Share

บทที่ 5

last update publish date: 2026-01-20 13:17:25

ชลิดากลับบ้านด้วยอารมณ์ที่สดใสผิดกับช่วงเช้า การพูดคุยกับตฤณชาหลายชั่วโมงก่อนหน้านี้ ทำให้ความกังวลในใจเธอคลี่คลายลงจนแทบไม่เหลือร่องรอย

หญิงสาวรีบทำตามคำแนะนำของเขาโดยไม่ลังเล เธอแวะไปที่ร้านเครือข่ายโทรศัพท์มือถือที่ใช้งานอยู่ เพื่อขอยกเลิกหมายเลขที่ใช้ในปัจจุบันทันที

แม้จะเปิดโทรศัพท์ทิ้งไว้ตลอด ก็ไม่มีสายเรียกเข้าจากพิมลดา หรือแม้แต่สายแปลก ๆ โทรมาอีกเลย

ความเงียบเช่นนั้น ทำให้ชลิดารู้สึกสบายใจ ราวกับปัญหาทั้งหมดถูกตัดขาดไปเรียบร้อยแล้ว

ไม่นานนัก แม่ของเธอก็โทรเข้ามาที่อีกเบอร์หนึ่ง เพื่อเร่งให้เธอกลับไปทานอาหารเย็น ที่บ้านมีแผนจะพาคุณย่าออกไปทานข้าวเพื่อฉลองวันเกิดกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา

ชลิดาเอ่ยปากชวนตฤณชาไปด้วย แต่ชายหนุ่มปฏิเสธอย่างสุภาพ โดยอ้างว่าต้องรีบกลับไปจัดการงาน เพราะวันรุ่งขึ้นมีประชุมสำคัญ

ก่อนจะแยกจากกัน ตฤณชารับปากกับเธออย่างหนักแน่น ว่าเขาจะจัดการเรื่องของตัวเองกับภรรยาเก่าให้เรียบร้อย และจะไม่ปล่อยให้มีเรื่องใดมารบกวนเธออีกอย่างแน่นอน

ชลิดาเชื่อในคำพูดนั้น และตัดสินใจว่าเรื่องทั้งหมดถือว่าเคลียร์ลงแล้ว เธอเลือกจะไม่เล่าอะไรให้แม่ฟัง เพราะไม่อยากให้ภาพลักษณ์ของตฤณชาต้องด่างพร้อยในสายตาครอบครัวของเธอ

ผู้ชายที่เธอเลือก ควรจะดูดี ควรจะไร้ตำหนิ อย่างน้อย…ก็ในสายตาคนรอบตัวเธอ

ลึก ๆ แล้ว ชลิดายอมรับกับตัวเองว่า เธอไม่ได้คิดคบหาชายหนุ่มเพียงเล่น ๆ หากทุกอย่างเป็นไปด้วยดี และได้ดูใจกันอีกสักระยะ เธอก็พร้อมจะแต่งงานกับเขา เพื่อผูกมัดผู้ชายคนนี้ไว้ให้แน่น ก่อนที่เธอจะเดินทางไปเรียนต่อต่างประเทศ

เพราะในโลกของชลิดา การวางแผนล่วงหน้าและการฉกฉวยโอกาสไม่ใช่ความเห็นแก่ตัว แต่มันคือความฉลาดของคนที่ไม่ยอมเสียเปรียบใคร แม้จะต้องแย่งชิงมาจากมือของคนอื่นก็ตาม

“กลับมาแล้วหรือด้า”

แม่ของเธอเอ่ยทักด้วยน้ำเสียงสดใส

“ดีเลย แม่กำลังจะโทรตามพอดี ลืมบอกให้ชวนชามาด้วย”

“พี่ชามีธุระเรื่องงานค่ะ”

ชลิดาตอบอย่างลื่นไหล น้ำเสียงเรียบสนิทราวกับเตรียมคำตอบมาแล้ว

“พรุ่งนี้มีประชุมสำคัญ ก็เลยขอตัวกลับก่อนค่ะ คุยกับด้าแค่แป๊บเดียวเอง”

หญิงสาวเลือกจะโกหกเรื่องที่เธอออกไปพบตฤณชาหลายชั่วโมง เพราะไม่อยากถูกซักไซ้ และไม่ต้องการเปิดช่องให้ใครตั้งคำถาม

