LOGINชลิดากลับบ้านด้วยอารมณ์ที่สดใสผิดกับช่วงเช้า การพูดคุยกับตฤณชาหลายชั่วโมงก่อนหน้านี้ ทำให้ความกังวลในใจเธอคลี่คลายลงจนแทบไม่เหลือร่องรอย
หญิงสาวรีบทำตามคำแนะนำของเขาโดยไม่ลังเล เธอแวะไปที่ร้านเครือข่ายโทรศัพท์มือถือที่ใช้งานอยู่ เพื่อขอยกเลิกหมายเลขที่ใช้ในปัจจุบันทันที
แม้จะเปิดโทรศัพท์ทิ้งไว้ตลอด ก็ไม่มีสายเรียกเข้าจากพิมลดา หรือแม้แต่สายแปลก ๆ โทรมาอีกเลย
ความเงียบเช่นนั้น ทำให้ชลิดารู้สึกสบายใจ ราวกับปัญหาทั้งหมดถูกตัดขาดไปเรียบร้อยแล้ว
ไม่นานนัก แม่ของเธอก็โทรเข้ามาที่อีกเบอร์หนึ่ง เพื่อเร่งให้เธอกลับไปทานอาหารเย็น ที่บ้านมีแผนจะพาคุณย่าออกไปทานข้าวเพื่อฉลองวันเกิดกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา
ชลิดาเอ่ยปากชวนตฤณชาไปด้วย แต่ชายหนุ่มปฏิเสธอย่างสุภาพ โดยอ้างว่าต้องรีบกลับไปจัดการงาน เพราะวันรุ่งขึ้นมีประชุมสำคัญ
ก่อนจะแยกจากกัน ตฤณชารับปากกับเธออย่างหนักแน่น ว่าเขาจะจัดการเรื่องของตัวเองกับภรรยาเก่าให้เรียบร้อย และจะไม่ปล่อยให้มีเรื่องใดมารบกวนเธออีกอย่างแน่นอน
ชลิดาเชื่อในคำพูดนั้น และตัดสินใจว่าเรื่องทั้งหมดถือว่าเคลียร์ลงแล้ว เธอเลือกจะไม่เล่าอะไรให้แม่ฟัง เพราะไม่อยากให้ภาพลักษณ์ของตฤณชาต้องด่างพร้อยในสายตาครอบครัวของเธอ
ผู้ชายที่เธอเลือก ควรจะดูดี ควรจะไร้ตำหนิ อย่างน้อย…ก็ในสายตาคนรอบตัวเธอ
ลึก ๆ แล้ว ชลิดายอมรับกับตัวเองว่า เธอไม่ได้คิดคบหาชายหนุ่มเพียงเล่น ๆ หากทุกอย่างเป็นไปด้วยดี และได้ดูใจกันอีกสักระยะ เธอก็พร้อมจะแต่งงานกับเขา เพื่อผูกมัดผู้ชายคนนี้ไว้ให้แน่น ก่อนที่เธอจะเดินทางไปเรียนต่อต่างประเทศ
เพราะในโลกของชลิดา การวางแผนล่วงหน้าและการฉกฉวยโอกาสไม่ใช่ความเห็นแก่ตัว แต่มันคือความฉลาดของคนที่ไม่ยอมเสียเปรียบใคร แม้จะต้องแย่งชิงมาจากมือของคนอื่นก็ตาม
“กลับมาแล้วหรือด้า”
แม่ของเธอเอ่ยทักด้วยน้ำเสียงสดใส
“ดีเลย แม่กำลังจะโทรตามพอดี ลืมบอกให้ชวนชามาด้วย”
“พี่ชามีธุระเรื่องงานค่ะ”
ชลิดาตอบอย่างลื่นไหล น้ำเสียงเรียบสนิทราวกับเตรียมคำตอบมาแล้ว
“พรุ่งนี้มีประชุมสำคัญ ก็เลยขอตัวกลับก่อนค่ะ คุยกับด้าแค่แป๊บเดียวเอง”
หญิงสาวเลือกจะโกหกเรื่องที่เธอออกไปพบตฤณชาหลายชั่วโมง เพราะไม่อยากถูกซักไซ้ และไม่ต้องการเปิดช่องให้ใครตั้งคำถาม
