LOGINน้องแม็กซ์ ลูกชายตัวน้อยของเธอ ตื่นขึ้นในเวลาเจ็ดโมงเช้า ช้ากว่าเวลาปกติที่มักจะตื่นตอนหกโมงราวหนึ่งชั่วโมง
ราวกับเด็กน้อยจะรับรู้ได้ว่า แม่เพิ่งหลับไปเมื่อตอนตีสาม ทำให้พิมลดาได้พักผ่อนนานขึ้นอีกเล็กน้อย
หลังจากพาลูกลงมาชั้นล่าง เธอก็พบว่า ตฤณชากำลังนั่งดูโทรศัพท์มือถืออย่างอารมณ์ดี มืออีกข้างจิบกาแฟสบาย ๆ
เมื่อเขาเห็นเธอและลูกเดินลงมา ก็ลุกขึ้นไปอุ้มลูกชายไปนั่งเล่นด้วย ก่อนจะเอ่ยกับเธอโดยไม่แม้แต่จะหันมามองหน้า
“คุณขับรถออกไปซื้ออาหารเช้าหน่อยสิ เดี๋ยวผมดูลูกให้ กุญแจอยู่บนตู้หน้าประตู”
พิมลดาไม่ตอบอะไร เธอเดินไปหยิบกุญแจรถของเขาจากตู้ตามที่บอก เปิดประตูรั้ว แล้วขับรถออกไปเงียบ ๆ
สุดสัปดาห์นี้ ตฤณชาเลือกขับรถของตัวเองมา
ทั้งที่ตามปกติ เขามักใช้รถของพิมลดาเวลามาบ้านชานเมือง เพื่อประหยัดค่าน้ำมันของเขา
แต่วันนี้ เขามีนัดกับชลิดา สาวคนรัก การใช้รถของตัวเองจึงสะดวกกว่า
เขาวางแผนไว้ว่า หลังจากออกเดตกับหญิงสาวเสร็จ เขาจะกลับมารับพิมลดาและลูกเพื่อเดินทางกลับหอพักของมหาวิทยาลัยในช่วงค่ำ
วันนี้ ตฤณชาอารมณ์ดีเป็นพิเศษ เขาสามารถทำตามแผนที่เขาวางไว้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ พิมลดายอมจำนนในสิ่งที่เขาเอ่ยปาก ต่อให้เธอจะไม่พอใจเพียงใด ก็ไม่มีสิทธิ์เอ่ยปากคัดค้าน
ในสายตาของเขา เธอเป็นเพียงคนที่ต้องทำตาม เป็นฟันเฟืองหนึ่งในชีวิตที่เขาควบคุมได้อย่างเบ็ดเสร็จ
การไม่ได้จดทะเบียนสมรสกับเธอ ยิ่งทำให้เขารู้สึกเหนือกว่า ไร้พันธะ ไร้ความรับผิดชอบ และพร้อมจะทิ้งได้ทุกเมื่อที่ไม่ต้องการ
ตลอดเวลาที่อยู่กินกัน เขากดเธอให้อยู่ใต้อาณัติอย่างแนบเนียน ใช้คำสั่งแทนคำขอ ใช้ความเงียบแทนการอธิบาย และใช้ท่าทีเฉยชาทำให้เธอไม่กล้าต่อรอง
สำหรับเขา ผู้หญิงที่ดีคือผู้หญิงที่ไม่ถาม ไม่เถียง และไม่เรียกร้อง
ความคิดเช่นนี้ เขาซึมซับมาจากพ่อของตัวเองตั้งแต่ยังเด็ก
ภาพของพ่อที่กดข่มแม่ ฝังอยู่ในความทรงจำของเขาเสมอ
แม่ของเขาทำงานแทบตาย หาเงินเลี้ยงลูกถึงห้าคน รวมตัวเขา พี่สาวหนึ่งคน และน้องสาวอีกสามคน
ส่วนพ่อ เป็นเพียงคนลอยตัว มีเงินก็ยื่นให้แม่อย่างเสียไม่ได้ ไม่มีเงินก็มาขอราวกับแม่เป็นลูกหนี้
หากแม่กล้าโต้เถียง พ่อก็จะขึ้นเสียงดัง เงื้อมือทำท่าจะตบ ใช้ความน่ากลัวกดทับ จนแม่ต้องยอมจำนนทุกครั้ง
เขาเคยเห็นพ่อตบตีแม่หลายครั้งและทุกครั้งแม่จำต้องยอมแพ้เพื่อไม่ต้องเจ็บตัว
ตอนเด็ก เขาไม่เข้าใจ ว่าทำไมพ่อต้องทำเช่นนั้น
แต่เมื่อโตขึ้น เขากลับเข้าใจมันอย่างถ่องแท้
การกดข่มผู้หญิง ทำให้ผู้ชายมีอิสระ มีอำนาจ และมีสิทธิ์เลือก...เลือกจะมีผู้หญิงกี่คนก็ได้