“เสียดายจริง”

แม่ถอนหายใจเบา ๆ

“แม่กะว่าจะแนะนำให้รู้จักกับญาติ ๆ สักหน่อย”

“ไว้โอกาสหน้าแล้วกันค่ะ แม่” ชลิดายิ้มบาง ๆ พลางเอ่ยปลอบ

เธอรู้ดีว่า แม่อยากอวดมากแค่ไหนที่แฟนของลูกสาวเป็นถึงผู้บริหารของมหาวิทยาลัยชื่อดัง เพียงแค่เรื่องที่เธอได้ทุนไปศึกษาต่อและจะกลับมาเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย ก็ทำให้บรรดาญาติ ๆ อิจฉาตาร้อนกันไม่น้อยอยู่แล้ว

หากได้เพิ่มเรื่อง “แฟนลูกสาว” เข้าไปอีก แม่ของเธอก็คงได้รับคำเยินยอเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัว

สำหรับชลิดา สิ่งที่สำคัญที่สุดไม่ใช่ความจริง แต่คือภาพลักษณ์ที่คนอื่นมองเห็น ส่วนเบื้องหลังจะสกปรกเพียงใด ก็เป็นเรื่องที่ควรถูกซ่อนไว้ให้มิดชิด

...

เมื่อตฤณชากลับมาถึงหอพักของมหาวิทยาลัย ทุกอย่างภายในห้องยังคงอยู่ในสภาพเดิม ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น

ข้าวของยังถูกจัดวางไว้ที่เดิม เหมือนก่อนวันที่เขา พิมลดา และลูกจะเดินทางกลับไปบ้านที่ชานเมือง

ชายหนุ่มกวาดสายตามองไปรอบห้องเพียงครู่เดียว ก่อนจะตรงไปเปิดลิ้นชักในตู้เสื้อผ้า ที่ซ่อนตู้เซฟใบเล็ก ซึ่งเขาและพิมลดาใช้เก็บเงินและทองที่สะสมร่วมกัน

เขาเปิดตู้เซฟอย่างไม่ลังเล มือหยาบคว้าเงินสดออกมา

ตามด้วยแหวนแต่งงานของทั้งคู่ ตุ้มหูแต่งงานของพิมลดา รวมถึงสร้อยทองเก่าน้ำหนักหนึ่งบาท ที่เขาเคยมอบให้เธอในวันสำคัญ แม้กระทั่งตุ้มหูคู่เล็ก ที่เขาเคยให้เธอเมื่อครั้งยังเป็นแฟนกัน เขาก็ไม่เว้นไว้

ตฤณชาหยิบมันออกมาทั้งหมดอย่างรวดเร็วและไม่ลังเล

เขาเหลือเพียงทองบางส่วน ที่พิมลดาเก็บสะสมไว้ตั้งแต่ก่อนแต่งงาน ของที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเขาโดยตรง

ในความคิดของเขา เขาไม่ได้ขโมย ไม่ได้เอาเปรียบ

เขาเพียงแค่ “เอาของที่ตัวเองเคยให้คืนมาเท่านั้น”

ความละอายใจไม่เคยผุดขึ้นมาแม้เพียงเสี้ยววินาที

ชายหนุ่มหยิบกระเป๋าสตางค์ของตัวเองออกมาดู ภายในมีบัตรเอทีเอ็มของบัญชีที่เขาเปิดร่วมกับพิมลดา

เท่าที่จำได้ ยอดเงินคงเหลือในบัญชีน่าจะมีประมาณแสนกว่าบาท

ตฤณชานิ่งไปชั่วครู่ สายตาจับจ้องบัตรนั้นอย่างครุ่นคิด

ราวกับกำลังคำนวณผลได้ผลเสียในใจ

เพียงไม่กี่วินาที เขาก็ตัดสินใจเก็บบัตรใบเดิมกลับเข้ากระเป๋าสตางค์ ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

สำหรับเขา เงินก้อนนั้นยังมีประโยชน์ และเขาคงต้องรีบถอนออกมาก่อนที่พิมลดาจะรู้ตัว

ตฤณชาออกจากห้องไป

แต่ก่อนจะจาก เขาเขียนข้อความสั้น ๆ ลงบนกระดาษแผ่นหนึ่ง

แล้วนำไปติดไว้หน้าตู้เสื้อผ้า

“รีบไสหัวออกไปซะ คืนกุญแจห้องไว้ที่หัวหน้า รปภ. ด้วย”

