LOGINชลิดากลับบ้านด้วยอารมณ์ที่สดใสผิดกับช่วงเช้า การพูดคุยกับตฤณชาหลายชั่วโมงก่อนหน้านี้ ทำให้ความกังวลในใจเธอคลี่คลายลงจนแทบไม่เหลือร่องรอย
หญิงสาวรีบทำตามคำแนะนำของเขาโดยไม่ลังเล เธอแวะไปที่ร้านเครือข่ายโทรศัพท์มือถือที่ใช้งานอยู่ เพื่อขอยกเลิกหมายเลขที่ใช้ในปัจจุบันทันที
แม้จะเปิดโทรศัพท์ทิ้งไว้ตลอด ก็ไม่มีสายเรียกเข้าจากพิมลดา หรือแม้แต่สายแปลก ๆ โทรมาอีกเลย
ความเงียบเช่นนั้น ทำให้ชลิดารู้สึกสบายใจ ราวกับปัญหาทั้งหมดถูกตัดขาดไปเรียบร้อยแล้ว
ไม่นานนัก แม่ของเธอก็โทรเข้ามาที่อีกเบอร์หนึ่ง เพื่อเร่งให้เธอกลับไปทานอาหารเย็น ที่บ้านมีแผนจะพาคุณย่าออกไปทานข้าวเพื่อฉลองวันเกิดกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา
ชลิดาเอ่ยปากชวนตฤณชาไปด้วย แต่ชายหนุ่มปฏิเสธอย่างสุภาพ โดยอ้างว่าต้องรีบกลับไปจัดการงาน เพราะวันรุ่งขึ้นมีประชุมสำคัญ
ก่อนจะแยกจากกัน ตฤณชารับปากกับเธออย่างหนักแน่น ว่าเขาจะจัดการเรื่องของตัวเองกับภรรยาเก่าให้เรียบร้อย และจะไม่ปล่อยให้มีเรื่องใดมารบกวนเธออีกอย่างแน่นอน
ชลิดาเชื่อในคำพูดนั้น และตัดสินใจว่าเรื่องทั้งหมดถือว่าเคลียร์ลงแล้ว เธอเลือกจะไม่เล่าอะไรให้แม่ฟัง เพราะไม่อยากให้ภาพลักษณ์ของตฤณชาต้องด่างพร้อยในสายตาครอบครัวของเธอ
ผู้ชายที่เธอเลือก ควรจะดูดี ควรจะไร้ตำหนิ อย่างน้อย…ก็ในสายตาคนรอบตัวเธอ
ลึก ๆ แล้ว ชลิดายอมรับกับตัวเองว่า เธอไม่ได้คิดคบหาชายหนุ่มเพียงเล่น ๆ หากทุกอย่างเป็นไปด้วยดี และได้ดูใจกันอีกสักระยะ เธอก็พร้อมจะแต่งงานกับเขา เพื่อผูกมัดผู้ชายคนนี้ไว้ให้แน่น ก่อนที่เธอจะเดินทางไปเรียนต่อต่างประเทศ
เพราะในโลกของชลิดา การวางแผนล่วงหน้าและการฉกฉวยโอกาสไม่ใช่ความเห็นแก่ตัว แต่มันคือความฉลาดของคนที่ไม่ยอมเสียเปรียบใคร แม้จะต้องแย่งชิงมาจากมือของคนอื่นก็ตาม
“กลับมาแล้วหรือด้า”
แม่ของเธอเอ่ยทักด้วยน้ำเสียงสดใส
“ดีเลย แม่กำลังจะโทรตามพอดี ลืมบอกให้ชวนชามาด้วย”
“พี่ชามีธุระเรื่องงานค่ะ”
ชลิดาตอบอย่างลื่นไหล น้ำเสียงเรียบสนิทราวกับเตรียมคำตอบมาแล้ว
“พรุ่งนี้มีประชุมสำคัญ ก็เลยขอตัวกลับก่อนค่ะ คุยกับด้าแค่แป๊บเดียวเอง”
หญิงสาวเลือกจะโกหกเรื่องที่เธอออกไปพบตฤณชาหลายชั่วโมง เพราะไม่อยากถูกซักไซ้ และไม่ต้องการเปิดช่องให้ใครตั้งคำถาม
“เสียดายจริง”
แม่ถอนหายใจเบา ๆ
“แม่กะว่าจะแนะนำให้รู้จักกับญาติ ๆ สักหน่อย”
“ไว้โอกาสหน้าแล้วกันค่ะ แม่” ชลิดายิ้มบาง ๆ พลางเอ่ยปลอบ
เธอรู้ดีว่า แม่อยากอวดมากแค่ไหนที่แฟนของลูกสาวเป็นถึงผู้บริหารของมหาวิทยาลัยชื่อดัง เพียงแค่เรื่องที่เธอได้ทุนไปศึกษาต่อและจะกลับมาเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย ก็ทำให้บรรดาญาติ ๆ อิจฉาตาร้อนกันไม่น้อยอยู่แล้ว
หากได้เพิ่มเรื่อง “แฟนลูกสาว” เข้าไปอีก แม่ของเธอก็คงได้รับคำเยินยอเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัว
สำหรับชลิดา สิ่งที่สำคัญที่สุดไม่ใช่ความจริง แต่คือภาพลักษณ์ที่คนอื่นมองเห็น ส่วนเบื้องหลังจะสกปรกเพียงใด ก็เป็นเรื่องที่ควรถูกซ่อนไว้ให้มิดชิด
...
