LOGINพิมลดาไขกุญแจห้องหอพักอย่างใจลอย มือของเธอสั่นเล็กน้อย ทั้งที่เคยเปิดประตูบานนี้มานับครั้งไม่ถ้วน
ทันทีที่ประตูเปิดออก หญิงสาวก็เห็นร่องรอยชัดเจน ว่าตฤณชา ผู้ซึ่งกลายเป็นอดีตสามีของเธอในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมา ได้เข้ามาในห้องนี้ก่อนหน้าแล้ว
เมื่อพิมลดาเดินไปถึงตู้เสื้อผ้า สายตาของเธอก็สะดุดเข้ากับกระดาษแผ่นหนึ่งที่ถูกติดทิ้งไว้อย่างจงใจ
ข้อความสั้น ๆ แข็งกระด้าง ไร้เยื่อใย
หญิงสาวหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายรูป ก่อนจะส่งไปให้พิพัฒน์ทางไลน์ พร้อมพิมพ์ข้อความสั้น ๆ ตามไป
“เขาไม่อยู่ค่ะ ทิ้งไว้แค่ข้อความตามรูป ไม่ต้องห่วงพิมนะคะ พิมยังทำใจไม่ได้ก็จริง แต่ก็พร้อมเผชิญกับทุกเรื่องค่ะ”
ดวงตาของพิมลดาเอ่อคลอ แต่เธอฝืนกลั้นมันไว้
เธอไม่อยากให้ลูกชายต้องเห็นแม่ในสภาพตาแดงเมื่อเธอลงไปข้างล่าง
“น้องแม็กซ์ตื่นแล้วนะ” พิพัฒน์ส่งข้อความมาบอก
“เดี๋ยวพิมลงไปรับค่ะ” เธอตอบกลับอย่างรวดเร็ว
“ให้มานั่งเล่นที่ห้องก่อนก็ดีค่ะ จะได้ไม่ซนมาก”
พิมลดาจัดเก็บข้าวของที่หยิบได้จำนวนหนึ่ง ใส่ลงในรถเข็นอย่างระมัดระวัง ก่อนจะเข็นลงไปยังชั้นล่าง
ที่ลิฟต์ เธอพบกับลุงป้อม
“คุณพิม จะให้ผมขึ้นไปช่วยขนของไหมครับ”
ลุงป้อมเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเป็นห่วง
“ไม่เป็นไรค่ะลุง” หญิงสาวตอบอย่างสุภาพ
“พิมกำลังเก็บอยู่ คงใช้เวลาสักชั่วโมงหนึ่ง พี่ชายพิมมาช่วยขนของด้วยค่ะ ขอบคุณมากนะคะ”
“ถ้าต้องการให้ช่วยอะไร โทรมาที่ห้องข้างล่างได้เลยนะครับ จะได้มีคนขึ้นไปช่วย”
“ได้ค่ะลุง ขอบคุณมากค่ะ” พิมลดาเอ่ยพร้อมยกมือไหว้ แววตาเต็มไปด้วยความซาบซึ้ง
“งั้นเดี๋ยวผมช่วยเข็นคันนี้ให้นะครับ” ลุงป้อมอาสา
“ขอบคุณมากค่ะ” หญิงสาวเอ่ยตอบเบา ๆ
เมื่อพิพัฒน์ขึ้นมาถึงห้อง สายตาของเขาก็เห็นกระดาษแผ่นนั้นทันที ชายหนุ่มหยิบมันขึ้นมาอ่าน ก่อนจะพับเก็บใส่กระเป๋ากางเกง
“พี่ขอเก็บไว้นะ” เขาพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“วันหนึ่งแม็กซ์โตขึ้น เขาควรได้รู้เรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้น”
พิพัฒน์หยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดต่อ
“แต่ตอนนี้ แม็กซ์ยังเป็นแค่เด็กน้อย เรื่องของผู้ใหญ่ เราควรหลีกเลี่ยงไม่ให้เขารับรู้จะดีที่สุด”
พิมลดาพยักหน้าเบา ๆ
“พิมก็คิดอย่างนั้นค่ะ” เธอเอ่ยเสียงแผ่ว
“เรื่องทั้งหมดเกิดขึ้น เพราะผู้ใหญ่คนหนึ่งไม่ซื่อสัตย์กับคู่ของตัวเอง แม้จะส่งผลกระทบถึงเด็ก แต่แม็กซ์ก็ยังเป็นผ้าขาว ไม่ควรต้องมารับรู้เรื่องไม่ดีของพ่อเขาในตอนนี้ค่ะ”