จากนั้น ชายหนุ่มตรงไปแจ้งเรื่องกับหัวหน้ารปภ. ของหอพักทันที

เขาบอกว่า พิมลดาจะย้ายข้าวของออกจากหอ ขอให้ช่วยอำนวยความสะดวก และทวงกุญแจห้องคืนจากหญิงสาว

ไม่เพียงเท่านั้น เขายังสั่งกำชับด้วยน้ำเสียงเด็ดขาดว่า

หลังจากนี้ ห้ามพิมลดาเข้ามาในหอพักอีก หากพบเห็น ให้แจ้งตำรวจได้ทันที

ลุงป้อม หัวหน้ารปภ. ถึงกับอึ้ง เมื่อได้ยินคำสั่งที่ออกจากปากตฤณชา

เขาไม่คิดเลยว่า สามีภรรยาคู่นี้จะถึงขั้นแตกหักรุนแรงเช่นนี้ ทั้ง ๆ ที่เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ยังเห็นทั้งคู่พากันเดินจูงลูกไปที่รถ พร้อมหน้าพ่อแม่ลูก ดูมีความสุขไม่ต่างจากครอบครัวทั่วไป

ลุงป้อมนึกสงสารพิมลดาจับใจ

ตลอดเวลาที่ผ่านมา เขาเห็นหญิงสาวคนนี้อยู่ที่หอพักแห่งนี้แทบทุกวัน เธอเป็นคนเงียบ ๆ ไม่เคยแต่งตัวสวย ไม่เคยทำตัวเด่น

ทุกเช้า ลุงป้อมมักจะเห็นพิมลดารีบร้อนลงจากห้อง จูงลูกชายเดินไปยังโรงเรียนอนุบาล ซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลจากหอพักนัก เพื่อส่งเด็กน้อยเข้าเรียน โรงเรียนแห่งนั้นเป็นสวัสดิการที่มหาวิทยาลัยจัดไว้ให้แก่บุคลากร

ตอนเย็น แม้ตฤณชาจะเป็นฝ่ายไปรับลูกตั้งแต่บ่ายสามโมงครึ่ง แต่ไม่เกินหกโมง ลุงป้อมก็จะเห็นพิมลดาขับรถกลับมา จอดรถอย่างเร่งรีบ แล้วรีบขึ้นห้องไป

จากนั้น เขามักเห็นหญิงสาวจูงลูกออกมาเดินเล่นแถวหอพัก ในขณะที่ตฤณชา ขับรถออกไปทำธุระของตัวเอง ปล่อยให้สองแม่ลูกอยู่กันเพียงลำพัง

จนดึกดื่น ลุงป้อมจึงจะเห็นชายหนุ่มกลับมา

แทบทุกวันศุกร์ เขาจะเห็นตฤณชาหิ้วกระเป๋าใบเล็ก ขับรถออกไป ทิ้งให้สองแม่ลูกใช้ชีวิตอยู่ในหอพักอย่างเงียบเหงา

และมักจะเห็นชายหนุ่มกลับมาอีกครั้ง ในเย็นวันอาทิตย์ ด้วยสีหน้าสดชื่น ราวกับได้พักผ่อนมาอย่างเต็มที่

ภาพเหล่านั้น ทำให้ลุงป้อมได้แต่ถอนหายใจ

เพราะในสายตาของเขา ใครกันแน่ ที่เป็นคนทิ้งครอบครัวไปก่อน

...

กว่าพิมลดาจะกลับถึงหอพัก ก็ล่วงเข้าสู่ช่วงค่ำพอดี พิพัฒน์ไม่ชำนาญเส้นทางมาบ้านชานเมืองของเธอ จึงหลงทางไปเกือบชั่วโมง

ระหว่างทางกลับ โชคดีที่น้องแม็กซ์ง่วง เด็กน้อยจึงหลับไปอย่างว่าง่าย

ก่อนหน้านั้น เขาตื่นเต้นที่ได้เจอลุงพัฒน์ เล่นกันไม่หยุด จนพิมลดาเก็บของเสร็จและเริ่มออกเดินทาง

