข้างกายลูก ก่อนจะเดินออกจากห้องนอนอย่างเงียบงัน
มือของเธอสั่นเล็กน้อยขณะหยิบโทรศัพท์ และกดโทรหาพี่ชายทันที
“ว่าไงพิม โทรมาวันอาทิตย์ มีอะไรด่วนหรือเปล่า”
เสียงของพิพัฒน์ดังขึ้นอย่างอ่อนโยน
เพียงได้ยินเสียงนั้น ความเข้มแข็งที่ฝืนประคองไว้ก็แทบพังลง
“พี่ชาขอแยกทางกับพิมแล้วค่ะ”
พิมลดาเอ่ยเสียงสั่น
“เมื่อเช้าเราทะเลาะกัน แล้วเขาก็ไล่พิมออกจากหอพักค่ะ”
ปลายสายเงียบไปชั่วครู่
“มันเลวขนาดนั้นเลยหรือ”
น้ำเสียงของพิพัฒน์เปลี่ยนไปทันที
“ไอ้ชาติชั่ว วันนั้นที่มันเล่นโบว์ลิ่งกับผู้หญิง มันก็เห็นพี่นะ แต่ทำเป็นมองไม่เห็น แล้วรีบพาผู้หญิงออกไป”
เขาสูดลมหายใจแรง
“แล้วตอนนี้พิมอยู่กับน้องแม็กซ์ใช่ไหม”
“ค่ะพี่”
พิมลดาตอบเสียงแผ่ว
“ตอนนี้พิมอยู่ที่บ้านค่ะ พี่ชา…เขาขับรถออกไปหาผู้หญิงคนนั้นหลังจากทะเลาะกัน”
เธอหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงที่แทบกลั้นไม่อยู่
“ตอนนี้พิมไม่มีรถเดินทางกลับหอพักค่ะ เขาขับรถออกไปและทิ้งพิมกับลูกไว้ที่บ้าน พี่พัฒน์มารับพิมกับลูกได้ไหมคะ”
“พิมต้องไปขนของออกจากหอพักด้วยค่ะ ในเมื่อเขาไล่พิมอย่างกับหมูอย่างกับหมา พิมก็ยังมีศักดิ์ศรีพอ ที่จะไม่อยู่ให้เขาเหยียบย่ำอีก”
คำพูดสุดท้ายแผ่วลง น้ำตาไหลออกมาอย่างช้า ๆ หยดลงบนมือของตัวเอง
“ตอนนี้…พิมนึกอะไรไม่ออกเลยค่ะพี่”
ปลายสายเงียบงัน เวลานี้ ความอบอุ่นจากพี่ชายเป็นสิ่งเดียวที่พิมลดาพอจะยึดเกาะไว้ได้ ในวันที่โลกทั้งใบของเธอกำลังถล่มลงมา
“พี่จะรีบไปรับพิมเดี๋ยวนี้เลย น่าจะถึงประมาณชั่วโมงหนึ่ง”
“ขอบคุณมากนะคะ พี่พัฒน์”
พิมลดาตอบเสียงแผ่ว
“น่าจะพอดีกับตอนที่น้องแม็กซ์ตื่นพอดีเลยค่ะ ขอโทษด้วยนะคะ ที่ทำให้พี่ต้องเดือดร้อนไปด้วย”
“ไม่ต้องคิดมากนะพิมพ์”
พิพัฒน์เอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่นแต่เต็มไปด้วยความอ่อนโยน
“พิมพ์ยังมีพี่ ยังมีแพท”
เขาหยุดเล็กน้อย ก่อนจะพูดต่ออย่างชัดเจน
“พวกเราเป็นพี่น้องกัน และจะมีกันและกันอยู่เสมอ”
คำพูดนั้นทำให้หัวใจของพิมลดา ที่แตกร้าวและอ่อนล้า ราวกับได้รับการประคองไว้เป็นครั้งแรก นับตั้งแต่วันที่เธอเริ่มรับรู้ถึงความโหดร้ายของสามี และความจริงเรื่องการนอกใจที่ค่อย ๆ ปรากฏขึ้นในชีวิต
...