โดยยังคงมี “ของตาย” รออยู่ที่บ้าน
เหมือนกับพ่อของเขา ที่มีผู้หญิงไปเรื่อย ๆ
ขณะเดียวกันก็มีแม่ คอยรอ คอยดูแล คอยหาเงิน และคอยเลี้ยงดูลูก ๆ
ในความคิดของตฤณชา นี่ไม่ใช่เรื่องผิดศีลธรรม
แต่มันคือ แบบอย่างของผู้ชายที่ฉลาดในการใช้ชีวิต
เหตุผลที่เขายังปล่อยให้พิมลดาอยู่กับเขาต่อไปในฐานะแม่ของลูก
ก็เพื่อรักษาภาพลักษณ์ แฟมิลี่แมน ของตัวเองเอาไว้
อาจารย์หลายคนเคยไปร่วมงานแต่งของเขา ต่างรับรู้ว่าพิมลดาเป็นภรรยาอย่างถูกต้องในสายตาสังคม
ภาพครอบครัวที่สมบูรณ์แบบนั้น คือเกราะคุ้มกันชื่อเสียงที่เขาไม่ยอมปล่อยให้พัง
ส่วนชลิดา เขาเพิ่งเริ่มคบหากับหญิงสาว
ในความคิดของเขา เธอสดใหม่ เป็นดอกไม้ที่ยังไม่เคยถูกแตะต้อง เป็นความตื่นเต้นที่เขาอยากครอบครอง
ตฤณชายังรู้สึกเจ็บใจ กับเหตุการณ์เมื่อสัปดาห์ก่อน
วันที่เขาเกือบจะได้ก้าวข้ามเส้นบางอย่างกับหญิงสาว
หากไม่ใช่เพราะสายด่วนจากพิมลดา ที่โทรมาตามเขากลับบ้าน เพราะลูกไม่สบาย
ไม่เช่นนั้น เขาก็คงได้สมใจ ได้ฉกฉวยช่วงเวลานั้นมาเป็นของตัวเอง
ในหัวของเขา ทุกอย่างถูกแบ่งแยกอย่างชัดเจน
ผู้หญิงคนหนึ่งไว้รักษาหน้าตา
อีกคนไว้สนองความต้องการ
และเขาเชื่ออย่างหน้าด้าน ว่านี่คือสิทธิ์ของผู้ชายอย่างเขา
…
พิมลดาขับรถออกจากบ้านอย่างใจลอย เส้นทางคุ้นเคยพาเธอมาจอดที่ตลาดโดยแทบไม่รู้ตัว ร่างกายเหมือนทำทุกอย่างไปตามความเคยชิน ขณะที่จิตใจล่องลอยอยู่ที่อื่น
ขณะกำลังจะเปิดประตูรถ สายตาของเธอก็สะดุดเข้ากับโทรศัพท์มือถืออีกเครื่องหนึ่งของตฤณชาที่วางอยู่ช่องข้างประตูรถ เครื่องที่เขาใช้กับหมายเลขเก่า และมักเก็บแยกไว้ต่างหาก
หญิงสาวลังเลเพียงชั่วครู่ ก่อนจะหยิบมันขึ้นมา
เธอรู้รหัสล็อกของโทรศัพท์เครื่องนี้ดี
หน้าจอสว่างขึ้น
พิมลดาลองไล่ดูรายชื่อที่บันทึกไว้ในเครื่องอย่างไร้จุดหมาย
ภาพข้อความที่เธอเห็นจากโทรศัพท์ของตฤณชาเมื่อคืน...ชื่อ ด้า ผุดขึ้นมาในความคิด
เธอจึงลองค้นหา
และก็พบชื่อ ด้า ถูกบันทึกไว้อย่างชัดเจน
หัวใจของพิมลดาเต้นแรง เธอหยิบโทรศัพท์ของตัวเองขึ้นมา พิมพ์ข้อความสั้น ๆ แล้วส่งไปยังหมายเลขนั้น
เวลาผ่านไปครู่ใหญ่ แต่ไม่มีข้อความตอบกลับ ไม่มีสายโทรเข้า
ความเงียบยิ่งทำให้ความรู้สึกในใจเธอเดือดพล่าน
พิมลดาจึงส่งข้อความตามไปอีกสองข้อความ
ถ้อยคำที่อัดแน่นด้วยความเจ็บปวด ความโกรธ
และคำสาปแช่งจากหัวใจของผู้หญิงที่รู้สึกว่าถูกแย่งทุกอย่างไป
เมื่อยังคงไม่มีการตอบสนอง
หญิงสาวสูดลมหายใจลึก ก่อนจะตัดสินใจ กดโทรออกไปยังหมายเลขนั้นด้วยตัวเอง
ชลิดานั่งมองหมายเลขโทรศัพท์ที่กำลังเรียกเข้า