“เสียดายจริง”
แม่ถอนหายใจเบา ๆ
“แม่กะว่าจะแนะนำให้รู้จักกับญาติ ๆ สักหน่อย”
“ไว้โอกาสหน้าแล้วกันค่ะ แม่” ชลิดายิ้มบาง ๆ พลางเอ่ยปลอบ
เธอรู้ดีว่า แม่อยากอวดมากแค่ไหนที่แฟนของลูกสาวเป็นถึงผู้บริหารของมหาวิทยาลัยชื่อดัง เพียงแค่เรื่องที่เธอได้ทุนไปศึกษาต่อและจะกลับมาเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย ก็ทำให้บรรดาญาติ ๆ อิจฉาตาร้อนกันไม่น้อยอยู่แล้ว
หากได้เพิ่มเรื่อง “แฟนลูกสาว” เข้าไปอีก แม่ของเธอก็คงได้รับคำเยินยอเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัว
สำหรับชลิดา สิ่งที่สำคัญที่สุดไม่ใช่ความจริง แต่คือภาพลักษณ์ที่คนอื่นมองเห็น ส่วนเบื้องหลังจะสกปรกเพียงใด ก็เป็นเรื่องที่ควรถูกซ่อนไว้ให้มิดชิด
...
เมื่อตฤณชากลับมาถึงหอพักของมหาวิทยาลัย ทุกอย่างภายในห้องยังคงอยู่ในสภาพเดิม ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ข้าวของยังถูกจัดวางไว้ที่เดิม เหมือนก่อนวันที่เขา พิมลดา และลูกจะเดินทางกลับไปบ้านที่ชานเมือง
ชายหนุ่มกวาดสายตามองไปรอบห้องเพียงครู่เดียว ก่อนจะตรงไปเปิดลิ้นชักในตู้เสื้อผ้า ที่ซ่อนตู้เซฟใบเล็ก ซึ่งเขาและพิมลดาใช้เก็บเงินและทองที่สะสมร่วมกัน
เขาเปิดตู้เซฟอย่างไม่ลังเล มือหยาบคว้าเงินสดออกมา
ตามด้วยแหวนแต่งงานของทั้งคู่ ตุ้มหูแต่งงานของพิมลดา รวมถึงสร้อยทองเก่าน้ำหนักหนึ่งบาท ที่เขาเคยมอบให้เธอในวันสำคัญ แม้กระทั่งตุ้มหูคู่เล็ก ที่เขาเคยให้เธอเมื่อครั้งยังเป็นแฟนกัน เขาก็ไม่เว้นไว้
ตฤณชาหยิบมันออกมาทั้งหมดอย่างรวดเร็วและไม่ลังเล
เขาเหลือเพียงทองบางส่วน ที่พิมลดาเก็บสะสมไว้ตั้งแต่ก่อนแต่งงาน ของที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเขาโดยตรง
ในความคิดของเขา เขาไม่ได้ขโมย ไม่ได้เอาเปรียบ
เขาเพียงแค่ “เอาของที่ตัวเองเคยให้คืนมาเท่านั้น”
ความละอายใจไม่เคยผุดขึ้นมาแม้เพียงเสี้ยววินาที
ชายหนุ่มหยิบกระเป๋าสตางค์ของตัวเองออกมาดู ภายในมีบัตรเอทีเอ็มของบัญชีที่เขาเปิดร่วมกับพิมลดา
เท่าที่จำได้ ยอดเงินคงเหลือในบัญชีน่าจะมีประมาณแสนกว่าบาท
ตฤณชานิ่งไปชั่วครู่ สายตาจับจ้องบัตรนั้นอย่างครุ่นคิด
ราวกับกำลังคำนวณผลได้ผลเสียในใจ