ในขณะที่ผู้หญิงคนหนึ่งกำลังถูกสามีทอดทิ้งอย่างไร้เยื่อใย ผู้หญิงอีกคนกลับได้รับการประคบประหงมอย่างอ่อนโยน
ชลิดายอมออกมาพบตฤณชา เมื่อชายหนุ่มมารับเธอที่หน้าบ้าน
โชคดีที่วันนี้ แม่ของเธอและคนในครอบครัวต่างมีธุระออกไปข้างนอก
เธอจึงเดินออกมาหาเขาได้โดยไม่มีใครทันสังเกต ว่านัยน์ตาคู่สวยยังบวมแดงจากการร้องไห้
ตฤณชาประคองเธอขึ้นรถอย่างทะนุถนอม ปิดประตูให้อย่างแผ่วเบา ราวกับกลัวว่าความสะเทือนใด ๆ จะยิ่งซ้ำเติมหัวใจที่บอบช้ำของหญิงสาว
เมื่อเห็นว่าเธอนั่งนิ่ง สีหน้าเศร้าสร้อย
เขาก็เอื้อมมือไปคาดเข็มขัดนิรภัยให้ ก่อนจะลูบผมเธออย่างแผ่วเบาเพื่อปลอบโยน
“เราไปหาที่คุยกันก่อนนะครับ”
เขาพูดด้วยน้ำเสียงนุ่ม
“พี่จะตอบทุกคำถามที่ด้าสงสัย เชื่อพี่นะครับ พี่จะบอกความจริงทุกอย่างที่ด้าต้องการรู้”
ตฤณชาขับรถตรงไปยังโรงแรมแห่งหนึ่งใกล้บ้านของชลิดา
สถานที่ที่เขาเข้าพักเป็นประจำแทบทุกสุดสัปดาห์
“ด้าทานข้าวมาหรือยังครับ”
เขาถามอย่างเอาใจใส่
“เดี๋ยวเราสั่งรูมเซอร์วิสก็ได้นะครับ”
หญิงสาวไม่ตอบ เพียงพยักหน้าเบา ๆ เธอเดินตามเขาเข้าไปในห้องพัก
และทันทีที่ประตูปิดลง ชลิดาก็โถมตัวเข้ากอดเขาแน่น เสียงร้องไห้สะอื้นดังขึ้นอย่างกลั้นไม่อยู่
“ด้าเป็นมือที่สามจริง ๆ หรือคะพี่ชา”
เสียงของเธอสั่นเครือ
“ที่ผู้หญิงคนนั้นพูด…เป็นความจริงหรือคะ”
ตฤณชากอดเธอไว้แน่น มือหนึ่งลูบหลังอย่างปลอบโยน
“ไม่จริงครับด้า”
เขาตอบทันทีด้วยน้ำเสียงมั่นใจ
“เขาต่างหากที่เป็นมือที่สาม”
ชลิดาชะงัก
“พี่อยู่กับเขาทุกวันนี้ ก็เพราะเขาขอร้อง”
ตฤณชาพูดต่อด้วยน้ำเสียงเหมือนคนเสียสละ
“พี่เห็นแก่ที่เขาเป็นแม่ของลูก เลยยอมให้อยู่ต่อ”
“พี่กับเขาตกลงกันแล้วว่าจะต่างคนต่างอยู่”
“ทุกวันนี้พี่ยังต้องให้เงินเขาทุกเดือนด้วยซ้ำ”
เขาผละออกเล็กน้อย มองตาเธออย่างจริงจัง
“ต่อไปนี้พี่สัญญากับด้าว่า เขาจะไม่ได้อยู่ที่หอพักอาจารย์อีกต่อไปแน่นอน”
“พี่จะเลิกติดต่อกับเขาทุกทาง”
น้ำเสียงของเขานุ่มลึก เต็มไปด้วยคำมั่นสัญญาที่ฟังดูจริงใจ
“ขอให้ด้าไว้ใจพี่ได้ ตอนนี้ในใจพี่มีแค่ด้าคนเดียว”
“ด้าเป็นคนที่พี่รักสุดหัวใจ”
เขาก้มลงกระซิบใกล้หูเธอ
“อย่าไปหลงกลผู้หญิงคนนั้นเลยนะครับ เขาคงเห็นว่า ตอนนี้พี่เป็นผู้บริหารของมหาวิทยาลัย ก็เลยคิดอยากจะเกาะหาผลประโยชน์”