เมื่อตฤณชากลับมาถึงหอพักของมหาวิทยาลัย ทุกอย่างภายในห้องยังคงอยู่ในสภาพเดิม ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ข้าวของยังถูกจัดวางไว้ที่เดิม เหมือนก่อนวันที่เขา พิมลดา และลูกจะเดินทางกลับไปบ้านที่ชานเมือง
ชายหนุ่มกวาดสายตามองไปรอบห้องเพียงครู่เดียว ก่อนจะตรงไปเปิดลิ้นชักในตู้เสื้อผ้า ที่ซ่อนตู้เซฟใบเล็ก ซึ่งเขาและพิมลดาใช้เก็บเงินและทองที่สะสมร่วมกัน
เขาเปิดตู้เซฟอย่างไม่ลังเล มือหยาบคว้าเงินสดออกมา
ตามด้วยแหวนแต่งงานของทั้งคู่ ตุ้มหูแต่งงานของพิมลดา รวมถึงสร้อยทองเก่าน้ำหนักหนึ่งบาท ที่เขาเคยมอบให้เธอในวันสำคัญ แม้กระทั่งตุ้มหูคู่เล็ก ที่เขาเคยให้เธอเมื่อครั้งยังเป็นแฟนกัน เขาก็ไม่เว้นไว้
ตฤณชาหยิบมันออกมาทั้งหมดอย่างรวดเร็วและไม่ลังเล
เขาเหลือเพียงทองบางส่วน ที่พิมลดาเก็บสะสมไว้ตั้งแต่ก่อนแต่งงาน ของที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเขาโดยตรง
ในความคิดของเขา เขาไม่ได้ขโมย ไม่ได้เอาเปรียบ
เขาเพียงแค่ “เอาของที่ตัวเองเคยให้คืนมาเท่านั้น”
ความละอายใจไม่เคยผุดขึ้นมาแม้เพียงเสี้ยววินาที
ชายหนุ่มหยิบกระเป๋าสตางค์ของตัวเองออกมาดู ภายในมีบัตรเอทีเอ็มของบัญชีที่เขาเปิดร่วมกับพิมลดา
เท่าที่จำได้ ยอดเงินคงเหลือในบัญชีน่าจะมีประมาณแสนกว่าบาท
ตฤณชานิ่งไปชั่วครู่ สายตาจับจ้องบัตรนั้นอย่างครุ่นคิด
ราวกับกำลังคำนวณผลได้ผลเสียในใจ
เพียงไม่กี่วินาที เขาก็ตัดสินใจเก็บบัตรใบเดิมกลับเข้ากระเป๋าสตางค์ ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
สำหรับเขา เงินก้อนนั้นยังมีประโยชน์ และเขาคงต้องรีบถอนออกมาก่อนที่พิมลดาจะรู้ตัว
ตฤณชาออกจากห้องไป
แต่ก่อนจะจาก เขาเขียนข้อความสั้น ๆ ลงบนกระดาษแผ่นหนึ่ง
แล้วนำไปติดไว้หน้าตู้เสื้อผ้า
“รีบไสหัวออกไปซะ คืนกุญแจห้องไว้ที่หัวหน้า รปภ. ด้วย”
จากนั้น ชายหนุ่มตรงไปแจ้งเรื่องกับหัวหน้ารปภ. ของหอพักทันที
เขาบอกว่า พิมลดาจะย้ายข้าวของออกจากหอ ขอให้ช่วยอำนวยความสะดวก และทวงกุญแจห้องคืนจากหญิงสาว
ไม่เพียงเท่านั้น เขายังสั่งกำชับด้วยน้ำเสียงเด็ดขาดว่า
หลังจากนี้ ห้ามพิมลดาเข้ามาในหอพักอีก หากพบเห็น ให้แจ้งตำรวจได้ทันที
ลุงป้อม หัวหน้ารปภ. ถึงกับอึ้ง เมื่อได้ยินคำสั่งที่ออกจากปากตฤณชา
เขาไม่คิดเลยว่า สามีภรรยาคู่นี้จะถึงขั้นแตกหักรุนแรงเช่นนี้ ทั้ง ๆ ที่เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ยังเห็นทั้งคู่พากันเดินจูงลูกไปที่รถ พร้อมหน้าพ่อแม่ลูก ดูมีความสุขไม่ต่างจากครอบครัวทั่วไป