เพียงไม่กี่วินาที เขาก็ตัดสินใจเก็บบัตรใบเดิมกลับเข้ากระเป๋าสตางค์ ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
สำหรับเขา เงินก้อนนั้นยังมีประโยชน์ และเขาคงต้องรีบถอนออกมาก่อนที่พิมลดาจะรู้ตัว
ตฤณชาออกจากห้องไป
แต่ก่อนจะจาก เขาเขียนข้อความสั้น ๆ ลงบนกระดาษแผ่นหนึ่ง
แล้วนำไปติดไว้หน้าตู้เสื้อผ้า
“รีบไสหัวออกไปซะ คืนกุญแจห้องไว้ที่หัวหน้า รปภ. ด้วย”
จากนั้น ชายหนุ่มตรงไปแจ้งเรื่องกับหัวหน้ารปภ. ของหอพักทันที
เขาบอกว่า พิมลดาจะย้ายข้าวของออกจากหอ ขอให้ช่วยอำนวยความสะดวก และทวงกุญแจห้องคืนจากหญิงสาว
ไม่เพียงเท่านั้น เขายังสั่งกำชับด้วยน้ำเสียงเด็ดขาดว่า
หลังจากนี้ ห้ามพิมลดาเข้ามาในหอพักอีก หากพบเห็น ให้แจ้งตำรวจได้ทันที
ลุงป้อม หัวหน้ารปภ. ถึงกับอึ้ง เมื่อได้ยินคำสั่งที่ออกจากปากตฤณชา
เขาไม่คิดเลยว่า สามีภรรยาคู่นี้จะถึงขั้นแตกหักรุนแรงเช่นนี้ ทั้ง ๆ ที่เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ยังเห็นทั้งคู่พากันเดินจูงลูกไปที่รถ พร้อมหน้าพ่อแม่ลูก ดูมีความสุขไม่ต่างจากครอบครัวทั่วไป
ลุงป้อมนึกสงสารพิมลดาจับใจ
ตลอดเวลาที่ผ่านมา เขาเห็นหญิงสาวคนนี้อยู่ที่หอพักแห่งนี้แทบทุกวัน เธอเป็นคนเงียบ ๆ ไม่เคยแต่งตัวสวย ไม่เคยทำตัวเด่น
ทุกเช้า ลุงป้อมมักจะเห็นพิมลดารีบร้อนลงจากห้อง จูงลูกชายเดินไปยังโรงเรียนอนุบาล ซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลจากหอพักนัก เพื่อส่งเด็กน้อยเข้าเรียน โรงเรียนแห่งนั้นเป็นสวัสดิการที่มหาวิทยาลัยจัดไว้ให้แก่บุคลากร
ตอนเย็น แม้ตฤณชาจะเป็นฝ่ายไปรับลูกตั้งแต่บ่ายสามโมงครึ่ง แต่ไม่เกินหกโมง ลุงป้อมก็จะเห็นพิมลดาขับรถกลับมา จอดรถอย่างเร่งรีบ แล้วรีบขึ้นห้องไป
จากนั้น เขามักเห็นหญิงสาวจูงลูกออกมาเดินเล่นแถวหอพัก ในขณะที่ตฤณชา ขับรถออกไปทำธุระของตัวเอง ปล่อยให้สองแม่ลูกอยู่กันเพียงลำพัง
จนดึกดื่น ลุงป้อมจึงจะเห็นชายหนุ่มกลับมา
แทบทุกวันศุกร์ เขาจะเห็นตฤณชาหิ้วกระเป๋าใบเล็ก ขับรถออกไป ทิ้งให้สองแม่ลูกใช้ชีวิตอยู่ในหอพักอย่างเงียบเหงา
และมักจะเห็นชายหนุ่มกลับมาอีกครั้ง ในเย็นวันอาทิตย์ ด้วยสีหน้าสดชื่น ราวกับได้พักผ่อนมาอย่างเต็มที่
ภาพเหล่านั้น ทำให้ลุงป้อมได้แต่ถอนหายใจ
เพราะในสายตาของเขา ใครกันแน่ ที่เป็นคนทิ้งครอบครัวไปก่อน
...