“มันจะเป็นไปได้ยังไง ในเมื่อพี่คบกับด้าเพียงคนเดียว”
ชลิดานิ่งฟัง ก่อนจะถามด้วยเสียงแผ่ว
“แล้ว…ทำไมพี่กับเขาถึงเลิกกันล่ะคะ ทั้ง ๆ ที่มีลูกด้วยกันแล้ว”
ตฤณชาถอนหายใจยาว ทำท่าราวกับเจ็บปวดกับอดีต
“เฮ้อ…เรื่องเดียวที่ชีวิตคู่ทนไม่ได้ ก็คือการนอกใจ”
หัวใจของชลิดากระตุกวูบ
“แสดงว่า…เขานอกใจพี่หรือคะ”
“พี่ไม่มีหลักฐานชัดเจนหรอก”
เขาตอบอย่างระมัดระวัง
“แต่พี่รู้ว่าเขาแอบมีอะไรกับเพื่อนที่บริษัท”
“พี่เลยขอเลิก”
“แต่เขาขอร้อง อยากอยู่กับลูกต่อ และบอกว่าไม่มีที่ไป”
“พี่ก็เลยอนุญาตให้อยู่ต่อ”
เขาพูดด้วยน้ำเสียงเรียบ ราวกับตัวเองเป็นเพียงคนใจดีที่เปี่ยมไปด้วยความเมตตาอารีย์
“พี่ขอยืนยันกับด้าอีกครั้งนะครับ”
เขาเน้นเสียง
“ว่าพี่หมดใจกับเขาไปนานแล้ว”
ชลิดารับฟังทุกคำอย่างตั้งใจ หัวใจที่สับสนค่อย ๆ เอนเอียงตามถ้อยคำของเขา
“ด้าคือคนรักของพี่”
ตฤณชาพูดชัดถ้อยชัดคำ
“และพี่ก็คือคนรักของด้า”
“เราคบกันด้วยความรัก”
“เขาต่างหากที่เป็นมือที่สาม ที่พยายามเข้ามาทำลายความสัมพันธ์ของเรา”
น้ำเสียงของเขาเริ่มแฝงความไม่พอใจ
“ขนาดพี่ทำดีกับเขาขนาดนี้ เขายังแว้งกัดพี่ได้เลย”
“เขารู้ว่าพี่กำลังคบกับด้า ก็พยายามสืบหาข้อมูลของด้า เพื่อมาทำลายความสัมพันธ์ของเรา”
“ดูสิ…แค่พี่เผลอวางมือถือไว้ เขายังหาเบอร์ของด้าจนได้”
ตฤณชานิ่งไปครู่หนึ่ง
ก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนแต่แฝงการชี้นำ
“เอาอย่างนี้ดีไหมครับด้า”
“ด้ายกเลิกเบอร์นี้ไปเถอะ”
“พี่ไม่สบายใจเลย ถ้าเขาจะโทรมาหาด้าอีก”
“ไม่รู้ว่าเขาจะใช้เล่ห์เหลี่ยมอะไร มาเล่นงานพี่อีก”
คำพูดนั้นคือการตัดทุกเส้นทางที่พิมลดาอาจเข้าถึงชลิดาได้ และทำให้พิมลดาไม่อาจใช้หมายเลขนี้เป็นหลักฐานยืนยันว่า เขากำลังคบหาผู้หญิงคนอื่นอยู่
ขณะเดียวกัน ชลิดาก็กำลังถูกโอบล้อมด้วยคำโกหกที่ชายหนุ่มปั้นแต่งขึ้นอย่างแนบเนียนจนแทบไม่เหลือช่องโหว่ให้ตั้งคำถาม
และชลิดาเอง ก็เลือกจะเมินเฉยต่อการไตร่ตรองอย่างถ่องแท้ว่า สิ่งที่พิมลดาพยายามบอกเธอนั้นอาจเป็นความจริงทั้งหมด
หญิงสาวพร่ำบอกตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า ในเมื่อตฤณชายืนยันว่า เขาไม่มีใจให้ภรรยาอีกต่อไป และได้แยกทางกันแล้ว
เธอก็เลือกจะเดินหน้าความสัมพันธ์กับชายหนุ่มต่อไป โดยไม่หันกลับมามองความลังเลในใจตัวเอง