ลุงป้อมนึกสงสารพิมลดาจับใจ
ตลอดเวลาที่ผ่านมา เขาเห็นหญิงสาวคนนี้อยู่ที่หอพักแห่งนี้แทบทุกวัน เธอเป็นคนเงียบ ๆ ไม่เคยแต่งตัวสวย ไม่เคยทำตัวเด่น
ทุกเช้า ลุงป้อมมักจะเห็นพิมลดารีบร้อนลงจากห้อง จูงลูกชายเดินไปยังโรงเรียนอนุบาล ซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลจากหอพักนัก เพื่อส่งเด็กน้อยเข้าเรียน โรงเรียนแห่งนั้นเป็นสวัสดิการที่มหาวิทยาลัยจัดไว้ให้แก่บุคลากร
ตอนเย็น แม้ตฤณชาจะเป็นฝ่ายไปรับลูกตั้งแต่บ่ายสามโมงครึ่ง แต่ไม่เกินหกโมง ลุงป้อมก็จะเห็นพิมลดาขับรถกลับมา จอดรถอย่างเร่งรีบ แล้วรีบขึ้นห้องไป
จากนั้น เขามักเห็นหญิงสาวจูงลูกออกมาเดินเล่นแถวหอพัก ในขณะที่ตฤณชา ขับรถออกไปทำธุระของตัวเอง ปล่อยให้สองแม่ลูกอยู่กันเพียงลำพัง
จนดึกดื่น ลุงป้อมจึงจะเห็นชายหนุ่มกลับมา
แทบทุกวันศุกร์ เขาจะเห็นตฤณชาหิ้วกระเป๋าใบเล็ก ขับรถออกไป ทิ้งให้สองแม่ลูกใช้ชีวิตอยู่ในหอพักอย่างเงียบเหงา
และมักจะเห็นชายหนุ่มกลับมาอีกครั้ง ในเย็นวันอาทิตย์ ด้วยสีหน้าสดชื่น ราวกับได้พักผ่อนมาอย่างเต็มที่
ภาพเหล่านั้น ทำให้ลุงป้อมได้แต่ถอนหายใจ
เพราะในสายตาของเขา ใครกันแน่ ที่เป็นคนทิ้งครอบครัวไปก่อน
...
กว่าพิมลดาจะกลับถึงหอพัก ก็ล่วงเข้าสู่ช่วงค่ำพอดี พิพัฒน์ไม่ชำนาญเส้นทางมาบ้านชานเมืองของเธอ จึงหลงทางไปเกือบชั่วโมง
ระหว่างทางกลับ โชคดีที่น้องแม็กซ์ง่วง เด็กน้อยจึงหลับไปอย่างว่าง่าย
ก่อนหน้านั้น เขาตื่นเต้นที่ได้เจอลุงพัฒน์ เล่นกันไม่หยุด จนพิมลดาเก็บของเสร็จและเริ่มออกเดินทาง
เมื่อเจออากาศเย็นจากแอร์ ประกอบกับการนั่งนิ่งอยู่ในรถ เด็กน้อยก็หลับคาตักแม่ พิมลดากอดลูกไว้แน่น ราวกับกลัวว่าเพียงเผลอคลายมือ ทุกอย่างในชีวิตจะหลุดลอยไปอีก
คาร์ซีทของแม็กซ์ยังอยู่กับรถของตฤณชา
และเธอรู้ดีว่า เขาคงไม่คิดจะคืนมัน ทั้ง ๆ ที่เธอเป็นคนออกเงินซื้อเอง
ก่อนหน้านี้ ชายหนุ่มเคยบ่นอยู่หลายครั้งว่า แม็กซ์แทบไม่ได้ใช้คาร์ซีทแล้ว เพราะชอบนั่งตักแม่ ขยับไปขยับมาในรถอย่างสนุกสนาน
เขายังพูดเหมือนไม่ใส่ใจว่า ตั้งใจจะยกคาร์ซีทนั้นให้น้องสาวซึ่งเคยอ้อนขอไว้หากไม่ได้ใช้งานแล้ว
ความคิดนั้นทำให้พิมลดานึกย้อนถึงคนในครอบครัวของตฤณชา
ไม่ว่าจะเป็นพี่สาวหรือน้องสาวของเขา ทุกคนล้วนเคยชินกับการพึ่งพาน้องชายหรือพี่ชายคนนี้ก่อนเสมอ