กว่าพิมลดาจะกลับถึงหอพัก ก็ล่วงเข้าสู่ช่วงค่ำพอดี พิพัฒน์ไม่ชำนาญเส้นทางมาบ้านชานเมืองของเธอ จึงหลงทางไปเกือบชั่วโมง
ระหว่างทางกลับ โชคดีที่น้องแม็กซ์ง่วง เด็กน้อยจึงหลับไปอย่างว่าง่าย
ก่อนหน้านั้น เขาตื่นเต้นที่ได้เจอลุงพัฒน์ เล่นกันไม่หยุด จนพิมลดาเก็บของเสร็จและเริ่มออกเดินทาง
เมื่อเจออากาศเย็นจากแอร์ ประกอบกับการนั่งนิ่งอยู่ในรถ เด็กน้อยก็หลับคาตักแม่ พิมลดากอดลูกไว้แน่น ราวกับกลัวว่าเพียงเผลอคลายมือ ทุกอย่างในชีวิตจะหลุดลอยไปอีก
คาร์ซีทของแม็กซ์ยังอยู่กับรถของตฤณชา
และเธอรู้ดีว่า เขาคงไม่คิดจะคืนมัน ทั้ง ๆ ที่เธอเป็นคนออกเงินซื้อเอง
ก่อนหน้านี้ ชายหนุ่มเคยบ่นอยู่หลายครั้งว่า แม็กซ์แทบไม่ได้ใช้คาร์ซีทแล้ว เพราะชอบนั่งตักแม่ ขยับไปขยับมาในรถอย่างสนุกสนาน
เขายังพูดเหมือนไม่ใส่ใจว่า ตั้งใจจะยกคาร์ซีทนั้นให้น้องสาวซึ่งเคยอ้อนขอไว้หากไม่ได้ใช้งานแล้ว
ความคิดนั้นทำให้พิมลดานึกย้อนถึงคนในครอบครัวของตฤณชา
ไม่ว่าจะเป็นพี่สาวหรือน้องสาวของเขา ทุกคนล้วนเคยชินกับการพึ่งพาน้องชายหรือพี่ชายคนนี้ก่อนเสมอ
ทั้ง ๆ ที่แต่ละคนก็แต่งงาน มีครอบครัว มีสามี มีลูก เป็นของตัวเองแล้วทั้งนั้น
ตฤณชามีพี่สาวหนึ่งคน และน้องสาวอีกสามคน เขาเป็นลูกคนที่สอง
พี่สาวคนโตของตฤณชาชื่อวรรณี เธอแต่งงานและมีลูกสองคน และเป็นหนึ่งในคนสำคัญที่เคยช่วยส่งเสียให้ตฤณชาได้เรียนจนจบ จนกระทั่งคว้าทุนไปศึกษาต่อต่างประเทศ
หลังจากที่ชายหนุ่มประสบความสำเร็จ เขาก็เป็นฝ่ายส่งเสียค่าเล่าเรียนให้กับลูกทั้งสองคนของพี่สาว รวมถึงช่วยรับผิดชอบค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ภายในบ้านของเธอ
พิมลดาไม่เคยมีปัญหากับเรื่องนี้ เพราะเธอรู้ดีว่า พี่สาวของเขาเป็นคนที่คอยช่วยเหลือและสนับสนุนเขามาโดยตลอดจนกระทั่งเขามีวันนี้
ส่วนน้องสาวทั้งสามมักจะก่อปัญหาให้เขาต้องตามแก้หรือตามช่วยเหลืออยู่เสมอ
โดยเฉพาะตุ้ย น้องสาวที่เกิดต่อจากเขา
ไม่ว่าจะเป็นกรณีที่เธอท้องก่อนแต่ง ก็ยังให้พี่ชายเป็นฝ่ายออกหน้าไปเจรจากับครอบครัวฝ่ายชาย เพื่อให้มีการจัดงานแต่งงานขึ้นอย่างเรียบร้อย พร้อมทั้งขอให้พี่ชายช่วยออกค่าใช้จ่ายในการจัดงานทั้งหมด เนื่องจากฝ่ายชายไม่มีเงิน และครอบครัวของเขาก็ไม่ยอมรับความสัมพันธ์ดังกล่าว
