LOGINตู้กำลังสนทนาทางโทรศัพท์กับตฤณชา โดยมีพิมลดานั่งอยู่ข้าง ๆ หญิงสาวนั่งฟังอย่างใจเย็น แม้ในใจจะยังไม่สงบ หลังจากเธอพูดคุยกับตู้มาเกือบชั่วโมงเต็ม
เมื่อบทสนทนาสิ้นสุดลง ตู้กดวางสาย ก่อนจะถอนหายใจแรง ราวกับแบกรับความหนักหน่วงไว้ไม่น้อย
ชายหนุ่มเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วจึงหันมาพูดกับพิมลดาด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“พี่คุยกับชาให้แล้วนะ” เขาเริ่มต้น
“เขาตกลงตามที่พิมขอ คือจะคืนของแต่งงานทั้งหมดที่เอาไป และจะรับผิดชอบค่าเล่าเรียนของลูกจนจบระดับปริญญาตรีหรือจนถึงระดับสูงสุดที่น้องแม็กซ์ต้องการเรียน”
ตู้หยุดเล็กน้อย ก่อนจะพูดต่อ
“แต่เขามีข้อแม้”
“พิมต้องให้น้องแม็กซ์เรียนที่โรงเรียนอนุบาลเดิมและต่อประถมและมัธยมในโรงเรียนของมหาวิทยาลัย โดยชาจะเป็นคนดูแลลูก ในช่วงวันจันทร์ถึงวันพฤหัสฯ ส่วนวันศุกร์ พิมไปรับลูก และดูแลต่อจนถึงวันอาทิตย์”
“เช้าวันจันทร์ พิมต้องพาลูกไปส่งที่โรงเรียน จากนั้นชาจะเป็นคนรับช่วงต่อตอนเย็น”
ตู้เหลือบมองพิมลดา ก่อนอธิบายรายละเอียดต่อ
“ชาแจ้งว่าจะให้อ้อย น้องสาวอีกคน ย้ายมาอยู่ที่หอพัก เพื่อช่วยดูแลน้องแม็กซ์ในช่วงเย็น”
อ้อยคือน้องสาวคนที่สองถัดจากตุ้ย เป็นลูกคนที่สี่ในบรรดาพี่น้องทั้งหมดห้าคนของพ่อแม่ตฤณชา
อ้อยตั้งครรภ์ตั้งแต่เรียนชั้นมัธยมปลายและต้องออกจากโรงเรียนเพื่อคลอดลูก ปัจจุบันเธอแยกกันอยู่กับสามีแล้ว
ลูกของอ้อยถูกส่งไปให้วรรณี พี่สาวคนโต ช่วยเลี้ยงดูที่บ้านต่างจังหวัด โดยอ้อยเป็นฝ่ายส่งเงินเลี้ยงดูรายเดือน
ปัจจุบัน อ้อยทำงานเป็นพนักงานขายในบริษัทแห่งหนึ่ง ซึ่งในสายตาของตฤณชาถือว่าเป็นตัวเลือกที่ “สะดวกที่สุด”
ตู้ถอนหายใจอีกครั้ง ก่อนจะกล่าวถึงเรื่องสุดท้าย
“ส่วนเรื่องบ้าน ตอนนี้เขาบอกว่า ให้ต่างคนต่างผ่อนกันไปก่อน แล้วค่อยหาทางออกกันอีกครั้งหนึ่ง”
“พี่ตู้คิดว่ายังไงคะ” พิมลดาเอ่ยถาม ขอความเห็นจากรุ่นพี่ที่เธอให้ความเคารพและไว้วางใจ
ตู้เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบอย่างชั่งใจ