ชลิดาหลอกลวงตัวเอง
ว่าเธอไม่ใช่มือที่สามของครอบครัวใคร
ว่าสิ่งที่เธอและชายหนุ่มมีให้กันนั้น คือความรักที่บริสุทธิ์ใจ
ปราศจากการแย่งชิงและการทำร้ายใคร
แม้ลึกลงไปในใจ จะมีเสียงบางอย่างพยายามตั้งคำถาม
เธอก็เลือกจะกลบมันลง เพราะความจริงนั้น เจ็บปวดเกินกว่าที่เธอจะกล้ายอมรับ
…
คืนวันสิ้นปี ขณะที่ตฤณชากำลังนั่งร่วมโต๊ะฉลองอย่างเพลิดเพลินกับคนรักและกลุ่มเพื่อนในร้านอาหารแห่งหนึ่ง เสียงแจ้งเตือนจากโทรศัพท์ก็ดังขึ้น ข้อความจาก “ตู้” เพื่อนสนิทถูกส่งเข้ามา พร้อมภาพข้อมูลบางอย่างเกี่ยวกับน้องแม็กซ์เมื่อเขากดเปิดดู สิ่งที่ปรากฏคือใบรับรองแพทย์จากจิตแพทย์...เอกสารที่พิมลดาเป็นคนพาลูกไปพบเพียงไล่อ่านไม่กี่บรรทัด ความรู้สึกในอกของตฤณชาก็ปะทุขึ้นทันที ความโกรธแล่นพล่านจนแทบอยากขว้างโทรศัพท์ทิ้งไปให้ไกล เขาไม่เคยนึกเลยว่า “อ้อย” น้องสาวที่เขาไว้ใจ ฝากฝังให้ช่วยดูแลลูกในยามที่งานรัดตัว จะทำเรื่องแบบนี้ลงไปได้ตฤณชารู้ดีว่าอ้อยเติบโตมาอย่างน่าสงสาร สมัยเรียนมัธยม พ่อของพวกเขามัวแต่สร้างปัญหาเรื่องชู้สาวจนแม่ต้องคอยตามจัดการไม่รู้จบ ขณะที่แม่เองก็ต้องทำงานหาเงินเลี้ยงลูกไปด้วย ชีวิตครอบครัวจึงเต็มไปด้วยความวุ่นวายและไม่มีใครมีเวลาดูแลลูกอย่างใกล้ชิดเพราะเหตุนี้ อ้อยจึงพลาดพลั้งตั้งครรภ์ในวัยเรียน ต้องหยุดวุฒิการศึกษาไว้เพียงชั้นมัธยมต้น ทั้งที่กำลังจะจบ ม.6 แล้วด้วยซ้ำหลังจากคลอดลูกได้เพียงสองปี ชีวิตคู่ของเธอก็พังทลาย อดีตสามีหันไปมีผู้หญิงคนใหม่ ทิ้งเธอไว้กับภาระที่
พิมลดาเดินออกจากห้องตรวจจิตแพทย์ หลังจากรับฟังคำอธิบายทั้งหมดจบลง สีหน้าของหญิงสาวเต็มไปด้วยความกังวล ราวกับจะกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่“หม่าม้า แม็กซ์เก่งไหม น้าแพทสอนพับกระดาษ แม็กซ์ทำเป็นรูปหมาได้ด้วย”พิมลดาฝืนปรับสีหน้าให้ยิ้มแย้มสดใส ทว่านัยน์ตากลับไม่ยิ้มตาม“เก่งมากเลยค่ะลูก พวกเราหาหมอเสร็จแล้ว ไปหาของอร่อยกินกันดีไหม”เธอลูบศีรษะเด็กน้อยอย่างอ่อนโยน ก่อนจะหันไปสบตาน้องสาว พยักหน้าเบา ๆ เป็นเชิงให้เดินตามกันไป“น้องแม็กซ์เก่งมากเลยค่ะ แพทสอนครั้งเดียวก็พับตามได้แล้ว หลานน้าอัจฉริยะมาก ๆ”แพทหันไปหาหลานชายตัวน้อย พร้อมยกนิ้วโป้งให้ด้วยรอยยิ้มชื่นชมตลอดทั้งวัน น้องแม็กซ์ได้อยู่กับแม่และน้าอย่างมีความสุข