เมื่อคลอดลูกแล้ว ก็ยังขอของใช้ของน้องแม็กซ์แทบทุกอย่าง
ทั้ง ๆ ที่ของบางชิ้น พิมลดาเคยรับปากจะยกให้คนอื่นไว้แล้ว แต่เพียงแค่ตฤณชารู้เรื่อง เขาก็จะรีบหยิบเอาไปให้น้องสาวทันที โดยไม่คิดจะถามความเห็นของเธอแม้แต่น้อย
ในช่วงที่พิมลดาตั้งครรภ์ ตฤณชาเลือกที่จะไม่กลับไปเยี่ยมบ้านต่างจังหวัด เขาใช้เหตุผลต่าง ๆ นานา อ้างว่าเธอไม่สะดวกเพราะท้องบ้าง ต้องไปตรวจครรภ์บ้าง ต้องกลับไปเยี่ยมบ้านฝ่ายภรรยาบ้าง
ทั้งที่ในความเป็นจริง เขาแทบไม่ได้ไปที่ไหนเลย
ข้ออ้างเหล่านั้นกลับกลายเป็นเหตุผลที่ทำให้พี่น้องของเขาไม่ชอบพิมลดาเอามาก ๆ เพราะมองว่าเธอเป็นต้นเหตุที่ทำให้ตฤณชาไม่กลับไปเยี่ยมบ้าน
แต่สิ่งที่เธอไม่เคยรู้ในตอนแรก คือเหตุผลที่แท้จริง
ตฤณชาเคยบอกเธอในภายหลังว่า เขาโกรธพ่อของตัวเอง โกรธที่พ่อมีผู้หญิงใหม่อายุน้อยกว่ากันถึงยี่สิบกว่าปี มีลูกติด
และยิ่งไปกว่านั้น ผู้หญิงคนนั้นยังเป็นเพื่อนร่วมรุ่นสมัยเรียนมัธยมศึกษาของเขาเอง เขาไม่อยากกลับไปเจอพ่อ
เพราะไม่อยากให้อารมณ์เสีย
แต่กลับเลือกใช้ชื่อของเธอเป็นข้ออ้าง เพื่อหลีกเลี่ยงครอบครัวของตัวเอง
“ถึงหอพักแล้วนะ พิม” พิพัฒน์เอ่ยบอก เมื่อน้องสาวยังนั่งนิ่งอย่างใจลอยอยู่บนเบาะหลัง
“อ้อ…ค่ะ” พิมลดาสะดุ้งเล็กน้อยราวกับเพิ่งตื่นจากภวังค์
“เดี๋ยวพิมให้น้องแม็กซ์นอนในรถก่อนนะคะ ไว้พิมเก็บของเสร็จแล้วจะลงมาเรียก อาจจะต้องทยอยขนของลงไปสักสองสามรอบค่ะ”
“แน่ใจนะว่าจะไม่เจอไอ้ชั่วนั่นที่ห้อง” พิพัฒน์ถามย้ำด้วยความเป็นห่วง
“คิดว่าไม่เจอค่ะ พี่” หญิงสาวตอบเสียงเรียบ
“เขาทิ้งพิมกับลูกไว้ที่บ้าน แล้วรีบออกไปหาแฟนของเขา คงใช้เวลานานพอสมควรค่ะ”
พิมลดาค่อย ๆ วางศีรษะของลูกชายตัวน้อยลงบนหมอนใบเล็กอย่างแผ่วเบา เด็กน้อยยังคงหลับสนิท ลมหายใจสม่ำเสมอ
เธอสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนจะผ่อนมันออกมาอย่างช้า ๆ มือของหญิงสาวกำแน่น ราวกับใช้แรงทั้งหมดที่เหลืออยู่ เพื่อย้ำเตือนตัวเองว่า เธอต้องเข้มแข็งให้ได้
จากนั้น พิมลดาจึงผลักประตูรถเปิดออก ก้าวลงไปเผชิญหน้ากับทุกสิ่งที่กำลังรอเธออยู่ข้างหน้า
...