“ก็…พี่คิดว่าเรื่องเรียนของน้องแม็กซ์ถือว่าเหมาะสมนะ แล้วก็ได้ตามที่พิมต้องการ ส่วนเรื่องของแต่งงาน ยังไงชาก็ต้องคืนพิม เพราะให้ไปแล้ว จะมาเอาคืนกันดื้อ ๆ แบบนี้ไม่ได้ มันไม่แฟร์”
เขาหยุดเล็กน้อย ก่อนจะถอนหายใจ
“แต่เรื่องบ้าน พี่ยังคิดไม่ออกจริง ๆ”
พิมลดาก้มหน้าลงเล็กน้อย ก่อนจะพูดในสิ่งที่ค้างคาใจ
“พิมยังไม่สบายใจที่เขาจะให้น้องสาวของเขามาดูลูกช่วงเย็นค่ะ ถ้าให้พิมรับส่งน้องแม็กซ์ตามปกติ จะดีกว่าไหมคะ”
ตู้มองเธออย่างเข้าใจ น้ำเสียงอ่อนลง
“พิม พี่เองก็อยากให้พิมไปรับส่งลูกทุกวันเหมือนกัน แต่พิมต้องคิดถึงเรื่องงานของพิมด้วย พิมต้องมีรายได้เพื่อเลี้ยงตัวเองและเลี้ยงลูก”
เขาเว้นจังหวะ ก่อนจะพูดต่ออย่างตรงไปตรงมา
“แล้วก็…จากที่ชาพูดออกมา พี่รู้สึกว่า เขายังต้องการรักษาภาพลักษณ์ ‘พ่อที่รักลูก’ ของตัวเองอยู่ โดยเฉพาะในฐานะผู้บริหารมหาวิทยาลัย เขายังมีภาพลักษณ์ที่ต้องประคองไว้”
พิมลดานั่งฟังเงียบ ๆ
ตู้จึงอธิบายต่อ
“ถ้าในอนาคต พิมขยับขยายเรื่องงานหรือเปลี่ยนงานที่สามารถจัดเวลาให้ยืดหยุ่นกับการดูแลลูกได้ ตอนนั้นพี่จะช่วยเจรจา ให้พิมเอาน้องแม็กซ์ไปดูแลเองทั้งหมด”
“อีกอย่าง บ้านที่พิมอยู่ตอนนี้ ใช้เวลาเดินทางพอสมควร อย่างน้อยก็เกือบสี่สิบนาที ถ้าเจอรถติด บางวันอาจนานเป็นชั่วโมง”
“มันอาจทำให้น้องแม็กซ์ไปโรงเรียนสาย แล้วถ้าจะให้ย้ายโรงเรียน พี่มองว่า โรงเรียนที่แม็กซ์เรียนอยู่ตอนนี้ รวมถึงที่จะเรียนต่อในอนาคต มีสภาพแวดล้อมที่ดีทีเดียว”
ตู้มองพิมลดาอย่างจริงใจ
“พี่อยากให้พิมลองนึกถึงอนาคตของลูกเป็นหลักนะ”
ตู้พยายามเกลี้ยกล่อมหญิงสาวอย่างสุขุม แม้ในใจของเขาเองจะเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด
เขาไม่เคยคิดมาก่อนว่า การแนะนำให้พิมลดารู้จักกับตฤณชา จะนำไปสู่จุดจบเช่นนี้
หลังจากเพื่อนสนิทคนนี้ได้ก้าวขึ้นเป็นผู้บริหารของมหาวิทยาลัย นิสัยของเขาก็เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด
ทุกครั้งที่ตู้ได้พบหน้า ก็มักจะได้ยินแต่คำพูดโอ้อวดและการกดข่มคนรอบข้างของตฤณชาราวกับต้องการย้ำว่าตัวเองยิ่งใหญ่เพียงใด