พิพัฒน์ถอนหายใจช้า ๆ
“วันนี้กรรมอาจจะยังตามสนองเขาไม่ทัน”
ชายหนุ่มกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบ
“แต่พี่เชื่อว่า สักวันหนึ่ง กรรมนั้นจะตามทันเขาแน่นอน ไม่ชาตินี้ ก็ชาติหน้า”
เขาเงยหน้ามองน้องสาว แววตาจริงจัง
“อย่างน้อยที่สุด คนที่ทำร้ายคนอื่นได้แบบนั้น ไม่มีทางอยู่อย่างสงบสุขในใจได้นานหรอก”
“พิมขอแค่ให้พิมกับลูกได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข และขอให้ลูกเติบโตเป็นคนดีก็พอใจแล้วค่ะ ตอนนี้พิมคงต้องค่อย ๆ คิดและวางแผนว่าจะก้าวต่อไปอย่างไรดี”
พิมลดาทยอยเก็บข้าวของจนเกือบเรียบร้อย ก่อนจะเปิดลิ้นชักในตู้เสื้อผ้าเพื่อตรวจดูตู้เซฟขนาดเล็กที่ซ่อนอยู่ด้านใน เมื่อเห็นกุญแจดอกหนึ่งวางอยู่ข้างตู้ หญิงสาวก็รู้ได้ทันทีว่า ตฤณชาคงมาเปิดเอาของออกไปแล้ว เธอเปิดเซฟดูและพบว่าทองที่สะสมไว้ก่อนแต่งงานยังอยู่ครบถ้วน แต่ทรัพย์สินอื่น ๆ กลับหายไปจนหมดสิ้น
“เขาเอาไปหมดเลยค่ะ ของที่สะสมกันมา…ยังดีที่เหลือทองซึ่งเป็นของพิมก่อนแต่งงานไว้ ไม่เอาไปด้วย”
“พิมพอจะมีใครที่สามารถเจรจากับไอ้ชั่วนั่นได้ไหม ยังไงของแต่งก็ควรเอาคืนมา อย่างน้อยก็เก็บไว้ให้น้องแม็กซ์”
หญิงสาวนิ่งคิดอยู่ครู่ใหญ่ก่อนจะเอ่ยตอบ
“มีอยู่คนหนึ่งค่ะ เป็นเพื่อนสนิทของเขา ชื่อพี่ตู้ พิมจะลองโทรไปขอให้ช่วยคุยเจรจาดูค่ะ แล้วก็จะคุยเรื่องลูกด้วยว่าจะตกลงกันอย่างไร พิมเป็นห่วงเรื่องโรงเรียนของลูกค่ะ เพราะมหาวิทยาลัยมีสวัสดิการให้บุตรของบุคลากรเข้าเรียนในโรงเรียนที่อยู่ในกำกับ อย่างน้อยแม็กซ์ก็จะได้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี”
“พิมลองติดต่อพี่ตู้คนนี้ดูก่อนก็แล้วกัน ถ้าไม่ได้เรื่อง พี่จะบุกไปคุยกับมันถึงคณะเอง หรือถ้ายังเรื่องมากอีก ก็จะติดต่ออธิการบดีไปเลย ให้มันรู้กันไป”
ก่อนออกจากหอพัก พิมลดายื่นกุญแจห้องคืนให้ลุงป้อม หัวหน้า รปภ.
“พิมคงไม่ได้กลับมาอยู่ที่นี่แล้วนะคะ แต่ช่วงนี้น้องแม็กซ์ยังมาเรียนที่โรงเรียนอนุบาลอยู่ ถ้ามีปัญหาอะไร รบกวนลุงช่วยแจ้งพิมด้วยนะคะ”
หญิงสาวขอเบอร์โทรศัพท์ของลุงป้อม ก่อนจะให้เบอร์ของตนเองไว้สำหรับติดต่อกรณีฉุกเฉิน
“ขอให้คุณพิมโชคดีนะครับ” ลุงป้อมเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงใจ “ผมเชื่อว่าคนทำดีย่อมได้ดี ใครทำอะไรไว้ก็ต้องได้รับอย่างนั้น คุณพิมเป็นคนดี ต่อไปต้องเจอแต่เรื่องดี ๆ แน่นอนครับ”
“ขอบคุณมากนะคะ” พิมลดายิ้มบาง ๆ เอ่ยขอบคุณ ก่อนจะหันหลังเดินไปขึ้นรถของพิพัฒน์ที่สตาร์ตรออยู่แล้ว
...