เธอไม่กล้ากดรับสาย หัวใจเต้นแรงราวกับจะทะลุออกมานอกอก
ลึก ๆ เธอรู้สึกว่า ข้อความ SMS ที่ได้รับนั้นอาจเป็นความจริง และความจริงข้อนั้น…เธอรับไม่ได้
ตลอดชีวิตที่ผ่านมา ชลิดาเป็น ที่หนึ่ง มาโดยตลอด
เธอได้ทุกอย่างที่ต้องการ
พ่อแม่มีฐานะดี พร้อมจะซื้อหรือจัดหาให้ทุกสิ่ง
ตั้งแต่ยังเด็ก เธอมักสอบได้ที่หนึ่งของห้องเสมอ
แม้กระทั่งการสอบเข้ามหาวิทยาลัย เธอก็สามารถสอบติดมหาวิทยาลัยอันดับต้น ๆ ของประเทศได้อย่างไม่ยากเย็น
และในเวลานี้ เธอต้องการผู้ชายคนนี้...ตฤณชา
เขาเติมเต็มทุกสิ่งที่เธอปรารถนา
เมื่อเธออยากเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย เขาก็ใช้เส้นสายและอิทธิพลของตัวเอง ผลักดันให้เธอได้ทุนศึกษาต่อ และปูทางให้เธอกลับมาเป็นอาจารย์ประจำคณะ
เขาเป็นผู้ชายคนแรกที่ได้จูบแรกของเธอ เป็นคนเดียวที่ความสัมพันธ์เกือบจะลึกซึ้งเกินกว่านั้น
ชลิดายอมรับไม่ได้ที่ตัวเองจะกลายเป็น มือที่สาม ในความสัมพันธ์ของใคร
ในโลกของเธอ ผู้ชายคนนี้ต้องเลือกเธอเท่านั้น
เสียงโทรศัพท์ดังต่อเนื่อง เธอปล่อยให้สายเรียกเข้านั้นดับไปเอง
ไม่นาน เบอร์เดิมก็โทรเข้ามาอีก ถึงสองครั้ง
เมื่อทุกอย่างเงียบลง สายเรียกเข้าจากตฤณชาก็ดังขึ้น
แต่เป็นหมายเลขเก่าที่เขาเคยให้ไว้เป็นเบอร์สำรอง
ไม่ใช่เบอร์ที่เขาใช้ประจำ
ชลิดาใจชื้นขึ้นมาเล็กน้อย เห็นชื่อเขาปรากฏบนหน้าจอ
เธอจึงตัดสินใจกดรับสาย
“คุณชื่อด้าใช่ไหม”
เสียงผู้หญิงทุ้มต่ำดังขึ้นทันที
“คุณเป็นใคร” ชลิดาถามกลับอย่างร้อนรน น้ำเสียงสั่นอย่างเห็นได้ชัด
“ฉันคือภรรยาของอาจารย์ตฤณชา ผู้ชายที่คุณกำลังควงอยู่”
“ไม่จริง…พี่ชาเขาบอกฉันว่า เขาแยกทางกับคุณแล้ว”
“ฉันเป็นภรรยาของเขา ทุกวันนี้ยังอยู่บ้านเดียวกัน นอนเตียงเดียวกัน และเรามีลูกชายด้วยกันหนึ่งคน เมื่อคืนเราก็ยังทานอาหารเลี้ยงฉลองครบรอบแต่งงานห้าปีด้วยกันอยู่เลย”
หัวใจของชลิดากระตุกวูบ
“คุณน่าจะเคยเจอลูกชายฉันแล้วมั้ง เพราะลูกฉันเคยเล่าให้ฟังว่า ป๊าพาไปเจอพี่ด้า ตอนนั้นฉันยังไม่รู้หรอกว่าเป็นใคร คิดว่าเป็นลูกศิษย์หรือคนรู้จักของเขา”
“พี่ชายืนยันว่าเขาเลิกกับคุณแล้ว” ชลิดาเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงกระชาก
“ทุกวันนี้ฉันยังอยู่ที่หอพักมหาวิทยาลัย อาจารย์หลายคนที่อยู่ที่นั่นรู้จักฉันดี คุณคิดว่ายังไงล่ะ คุณกำลังเป็นมือที่สาม ที่ทำลายครอบครัวของเราพ่อแม่ลูก”
“ไม่จริง เธอโกหก ฉันจะฟ้องพี่ชา…ฮือ…”
ชลิดาทนฟังต่อไปไม่ไหว เธอกดตัดสายทิ้งทันที
ก่อนจะทรุดตัวลง โผเข้าซบกับที่นอน
ปล่อยให้น้ำตาไหลออกมาอย่างไม่อาจกลั้นได้
...