เด็กน้อยวิ่งเล่น หัวเราะ โดยไร้ความกังวลใด ๆอีกเพียงไม่กี่วันก็จะถึงเทศกาลปีใหม่ โรงเรียนปิดยาวให้นักเรียนได้พักผ่อน ประกอบกับพิมลดาได้ลาออกจากงานประจำแล้ว หญิงสาวจึงตั้งใจจะใช้เวลานี้ดูแลลูกน้อยอย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องเร่งรีบเหมือนที่ผ่านมา ขณะเดียวกันก็เริ่มวางแผนต่อยอดงานเสริมให้จริงจังมากขึ้นหลังกล่อมลูกน้อยหลับในช่วงบ่าย พิมลดาออกมานั่งพักนอกห้อง พลางหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาตรวจดูอี
ชลิดาเดินกลับเข้าอพาร์ตเมนต์ด้วยหัวใจที่พองโต พรุ่งนี้ตฤณชาจะเดินทางมาถึง และเธอกับเขาจะได้ใช้ช่วงเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่ร่วมกันเสียทีเกือบห้าเดือนแล้วที่ทั้งสองต้องอยู่กันคนละประเทศ แม้จะพยายามวิดีโอคอลคุยกันแทบทุกวัน แต่ความต่างของเขตเวลาทำให้บทสนทนาแต่ละครั้งสั้นกว่าที่ใจต้องการเมื่อชลิดาต้องเข้าเรียน ตฤณชากำลังจะเข้านอนและเมื่อเขาเริ่มทำงาน เธอก็ต้องปิดไฟพักผ่อนมีเพียงช่วงเวลาสั้น ๆ ราวหกโมงถึงหนึ่งทุ่มตามเวลาในประเทศไทย ที่ตฤณชาพอมีเวลาพูดคุยกับเธอ ก่อนที่ชลิดาจะต้องรีบไปเข้าเรียน และมีบางวันที่ชายหนุ่มติดงานยาวจนพลาดเวลาที่จะพูดคุยกันแม้จะห่างไกลกัน แต่เธอปรับตัวกับชีวิตต่างแดนได้รวดเร็ว ภายในเวลาไม่ถึงเดือนทุกอย่างก็เริ่มเข้าที่เข้าทาง ส่วนหนึ่งเพราะตฤณชาได้จัดการหลายอย่างไว้ให้ล่วงหน้า ตั้งแต่หาคนไปรับที่สนามบิน ติดต่อคนรู้จักมาช่วยเรื่องลงทะเบียนเรียน ไปจนถึงช่วยจัดหาที่พักอย่างเรียบร้อยชีวิตในเมืองใหม่จึงราบรื่นกว่าที่เธอกังวลไว้มากเธอเริ่มมีเพื่อนมากขึ้น ทั้งคนไทยและเพื่อนต่างชาติ เรียนรู้วัฒนธรรมใหม่ ๆ และค่อย ๆ สร้างพื้นที่ของตัวเองในต่างแดนค่ำคืนนั้น ชลิดานั่งมอ
ตฤณชามาถึงร้านอาหารช้ากว่าเวลานัดเกือบหนึ่งชั่วโมง เขาให้เหตุผลว่าการประชุมเลิกสายและการจราจรติดขัดอย่างหนักเพ็ญนภาเพียงยิ้มบาง ๆ รับคำอธิบาย นั่งรออย่างสงบ แม้ในใจจะประเมินทุกท่าทีอย่างรอบคอบ เธอรู้ดีว่าเวลานี้ ลูกสาวของเธอเริ่มเสียเปรียบฝ่ายชายไปแล้ว จึงทำได้เพียงอดทน รอจังหวะที่เกมจะพลิกกลับมาอยู่ในมือบ้างระหว่างรับประทานอาหาร บทสนทนาดำเนินไปอย่างระมัดระวัง คำพูดหลายคำถูกเลือกใช้ด้วยความหมายแฝง ตฤณชารับปากว่า