แม็กซ์ตื่นเต้นไม่น้อยที่ได้มาถึงบ้านของพิพัฒน์หรือบ้านหลังเดิมที่พิมลดาเคยอาศัยอยู่ก่อนแต่งงาน
แต่ไม่นาน เด็กน้อยก็เงยหน้าถามแม่ด้วยความสงสัย ว่าทำไมคืนนี้ถึงไม่กลับไปนอนที่หอพัก
พิมลดาจำต้องโกหกลูกอย่างแผ่วเบา ว่าที่หอพักน้ำไม่ไหล จึงยังกลับไปพักไม่ได้ ก่อนจะกล่อมเด็กน้อยให้หลับลงในที่สุด
เมื่อทุกอย่างเงียบสงบ น้ำตาของพิมลดาก็ไหลซึมออกมา ขณะที่เธอครุ่นคิดถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้น
มันเป็นความจริงที่เธอยังทำใจไม่ได้ ชีวิตคู่ที่ใช้ร่วมกันมานานถึงห้าปี บวกกับช่วงเวลาคบหาดูใจกันอีกกว่าสองปี
ไม่ใช่สิ่งที่จะบอกว่าตัดใจก็ทำได้ในชั่วข้ามคืน
หัวใจของเธอยังมีเลือดเนื้อ ไม่ได้แข็งกระด้างเหมือนหินหรือเหล็ก และเธอก็ไม่ใช่คนใจดำที่คิดเพียงผลประโยชน์ที่จะตักตวงได้จากคู่ชีวิตของตน
พิมลดาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา ส่งข้อความหาพี่ตู้ เพื่อนสนิทของตฤณชา ซึ่งยังเป็นรุ่นพี่ที่ทำงานเก่าของเธอ และเป็นคนที่ทำหน้าที่พ่อสื่อให้ทั้งสองได้รู้จักกันจนคบหาดูใจและแต่งงานกันในที่สุด
เธอนัดพบพี่ตู้ในวันรุ่งขึ้นช่วงเที่ยงเพื่อรับประทานอาหารร่วมกันและพูดคุยถึงปัญหาที่เกิดขึ้น
พิมลดาขอให้แพท น้องสาวของเธอ ช่วยดูแลแม็กซ์แทน ในช่วงที่เธอออกไปพบพี่ตู้ ซึ่งโชคดีที่แพทสามารถขอลางานได้
ส่วนตัวเธอ ตัดสินใจโทรศัพท์ติดต่อพี่หลิว หัวหน้างานโดยตรง โชคดีที่หัวหน้าเข้าใจในสถานการณ์ของเธอ และอนุญาตให้ลางานได้ โดยให้ใช้เป็นการลาป่วยแทน
เพราะวันลาพักร้อนของพิมลดาได้ถูกใช้หมดไปนานแล้วจากการต้องลางานอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นช่วงที่ลูกไม่สบาย พาไปฉีดวัคซีน หรือในวันที่สามีเดินทางไปต่างจังหวัดหรือต่างประเทศ และไม่มีใครไปรับลูกแทนเขาได้
หลังจากจัดการข้าวของและแก้ปัญหาเฉพาะหน้าต่าง ๆ ได้เพียงชั่วคราว พิมลดาก็ล้มตัวลงนอนเคียงข้างลูกชาย
ความเหนื่อยอ่อนทั้งกายและใจถาโถมเข้ามาจนเธอแทบไม่เหลือแรงแม้แต่จะขยับตัว หญิงสาวหลับไปในเวลาไม่นาน โดยมีน้ำตาค้างอยู่ที่หางตา
จิตใจของเธออ่อนล้าจนแทบไม่อยากลืมตาตื่นขึ้นมาเผชิญกับวันใหม่อีกเลย
พิมลดากุมมือลูกชายตัวน้อยที่นอนอยู่ข้างกายไว้แน่น ราวกับกำลังยึดเหนี่ยวสิ่งเดียวที่ยังทำให้เธอมีลมหายใจต่อไปได้
เธอหวังว่า ความอบอุ่นจากมือเล็ก ๆ คู่นั้นจะช่วยชาร์จพลังให้หัวใจที่บอบช้ำมีแรงพอจะฝืนลุกขึ้นและสู้ต่อไปอีกครั้งในวันพรุ่งนี้
…