อารมณ์ของพิมลดายังคงพลุ่งพล่าน หญิงสาวต้องพยายามสูดลมหายใจลึก ๆ เพื่อกดความเดือดดาลเอาไว้ ก่อนจะเปิดประตูรถลงไปเดินตลาด
เธอตั้งใจซื้ออาหารเพียงสำหรับลูกชายและตัวเอง
ส่วนของตฤณชา…เธอไม่คิดจะเผื่อให้แม้แต่น้อย
ในใจของเธอเดาได้ไม่ยาก ผู้หญิงคนใหม่ของเขาคงโทรไปฟ้องเรียบร้อยแล้ว
ความคิดของพิมลดาสับสนปั่นป่วน ใจหนึ่งอยากประนีประนอมเพื่อให้เขาเห็นแก่ลูก
แต่อีกใจกลับเดือดดาลจนอยากจะกระชากผู้หญิงคนนั้นออกไปจากชีวิตคู่ของเธอให้สิ้นซาก
หญิงสาวเดินซื้อของในตลาดอยู่นานเกือบครึ่งชั่วโมง จนทุกอย่างครบตามที่ต้องการ
เมื่อขับรถกลับมาถึงบ้าน พิมลดาเดินเข้าไปก็เห็นตฤณชากำลังนั่งเล่นกับลูก แต่ด้วยความที่อยู่กับเขามาหลายปี
เธอรับรู้ได้ทันทีว่า บรรยากาศรอบตัวชายหนุ่มตึงเครียดผิดปกติ
เธอไม่พูดอะไร นำของสดเก็บเข้าตู้เย็น
เทโจ๊กหมูใส่ชาม เตรียมป้อนเป็นอาหารเช้าให้ลูกชาย
เด็กน้อยนั่งเล่นตัวต่ออย่างเพลิดเพลิน
ไม่รับรู้เลยว่า โลกของผู้ใหญ่กำลังแตกเป็นเสี่ยง
ตฤณชาผละจากลูก แล้วเดินตรงมาหาเธอด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
“โทรหาด้าทำไม” เสียงของเขาต่ำ ขรึม และแข็งกร้าว คิ้วขมวดแน่น
พิมลดาเงยหน้ามอง ริมฝีปากยกยิ้มเย็น
“อ้อ…โทรมาฟ้องเรียบร้อยแล้วสินะ”
“ทำอย่างนั้นทำไม!”
“แล้วคุณคิดว่าทำไมล่ะ”
เธอสวนกลับเสียงเรียบ แต่แฝงความคม
“ฉันก็แค่อยากรู้ว่า ถ้าผู้หญิงคนนั้นรู้ความจริงว่าเธอเป็น มือที่สาม เธอจะรู้สึกยังไง”
ตฤณชาหัวเราะหยัน สายตามองเธอราวกับมองของชำรุด
“มือที่สามอย่างนั้นเหรอ”
เขาแค่นเสียง
“เธอต่างหาก พิมลดา…เธอคือมือที่สาม”
หญิงสาวชะงัก
“ฉันกับด้าเป็นคนรักกัน เราคบกันด้วยความรัก”
เขาพูดอย่างไม่สะทกสะท้าน
“แต่เธอเป็นแค่คนที่ยังเกาะอยู่เพราะลูก”
พิมลดากัดฟันแน่น
“สิ่งที่คุณทำกับผู้หญิงคนนั้นน่ะ มันเรียกว่า คบชู้ ต่างหาก”
“ฉันบอกเลิกเธอไปแล้ว”
ตฤณชาตวาดเสียงต่ำ
“ตอนนี้เธอต่างหากที่เป็นมือที่สามของฉันกับคนรัก”
เขาก้าวเข้ามาใกล้ น้ำเสียงเย็นเยียบ
“อย่ามาทำเป็นมีศักดิ์ศรีนักเลยพิมลดา เธอควรรู้ตัวเองได้แล้ว”
“ถ้าไม่มีลูก”
เขากระตุกยิ้ม
“เธอคิดว่าฉันจะเก็บผู้หญิงอย่างเธอไว้ทำไม”
พิมลดาหน้าซีด
“ฉันให้ที่อยู่ ให้เงินใช้ ให้ชื่อฉันค้ำหัว”
เขาพูดช้า ๆ แต่จงใจเหยียบ
“เธอก็แค่ทำหน้าที่ของตัวเองให้มันดี ๆ ก็พอ”
“ส่วนเรื่องผู้หญิงคนอื่น”
เขายักไหล่
“มันเป็นเรื่องปกติของผู้ชายอย่างฉัน”
“เธอควรดีใจด้วยซ้ำ”
น้ำเสียงเขาเต็มไปด้วยการดูหมิ่น
“ที่ยังมีที่ซุกหัวนอน ยังไม่ถูกเขี่ยทิ้งเหมือนของหมดค่า”
พิมลดาหัวเราะออกมาอย่างสมเพช