ทั้ง ๆ ที่แต่ละคนก็แต่งงาน มีครอบครัว มีสามี มีลูก เป็นของตัวเองแล้วทั้งนั้น
ตฤณชามีพี่สาวหนึ่งคน และน้องสาวอีกสามคน เขาเป็นลูกคนที่สอง
พี่สาวคนโตของตฤณชาชื่อวรรณี เธอแต่งงานและมีลูกสองคน และเป็นหนึ่งในคนสำคัญที่เคยช่วยส่งเสียให้ตฤณชาได้เรียนจนจบ จนกระทั่งคว้าทุนไปศึกษาต่อต่างประเทศ
หลังจากที่ชายหนุ่มประสบความสำเร็จ เขาก็เป็นฝ่ายส่งเสียค่าเล่าเรียนให้กับลูกทั้งสองคนของพี่สาว รวมถึงช่วยรับผิดชอบค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ภายในบ้านของเธอ
พิมลดาไม่เคยมีปัญหากับเรื่องนี้ เพราะเธอรู้ดีว่า พี่สาวของเขาเป็นคนที่คอยช่วยเหลือและสนับสนุนเขามาโดยตลอดจนกระทั่งเขามีวันนี้
ส่วนน้องสาวทั้งสามมักจะก่อปัญหาให้เขาต้องตามแก้หรือตามช่วยเหลืออยู่เสมอ
โดยเฉพาะตุ้ย น้องสาวที่เกิดต่อจากเขา
ไม่ว่าจะเป็นกรณีที่เธอท้องก่อนแต่ง ก็ยังให้พี่ชายเป็นฝ่ายออกหน้าไปเจรจากับครอบครัวฝ่ายชาย เพื่อให้มีการจัดงานแต่งงานขึ้นอย่างเรียบร้อย พร้อมทั้งขอให้พี่ชายช่วยออกค่าใช้จ่ายในการจัดงานทั้งหมด เนื่องจากฝ่ายชายไม่มีเงิน และครอบครัวของเขาก็ไม่ยอมรับความสัมพันธ์ดังกล่าว
เมื่อคลอดลูกแล้ว ก็ยังขอของใช้ของน้องแม็กซ์แทบทุกอย่าง
ทั้ง ๆ ที่ของบางชิ้น พิมลดาเคยรับปากจะยกให้คนอื่นไว้แล้ว แต่เพียงแค่ตฤณชารู้เรื่อง เขาก็จะรีบหยิบเอาไปให้น้องสาวทันที โดยไม่คิดจะถามความเห็นของเธอแม้แต่น้อย
ในช่วงที่พิมลดาตั้งครรภ์ ตฤณชาเลือกที่จะไม่กลับไปเยี่ยมบ้านต่างจังหวัด เขาใช้เหตุผลต่าง ๆ นานา อ้างว่าเธอไม่สะดวกเพราะท้องบ้าง ต้องไปตรวจครรภ์บ้าง ต้องกลับไปเยี่ยมบ้านฝ่ายภรรยาบ้าง
ทั้งที่ในความเป็นจริง เขาแทบไม่ได้ไปที่ไหนเลย
ข้ออ้างเหล่านั้นกลับกลายเป็นเหตุผลที่ทำให้พี่น้องของเขาไม่ชอบพิมลดาเอามาก ๆ เพราะมองว่าเธอเป็นต้นเหตุที่ทำให้ตฤณชาไม่กลับไปเยี่ยมบ้าน
แต่สิ่งที่เธอไม่เคยรู้ในตอนแรก คือเหตุผลที่แท้จริง
ตฤณชาเคยบอกเธอในภายหลังว่า เขาโกรธพ่อของตัวเอง โกรธที่พ่อมีผู้หญิงใหม่อายุน้อยกว่ากันถึงยี่สิบกว่าปี มีลูกติด
และยิ่งไปกว่านั้น ผู้หญิงคนนั้นยังเป็นเพื่อนร่วมรุ่นสมัยเรียนมัธยมศึกษาของเขาเอง เขาไม่อยากกลับไปเจอพ่อ
เพราะไม่อยากให้อารมณ์เสีย
แต่กลับเลือกใช้ชื่อของเธอเป็นข้ออ้าง เพื่อหลีกเลี่ยงครอบครัวของตัวเอง
“ถึงหอพักแล้วนะ พิม” พิพัฒน์เอ่ยบอก เมื่อน้องสาวยังนั่งนิ่งอย่างใจลอยอยู่บนเบาะหลัง
“อ้อ…ค่ะ” พิมลดาสะดุ้งเล็กน้อยราวกับเพิ่งตื่นจากภวังค์