พิมลดาลืมตาขึ้นมาอย่างงงงัน สายตาของเธอเพ่งมองเพดานด้านบน ความรู้สึกคุ้นเคยและอบอุ่นค่อย ๆ ซึมเข้ามาแทนที่
นี่คือห้องนอนเก่า ห้องที่เธอเคยอาศัยอยู่ก่อนแต่งงาน ในบ้านที่เต็มไปด้วยความปลอดภัยและความรัก
หญิงสาวหันไปมองที่นอนด้านข้าง แล้วก็สะดุ้งลุกขึ้นทันทีเมื่อไม่เห็นลูกชายนอนอยู่ข้างกาย
เธอรีบลุกอย่างร้อนรน แต่ยังไม่ทันได้ก้าวไปไหน ก็ต้องนั่งลงบนเตียงอีกครั้ง เพราะอาการวิงเวียนที่แล่นขึ้นมาอย่างฉับพลัน
พิมลดาสูดลมหายใจลึก ตั้งสติ ก่อนจะลุกขึ้นอีกครั้งอย่างระมัดระวัง
เมื่อเธอเปิดประตูห้องนอนออกไป เสียงหัวเราะใส ๆ ของเด็กน้อยก็ดังแว่วมาทันที ปะปนกับเสียงพูดคุยอย่างร่าเริงของแพท น้องสาวของเธอ
ปีนี้แพทอายุยี่สิบหกปี อ่อนกว่าพิมลดาถึงสิบสองปี
ขณะที่พิมลดาอายุสามสิบแปดปีแล้ว
แพทถือเป็นลูกหลงของครอบครัว
ในช่วงที่พิมลดากำลังจะขึ้นชั้นมัธยมศึกษา แม่ก็มีน้องคนเล็กให้เธอช่วยดูแล
“หม่าม้า น้าแพทซื้อของเล่นให้แม็กซ์ด้วย มาดูสิครับ แม็กซ์ต่อสะพานแล้ว!”
เด็กน้อยรีบวิ่งเข้าหาพิมลดาทันทีที่เห็นแม่ พร้อมอวดของเล่นชิ้นใหม่ด้วยแววตาเป็นประกาย
“พี่พิม ตื่นแล้วหรือคะ” แพทหันมายิ้มให้
“เมื่อคืนแพทกลับดึกค่ะ เลยไม่กล้าแวะเข้าไปดูหลาน กลัวน้องแม็กซ์จะตื่นกลางดึก”
เธอพูดต่อด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“เช้านี้พอเปิดประตูห้องพี่พิม ก็เจอน้องแม็กซ์ลืมตาแป๋วพอดี แพทเลยอุ้มออกมาเล่นก่อนค่ะ พี่พิมจะได้มีเวลานอนต่ออีกหน่อย”
“ขอบใจจ้ะแพท” พิมลดาตอบด้วยรอยยิ้มจาง ๆ
ก่อนจะลูบศีรษะลูกชายอย่างอ่อนโยน แล้วเอ่ยชมด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น
“โอ้โห น้องแม็กซ์ต่อสะพานยาวสวยมากเลยค่ะลูก”
จากนั้นพิมลดาหันไปพูดกับน้องสาว
“เดี๋ยวพี่เตรียมอาหารเช้าให้แม็กซ์ก่อนนะ ฝากแพทดูแม็กซ์ต่ออีกแป๊บหนึ่ง”
“ไม่ต้องทำแล้วค่ะ พี่พิม” แพทรีบพูดแทรก
“แพทสั่งโจ๊กปลามาแล้ว พี่พิมจะได้ไม่ต้องทำอาหารเช้า”
เธอหยุดคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงสดใส
“ไว้สาย ๆ เราออกไปเดินเล่นกันดีไหมคะ ระหว่างที่พี่พิมไปคุยกับเพื่อนรุ่นพี่คนนั้น แพทจะพาน้องแม็กซ์ไปนั่งกินข้าวที่ร้านอาหารใกล้ ๆ แถวนั้นก็ได้ค่ะ แล้วเราค่อยกลับบ้านพร้อมกัน ดีไหมคะ”
แพทอยากอยู่ใกล้พี่สาวให้มากที่สุดในช่วงเวลาที่หัวใจของพิมลดากำลังบอบช้ำ เธอหวังเพียงว่า การพาพี่สาวและหลานออกไปเปลี่ยนบรรยากาศอาจช่วยให้อารมณ์ที่อัดแน่นอยู่ในใจผ่อนคลายลงได้บ้าง