เพื่อนคนนี้เปลี่ยนไปจนแทบไม่เหลือเค้าเดิม เรียกได้ว่า ต่างจากเมื่อก่อน ราวกับหน้ามือเป็นหลังมือ
และเรื่องการนอกใจ ก็ทำให้ตู้ตกใจไม่แพ้กัน
โดยเฉพาะเมื่อรู้ว่า ตฤณชาคบหากับลูกศิษย์ที่อายุน้อยกว่าถึงยี่สิบปี มันเกินขอบเขตของคำว่าไม่เหมาะสม จนแทบจะเรียกได้ว่า ไร้ศีลธรรมโดยสิ้นเชิง
พิมลดานิ่งคิดอยู่นานระหว่างรับประทานอาหารไปด้วย แม้จะไม่ค่อยรู้สึกอยากอาหารเท่าใดนัก
แต่เธอก็รู้ดีว่า ตัวเองจำเป็นต้องมีแรงเพื่อรับมือกับเรื่องหนักหนาที่ยังรอเธออยู่อีกมาก
“ได้ค่ะ” เธอเอ่ยขึ้นในที่สุด
“พิมจะทำตามที่เขาเสนอมาในเรื่องการรับส่งลูก”
แต่แล้วน้ำเสียงของหญิงสาวก็หนักแน่นขึ้น
“แต่ถ้าเกิดอะไรขึ้นกับน้องแม็กซ์ พิมจะจัดการยึดลูกกลับมาดูแลเองทั้งหมดอย่างแน่นอนค่ะ”
ลูกคืออันดับหนึ่งในชีวิตของเธอเสมอ และจะเป็นเช่นนั้นตลอดไป
ในวินาทีนั้นเอง พิมลดารู้ดีว่า เธอไม่อาจฝากอนาคตของตัวเองไว้กับใครได้อีก
เธอต้องเร่งสร้างความมั่นคงให้กับฐานะการงานของตนเองอย่างจริงจัง
ที่ผ่านมา เพราะเห็นว่าตฤณชาได้ก้าวขึ้นเป็นผู้บริหารของมหาวิทยาลัย และมีแนวโน้มว่าอนาคตการงานจะก้าวหน้าไปได้อีกไกล
เธอจึงเลือกจะชะลอเส้นทางอาชีพของตัวเองลง ไม่ว่าจะเป็นโอกาสในการเดินทางไปประชุมหรือเข้าร่วมสัมมนาที่ต่างประเทศ เธอก็มักขอให้หัวหน้าเลือกคนอื่นไปแทน
ทุกครั้งที่ลูกมีธุระจำเป็นหรือต้องลางานกะทันหัน ตฤณชาก็มักผลักภาระมาให้เธอเป็นฝ่ายเสียสละ และเธอก็ยอมรับมัน เพราะเชื่อว่าทั้งหมดนี้ก็ทำไปเพื่อลูก
แต่ผลของการเสียสละนั้น กลับส่งแรงสะท้อนกลับมาอย่างแรงและโหดร้ายนัก
ประสิทธิภาพการทำงานของเธอลดลง โอกาสในการเลื่อนตำแหน่งก็หายไป เงินเดือนแทบไม่ขยับ รวมถึงโบนัสที่ได้น้อยกว่าคนอื่น
เพราะผลงานของเธอถูกประเมินให้อยู่ในระดับต่ำมาก
และในวันนี้ พิมลดาก็ได้เรียนรู้แล้วว่า การฝากอนาคตของตัวเองไว้กับใคร โดยหวังเพียงความมั่นคงของอีกฝ่าย อาจเป็นความผิดพลาดที่ต้องแลกด้วยทุกอย่างและสร้างบทเรียนให้เธออย่างเจ็บปวดที่สุด
...