“เดี๋ยวพิมให้น้องแม็กซ์นอนในรถก่อนนะคะ ไว้พิมเก็บของเสร็จแล้วจะลงมาเรียก อาจจะต้องทยอยขนของลงไปสักสองสามรอบค่ะ”
“แน่ใจนะว่าจะไม่เจอไอ้ชั่วนั่นที่ห้อง” พิพัฒน์ถามย้ำด้วยความเป็นห่วง
“คิดว่าไม่เจอค่ะ พี่” หญิงสาวตอบเสียงเรียบ
“เขาทิ้งพิมกับลูกไว้ที่บ้าน แล้วรีบออกไปหาแฟนของเขา คงใช้เวลานานพอสมควรค่ะ”
พิมลดาค่อย ๆ วางศีรษะของลูกชายตัวน้อยลงบนหมอนใบเล็กอย่างแผ่วเบา เด็กน้อยยังคงหลับสนิท ลมหายใจสม่ำเสมอ
เธอสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนจะผ่อนมันออกมาอย่างช้า ๆ มือของหญิงสาวกำแน่น ราวกับใช้แรงทั้งหมดที่เหลืออยู่ เพื่อย้ำเตือนตัวเองว่า เธอต้องเข้มแข็งให้ได้
จากนั้น พิมลดาจึงผลักประตูรถเปิดออก ก้าวลงไปเผชิญหน้ากับทุกสิ่งที่กำลังรอเธออยู่ข้างหน้า
...
คืนวันสิ้นปี ขณะที่ตฤณชากำลังนั่งร่วมโต๊ะฉลองอย่างเพลิดเพลินกับคนรักและกลุ่มเพื่อนในร้านอาหารแห่งหนึ่ง เสียงแจ้งเตือนจากโทรศัพท์ก็ดังขึ้น ข้อความจาก “ตู้” เพื่อนสนิทถูกส่งเข้ามา พร้อมภาพข้อมูลบางอย่างเกี่ยวกับน้องแม็กซ์เมื่อเขากดเปิดดู สิ่งที่ปรากฏคือใบรับรองแพทย์จากจิตแพทย์...เอกสารที่พิมลดาเป็นคนพาลูกไปพบเพียงไล่อ่านไม่กี่บรรทัด ความรู้สึกในอกของตฤณชาก็ปะทุขึ้นทันที ความโกรธแล่นพล่านจนแทบอยากขว้างโทรศัพท์ทิ้งไปให้ไกล เขาไม่เคยนึกเลยว่า “อ้อย” น้องสาวที่เขาไว้ใจ ฝากฝังให้ช่วยดูแลลูกในยามที่งานรัดตัว จะทำเรื่องแบบนี้ลงไปได้ตฤณชารู้ดีว่าอ้อยเติบโตมาอย่างน่าสงสาร สมัยเรียนมัธยม พ่อของพวกเขามัวแต่สร้างปัญหาเรื่องชู้สาวจนแม่ต้องคอยตามจัดการไม่รู้จบ ขณะที่แม่เองก็ต้องทำงานหาเงินเลี้ยงลูกไปด้วย ชีวิตครอบครัวจึงเต็มไปด้วยความวุ่นวายและไม่มีใครมีเวลาดูแลลูกอย่างใกล้ชิดเพราะเหตุนี้ อ้อยจึงพลาดพลั้งตั้งครรภ์ในวัยเรียน ต้องหยุดวุฒิการศึกษาไว้เพียงชั้นมัธยมต้น ทั้งที่กำลังจะจบ ม.6 แล้วด้วยซ้ำหลังจากคลอดลูกได้เพียงสองปี ชีวิตคู่ของเธอก็พังทลาย อดีตสามีหันไปมีผู้หญิงคนใหม่ ทิ้งเธอไว้กับภาระที่
พิมลดาเดินออกจากห้องตรวจจิตแพทย์ หลังจากรับฟังคำอธิบายทั้งหมดจบลง สีหน้าของหญิงสาวเต็มไปด้วยความกังวล ราวกับจะกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่“หม่าม้า แม็กซ์เก่งไหม น้าแพทสอนพับกระดาษ แม็กซ์ทำเป็นรูปหมาได้ด้วย”พิมลดาฝืนปรับสีหน้าให้ยิ้มแย้มสดใส ทว่านัยน์ตากลับไม่ยิ้มตาม“เก่งมากเลยค่ะลูก