“ดีเลยจ้ะแพท” พิมลดาพยักหน้า
“พี่ก็ห่วงน้องแม็กซ์เหมือนกัน ช่วงนี้เขาค่อนข้างติดพี่มาก กลัวว่าถ้าไม่เห็นหน้าแม่นาน ๆ แล้วจะร้องเอา”
“งั้นตกลงตามนี้นะคะ” แพทยิ้ม ตั้งใจจะทำให้บรรยากาศเบาลง
“พี่พิมมาทานโจ๊กก่อน แล้วค่อยพาน้องแม็กซ์อาบน้ำ จากนั้นพี่พิมค่อยไปอาบน้ำต่อก็ได้ ประมาณสิบเอ็ดโมงเราค่อยออกจากบ้านกัน วันนี้ให้แพทเป็นสารถีขับรถให้นะคะ”
แพทเอ่ยแผนของเช้าวันนี้ พร้อมพูดหยอกเย้าเล็กน้อย เพื่อให้พี่สาวได้ยิ้มออกมาบ้างในวันที่หัวใจหนักอึ้งเช่นนี้
พิมลดายิ้มออกมาอย่างแผ่วเบา
“ดีเหมือนกันจ้ะ ทำตามที่แพทบอกเลย วันนี้พี่ตั้งใจจะซื้อคาร์ซีทให้น้องแม็กซ์ด้วย จะได้พาเขาไปไหนมาไหนได้สะดวกขึ้น”
“ดีเลยค่ะ” แพทยิ้มกว้าง
“เดี๋ยวเราไปเลือกที่นั่งพิเศษให้น้องแม็กซ์เลือกเองเลยนะคะ”
แพทหันมาคุยกับน้องแม็กซ์ต่อ ก่อนพิมลดาจะหันไปจัดการเทโจ๊กของตัวเองและของลูก
...
คืนวันสิ้นปี ขณะที่ตฤณชากำลังนั่งร่วมโต๊ะฉลองอย่างเพลิดเพลินกับคนรักและกลุ่มเพื่อนในร้านอาหารแห่งหนึ่ง เสียงแจ้งเตือนจากโทรศัพท์ก็ดังขึ้น ข้อความจาก “ตู้” เพื่อนสนิทถูกส่งเข้ามา พร้อมภาพข้อมูลบางอย่างเกี่ยวกับน้องแม็กซ์เมื่อเขากดเปิดดู สิ่งที่ปรากฏคือใบรับรองแพทย์จากจิตแพทย์...เอกสารที่พิมลดาเป็นคนพาลูกไปพบเพียงไล่อ่านไม่กี่บรรทัด ความรู้สึกในอกของตฤณชาก็ปะทุขึ้นทันที ความโกรธแล่นพล่านจนแทบอยากขว้างโทรศัพท์ทิ้งไปให้ไกล เขาไม่เคยนึกเลยว่า “อ้อย” น้องสาวที่เขาไว้ใจ ฝากฝังให้ช่วยดูแลลูกในยามที่งานรัดตัว จะทำเรื่องแบบนี้ลงไปได้ตฤณชารู้ดีว่าอ้อยเติบโตมาอย่างน่าสงสาร สมัยเรียนมัธยม พ่อของพวกเขามัวแต่สร้างปัญหาเรื่องชู้สาวจนแม่ต้องคอยตามจัดการไม่รู้จบ ขณะที่แม่เองก็ต้องทำงานหาเงินเลี้ยงลูกไปด้วย ชีวิตครอบครัวจึงเต็มไปด้วยความวุ่นวายและไม่มีใครมีเวลาดูแลลูกอย่างใกล้ชิดเพราะเหตุนี้ อ้อยจึงพลาดพลั้งตั้งครรภ์ในวัยเรียน ต้องหยุดวุฒิการศึกษาไว้เพียงชั้นมัธยมต้น ทั้งที่กำลังจะจบ ม.6 แล้วด้วยซ้ำหลังจากคลอดลูกได้เพียงสองปี ชีวิตคู่ของเธอก็พังทลาย อดีตสามีหันไปมีผู้หญิงคนใหม่ ทิ้งเธอไว้กับภาระที่