เมื่อเจออากาศเย็นจากแอร์ ประกอบกับการนั่งนิ่งอยู่ในรถ เด็กน้อยก็หลับคาตักแม่ พิมลดากอดลูกไว้แน่น ราวกับกลัวว่าเพียงเผลอคลายมือ ทุกอย่างในชีวิตจะหลุดลอยไปอีก

คาร์ซีทของแม็กซ์ยังอยู่กับรถของตฤณชา

และเธอรู้ดีว่า เขาคงไม่คิดจะคืนมัน ทั้ง ๆ ที่เธอเป็นคนออกเงินซื้อเอง

ก่อนหน้านี้ ชายหนุ่มเคยบ่นอยู่หลายครั้งว่า แม็กซ์แทบไม่ได้ใช้คาร์ซีทแล้ว เพราะชอบนั่งตักแม่ ขยับไปขยับมาในรถอย่างสนุกสนาน

เขายังพูดเหมือนไม่ใส่ใจว่า ตั้งใจจะยกคาร์ซีทนั้นให้น้องสาวซึ่งเคยอ้อนขอไว้หากไม่ได้ใช้งานแล้ว

ความคิดนั้นทำให้พิมลดานึกย้อนถึงคนในครอบครัวของตฤณชา

ไม่ว่าจะเป็นพี่สาวหรือน้องสาวของเขา ทุกคนล้วนเคยชินกับการพึ่งพาน้องชายหรือพี่ชายคนนี้ก่อนเสมอ

ทั้ง ๆ ที่แต่ละคนก็แต่งงาน มีครอบครัว มีสามี มีลูก เป็นของตัวเองแล้วทั้งนั้น

ตฤณชามีพี่สาวหนึ่งคน และน้องสาวอีกสามคน เขาเป็นลูกคนที่สอง

พี่สาวคนโตของตฤณชาชื่อวรรณี เธอแต่งงานและมีลูกสองคน และเป็นหนึ่งในคนสำคัญที่เคยช่วยส่งเสียให้ตฤณชาได้เรียนจนจบ จนกระทั่งคว้าทุนไปศึกษาต่อต่างประเทศ

หลังจากที่ชายหนุ่มประสบความสำเร็จ เขาก็เป็นฝ่ายส่งเสียค่าเล่าเรียนให้กับลูกทั้งสองคนของพี่สาว รวมถึงช่วยรับผิดชอบค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ภายในบ้านของเธอ

พิมลดาไม่เคยมีปัญหากับเรื่องนี้ เพราะเธอรู้ดีว่า พี่สาวของเขาเป็นคนที่คอยช่วยเหลือและสนับสนุนเขามาโดยตลอดจนกระทั่งเขามีวันนี้

ส่วนน้องสาวทั้งสามมักจะก่อปัญหาให้เขาต้องตามแก้หรือตามช่วยเหลืออยู่เสมอ

โดยเฉพาะตุ้ย น้องสาวที่เกิดต่อจากเขา

ไม่ว่าจะเป็นกรณีที่เธอท้องก่อนแต่ง ก็ยังให้พี่ชายเป็นฝ่ายออกหน้าไปเจรจากับครอบครัวฝ่ายชาย เพื่อให้มีการจัดงานแต่งงานขึ้นอย่างเรียบร้อย พร้อมทั้งขอให้พี่ชายช่วยออกค่าใช้จ่ายในการจัดงานทั้งหมด เนื่องจากฝ่ายชายไม่มีเงิน และครอบครัวของเขาก็ไม่ยอมรับความสัมพันธ์ดังกล่าว

เมื่อคลอดลูกแล้ว ก็ยังขอของใช้ของน้องแม็กซ์แทบทุกอย่าง

ทั้ง ๆ ที่ของบางชิ้น พิมลดาเคยรับปากจะยกให้คนอื่นไว้แล้ว แต่เพียงแค่ตฤณชารู้เรื่อง เขาก็จะรีบหยิบเอาไปให้น้องสาวทันที โดยไม่คิดจะถามความเห็นของเธอแม้แต่น้อย

ในช่วงที่พิมลดาตั้งครรภ์ ตฤณชาเลือกที่จะไม่กลับไปเยี่ยมบ้านต่างจังหวัด เขาใช้เหตุผลต่าง ๆ นานา อ้างว่าเธอไม่สะดวกเพราะท้องบ้าง ต้องไปตรวจครรภ์บ้าง ต้องกลับไปเยี่ยมบ้านฝ่ายภรรยาบ้าง