เช้าวันรุ่งขึ้น พิมลดาพาน้องแม็กซ์ไปส่งที่โรงเรียนอนุบาลด้วยหัวใจที่หนักอึ้งและเศร้าสร้อย
ในใจของเธอเต็มไปด้วยความหดหู่ แต่หญิงสาวเลือกเก็บทุกอย่างเอาไว้ และแสดงออกเพียงรอยยิ้มกับท่าทีร่าเริง เพื่อไม่ให้ลูกชายรับรู้ถึงความปวดร้าวในใจของแม่
พิมลดาจำต้องโกหกลูกชายว่า เธอมีความจำเป็นต้องย้ายไปทำงานต่างจังหวัด และจะมารับเขาได้เฉพาะวันศุกร์
ส่วนระหว่างสัปดาห์ จะมีอาอ้อยย้ายมาอยู่ที่หอพัก เพื่อเป็นเพื่อนและดูแลน้องแม็กซ์แทนเธอ
เมื่อคืนที่ผ่านมา เมื่อเด็กน้อยรับรู้เรื่องนี้ ใบหน้าที่สดใสก็หม่นลงทันที น้องแม็กซ์ร้องไห้สะอื้น พร่ำบอกเพียงว่า คิดถึงหม่าม้า และไม่อยากให้หม่าม้าไปไหนเลย พิมลดาต้องปลอบอยู่นาน กว่าหัวใจดวงเล็ก ๆ จะยอมสงบลงได้ในที่สุด
ก่อนจะปล่อยให้ลูกน้อยเดินเข้าไปในโรงเรียน พิมลดาก้มลงกอดร่างเล็กแน่น กอดนั้นยาวนานกว่าทุกวัน ราวกับต้องการจดจำกลิ่นอายและความอบอุ่นของลูกไว้ให้มากที่สุด
เพราะเธอรู้ดีว่า จากวินาทีนี้ไป เธอจะไม่ได้เจอหน้าลูกอีกถึงสามวันเต็ม
หัวใจของหญิงสาวบีบรัด ความเจ็บปวดแล่นวาบขึ้นมาอย่างทรมาน ราวกับถูกฉีกออกเป็นชิ้น ๆ
ขณะเดียวกัน ในส่วนลึกของหัวใจ ก็มีไฟแห่งความแค้นเคืองลุกโชนขึ้นมาเงียบ ๆ เธอสาปแช่งอดีตสามีและผู้หญิงคนนั้นที่เป็นต้นเหตุทำให้แม่คนหนึ่งต้องถูกพรากจากลูกของตน ต้องฝืนยิ้ม ฝืนปล่อยมือ ทั้งที่หัวใจแทบจะแตกสลาย
พิมลดาภาวนาอยู่ในใจ ขอให้คนทั้งสองได้รับกรรมสนองโดยเร็ว เธอและลูกจะตั้งใจมีชีวิตอยู่ให้ดี อยู่ให้ได้เห็น...เห็นพวกมันค่อย ๆ ดำดิ่งลงสู่ชีวิตที่เหมือนตกนรก ให้ได้ลิ้มรสความทุกข์ทรมานมากกว่าที่เธอกำลังเผชิญอยู่ในเวลานี้อย่างนับไม่ถ้วน…เป็นล้าน เป็นสิบล้านเท่า
หญิงสาวนั่งนิ่งอยู่ในรถอยู่นาน ปล่อยให้ความแค้นเคืองตกตะกอนอยู่ในใจ ก่อนจะสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ แล้วขับรถมุ่งหน้าไปยังบริษัทที่เธอทำงาน เพราะเธอรู้ดีว่า หนทางข้างหน้ายังมีเรื่องให้ต้องเผชิญอีกมาก
บางที…นี่อาจเป็นวิบากกรรมจากสิ่งที่เธอเคยทำไว้กับใครในอดีต และเธอจำเป็นต้องเดินต่อไป ไม่ว่าจะเจ็บปวดเพียงใดก็ตาม
…
ชลิดายิ้มแย้มอย่างเปี่ยมความสุข ท่ามกลางครอบครัวและกลุ่มเพื่อนในมหาวิทยาลัย
ในมือของเธอคือช่อดอกไม้สดช่อใหญ่ที่ตฤณชามอบให้ด้วยตัวเอง