ชลิดาเดินกลับโต๊ะทำงานด้วยสติที่เหมือนลอยหายไปครึ่งหนึ่งระหว่างทาง สายตาหลายคู่จับจ้องเธอโดยไม่คิดจะปิดบัง บางคนมองราวกับเห็นของแปลก บางคนยิ้มมุมปากอย่างสะใจ ขณะที่อีกกลุ่มยืนกระซิบกระซาบแล้วปรายตามาทางเธอเป็นระยะเสียงหัวเราะเบา ๆ ไล่หลังมาเหมือนเงาเธอเร่งฝีเท้า หัวใจเต้นถี่จนเจ็บหน้าอกทันทีที่ถึงโต๊ะทำงาน ชลิดารีบเก็บเอกสารและของใช้ส่วนตัวใส่กระเป๋าอย่างลุกลี้ลุกลน ตั้งใจจะกลับบ้านไปตั้งหลักก่อน ทุกอย่างมันถาโถมเกินกว่าจะรับมือไหวในตอนนี้เธอส่งข้อความหาตฤณชาไปแล้วหลายครั้งไม่มีการตอบกลับคงกำลังอยู่บนเครื่องบิน“อาจารย์ชลิดาคะ คณบดีขอเชิญพบค่ะ”เสียงตุ๊กดังขึ้นข้างหลัง เธอพยายามโทรหาชลิดาหลายสายแล้ว แต่ชลิดาไม่ได้รับชลิดากลืนน้ำลาย ก่อนพยักหน้าเบา ๆ แล้วเดินตามเลขานุการไปอย่างคนไร้แรงต้านทุกย่างก้าวหนักอึ้งข้อความจากเพื่อนเด้งเข้ามาไม่หยุดในโทรศัพท์ แต่เธอไม่กล้าเปิดอ่าน รู้ดีว่าเนื้อหาคงไม่พ้นเรื่องเดียวกันเมื่อก้าวเข้าสู่ห้องทำงานคณบดี ความเย็นจากเครื่องปรับอากาศทำให้เธอขนลุก ทั้งที่อุณหภูมิไม่ได้ต่างจากทุกวันหรือบางที…สิ่งที่หนาวอาจไม่ใช่อากาศเธอยกมือไหว้ ก่อนจะถูกเชิญ
ระหว่างที่ชลิดาหิ้วอุปกรณ์การสอนเดินผ่านโรงอาหารของคณะ เพื่อมุ่งหน้าไปยังอาคารเรียนด้านข้าง เธอสังเกตได้ว่าบรรยากาศวันนี้ดูแปลกไป นักศึกษาหลายคนหันมามองเธอ บางคนยิ้ม บางคนหัวเราะเบา ๆ คล้ายมีเรื่องขบขันที่เธอไม่รู้หญิงสาวชะงักเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะส่งยิ้มสุภาพกลับไปตามมารยาท ในฐานะอาจารย์ใหม่ เธออยากสร้างความประทับใจ ไม่อยากคิดมากกับสายตาเหล่านั้นแต่ทันทีที่เธอเดินลับตา เสียงซุบซิบก็ดังเซ็งแซ่ขึ้นราวกับคลื่นกระทบฝั่ง“วันนี้ใส่ชุดเดียวกับในรูปเลยนะ แบบนี้ยืนยันได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าใช่นางแน่ ๆ”“ชุดนี้คอลเลกชันใหม่ของแบรนด์ L ด้วยนะ ซ้ำยากมาก”“ในรูป เพิ่งเดินออกมาจากโรงแรม ดูโทรมหน้าซีดมาก … สงสัยโดนไปหลายดอก ผู้ชายคงแรงดี”“งั้นข่าวลือที่ว่าไปแย่งผู้ชายเขามาก็คงจริงสิ หน้าตาก็ดีแท้ ๆ ไม่น่าคิดสั้นแบบนี้เลย เป็นอาจารย์เหมือนกันแท้ ๆ”“คนไม่มีศีลธรรมแบบนี้จะไปนับถือได้ยังไงล่ะ ถอนวิชาทันไหมเนี่ย”“อาจารย์ตฤณชาก็ดูภูมิฐานนะ อายุขนาดนั้นยังตกสาวเอ๊าะ ๆ อย่างนางได้อีก เก่งจริง ๆ”“ได้ยินมาว่าสองคนนี้เคยเป็นอาจารย์กับลูกศิษย์กันมาก่อนนะ แล้วดันปิ๊งกันเอง สุดท้ายผู้ชายก็ทิ้งเมียทิ้งลูกม