ทั้งที่ในความเป็นจริง เขาแทบไม่ได้ไปที่ไหนเลย

ข้ออ้างเหล่านั้นกลับกลายเป็นเหตุผลที่ทำให้พี่น้องของเขาไม่ชอบพิมลดาเอามาก ๆ เพราะมองว่าเธอเป็นต้นเหตุที่ทำให้ตฤณชาไม่กลับไปเยี่ยมบ้าน

แต่สิ่งที่เธอไม่เคยรู้ในตอนแรก คือเหตุผลที่แท้จริง

ตฤณชาเคยบอกเธอในภายหลังว่า เขาโกรธพ่อของตัวเอง โกรธที่พ่อมีผู้หญิงใหม่อายุน้อยกว่ากันถึงยี่สิบกว่าปี มีลูกติด

และยิ่งไปกว่านั้น ผู้หญิงคนนั้นยังเป็นเพื่อนร่วมรุ่นสมัยเรียนมัธยมศึกษาของเขาเอง เขาไม่อยากกลับไปเจอพ่อ

เพราะไม่อยากให้อารมณ์เสีย

แต่กลับเลือกใช้ชื่อของเธอเป็นข้ออ้าง เพื่อหลีกเลี่ยงครอบครัวของตัวเอง

“ถึงหอพักแล้วนะ พิม” พิพัฒน์เอ่ยบอก เมื่อน้องสาวยังนั่งนิ่งอย่างใจลอยอยู่บนเบาะหลัง

“อ้อ…ค่ะ” พิมลดาสะดุ้งเล็กน้อยราวกับเพิ่งตื่นจากภวังค์

“เดี๋ยวพิมให้น้องแม็กซ์นอนในรถก่อนนะคะ ไว้พิมเก็บของเสร็จแล้วจะลงมาเรียก อาจจะต้องทยอยขนของลงไปสักสองสามรอบค่ะ”

“แน่ใจนะว่าจะไม่เจอไอ้ชั่วนั่นที่ห้อง” พิพัฒน์ถามย้ำด้วยความเป็นห่วง

“คิดว่าไม่เจอค่ะ พี่” หญิงสาวตอบเสียงเรียบ

“เขาทิ้งพิมกับลูกไว้ที่บ้าน แล้วรีบออกไปหาแฟนของเขา คงใช้เวลานานพอสมควรค่ะ”

พิมลดาค่อย ๆ วางศีรษะของลูกชายตัวน้อยลงบนหมอนใบเล็กอย่างแผ่วเบา เด็กน้อยยังคงหลับสนิท ลมหายใจสม่ำเสมอ

เธอสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนจะผ่อนมันออกมาอย่างช้า ๆ มือของหญิงสาวกำแน่น ราวกับใช้แรงทั้งหมดที่เหลืออยู่ เพื่อย้ำเตือนตัวเองว่า เธอต้องเข้มแข็งให้ได้

จากนั้น พิมลดาจึงผลักประตูรถเปิดออก ก้าวลงไปเผชิญหน้ากับทุกสิ่งที่กำลังรอเธออยู่ข้างหน้า

...