พวกเราหาหมอเสร็จแล้ว ไปหาของอร่อยกินกันดีไหม”เธอลูบศีรษะเด็กน้อยอย่างอ่อนโยน ก่อนจะหันไปสบตาน้องสาว พยักหน้าเบา ๆ เป็นเชิงให้เดินตามกันไป“น้องแม็กซ์เก่งมากเลยค่ะ แพทสอนครั้งเดียวก็พับตามได้แล้ว หลานน้าอัจฉริยะมาก ๆ”แพทหันไปหาหลานชายตัวน้อย พร้อมยกนิ้วโป้งให้ด้วยรอยยิ้มชื่นชมตลอดทั้งวัน น้องแม็กซ์ได้อยู่กับแม่และน้าอย่างมีความสุข เด็กน้อยวิ่งเล่น หัวเราะ โดยไร้ความกังวลใด ๆอีกเพียงไม่กี่วันก็จะถึงเทศกาลปีใหม่ โรงเรียนปิดยาวให้นักเรียนได้พักผ่อน ประกอบกับพิมลดาได้ลาออกจากงานประจำแล้ว หญิงสาวจึงตั้งใจจะใช้เวลานี้ดูแลลูกน้อยอย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องเร่งรีบเหมือนที่ผ่านมา ขณะเดียวกันก็เริ่มวางแผนต่อยอดงานเสริมให้จริงจังมากขึ้นหลังกล่อมลูกน้อยหลับในช่วงบ่าย พิมลดาออกมานั่งพักนอกห้อง พลางหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาตรวจดูอี
ชลิดาเดินกลับเข้าอพาร์ตเมนต์ด้วยหัวใจที่พองโต พรุ่งนี้ตฤณชาจะเดินทางมาถึง และเธอกับเขาจะได้ใช้ช่วงเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่ร่วมกันเสียทีเกือบห้าเดือนแล้วที่ทั้งสองต้องอยู่กันคนละประเทศ แม้จะพยายามวิดีโอคอลคุยกันแทบทุกวัน แต่ความต่างของเขตเวลาทำให้บทสนทนาแต่ละครั้งสั้นกว่าที่ใจต้องการเมื่อชลิดาต้องเข้าเรียน ตฤณชากำลังจะเข้านอนและเมื่อเขาเริ่มทำงาน เธอก็ต้องปิดไฟพักผ่อนมีเพียงช่วงเวลาสั้น ๆ ราวหกโมงถึงหนึ่งทุ่มตามเวลาในประเทศไทย ที่ตฤณชาพอมีเวลาพูดคุยกับเธอ ก่อนที่ชลิดาจะต้องรีบไปเข้าเรียน และมีบางวันที่ชายหนุ่มติดงานยาวจนพลาดเวลาที่จะพูดคุยกันแม้จะห่างไกลกัน แต่เธอปรับตัวกับชีวิตต่างแดนได้รวดเร็ว ภายในเวลาไม่ถึงเดือนทุกอย่างก็เริ่มเข้าที่เข้าทาง ส่วนหนึ่งเพราะตฤณชาได้จัดการหลายอย่างไว้ให้ล่วงหน้า ตั้งแต่หาคนไปรับที่สนามบิน ติดต่อคนรู้จักมาช่วยเรื่องลงทะเบียนเรียน ไปจนถึงช่วยจัดหาที่พักอย่างเรียบร้อยชีวิตในเมืองใหม่จึงราบรื่นกว่าที่เธอกังวลไว้มากเธอเริ่มมีเพื่อนมากขึ้น ทั้งคนไทยและเพื่อนต่างชาติ เรียนรู้วัฒนธรรมใหม่ ๆ และค่อย ๆ สร้างพื้นที่ของตัวเองในต่างแดนค่ำคืนนั้น ชลิดานั่งมอ