พิมลดาเดินออกจากห้องตรวจจิตแพทย์ หลังจากรับฟังคำอธิบายทั้งหมดจบลง สีหน้าของหญิงสาวเต็มไปด้วยความกังวล ราวกับจะกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่“หม่าม้า แม็กซ์เก่งไหม น้าแพทสอนพับกระดาษ แม็กซ์ทำเป็นรูปหมาได้ด้วย”พิมลดาฝืนปรับสีหน้าให้ยิ้มแย้มสดใส ทว่านัยน์ตากลับไม่ยิ้มตาม“เก่งมากเลยค่ะลูก พวกเราหาหมอเสร็จแล้ว ไปหาของอร่อยกินกันดีไหม”เธอลูบศีรษะเด็กน้อยอย่างอ่อนโยน ก่อนจะหันไปสบตาน้องสาว พยักหน้าเบา ๆ เป็นเชิงให้เดินตามกันไป“น้องแม็กซ์เก่งมากเลยค่ะ แพทสอนครั้งเดียวก็พับตามได้แล้ว หลานน้าอัจฉริยะมาก ๆ”แพทหันไปหาหลานชายตัวน้อย พร้อมยกนิ้วโป้งให้ด้วยรอยยิ้มชื่นชมตลอดทั้งวัน น้องแม็กซ์ได้อยู่กับแม่และน้าอย่างมีความสุข เด็กน้อยวิ่งเล่น หัวเราะ โดยไร้ความกังวลใด ๆอีกเพียงไม่กี่วันก็จะถึงเทศกาลปีใหม่ โรงเรียนปิดยาวให้นักเรียนได้พักผ่อน ประกอบกับพิมลดาได้ลาออกจากงานประจำแล้ว หญิงสาวจึงตั้งใจจะใช้เวลานี้ดูแลลูกน้อยอย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องเร่งรีบเหมือนที่ผ่านมา ขณะเดียวกันก็เริ่มวางแผนต่อยอดงานเสริมให้จริงจังมากขึ้นหลังกล่อมลูกน้อยหลับในช่วงบ่าย พิมลดาออกมานั่งพักนอกห้อง พลางหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาตรวจดูอี
ชลิดาเดินกลับเข้าอพาร์ตเมนต์ด้วยหัวใจที่พองโต พรุ่งนี้ตฤณชาจะเดินทางมาถึง และเธอกับเขาจะได้ใช้ช่วงเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่ร่วมกันเสียทีเกือบห้าเดือนแล้วที่ทั้งสองต้องอยู่กันคนละประเทศ แม้จะพยายามวิดีโอคอลคุยกันแทบทุกวัน แต่ความต่างของเขตเวลาทำให้บทสนทนาแต่ละครั้งสั้นกว่าที่ใจต้องการเมื่อชลิดาต้องเข้าเรียน ตฤณชากำลังจะเข้านอนและเมื่อเขาเริ่มทำงาน เธอก็ต้องปิดไฟพักผ่อนมีเพียงช่วงเวลาสั้น ๆ ราวหกโมงถึงหนึ่งทุ่มตามเวลาในประเทศไทย ที่ตฤณชาพอมีเวลาพูดคุยกับเธอ ก่อนที่ชลิดาจะต้องรีบไปเข้าเรียน และมีบางวันที่ชายหนุ่มติดงานยาวจนพลาดเวลาที่จะพูดคุยกันแม้จะห่างไกลกัน แต่เธอปรับตัวกับชีวิตต่างแดนได้รวดเร็ว ภายในเวลาไม่ถึงเดือนทุกอย่างก็เริ่มเข้าที่เข้าทาง ส่วนหนึ่งเพราะตฤณชาได้จัดการหลายอย่างไว้ให้ล่วงหน้า ตั้งแต่หาคนไปรับที่สนามบิน ติดต่อคนรู้จักมาช่วยเรื่องลงทะเบียนเรียน ไปจนถึงช่วยจัดหาที่พักอย่างเรียบร้อยชีวิตในเมืองใหม่จึงราบรื่นกว่าที่เธอกังวลไว้มากเธอเริ่มมีเพื่อนมากขึ้น ทั้งคนไทยและเพื่อนต่างชาติ เรียนรู้วัฒนธรรมใหม่ ๆ และค่อย ๆ สร้างพื้นที่ของตัวเองในต่างแดนค่ำคืนนั้น ชลิดานั่งมอ