จะดูแลความเป็นอยู่ของชลิดาในต่างแดนอย่างเต็มที่ เขามีรุ่นพี่และคนรู้จักในเมืองที่เธอจะไปศึกษาต่อ และยืนยันว่าจะไปเยี่ยมเธอในช่วงเทศกาลสำคัญเมื่อมีโอกาสเพ็ญนภารับฟังอย่างพอใจ ก่อนจะฝากฝังเรื่องความเป็นอยู่และความปลอดภัยของลูกสาวหลายประเด็นจากนั้น เธอจึงค่อย ๆ เอ่ยข้อเสนอที่เตรียมไว้เพื่อปกป้องชื่อเสียงของชลิดาในช่วงที่ต้องไปต่างประเทศ เธอเห็นว่า การหมั้นหมายกันไว้ก่อนน่าจะช่วยยืนยันสถานะของทั้งสองฝ่าย และเมื่อชลิดาเรียนจบ เธอก็หวังว่าตฤณชาจะจัดการเรื่องแต่งงานให้เรียบร้อยข้อเสนอนั้นทำให้ตฤณชาชะงักไปเล็กน้อยในใจเขาเริ่มลังเล เขาได้สิ่งที่ต้องการจากความสัมพันธ์นี้ไปมากแล้ว
ตฤณชานั่งเอนหลังอยู่ในบาร์ของโรงแรมหรูในประเทศที่เพิ่งเดินทางมาถึงได้ไม่ถึงชั่วโมง แก้วเครื่องดื่มสีอำพันสะท้อนแสงไฟสลัว ๆ บนเคาน์เตอร์ก่อนเครื่องบินออก เขาเห็นรูปแอบถ่ายตัวเองกับชลิดาแล้วเห็นครบ...เห็นชัดและเข้าใจทันทีว่าปัญหากำลังจะลุกลามเขาจึงปิดเครื่องโทรศัพท์ ตัดขาดจากทุกสายเรียกเข้า แม้แต่สายของชลิดาเองไม่ใช่เพราะตกใจ แต่เพราะต้องการเวลาเวลาในการคิดว่าจะปกป้องตัวเองอย่างไรเขาไม่คิดเลยว่า ขนาดพาเธอไปไกลถึงโรงแรมแถบชานเมือง ยังมีคนรู้จักเห็นและตามถ่ายภาพไว้ได้หรือจะเป็นพิมลดา?เขาหรี่ตาเล็กน้อยไม่น่าใช่…ยัยนั่นคงได้แต่เสียใจคร่ำครวญเงียบ ๆ มากกว่าจะวางแผนซับซ้อนแบบนี้ตฤณชายกแก้วขึ้นจิบ ก่อนจะตัดสินใจเปิดเครื่องสัญญาณโทรศัพท์ไหลกลับเข้ามาพร้อมข้อความและสายที่ไม่ได้รับจำนวนมาก เขากดโทรกลับไปยังหมายเลขที่คุ้นเคย คำนวณเวลาแล้วว่าที่ประเทศไทยน่าจะเป็นช่วงเช้าเสียงปลายสายรับอย่างรวดเร็ว“ฮัลโหล…”“พี่ชา…”เสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นดังทะลุสายมาอย่างไม่ทันตั้งตัวตฤณชาปรับน้ำเสียงทันที“ใจเย็น ๆ ครับด้า เกิดอะไรขึ้น พี่โทรมาเพื่อบอกว่าพี่ถึงประเทศ U แล้วนะ”เขาทำราวกับไม่รู้เรื่อ
ชลิดาเดินกลับโต๊ะทำงานด้วยสติที่เหมือนลอยหายไปครึ่งหนึ่งระหว่างทาง สายตาหลายคู่จับจ้องเธอโดยไม่คิดจะปิดบัง บางคนมองราวกับเห็นของแปลก บางคนยิ้มมุมปากอย่างสะใจ ขณะที่อีกกลุ่มยืนกระซิบกระซาบแล้วปรายตามาทางเธอเป็นระยะเสียงหัวเราะเบา ๆ ไล่หลังมาเหมือนเงาเธอเร่งฝีเท้า หัวใจเต้นถี่จนเจ็บหน้าอกทันทีที่ถึงโต๊ะทำงาน