วันนี้คือวันรับปริญญาของเธอ วันที่หญิงสาวรู้สึกว่า ตัวเองได้ก้าวขึ้นไปอีกขั้นของความสำเร็จในชีวิต
ไม่เพียงแค่คว้าเกียรตินิยมอันดับหนึ่งมาได้อย่างงดงาม แต่อนาคตที่สดใสก็รอเธออยู่ตรงหน้า
อีกไม่นาน เธอจะได้เดินทางไปศึกษาต่อต่างประเทศ ก่อนจะกลับมาในฐานะอาจารย์มหาวิทยาลัยผู้ทรงเกียรติ
ระหว่างรอเดินทาง ชลิดาจะเริ่มต้นทำงานเป็นอาจารย์ผู้สอนวิชาพื้นฐาน โดยมีอาจารย์อาวุโสคอยประกบและชี้แนะอย่างใกล้ชิด
และที่ทำให้ภาพชีวิตของเธอดูสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น คือการมีแฟนหนุ่ม ผู้ดำรงตำแหน่งสำคัญในมหาวิทยาลัยเดียวกัน
หญิงสาวอดไม่ได้ที่จะโพสต์ภาพคู่กับเขาลงบนโซเชียลมีเดีย พร้อมรอยยิ้มสดใสที่เหมือนตั้งใจอวด
ไม่นาน คอมเมนต์จากเพื่อน ๆ ก็หลั่งไหลเข้ามาอย่างคึกคัก
‘หวานจนมดเดินตามแล้ว’
‘ยิ้มตามจนเพื่อนเหยินกันไปหมดแล้ว’
‘อจตช จะหวานไปถึงไหนครับ ฮิ้ววว’
ชลิดาอ่านแล้วก็ยิ้มกว้างขึ้นอีก ราวกับทุกคำแซวคือเครื่องยืนยันว่า เธอคือผู้หญิงที่ทั้งเก่ง ทั้งโชคดี และมีทุกอย่างในชีวิตครบถ้วนตามที่ใฝ่ฝัน
ตฤณชายืนมองแฟนสาวคนใหม่ หญิงสาวที่วันนี้แต่งหน้าอย่างประณีต สวยหวานสะดุดตา เขาชื่นชมทั้งความสวย ความน่ารัก และความสดใหม่ของเธอ พร้อมกับความรู้สึกพึงพอใจที่เอ่อล้นอยู่ในใจ
ชายหนุ่มรู้สึกภูมิใจที่ตัวเองยังมีเสน่ห์มากพอจะคบหากับผู้หญิงที่อายุน้อยกว่าตนเองอย่างมาก
เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา โพสต์ภาพคู่กับชลิดาลงในโซเชียลมีเดีย บัญชีใหม่ที่เขาเพิ่งสมัครไว้เมื่อไม่กี่วันก่อน
ที่ผ่านมา ตฤณชาไม่เคยชอบเปิดเผยชีวิตส่วนตัว เขามองว่าเป็นเรื่องไม่จำเป็น และไม่อยากให้ใครรับรู้เรื่องของตนมากนัก
แต่ในเวลานี้กลับแตกต่างออกไป เขาภาคภูมิใจทั้งในตัวเองและในแฟนสาวที่ยืนเคียงข้าง
ยิ่งเมื่อชลิดาเรียกร้องอยากให้เขามีบัญชีโซเชียล เพื่อจะได้แบ่งปันโมเมนต์ดี ๆ และอวดความหวานกับคนอื่นบ้าง ตฤณชาก็ยอมตามใจเธอในที่สุด
ทว่าด้วยความรอบคอบในแบบของเขา ชายหนุ่มเลือกสะกดชื่อบัญชีให้แตกต่างจากชื่อจริง เพื่อไม่ให้ใครที่รู้จักเขามาก่อน โดยเฉพาะคนในแวดวงเดียวกันสามารถตามเจอได้ง่าย
บัญชีโซเชียลนี้ จึงมีเพียงชลิดาและกลุ่มเพื่อนของหญิงสาวเท่านั้นที่รับรู้การมีตัวตนของเขา แม้กระทั่ง เพื่อนสนิทของเขาอย่างตู้ก็ยังไม่รู้ว่าเขามีบัญชีโซเชียลแล้ว