“ตลกดีนะ”
เธอพูดชัดถ้อยชัดคำ
“ลืมไปแล้วหรือไงว่า บ้านหลังนี้ฉันก็ผ่อนครึ่งหนึ่ง กู้ก็กู้ร่วมกัน บ้านนี้เป็นของฉันครึ่งหนึ่งเหมือนกัน”
พิมลดาพูดชัดถ้อยชัดคำ น้ำเสียงนิ่งแต่หนักแน่น
“ฉันไม่เคยต้องพึ่งพาคุณ เงินที่ใช้ก็เป็นเงินที่ฉันหามาเองจากการทำงาน ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าใช้จ่ายในบ้านหลังนี้ ฉันก็เป็นคนจ่ายมาตลอด”
เธอเงยหน้ามองเขาตรง ๆ
“ส่วนชื่อเสียงของคุณน่ะ มันไม่มีประโยชน์อะไรกับฉันเลย”
เธอหยุดเล็กน้อย ก่อนจะพูดประโยคสุดท้ายอย่างเฉียบขาด
“แต่เด็กคนนั้นต่างหาก ที่กำลังใช้ตำแหน่งและหน้าที่ของคุณหาประโยชน์ให้ตัวเองอย่างเต็มที่”
“งั้นก็ไสหัวออกจากหอพัก!”
เขาตะโกนกลับ
“ฉันเป็นคนจ่ายค่าเช่า เธอขนข้าวของออกไปให้หมด!”
“ฉันจะอยู่”
เสียงของพิมลดานิ่ง แต่หนักแน่น
“แล้วจะทำไม”
ตฤณชาหน้าถมึงทึง
“ฉันจะให้ รปภ.มาลากตัวเธอออกไป”
เขาแค่นเสียง
“ผู้หญิงอะไรหน้าด้าน ไล่ขนาดนี้แล้วยังจะอยู่อีก”
พิมลดามองเขานิ่ง ก่อนจะเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเย็นเฉียบ
“ไอ้หน้าตัวเมีย”
พิมลดาเอ่ยเสียงสั่น แต่แฝงความเกลียดชังที่กดไว้จนแน่นอก
“คนอย่างคุณมันก็ทำได้แค่นี้ คิดอะไรไม่ออก ก็ใช้วิธีกดผู้หญิงที่อ่อนแอกว่า รังแกได้แต่กับผู้หญิงเท่านั้น”
พิมลดาพูดต่อ น้ำเสียงสั่นเล็กน้อยแต่เต็มไปด้วยความเจ็บแค้น
“ทั้ง ๆ ที่ฉันอยู่กับคุณ ตั้งแต่วันที่คุณยังไม่มีอะไรเลยด้วยซ้ำ เป็นแค่อาจารย์ธรรมดาคนหนึ่ง ไม่มีตำแหน่งผู้บริหารใหญ่โต ไม่มีอำนาจ ไม่มีใครยกยอ”
เธอมองเขาตรง ๆ ไม่หลบสายตา
“แต่วันนี้ พอคุณได้ดี สิ่งแรกที่คุณทำได้ คือเหยียบคนที่เคยยืนข้างคุณให้จมลงไป”
ดวงตาของตฤณชาวาววับด้วยความโกรธ ริมฝีปากกระตุกยิ้มเย็น
“ฟังให้ดีนะ”
เขากดเสียงต่ำ แข็งกระด้าง
“เธอต้องไสหัวออกไปจากหอพักของฉัน”
“ถ้าฉันกลับไปถึงแล้ว ยังเห็นหน้าเธอ หรือเห็นข้าวของของเธออยู่แม้แต่ชิ้นเดียว”
เขาหยุดเล็กน้อย ราวกับจงใจให้คำขู่ซึมลึก
“ฉันจะให้ รปภ. มาลากตัวเธอออกไป”
“และข้าวของของเธอ…จะถูกโยนลงถังขยะทั้งหมด”
ตฤณชาพูดทิ้งทวน ก่อนจะหมุนตัวเดินออกจากบ้านไปทันที
เขาไม่หันกลับมามอง
ไม่มองพิมลดา ภรรยาที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาหลายปี
ไม่มองลูกชายตัวน้อยที่ยังนั่งอยู่ในบ้านหลังเดียวกัน
เสียงประตูบ้านปิดดังสนั่น คือสิ่งสุดท้ายที่ลูกชายตัวน้อยได้ยิน ก่อนที่น้ำตาจะไหลออกมาอย่างควบคุมไม่ได้
เด็กน้อยวิ่งไปเกาะประตูมุ้ง เรียกป๊าซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ท่ามกลางความว่างเปล่าที่ไม่มีคำตอบรถของเขาถอยออกไปอย่างรวดเร็ว