ตฤณชามาถึงร้านอาหารช้ากว่าเวลานัดเกือบหนึ่งชั่วโมง เขาให้เหตุผลว่าการประชุมเลิกสายและการจราจรติดขัดอย่างหนักเพ็ญนภาเพียงยิ้มบาง ๆ รับคำอธิบาย นั่งรออย่างสงบ แม้ในใจจะประเมินทุกท่าทีอย่างรอบคอบ เธอรู้ดีว่าเวลานี้ ลูกสาวของเธอเริ่มเสียเปรียบฝ่ายชายไปแล้ว จึงทำได้เพียงอดทน รอจังหวะที่เกมจะพลิกกลับมาอยู่ในมือบ้างระหว่างรับประทานอาหาร บทสนทนาดำเนินไปอย่างระมัดระวัง คำพูดหลายคำถูกเลือกใช้ด้วยความหมายแฝง ตฤณชารับปากว่า จะดูแลความเป็นอยู่ของชลิดาในต่างแดนอย่างเต็มที่ เขามีรุ่นพี่และคนรู้จักในเมืองที่เธอจะไปศึกษาต่อ และยืนยันว่าจะไปเยี่ยมเธอในช่วงเทศกาลสำคัญเมื่อมีโอกาสเพ็ญนภารับฟังอย่างพอใจ ก่อนจะฝากฝังเรื่องความเป็นอยู่และความปลอดภัยของลูกสาวหลายประเด็นจากนั้น เธอจึงค่อย ๆ เอ่ยข้อเสนอที่เตรียมไว้เพื่อปกป้องชื่อเสียงของชลิดาในช่วงที่ต้องไปต่างประเทศ เธอเห็นว่า การหมั้นหมายกันไว้ก่อนน่าจะช่วยยืนยันสถานะของทั้งสองฝ่าย และเมื่อชลิดาเรียนจบ เธอก็หวังว่าตฤณชาจะจัดการเรื่องแต่งงานให้เรียบร้อยข้อเสนอนั้นทำให้ตฤณชาชะงักไปเล็กน้อยในใจเขาเริ่มลังเล เขาได้สิ่งที่ต้องการจากความสัมพันธ์นี้ไปมากแล้ว
ตฤณชานั่งเอนหลังอยู่ในบาร์ของโรงแรมหรูในประเทศที่เพิ่งเดินทางมาถึงได้ไม่ถึงชั่วโมง แก้วเครื่องดื่มสีอำพันสะท้อนแสงไฟสลัว ๆ บนเคาน์เตอร์ก่อนเครื่องบินออก เขาเห็นรูปแอบถ่ายตัวเองกับชลิดาแล้วเห็นครบ...เห็นชัดและเข้าใจทันทีว่าปัญหากำลังจะลุกลามเขาจึงปิดเครื่องโทรศัพท์ ตัดขาดจากทุกสายเรียกเข้า แม้แต่สายของชลิดาเองไม่ใช่เพราะตกใจ แต่เพราะต้องการเวลาเวลาในการคิดว่าจะปกป้องตัวเองอย่างไรเขาไม่คิดเลยว่า ขนาดพาเธอไปไกลถึงโรงแรมแถบชานเมือง ยังมีคนรู้จักเห็นและตามถ่ายภาพไว้ได้หรือจะเป็นพิมลดา?เขาหรี่ตาเล็กน้อยไม่น่าใช่…ยัยนั่นคงได้แต่เสียใจคร่ำครวญเงียบ ๆ มากกว่าจะวางแผนซับซ้อนแบบนี้ตฤณชายกแก้วขึ้นจิบ ก่อนจะตัดสินใจเปิดเครื่องสัญญาณโทรศัพท์ไหลกลับเข้ามาพร้อมข้อความและสายที่ไม่ได้รับจำนวนมาก เขากดโทรกลับไปยังหมายเลขที่คุ้นเคย คำนวณเวลาแล้วว่าที่ประเทศไทยน่าจะเป็นช่วงเช้าเสียงปลายสายรับอย่างรวดเร็ว“ฮัลโหล…”“พี่ชา…”เสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นดังทะลุสายมาอย่างไม่ทันตั้งตัวตฤณชาปรับน้ำเสียงทันที“ใจเย็น ๆ ครับด้า เกิดอะไรขึ้น พี่โทรมาเพื่อบอกว่าพี่ถึงประเทศ U แล้วนะ”เขาทำราวกับไม่รู้เรื่อ