ชลิดารีบเก็บเอกสารและของใช้ส่วนตัวใส่กระเป๋าอย่างลุกลี้ลุกลน ตั้งใจจะกลับบ้านไปตั้งหลักก่อน ทุกอย่างมันถาโถมเกินกว่าจะรับมือไหวในตอนนี้เธอส่งข้อความหาตฤณชาไปแล้วหลายครั้งไม่มีการตอบกลับคงกำลังอยู่บนเครื่องบิน“อาจารย์ชลิดาคะ คณบดีขอเชิญพบค่ะ”เสียงตุ๊กดังขึ้นข้างหลัง เธอพยายามโทรหาชลิดาหลายสายแล้ว แต่ชลิดาไม่ได้รับชลิดากลืนน้ำลาย ก่อนพยักหน้าเบา ๆ แล้วเดินตามเลขานุการไปอย่างคนไร้แรงต้านทุกย่างก้าวหนักอึ้งข้อความจากเพื่อนเด้งเข้ามาไม่หยุดในโทรศัพท์ แต่เธอไม่กล้าเปิดอ่าน รู้ดีว่าเนื้อหาคงไม่พ้นเรื่องเดียวกันเมื่อก้าวเข้าสู่ห้องทำงานคณบดี ความเย็นจากเครื่องปรับอากาศทำให้เธอขนลุก ทั้งที่อุณหภูมิไม่ได้ต่างจากทุกวันหรือบางที…สิ่งที่หนาวอาจไม่ใช่อากาศเธอยกมือไหว้ ก่อนจะถูกเชิญ
ตลาดกลางคืนย่านดังของกรุงโตเกียวสว่างไสวไปด้วยแสงไฟและเสียงผู้คน ชลิดาเดินทอดน่องอย่างอารมณ์ดี แขนข้างหนึ่งคล้องอยู่กับแขนของตฤณชาที่ก้าวเคียงข้างเธออย่างใกล้ชิด ราวกับต้องการประกาศความเป็นเจ้าของโดยไม่แยแสสายตาใครด้านหลัง แม่ น้องสาว และญาติของเธอเดินตามมาเป็นกลุ่ม เสียงหัวเราะและบทสนทนาดังแว่วมา
พิมลดาหันกลับไปตามต้นเสียงที่เรียกชื่อของเธอ สายตาพบหญิงสาวคนหนึ่งในชุดเสื้อสีฟ้ากับกระโปรงสีดำเรียบง่าย ผมยาวถูกรวบไว้เรียบร้อย กำลังก้าวเข้ามาหาด้วยสีหน้าดีใจ“พิม จำพี่ได้ไหม พี่ปุ้ยที่อยู่ภาควิชาเดียวกับพี่ชาน่ะ”“สวัสดีค่ะพี่ พิมจำได้ค่ะ สบายดีไหมคะ”“แล้วพิมล่ะ สบายดีไหม ช่วงนี้ไม่ค่อยเห็นหน้
พิมลดาและแพทก้าวเดินออกจากประตูวัดเคียงคู่กัน ใบหน้าของทั้งสองดูอิ่มเอิบซึมซับเอาความสงบเย็นมาไว้ในแววตา พิพัฒน์ที่ยืนรออยู่หน้าประตูสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงนั้นทันที เขาเผยยิ้มกว้างเมื่อเห็นน้องสาวทั้งสองดูผ่อนคลายลงอย่างที่ไม่ได้เห็นมานาน“เป็นยังไงบ้างเรา ยิ้มแป้นเชียวนะ” พิพัฒน์เอ่ยหยอกน้องสาว
กว่าจะกล่อมให้พิมลดาหลับได้ เวลาก็ล่วงเลยเข้าตีหนึ่ง แพทค่อย ๆ ลุกขึ้น เดินออกจากห้อง และปิดประตูลงอย่างแผ่วเบา ราวกับกลัวว่าแม้แต่เสียงลมหายใจจะรบกวนการพักผ่อนอันเปราะบางของพี่สาวหน้าห้อง พิพัฒน์ พี่ชายคนโต ยืนรออยู่ด้วยสีหน้าเคร่งเครียดและเต็มไปด้วยความห่วงใย“พิมเป็นยังไงบ้าง” เขากระซิบถามเสียง