แม้กระทั่งประตูรั้ว เขาก็ไม่คิดจะปิดให้เรียบร้อย
ทิ้งไว้เพียงรั้วบ้านที่เปิดอ้า และผู้หญิงกับเด็ก ที่ถูกเขาทิ้งขว้างอย่างไม่ไยดี
…
หลังจากน้องรุ้งทานนมแม่จนอิ่ม ริวก็อุ้มลูกสาวพาดบ่าแล้วลูบหลังเบา ๆ เด็กน้อยที่เล่นสนุกมาทั้งวันเริ่มปรือตา ก่อนจะค่อย ๆ หลับไปในอ้อมแขนของพ่อชายหนุ่มจึงพาลูกไปวางบนเตียงเด็กที่ย้ายมาไว้ในห้องนอนของหลิวเป็นการชั่วคราว จัดผ้าห่มให้เรียบร้อย แล้วมองดูลูกสาวอยู่ครู่หนึ่งจนแน่ใจว่าหลับสนิทดีแล้ว จึงหันไปหาแม่ที่กำลังจัดถุงนมแม่ใส่ตู้เย็นเล็กตรงมุมห้อง“แม่ครับ คืนนี้ฝากดูแลน้องรุ้งให้ด้วยนะครับ” ริวพูดพร้อมยกมือไหว้ แพทที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ก็ยกมือไหว้ตามสามี“ไปเถอะจ้ะ วันนี้วันพิเศษ ให้พ่อแม่น้องรุ้งได้พักผ่อนกันบ้าง” หลิวยิ้มอย่างรู้ทัน ก่อนจะอดแซวไม่ได้ “เผื่ออีกไม่กี่เดือนน้องรุ้งจะได้มีน้องมาเล่นด้วยอีกคน”แพทถึงกับทำหน้าไม่ถูก ขณะที่คนข้างกายกลับรับมุกอย่างอารมณ์ดี“อาจจะมาแล้วก็ได้นะครับ” พูดจบยังเอื้อมมือมากุมมือภรรยาเสียอีก จนแพทต้องหันไปค้อน“แม่จะรอข่าวดีจ้ะ” หลิวหัวเราะ “ไปพักผ่อนกันได้แล้ว นมน้องรุ้งเต็มตู้ ไม่ต้องห่วง คืนนี้แม่ให้เจ้าน้อยมานอนข้างเตียงด้วย จะได้ช่วยกันดูเวลาน้องรุ้งตื่น พ่อของลูกมีงานด่วนต้องไปต่างจังหวัดพอดี มีน้อยอยู่ด้วยก็ช่วยแม่ได้เยอะ”พูดจบก็โบกมือไล่ลูกชา
พีระดนย์นั่งมองพิธีในงานเลี้ยงแต่งงานของริวกับแพทด้วยรอยยิ้ม ชายหนุ่มได้รับเชิญให้มาร่วมงานจากริว ซึ่งตั้งใจโทรศัพท์มาชวนเขาด้วยตัวเองหลังจากเหตุการณ์ในวันนั้นที่เขาได้ช่วยเหลือแพท พิมลดาก็โทรศัพท์มาขอบคุณเขาเป็นการส่วนตัว พีระดนย์จึงถือโอกาสแวะไปเยี่ยมแพทที่โรงพยาบาลด้วยนับจากนั้นเขาก็ยังคงแวะเวียนไปที่ร้านของพิมลดาอยู่เสมอ บางครั้งไปทานอาหารตามลำพัง บางครั้งก็พาพี่สาวและครอบครัวไปด้วย หรือหากมีโอกาสก็พาลูกค้ากับลูกน้องในฝ่ายไปทานอาหารที่ร้านแม้จะไปค่อนข้างบ่อย แต่พีระดนย์กลับไม่เคยรู้สึกเบื่อ เพราะพิมลดารู้จักปรับเปลี่ยนเมนูอยู่เสมอ ในแต่ละเดือนจะมีเมนูหมุนเวียนสลับกันไป ทำให้ต่อให้เขาแวะมาบ่อยแค่ไหน ก็มักมีอาหารจานใหม่ให้ได้ลองอยู่เรื่อย ๆและดูเหมือนช่วงหลังมานี้ เขาเองก็หาเหตุผลแวะไปที่ร้านได้บ่อยขึ้นกว่าเดิมเสียด้วยนับตั้งแต่เข้ามาในงานแต่งงานของริวและแพท สายตาของพีระดนย์ก็มักจะวนเวียนอยู่ที่พิมลดาเป็นระยะวันนี้เธอดูสวยเป็นพิเศษ ทั้งชุดที่เลือกมาเข้ากับรูปร่างและใบหน้าที่นาน ๆ ครั้งจะแต่งหน้าเต็มยศ ยิ่งมองก็ยิ่งทำให้เขาเผลอมองซ้ำอยู่หลายครั้งพีระดนย์หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นม