ตฤณชามาถึงร้านอาหารช้ากว่าเวลานัดเกือบหนึ่งชั่วโมง เขาให้เหตุผลว่าการประชุมเลิกสายและการจราจรติดขัดอย่างหนักเพ็ญนภาเพียงยิ้มบาง ๆ รับคำอธิบาย นั่งรออย่างสงบ แม้ในใจจะประเมินทุกท่าทีอย่างรอบคอบ เธอรู้ดีว่าเวลานี้ ลูกสาวของเธอเริ่มเสียเปรียบฝ่ายชายไปแล้ว จึงทำได้เพียงอดทน รอจังหวะที่เกมจะพลิกกลับมาอยู่ในมือบ้างระหว่างรับประทานอาหาร บทสนทนาดำเนินไปอย่างระมัดระวัง คำพูดหลายคำถูกเลือกใช้ด้วยความหมายแฝง ตฤณชารับปากว่า จะดูแลความเป็นอยู่ของชลิดาในต่างแดนอย่างเต็มที่ เขามีรุ่นพี่และคนรู้จักในเมืองที่เธอจะไปศึกษาต่อ และยืนยันว่าจะไปเยี่ยมเธอในช่วงเทศกาลสำคัญเมื่อมีโอกาสเพ็ญนภารับฟังอย่างพอใจ ก่อนจะฝากฝังเรื่องความเป็นอยู่และความปลอดภัยของลูกสาวหลายประเด็นจากนั้น เธอจึงค่อย ๆ เอ่ยข้อเสนอที่เตรียมไว้เพื่อปกป้องชื่อเสียงของชลิดาในช่วงที่ต้องไปต่างประเทศ เธอเห็นว่า การหมั้นหมายกันไว้ก่อนน่าจะช่วยยืนยันสถานะของทั้งสองฝ่าย และเมื่อชลิดาเรียนจบ เธอก็หวังว่าตฤณชาจะจัดการเรื่องแต่งงานให้เรียบร้อยข้อเสนอนั้นทำให้ตฤณชาชะงักไปเล็กน้อยในใจเขาเริ่มลังเล เขาได้สิ่งที่ต้องการจากความสัมพันธ์นี้ไปมากแล้ว
ตฤณชานั่งเอนหลังอยู่ในบาร์ของโรงแรมหรูในประเทศที่เพิ่งเดินทางมาถึงได้ไม่ถึงชั่วโมง แก้วเครื่องดื่มสีอำพันสะท้อนแสงไฟสลัว ๆ บนเคาน์เตอร์ก่อนเครื่องบินออก เขาเห็นรูปแอบถ่ายตัวเองกับชลิดาแล้วเห็นครบ...เห็นชัดและเข้าใจทันทีว่าปัญหากำลังจะลุกลามเขาจึงปิดเครื่องโทรศัพท์ ตัดขาดจากทุกสายเรียกเข้า แม้แต่สายของชลิดาเองไม่ใช่เพราะตกใจ แต่เพราะต้องการเวลาเวลาในการคิดว่าจะปกป้องตัวเองอย่างไรเขาไม่คิดเลยว่า ขนาดพาเธอไปไกลถึงโรงแรมแถบชานเมือง ยังมีคนรู้จักเห็นและตามถ่ายภาพไว้ได้หรือจะเป็นพิมลดา?เขาหรี่ตาเล็กน้อยไม่น่าใช่…ยัยนั่นคงได้แต่เสียใจคร่ำครวญเงียบ ๆ มากกว่าจะวางแผนซับซ้อนแบบนี้ตฤณชายกแก้วขึ้นจิบ ก่อนจะตัดสินใจเปิดเครื่องสัญญาณโทรศัพท์ไหลกลับเข้ามาพร้อมข้อความและสายที่ไม่ได้รับจำนวนมาก เขากดโทรกลับไปยังหมายเลขที่คุ้นเคย คำนวณเวลาแล้วว่าที่ประเทศไทยน่าจะเป็นช่วงเช้าเสียงปลายสายรับอย่างรวดเร็ว“ฮัลโหล…”“พี่ชา…”เสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นดังทะลุสายมาอย่างไม่ทันตั้งตัวตฤณชาปรับน้ำเสียงทันที“ใจเย็น ๆ ครับด้า เกิดอะไรขึ้น พี่โทรมาเพื่อบอกว่าพี่ถึงประเทศ U แล้วนะ”เขาทำราวกับไม่รู้เรื่อ