ชลิดาเดินกลับโต๊ะทำงานด้วยสติที่เหมือนลอยหายไปครึ่งหนึ่งระหว่างทาง สายตาหลายคู่จับจ้องเธอโดยไม่คิดจะปิดบัง บางคนมองราวกับเห็นของแปลก บางคนยิ้มมุมปากอย่างสะใจ ขณะที่อีกกลุ่มยืนกระซิบกระซาบแล้วปรายตามาทางเธอเป็นระยะเสียงหัวเราะเบา ๆ ไล่หลังมาเหมือนเงาเธอเร่งฝีเท้า หัวใจเต้นถี่จนเจ็บหน้าอกทันทีที่ถึงโต๊ะทำงาน ชลิดารีบเก็บเอกสารและของใช้ส่วนตัวใส่กระเป๋าอย่างลุกลี้ลุกลน ตั้งใจจะกลับบ้านไปตั้งหลักก่อน ทุกอย่างมันถาโถมเกินกว่าจะรับมือไหวในตอนนี้เธอส่งข้อความหาตฤณชาไปแล้วหลายครั้งไม่มีการตอบกลับคงกำลังอยู่บนเครื่องบิน“อาจารย์ชลิดาคะ คณบดีขอเชิญพบค่ะ”เสียงตุ๊กดังขึ้นข้างหลัง เธอพยายามโทรหาชลิดาหลายสายแล้ว แต่ชลิดาไม่ได้รับชลิดากลืนน้ำลาย ก่อนพยักหน้าเบา ๆ แล้วเดินตามเลขานุการไปอย่างคนไร้แรงต้านทุกย่างก้าวหนักอึ้งข้อความจากเพื่อนเด้งเข้ามาไม่หยุดในโทรศัพท์ แต่เธอไม่กล้าเปิดอ่าน รู้ดีว่าเนื้อหาคงไม่พ้นเรื่องเดียวกันเมื่อก้าวเข้าสู่ห้องทำงานคณบดี ความเย็นจากเครื่องปรับอากาศทำให้เธอขนลุก ทั้งที่อุณหภูมิไม่ได้ต่างจากทุกวันหรือบางที…สิ่งที่หนาวอาจไม่ใช่อากาศเธอยกมือไหว้ ก่อนจะถูกเชิญ
พิมลดาหันกลับไปตามต้นเสียงที่เรียกชื่อของเธอ สายตาพบหญิงสาวคนหนึ่งในชุดเสื้อสีฟ้ากับกระโปรงสีดำเรียบง่าย ผมยาวถูกรวบไว้เรียบร้อย กำลังก้าวเข้ามาหาด้วยสีหน้าดีใจ“พิม จำพี่ได้ไหม พี่ปุ้ยที่อยู่ภาควิชาเดียวกับพี่ชาน่ะ”“สวัสดีค่ะพี่ พิมจำได้ค่ะ สบายดีไหมคะ”“แล้วพิมล่ะ สบายดีไหม ช่วงนี้ไม่ค่อยเห็นหน้
ตลาดกลางคืนย่านดังของกรุงโตเกียวสว่างไสวไปด้วยแสงไฟและเสียงผู้คน ชลิดาเดินทอดน่องอย่างอารมณ์ดี แขนข้างหนึ่งคล้องอยู่กับแขนของตฤณชาที่ก้าวเคียงข้างเธออย่างใกล้ชิด ราวกับต้องการประกาศความเป็นเจ้าของโดยไม่แยแสสายตาใครด้านหลัง แม่ น้องสาว และญาติของเธอเดินตามมาเป็นกลุ่ม เสียงหัวเราะและบทสนทนาดังแว่วมา
พิมลดาและแพทก้าวเดินออกจากประตูวัดเคียงคู่กัน ใบหน้าของทั้งสองดูอิ่มเอิบซึมซับเอาความสงบเย็นมาไว้ในแววตา พิพัฒน์ที่ยืนรออยู่หน้าประตูสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงนั้นทันที เขาเผยยิ้มกว้างเมื่อเห็นน้องสาวทั้งสองดูผ่อนคลายลงอย่างที่ไม่ได้เห็นมานาน“เป็นยังไงบ้างเรา ยิ้มแป้นเชียวนะ” พิพัฒน์เอ่ยหยอกน้องสาว
กว่าจะกล่อมให้พิมลดาหลับได้ เวลาก็ล่วงเลยเข้าตีหนึ่ง แพทค่อย ๆ ลุกขึ้น เดินออกจากห้อง และปิดประตูลงอย่างแผ่วเบา ราวกับกลัวว่าแม้แต่เสียงลมหายใจจะรบกวนการพักผ่อนอันเปราะบางของพี่สาวหน้าห้อง พิพัฒน์ พี่ชายคนโต ยืนรออยู่ด้วยสีหน้าเคร่งเครียดและเต็มไปด้วยความห่วงใย“พิมเป็นยังไงบ้าง” เขากระซิบถามเสียง