ชลิดาลงชื่อในหนังสือยอมความที่ทนายความของพิมลดายื่นให้โดยไม่ลังเลก่อนหน้านั้น ทนายความได้ติดต่อขอพบเธอที่สถานีตำรวจและอธิบายความประสงค์ของพิมลดาให้ฟังว่า ทางนั้นยินยอมถอนแจ้งความ โดยมีเงื่อนไขให้ชลิดาลงชื่อในหนังสือยอมความ ยอมรับในสิ่งที่ตัวเองกระทำ และให้คำมั่นว่าจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับพิมลดาและครอบครัวอีกต่อไปชลิดายอมรับเงื่อนไขทั้งหมดโดยไม่มีข้อโต้แย้ง หลังจากลงชื่อเรียบร้อย เธอรับสำเนาหนังสือฉบับนั้นมาถือไว้ด้วยมือที่สั่นเล็กน้อย อย่างน้อยเรื่องยุ่งยากในชีวิตก็จบลงไปอีกหนึ่งเรื่องเวลานี้ปัญหาหลายอย่างกำลังถาโถมเข้ามาพร้อมกันจนแทบตั้งรับไม่ทัน ทุกเช้าชลิดาตื่นขึ้นมาพร้อมความกังวล ส่วนทุกค่ำคืนก็แทบข่มตาหลับไม่ได้ เพราะในหัวมีแต่คำถามเดิม ๆ วนเวียนอยู่ซ้ำแล้วซ้ำเล่าจากนี้เธอจะใช้ชีวิตต่อไปอย่างไรแล้วจะแก้ปัญหาที่อยู่ตรงหน้าทีละเรื่องได้อย่างไรสำหรับชลิดา การที่พิมลดายอมถอนแจ้งความให้ในครั้งนี้ถือเป็นความปรานีที่อีกฝ่ายมอบให้ ทั้งที่หากพิมลดาและครอบครัวจะดำเนินเรื่องกับเธอจนถึงที่สุด เธอก็ไม่มีสิทธิ์กล่าวโทษใครได้เลย เมื่อนึกย้อนถึงสิ่งที่ตัวเองเคยทำกับพิมลดาและครอบครัวมาตลอด
ชลิดาวางกระเป๋าสะพายลงบนโต๊ะหน้าโซฟาอย่างหมดเรี่ยวแรง ก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งด้วยสีหน้าอ่อนล้าดิวเดินเข้ามาวางแก้วน้ำตรงหน้าพี่สาว แล้วนั่งลงข้าง ๆ“แม่เป็นยังไงบ้างคะพี่”“ก็...” ชลิดานิ่งไปครู่หนึ่ง พยายามรวบรวมสติก่อนตอบคำถามของน้องสาว“แม่ไม่ได้พูดอะไรเลย เอาแต่นั่งนิ่งแล้วก็เหม่อลอย พี่พูดด้วยหรือถามอะไรก็ไม่ตอบ”“แล้ว...เราจะประกันตัวแม่ออกมาได้ไหมคะ”ชลิดาส่ายหน้า “ไม่ได้เลย คดีนี้เป็นคดีฆาตกรรม ตำรวจต้องควบคุมตัวแม่ไว้สอบปากคำและดำเนินคดีตามขั้นตอน”เธอหยุดไปเล็กน้อย ก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงที่เริ่มสั่น“พี่ถามตำรวจแล้ว ตั้งแต่จับตัวแม่มา แม่ไม่พูดอะไรเลย เอาแต่นั่งนิ่งแล้วก็เหม่อลอย ถ้าอาการยังเป็นแบบนี้ต่อไป...อาจต้องให้จิตแพทย์เข้ามาดูอาการ”พูดจบ น้ำตาที่พยายามกลั้นเอาไว้ก็ไหลลงมา ชลิดายกมือขึ้นเช็ดออกอย่างลวก ๆ แต่ภาพเหตุการณ์เมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนยังคงวนเวียนอยู่ในหัวไม่หยุด หวาน เพื่อนสนิทของเธอ เป็นคนโทรมาแจ้งข่าวด้วยน้ำเสียงร้อนรน ก่อนจะส่งลิงก์ข่าวออนไลน์มาให้ดูตอนแรกชลิดายังไม่เข้าใจว่าเหตุใดหวานถึงโทรหาเธอด้วยเรื่องนี้ กระทั่งกดเข้าไปอ่านข้อความในข่าว...เพ็ญนภา แม่ข