ชลิดาเดินกลับโต๊ะทำงานด้วยสติที่เหมือนลอยหายไปครึ่งหนึ่งระหว่างทาง สายตาหลายคู่จับจ้องเธอโดยไม่คิดจะปิดบัง บางคนมองราวกับเห็นของแปลก บางคนยิ้มมุมปากอย่างสะใจ ขณะที่อีกกลุ่มยืนกระซิบกระซาบแล้วปรายตามาทางเธอเป็นระยะเสียงหัวเราะเบา ๆ ไล่หลังมาเหมือนเงาเธอเร่งฝีเท้า หัวใจเต้นถี่จนเจ็บหน้าอกทันทีที่ถึงโต๊ะทำงาน ชลิดารีบเก็บเอกสารและของใช้ส่วนตัวใส่กระเป๋าอย่างลุกลี้ลุกลน ตั้งใจจะกลับบ้านไปตั้งหลักก่อน ทุกอย่างมันถาโถมเกินกว่าจะรับมือไหวในตอนนี้เธอส่งข้อความหาตฤณชาไปแล้วหลายครั้งไม่มีการตอบกลับคงกำลังอยู่บนเครื่องบิน“อาจารย์ชลิดาคะ คณบดีขอเชิญพบค่ะ”เสียงตุ๊กดังขึ้นข้างหลัง เธอพยายามโทรหาชลิดาหลายสายแล้ว แต่ชลิดาไม่ได้รับชลิดากลืนน้ำลาย ก่อนพยักหน้าเบา ๆ แล้วเดินตามเลขานุการไปอย่างคนไร้แรงต้านทุกย่างก้าวหนักอึ้งข้อความจากเพื่อนเด้งเข้ามาไม่หยุดในโทรศัพท์ แต่เธอไม่กล้าเปิดอ่าน รู้ดีว่าเนื้อหาคงไม่พ้นเรื่องเดียวกันเมื่อก้าวเข้าสู่ห้องทำงานคณบดี ความเย็นจากเครื่องปรับอากาศทำให้เธอขนลุก ทั้งที่อุณหภูมิไม่ได้ต่างจากทุกวันหรือบางที…สิ่งที่หนาวอาจไม่ใช่อากาศเธอยกมือไหว้ ก่อนจะถูกเชิญ
ตลาดกลางคืนย่านดังของกรุงโตเกียวสว่างไสวไปด้วยแสงไฟและเสียงผู้คน ชลิดาเดินทอดน่องอย่างอารมณ์ดี แขนข้างหนึ่งคล้องอยู่กับแขนของตฤณชาที่ก้าวเคียงข้างเธออย่างใกล้ชิด ราวกับต้องการประกาศความเป็นเจ้าของโดยไม่แยแสสายตาใครด้านหลัง แม่ น้องสาว และญาติของเธอเดินตามมาเป็นกลุ่ม เสียงหัวเราะและบทสนทนาดังแว่วมา
พิมลดาหันกลับไปตามต้นเสียงที่เรียกชื่อของเธอ สายตาพบหญิงสาวคนหนึ่งในชุดเสื้อสีฟ้ากับกระโปรงสีดำเรียบง่าย ผมยาวถูกรวบไว้เรียบร้อย กำลังก้าวเข้ามาหาด้วยสีหน้าดีใจ“พิม จำพี่ได้ไหม พี่ปุ้ยที่อยู่ภาควิชาเดียวกับพี่ชาน่ะ”“สวัสดีค่ะพี่ พิมจำได้ค่ะ สบายดีไหมคะ”“แล้วพิมล่ะ สบายดีไหม ช่วงนี้ไม่ค่อยเห็นหน้
พิมลดาและแพทก้าวเดินออกจากประตูวัดเคียงคู่กัน ใบหน้าของทั้งสองดูอิ่มเอิบซึมซับเอาความสงบเย็นมาไว้ในแววตา พิพัฒน์ที่ยืนรออยู่หน้าประตูสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงนั้นทันที เขาเผยยิ้มกว้างเมื่อเห็นน้องสาวทั้งสองดูผ่อนคลายลงอย่างที่ไม่ได้เห็นมานาน“เป็นยังไงบ้างเรา ยิ้มแป้นเชียวนะ” พิพัฒน์เอ่ยหยอกน้องสาว
กว่าจะกล่อมให้พิมลดาหลับได้ เวลาก็ล่วงเลยเข้าตีหนึ่ง แพทค่อย ๆ ลุกขึ้น เดินออกจากห้อง และปิดประตูลงอย่างแผ่วเบา ราวกับกลัวว่าแม้แต่เสียงลมหายใจจะรบกวนการพักผ่อนอันเปราะบางของพี่สาวหน้าห้อง พิพัฒน์ พี่ชายคนโต ยืนรออยู่ด้วยสีหน้าเคร่งเครียดและเต็มไปด้วยความห่วงใย“พิมเป็นยังไงบ้าง” เขากระซิบถามเสียง