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • ชั่วช้าสามานย์   บทที่ 61

    หลังจากน้องรุ้งทานนมแม่จนอิ่ม ริวก็อุ้มลูกสาวพาดบ่าแล้วลูบหลังเบา ๆ เด็กน้อยที่เล่นสนุกมาทั้งวันเริ่มปรือตา ก่อนจะค่อย ๆ หลับไปในอ้อมแขนของพ่อชายหนุ่มจึงพาลูกไปวางบนเตียงเด็กที่ย้ายมาไว้ในห้องนอนของหลิวเป็นการชั่วคราว จัดผ้าห่มให้เรียบร้อย แล้วมองดูลูกสาวอยู่ครู่หนึ่งจนแน่ใจว่าหลับสนิทดีแล้ว จึงหันไปหาแม่ที่กำลังจัดถุงนมแม่ใส่ตู้เย็นเล็กตรงมุมห้อง“แม่ครับ คืนนี้ฝากดูแลน้องรุ้งให้ด้วยนะครับ” ริวพูดพร้อมยกมือไหว้ แพทที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ก็ยกมือไหว้ตามสามี“ไปเถอะจ้ะ วันนี้วันพิเศษ ให้พ่อแม่น้องรุ้งได้พักผ่อนกันบ้าง” หลิวยิ้มอย่างรู้ทัน ก่อนจะอดแซวไม่ได้ “เผื่ออีกไม่กี่เดือนน้องรุ้งจะได้มีน้องมาเล่นด้วยอีกคน”แพทถึงกับทำหน้าไม่ถูก ขณะที่คนข้างกายกลับรับมุกอย่างอารมณ์ดี“อาจจะมาแล้วก็ได้นะครับ” พูดจบยังเอื้อมมือมากุมมือภรรยาเสียอีก จนแพทต้องหันไปค้อน“แม่จะรอข่าวดีจ้ะ” หลิวหัวเราะ “ไปพักผ่อนกันได้แล้ว นมน้องรุ้งเต็มตู้ ไม่ต้องห่วง คืนนี้แม่ให้เจ้าน้อยมานอนข้างเตียงด้วย จะได้ช่วยกันดูเวลาน้องรุ้งตื่น พ่อของลูกมีงานด่วนต้องไปต่างจังหวัดพอดี มีน้อยอยู่ด้วยก็ช่วยแม่ได้เยอะ”พูดจบก็โบกมือไล่ลูกชา

  • ชั่วช้าสามานย์   บทที่ 60

    พีระดนย์นั่งมองพิธีในงานเลี้ยงแต่งงานของริวกับแพทด้วยรอยยิ้ม ชายหนุ่มได้รับเชิญให้มาร่วมงานจากริว ซึ่งตั้งใจโทรศัพท์มาชวนเขาด้วยตัวเองหลังจากเหตุการณ์ในวันนั้นที่เขาได้ช่วยเหลือแพท พิมลดาก็โทรศัพท์มาขอบคุณเขาเป็นการส่วนตัว พีระดนย์จึงถือโอกาสแวะไปเยี่ยมแพทที่โรงพยาบาลด้วยนับจากนั้นเขาก็ยังคงแวะเวียนไปที่ร้านของพิมลดาอยู่เสมอ บางครั้งไปทานอาหารตามลำพัง บางครั้งก็พาพี่สาวและครอบครัวไปด้วย หรือหากมีโอกาสก็พาลูกค้ากับลูกน้องในฝ่ายไปทานอาหารที่ร้านแม้จะไปค่อนข้างบ่อย แต่พีระดนย์กลับไม่เคยรู้สึกเบื่อ เพราะพิมลดารู้จักปรับเปลี่ยนเมนูอยู่เสมอ ในแต่ละเดือนจะมีเมนูหมุนเวียนสลับกันไป ทำให้ต่อให้เขาแวะมาบ่อยแค่ไหน ก็มักมีอาหารจานใหม่ให้ได้ลองอยู่เรื่อย ๆและดูเหมือนช่วงหลังมานี้ เขาเองก็หาเหตุผลแวะไปที่ร้านได้บ่อยขึ้นกว่าเดิมเสียด้วยนับตั้งแต่เข้ามาในงานแต่งงานของริวและแพท สายตาของพีระดนย์ก็มักจะวนเวียนอยู่ที่พิมลดาเป็นระยะวันนี้เธอดูสวยเป็นพิเศษ ทั้งชุดที่เลือกมาเข้ากับรูปร่างและใบหน้าที่นาน ๆ ครั้งจะแต่งหน้าเต็มยศ ยิ่งมองก็ยิ่งทำให้เขาเผลอมองซ้ำอยู่หลายครั้งพีระดนย์หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นม