แพทสะดุ้งตื่นเพราะเสียงร้องของน้องรุ้ง หญิงสาวรีบลุกขึ้นมาดูลูกสาวที่นอนอยู่ในเตียงเด็กข้างเตียง เมื่อเห็นเจ้าตัวเล็กร้องไห้จ้าจนหน้าแดงก็อดกังวลไม่ได้ รีบอุ้มขึ้นมาปลอบพร้อมกับลูบหลังเบา ๆ“น้องรุ้งเป็นอะไรลูก เดี๋ยวแม่ขอดูเพิสหน่อยนะคะ”แพทลองเปิดขอบแพมเพิสดูจึงพบว่าเปียกจนเต็ม เธอรีบวางลูกลงบนเตียง แกะแพมเพิสออก แล้วหยิบตะกร้าใส่อุปกรณ์ทำความสะอาดที่วางเตรียมไว้ใกล้มือมาจัดการเช็ดก้นให้ลูกและเปลี่ยนแพมเพิสผืนใหม่ให้แต่ถึงจะตัวแห้งสบายแล้ว น้องรุ้งก็ยังร้องไม่หยุด แพทจึงรู้ว่าคราวนี้ลูกคงหิวด้วย“หิวด้วยเหรอคะ ถึงว่าร้องใหญ่เลย”หญิงสาวอุ้มลูกขึ้นมาให้นม เจ้าตัวเล็กรีบดูดนมด้วยความหิว ไม่นานเสียงร้องไห้ก็ค่อย ๆ เงียบลง กระทั่งอิ่มท้องและหลับปุ๋ยอยู่ในอ้อมแขนของแม่แพทอุ้มพาดบ่าให้เรอ ก่อนจะค่อย ๆ วางลูกกลับลงบนเตียงเด็กอย่างเบามือ แล้วห่มผ้าให้เรียบร้อยขณะที่กำลังจะเอนตัวลงนอน สายตาพลันเหลือบไปเห็นนาฬิกาบนฝาผนังห้าทุ่มแล้ว...แพทชะงัก ก่อนจะหันไปมองเตียงเสริมที่ยังว่างเปล่าริวยังไม่กลับบ้านหญิงสาวรีบหยิบโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่บนโต๊ะข้างเตียงขึ้นมาดู ข้อความล่าสุดจากริวถูกส่งมา
พิมลดาชะงักมือที่กำลังกดรายการอยู่บนหน้าจอเครื่อง POS เมื่อเห็นชลิดาเปิดประตูเข้ามาในร้านอีกฝ่ายไม่ได้เดินตรงมาหาเธอ แต่กลับเลือกนั่งที่โต๊ะมุมด้านในสุดซึ่งอยู่ห่างจากเคาน์เตอร์ พนักงานในร้านหันมามองพิมลดาเหมือนขอความเห็นว่าจะทำอย่างไร ก่อนจะได้รับการพยักหน้าให้เข้าไปต้อนรับตามปกติ ไม่ต่างจากลูกค้าคนอื่นหลังจากแพทพ้นขีดอันตรายและอาการปลอดภัยแล้ว พิพัฒน์ได้นำไฟล์ภาพจากกล้องวงจรปิดของร้านไปแจ้งความที่สถานีตำรวจในท้องที่ เจ้าหน้าที่รับเรื่องไว้และแจ้งว่าจะดำเนินการตามขั้นตอน โดยเรียกตัวชลิดามารับทราบข้อกล่าวหา ก่อนดำเนินคดีและส่งเรื่องตามกระบวนการต่อไปไม่กี่วันหลังจากนั้น พิพัฒน์ก็ได้รับการติดต่อให้ไปที่สถานีตำรวจเพื่อชี้ตัว วันนั้นชลิดานั่งนิ่งอยู่ต่อหน้าเจ้าหน้าที่และยอมรับข้อกล่าวหาทุกอย่างโดยไม่โต้แย้งใด ๆพิมลดารับฟังความคืบหน้าจากพี่ชายด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูกหลังเกิดเรื่องกับแพท ทั้งเธอและพิพัฒน์ต่างโกรธชลิดามาก ต่อให้มีเรื่องบาดหมางหรือโกรธแค้นกันมากแค่ไหน ก็ไม่ควรลงมือทำร้ายกันจนเกือบเกิดความสูญเสีย แพทอาจเสียชีวิตในวันนั้น รวมถึงหลานสาวของเธอด้วยยิ่งเมื่อนึกถึงเรื่องราวท