แม้เครื่องปรับอากาศภายในห้องจะส่งไอเย็นฉ่ำเพียงใด แต่ในอกของวิภาพรกลับร้อนรุ่มราวกับมีไฟสุม ความรู้สึกสะอิดสะเอียนตีตื้นขึ้นมาจนจุกอกยามที่ต้องทอดสายตามองชายหญิงคู่ที่ยืนอยู่ตรงหน้าทั้งสองรักษาระยะห่างต่อกันด้วยท่าทีปั้นปึ่งราวกับคนไม่สนิทชิดเชื้อ แต่วิภาพรรู้ดีว่านั่นคือการแสดงที่ห่วยแตก รูปถ่ายและคลิปวิดีโอที่เธอไล่เช็กอย่างละเอียดเป็นหลักฐานชั้นดีว่าไม่มีการตัดต่อใดๆ และที่ตอกย้ำความจริงจนดิ้นไม่หลุด คือใบหน้าของ 'น้องแม็กซ์' ลูกชายของตฤณชาที่แวบเข้ามาในหัว...เด็กน้อยที่เธอเคยเห็นตอนตฤณชาพามาวิ่งเล่นที่คณะช่วงเย็นบ่อยครั้งวินาทีนั้น ความชื่นชมที่เคยมีต่อผู้ใต้บังคับบัญชาคนนี้มลายหายไปในพริบตา ชายหนุ่มที่เธอเคยประเมินไว้สูงลิ่ว ทั้งกิริยามารยาทที่ไร้ที่ติและความสามารถที่โดดเด่นจนมองเห็น อนาคตไกลเป็นถึงเก้าอี้ผู้บริหาร แท้จริงแล้วเป็นเพียงภาพลวงตาที่เขาสร้างขึ้นมาหลอกลวงโลกส่วนหญิงสาวข้างกายที่เคยมีใบหน้าสะสวยน่าเอ็นดูจนเธอเคยนึกเมตตา ในวันนี้กลับเหลือเพียงหน้ากากที่ฉาบไว้ด้วยความเสแสร้ง แววตาที่เคยดูอ่อนโยนซื่อบริสุทธิ์ บัดนี้กลับซ่อน 'ความอวดดี' และจองหองไว้อย่างปิดไม่มิด“สวัสด
พิมลดาและแพทก้าวเดินออกจากประตูวัดเคียงคู่กัน ใบหน้าของทั้งสองดูอิ่มเอิบซึมซับเอาความสงบเย็นมาไว้ในแววตา พิพัฒน์ที่ยืนรออยู่หน้าประตูสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงนั้นทันที เขาเผยยิ้มกว้างเมื่อเห็นน้องสาวทั้งสองดูผ่อนคลายลงอย่างที่ไม่ได้เห็นมานาน“เป็นยังไงบ้างเรา ยิ้มแป้นเชียวนะ” พิพัฒน์เอ่ยหยอกน้องสาวคนเล็กด้วยน้ำเสียงเอ็นดู“ดีกว่าที่คิดมากเลยค่ะพี่พัฒน์” แพทตอบกลับเสียงใส “ไม่น่าเชื่อเลยนะคะว่าการตื่นมาทำวัตรเช้า เดินจงกรม นั่งสมาธิวนไปแบบนี้จะทำให้ใจเราเบาได้ขนาดนี้ ถ้ารู้ว่ามาปฏิบัติธรรมแล้วจะโล่งสบายเหมือนยกภูเขาออกจากอกแบบนี้ แพทมาตั้งนานแล้วค่ะ”พิพัฒน์หัวเราะน้อยๆ ก่อนจะเบนสายตาที่เต็มไปด้วยความอาทรไปทางหญิงสาวอีกคน “แล้วพิมล่ะ... เป็นยังไงบ้าง?”พิมลดาคลี่ยิ้มจางๆ แต่มั่นคง “สบายใจขึ้นมากค่ะพี่พัฒน์ เรื่องที่เคยคิดไม่ตก ตอนนี้พิมเริ่มมองเห็นทางออกบ้างแล้ว ต่อไปนี้พิมจะตั้งสติ และทำชีวิตของพิมกับน้องแม็กซ์ให้ดีขึ้น...ขอบใจแพทมากนะที่มาเป็นเพื่อนพี่”“ไม่ต้องขอบคุณเลยค่ะพี่พิม แพทซะอีกที่ต้องขอบคุณพี่” แพทกุมมือพี่สาวไว้แน่น “การมาครั้งนี้ทำให้แพทใจเย็นลงเยอะเลย แพทชอบคำสอนที่พระท