  • ชั่วช้าสามานย์   บทที่ 59

    ชลิดาลงชื่อในหนังสือยอมความที่ทนายความของพิมลดายื่นให้โดยไม่ลังเลก่อนหน้านั้น ทนายความได้ติดต่อขอพบเธอที่สถานีตำรวจและอธิบายความประสงค์ของพิมลดาให้ฟังว่า ทางนั้นยินยอมถอนแจ้งความ โดยมีเงื่อนไขให้ชลิดาลงชื่อในหนังสือยอมความ ยอมรับในสิ่งที่ตัวเองกระทำ และให้คำมั่นว่าจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับพิมลดาและครอบครัวอีกต่อไปชลิดายอมรับเงื่อนไขทั้งหมดโดยไม่มีข้อโต้แย้ง หลังจากลงชื่อเรียบร้อย เธอรับสำเนาหนังสือฉบับนั้นมาถือไว้ด้วยมือที่สั่นเล็กน้อย อย่างน้อยเรื่องยุ่งยากในชีวิตก็จบลงไปอีกหนึ่งเรื่องเวลานี้ปัญหาหลายอย่างกำลังถาโถมเข้ามาพร้อมกันจนแทบตั้งรับไม่ทัน ทุกเช้าชลิดาตื่นขึ้นมาพร้อมความกังวล ส่วนทุกค่ำคืนก็แทบข่มตาหลับไม่ได้ เพราะในหัวมีแต่คำถามเดิม ๆ วนเวียนอยู่ซ้ำแล้วซ้ำเล่าจากนี้เธอจะใช้ชีวิตต่อไปอย่างไรแล้วจะแก้ปัญหาที่อยู่ตรงหน้าทีละเรื่องได้อย่างไรสำหรับชลิดา การที่พิมลดายอมถอนแจ้งความให้ในครั้งนี้ถือเป็นความปรานีที่อีกฝ่ายมอบให้ ทั้งที่หากพิมลดาและครอบครัวจะดำเนินเรื่องกับเธอจนถึงที่สุด เธอก็ไม่มีสิทธิ์กล่าวโทษใครได้เลย เมื่อนึกย้อนถึงสิ่งที่ตัวเองเคยทำกับพิมลดาและครอบครัวมาตลอด

  • ชั่วช้าสามานย์   บทที่ 58

    ชลิดาวางกระเป๋าสะพายลงบนโต๊ะหน้าโซฟาอย่างหมดเรี่ยวแรง ก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งด้วยสีหน้าอ่อนล้าดิวเดินเข้ามาวางแก้วน้ำตรงหน้าพี่สาว แล้วนั่งลงข้าง ๆ“แม่เป็นยังไงบ้างคะพี่”“ก็...” ชลิดานิ่งไปครู่หนึ่ง พยายามรวบรวมสติก่อนตอบคำถามของน้องสาว“แม่ไม่ได้พูดอะไรเลย เอาแต่นั่งนิ่งแล้วก็เหม่อลอย พี่พูดด้วยหรือถามอะไรก็ไม่ตอบ”“แล้ว...เราจะประกันตัวแม่ออกมาได้ไหมคะ”ชลิดาส่ายหน้า “ไม่ได้เลย คดีนี้เป็นคดีฆาตกรรม ตำรวจต้องควบคุมตัวแม่ไว้สอบปากคำและดำเนินคดีตามขั้นตอน”เธอหยุดไปเล็กน้อย ก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงที่เริ่มสั่น“พี่ถามตำรวจแล้ว ตั้งแต่จับตัวแม่มา แม่ไม่พูดอะไรเลย เอาแต่นั่งนิ่งแล้วก็เหม่อลอย ถ้าอาการยังเป็นแบบนี้ต่อไป...อาจต้องให้จิตแพทย์เข้ามาดูอาการ”พูดจบ น้ำตาที่พยายามกลั้นเอาไว้ก็ไหลลงมา ชลิดายกมือขึ้นเช็ดออกอย่างลวก ๆ แต่ภาพเหตุการณ์เมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนยังคงวนเวียนอยู่ในหัวไม่หยุด หวาน เพื่อนสนิทของเธอ เป็นคนโทรมาแจ้งข่าวด้วยน้ำเสียงร้อนรน ก่อนจะส่งลิงก์ข่าวออนไลน์มาให้ดูตอนแรกชลิดายังไม่เข้าใจว่าเหตุใดหวานถึงโทรหาเธอด้วยเรื่องนี้ กระทั่งกดเข้าไปอ่านข้อความในข่าว...เพ็ญนภา แม่ข

  • ชั่วช้าสามานย์   บทที่ 57

    แพทสะดุ้งตื่นเพราะเสียงร้องของน้องรุ้ง หญิงสาวรีบลุกขึ้นมาดูลูกสาวที่นอนอยู่ในเตียงเด็กข้างเตียง เมื่อเห็นเจ้าตัวเล็กร้องไห้จ้าจนหน้าแดงก็อดกังวลไม่ได้ รีบอุ้มขึ้นมาปลอบพร้อมกับลูบหลังเบา ๆ“น้องรุ้งเป็นอะไรลูก เดี๋ยวแม่ขอดูเพิสหน่อยนะคะ”แพทลองเปิดขอบแพมเพิสดูจึงพบว่าเปียกจนเต็ม เธอรีบวางลูกลงบนเตียง แกะแพมเพิสออก แล้วหยิบตะกร้าใส่อุปกรณ์ทำความสะอาดที่วางเตรียมไว้ใกล้มือมาจัดการเช็ดก้นให้ลูกและเปลี่ยนแพมเพิสผืนใหม่ให้แต่ถึงจะตัวแห้งสบายแล้ว น้องรุ้งก็ยังร้องไม่หยุด แพทจึงรู้ว่าคราวนี้ลูกคงหิวด้วย“หิวด้วยเหรอคะ ถึงว่าร้องใหญ่เลย”หญิงสาวอุ้มลูกขึ้นมาให้นม เจ้าตัวเล็กรีบดูดนมด้วยความหิว ไม่นานเสียงร้องไห้ก็ค่อย ๆ เงียบลง กระทั่งอิ่มท้องและหลับปุ๋ยอยู่ในอ้อมแขนของแม่แพทอุ้มพาดบ่าให้เรอ ก่อนจะค่อย ๆ วางลูกกลับลงบนเตียงเด็กอย่างเบามือ แล้วห่มผ้าให้เรียบร้อยขณะที่กำลังจะเอนตัวลงนอน สายตาพลันเหลือบไปเห็นนาฬิกาบนฝาผนังห้าทุ่มแล้ว...แพทชะงัก ก่อนจะหันไปมองเตียงเสริมที่ยังว่างเปล่าริวยังไม่กลับบ้านหญิงสาวรีบหยิบโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่บนโต๊ะข้างเตียงขึ้นมาดู ข้อความล่าสุดจากริวถูกส่งมา

  • ชั่วช้าสามานย์   บทที่ 56

    พิมลดาชะงักมือที่กำลังกดรายการอยู่บนหน้าจอเครื่อง POS เมื่อเห็นชลิดาเปิดประตูเข้ามาในร้านอีกฝ่ายไม่ได้เดินตรงมาหาเธอ แต่กลับเลือกนั่งที่โต๊ะมุมด้านในสุดซึ่งอยู่ห่างจากเคาน์เตอร์ พนักงานในร้านหันมามองพิมลดาเหมือนขอความเห็นว่าจะทำอย่างไร ก่อนจะได้รับการพยักหน้าให้เข้าไปต้อนรับตามปกติ ไม่ต่างจากลูกค้าคนอื่นหลังจากแพทพ้นขีดอันตรายและอาการปลอดภัยแล้ว พิพัฒน์ได้นำไฟล์ภาพจากกล้องวงจรปิดของร้านไปแจ้งความที่สถานีตำรวจในท้องที่ เจ้าหน้าที่รับเรื่องไว้และแจ้งว่าจะดำเนินการตามขั้นตอน โดยเรียกตัวชลิดามารับทราบข้อกล่าวหา ก่อนดำเนินคดีและส่งเรื่องตามกระบวนการต่อไปไม่กี่วันหลังจากนั้น พิพัฒน์ก็ได้รับการติดต่อให้ไปที่สถานีตำรวจเพื่อชี้ตัว วันนั้นชลิดานั่งนิ่งอยู่ต่อหน้าเจ้าหน้าที่และยอมรับข้อกล่าวหาทุกอย่างโดยไม่โต้แย้งใด ๆพิมลดารับฟังความคืบหน้าจากพี่ชายด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูกหลังเกิดเรื่องกับแพท ทั้งเธอและพิพัฒน์ต่างโกรธชลิดามาก ต่อให้มีเรื่องบาดหมางหรือโกรธแค้นกันมากแค่ไหน ก็ไม่ควรลงมือทำร้ายกันจนเกือบเกิดความสูญเสีย แพทอาจเสียชีวิตในวันนั้น รวมถึงหลานสาวของเธอด้วยยิ่งเมื่อนึกถึงเรื่องราวท

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status