กว่าจะกล่อมให้พิมลดาหลับได้ เวลาก็ล่วงเลยเข้าตีหนึ่ง แพทค่อย ๆ ลุกขึ้น เดินออกจากห้อง และปิดประตูลงอย่างแผ่วเบา ราวกับกลัวว่าแม้แต่เสียงลมหายใจจะรบกวนการพักผ่อนอันเปราะบางของพี่สาวหน้าห้อง พิพัฒน์ พี่ชายคนโต ยืนรออยู่ด้วยสีหน้าเคร่งเครียดและเต็มไปด้วยความห่วงใย“พิมเป็นยังไงบ้าง” เขากระซิบถามเสียงเบา“ร้องไห้จนหลับไปแล้วค่ะ น่าจะเพราะเหนื่อยมาก” แพทตอบ สีหน้าเศร้าสร้อยอย่างเห็นได้ชัดความโกรธที่อัดแน่นอยู่ในใจเธอปะทุขึ้นอีกครั้ง“อีนังผู้หญิงนั่นมันแสบนัก ทำกับเด็กตัวเล็ก ๆ ได้ลงคอ ทำทีเป็นล้อเล่น แต่จริง ๆ ตั้งใจแกล้งชัด ๆ ผู้หญิงด้วยกันดูออกค่ะ กระแดะซะไม่มี พ่อแม่ไม่สั่งสอน จิตใจทำด้วยอะไร กระทั่งเด็กก็ยังทำได้ลงคอ”พิพัฒน์ถอนหายใจยาว ก่อนเอ่ยปลอบน้องสาว“ใจเย็น ๆ แพท ตอนนี้สิ่งสำคัญที่สุดคือช่วยพิมกับแม็กซ์ให้ผ่านเรื่องนี้ไปให้ได้ก่อน ส่วนมันกับผู้หญิงของมัน…สักวันต้องได้รับกรรมสนองแน่นอน คอยดูไปเถอะ”แพทกำมือแน่น ดวงตาแข็งกร้าว“แพทมีวิธีแก้แค้นให้พี่พิมค่ะ แค่เล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ยังดี มันทำเราเจ็บได้ เราก็ทำมันเจ็บได้เหมือนกัน”พิพัฒน์หันมามองน้องสาวอย่างจริงจัง“จะทำอะไรก็อย่าให้ก
ตลาดกลางคืนย่านดังของกรุงโตเกียวสว่างไสวไปด้วยแสงไฟและเสียงผู้คน ชลิดาเดินทอดน่องอย่างอารมณ์ดี แขนข้างหนึ่งคล้องอยู่กับแขนของตฤณชาที่ก้าวเคียงข้างเธออย่างใกล้ชิด ราวกับต้องการประกาศความเป็นเจ้าของโดยไม่แยแสสายตาใครด้านหลัง แม่ น้องสาว และญาติของเธอเดินตามมาเป็นกลุ่ม เสียงหัวเราะและบทสนทนาดังแว่วมาท่ามกลางบรรยากาศคึกคักของค่ำคืนที่ดูสมบูรณ์แบบหญิงสาวดื่มด่ำกับความรู้สึกของความสำเร็จที่หลั่งไหลเข้ามาตั้งแต่อายุยังน้อย คนรอบข้างต่างบอกว่าเธอทั้งเก่งและโชคดี เรียนหนังสือเก่ง ได้รับเลือกเป็นอาจารย์ ได้ทุนไปศึกษาต่อต่างประเทศทั้งหมดนี้…ชลิดารู้ดีว่า ส่วนหนึ่งมาจากผู้ชายที่เดินอยู่ข้างกายตั้งแต่วันแรกที่ได้พบตฤณชา ชีวิตของเธอก็เหมือนถูกเปิดประตูสู่ความรุ่งเรือง ทุกอย่างดูง่ายดาย ราบรื่น และได้มาโดยไม่ต้องดิ้นรน แม้ในส่วนลึกของจิตใจจะมีเสียงหนึ่งคอยเตือนว่า เธอกำลังทำผิดศีลธรรม แย่งชิงสามีของผู้หญิงคนอื่น และทำลายครอบครัวของใครบางคนแต่สิ่งที่เธอได้รับตอบแทน กลับเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆกรรมเวรอะไรนั่น…ชลิดาไม่สนใจขอเพียงเธอเป็นผู้ชนะ ได้ครอบครองทุกสิ่งดี ๆ ที่คนอื่นไม่มี เท