สำหรับตฤณชา มันคือพื้นที่ปลอดภัยที่เขาจะได้เป็น “ผู้ชายมีเสน่ห์” โดยไม่ต้องรับผิดชอบต่ออดีตใด ๆ
นับจากนี้ไป ตฤณชาเชื่อมั่นว่า ชีวิตของเขาจะมีแต่คนมองด้วยสายตาอิจฉา อิจฉาในความโชคดี อิจฉาในตำแหน่งหน้าที่ และอิจฉาที่เขามีหญิงสาวอ่อนวัย ผู้กำลังจะก้าวขึ้นมาเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย ยืนเคียงข้างอย่างเหมาะสมกับฐานะของเขา
ภาพชีวิตเช่นนี้ คือสิ่งที่เขาเฝ้าใฝ่ฝันมาโดยตลอด
เมื่อสองปีก่อน ตฤณชาเคยเฝ้ามองผู้บริหารรุ่นพี่คนหนึ่ง ชายวัยเกือบกลางคนที่มักเดินเคียงข้างภรรยาสาว ผู้มีอายุน้อยกว่าถึงยี่สิบกว่าปี
วันนั้น ผู้คนพากันมองด้วยสายตาอิจฉา กระซิบกระซาบชื่นชม ว่าชายผู้นั้น “ทั้งเก่ง ทั้งมีวาสนา ได้ภรรยาอ่อนวัย”
และในบรรดาสายตาเหล่านั้น ตฤณชาก็เป็นหนึ่งในคนที่จ้องมองด้วยความริษยาอย่างไม่อาจปฏิเสธได้
เขาเคยคิดในใจว่า สักวันหนึ่ง เขาจะต้องยืนอยู่ในจุดนั้นให้ได้
วันนี้ เขาทำสำเร็จแล้ว ไม่ว่าก้าวไปทางไหน ตฤณชาก็รับรู้ถึงสายตาที่มองมา สายตาเหล่านั้นทำให้เขาพึงพอใจ
เพราะสำหรับเขา ผู้หญิงที่ยืนข้างกายไม่ใช่แค่คนรัก แต่คือเครื่องยืนยันสถานะ คือรางวัลของความสำเร็จ คือสิ่งที่ทำให้คนอื่นรู้ว่า เขา “เลือกได้”
และที่สำคัญที่สุด คือสิ่งที่ย้ำเตือนเขาเสมอว่า เขาไม่จำเป็นต้องย้อนกลับไปมองผู้หญิงที่เคยร่วมทุกข์ร่วมสุขในวันที่เขายังไม่มีอะไรเลย
เพราะในโลกของตฤณชา ความรักไม่เคยสำคัญเท่าหน้าตา และศีลธรรมไม่เคยมีค่าเท่าคำว่า “คนอิจฉา”
…
หลังจากน้องรุ้งทานนมแม่จนอิ่ม ริวก็อุ้มลูกสาวพาดบ่าแล้วลูบหลังเบา ๆ เด็กน้อยที่เล่นสนุกมาทั้งวันเริ่มปรือตา ก่อนจะค่อย ๆ หลับไปในอ้อมแขนของพ่อชายหนุ่มจึงพาลูกไปวางบนเตียงเด็กที่ย้ายมาไว้ในห้องนอนของหลิวเป็นการชั่วคราว จัดผ้าห่มให้เรียบร้อย แล้วมองดูลูกสาวอยู่ครู่หนึ่งจนแน่ใจว่าหลับสนิทดีแล้ว จึงหันไปหาแม่ที่กำลังจัดถุงนมแม่ใส่ตู้เย็นเล็กตรงมุมห้อง“แม่ครับ คืนนี้ฝากดูแลน้องรุ้งให้ด้วยนะครับ” ริวพูดพร้อมยกมือไหว้ แพทที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ก็ยกมือไหว้ตามสามี“ไปเถอะจ้ะ วันนี้วันพิเศษ ให้พ่อแม่น้องรุ้งได้พักผ่อนกันบ้าง” หลิวยิ้มอย่างรู้ทัน ก่อนจะอดแซวไม่ได้ “เผื่ออีกไม่กี่เดือนน้องรุ้งจะได้มีน้องมาเล่นด้วยอีกคน”แพทถึงกับทำหน้าไม่ถูก ขณะที่คนข้างกายกลับรับมุกอย่างอารมณ์ดี“อาจจะมาแล้วก็ได้นะครับ” พูดจบยังเอื้อมมือมากุมมือภรรยาเสียอีก จนแพทต้องหันไปค้อน“แม่จะรอข่าวดีจ้ะ” หลิวหัวเราะ “ไปพักผ่อนกันได้แล้ว นมน้องรุ้งเต็มตู้ ไม่ต้องห่วง คืนนี้แม่ให้เจ้าน้อยมานอนข้างเตียงด้วย จะได้ช่วยกันดูเวลาน้องรุ้งตื่น พ่อของลูกมีงานด่วนต้องไปต่างจังหวัดพอดี มีน้อยอยู่ด้วยก็ช่วยแม่ได้เยอะ”พูดจบก็โบกมือไล่ลูกชา
พีระดนย์นั่งมองพิธีในงานเลี้ยงแต่งงานของริวกับแพทด้วยรอยยิ้ม ชายหนุ่มได้รับเชิญให้มาร่วมงานจากริว ซึ่งตั้งใจโทรศัพท์มาชวนเขาด้วยตัวเองหลังจากเหตุการณ์ในวันนั้นที่เขาได้ช่วยเหลือแพท พิมลดาก็โทรศัพท์มาขอบคุณเขาเป็นการส่วนตัว พีระดนย์จึงถือโอกาสแวะไปเยี่ยมแพทที่โรงพยาบาลด้วยนับจากนั้นเขาก็ยังคงแวะเวียนไปที่ร้านของพิมลดาอยู่เสมอ บางครั้งไปทานอาหารตามลำพัง บางครั้งก็พาพี่สาวและครอบครัวไปด้วย หรือหากมีโอกาสก็พาลูกค้ากับลูกน้องในฝ่ายไปทานอาหารที่ร้านแม้จะไปค่อนข้างบ่อย แต่พีระดนย์กลับไม่เคยรู้สึกเบื่อ เพราะพิมลดารู้จักปรับเปลี่ยนเมนูอยู่เสมอ ในแต่ละเดือนจะมีเมนูหมุนเวียนสลับกันไป ทำให้ต่อให้เขาแวะมาบ่อยแค่ไหน ก็มักมีอาหารจานใหม่ให้ได้ลองอยู่เรื่อย ๆและดูเหมือนช่วงหลังมานี้ เขาเองก็หาเหตุผลแวะไปที่ร้านได้บ่อยขึ้นกว่าเดิมเสียด้วยนับตั้งแต่เข้ามาในงานแต่งงานของริวและแพท สายตาของพีระดนย์ก็มักจะวนเวียนอยู่ที่พิมลดาเป็นระยะวันนี้เธอดูสวยเป็นพิเศษ ทั้งชุดที่เลือกมาเข้ากับรูปร่างและใบหน้าที่นาน ๆ ครั้งจะแต่งหน้าเต็มยศ ยิ่งมองก็ยิ่งทำให้เขาเผลอมองซ้ำอยู่หลายครั้งพีระดนย์หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นม
ชลิดาลงชื่อในหนังสือยอมความที่ทนายความของพิมลดายื่นให้โดยไม่ลังเลก่อนหน้านั้น ทนายความได้ติดต่อขอพบเธอที่สถานีตำรวจและอธิบายความประสงค์ของพิมลดาให้ฟังว่า ทางนั้นยินยอมถอนแจ้งความ โดยมีเงื่อนไขให้ชลิดาลงชื่อในหนังสือยอมความ ยอมรับในสิ่งที่ตัวเองกระทำ และให้คำมั่นว่าจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับพิมลดาและครอบครัวอีกต่อไปชลิดายอมรับเงื่อนไขทั้งหมดโดยไม่มีข้อโต้แย้ง หลังจากลงชื่อเรียบร้อย เธอรับสำเนาหนังสือฉบับนั้นมาถือไว้ด้วยมือที่สั่นเล็กน้อย อย่างน้อยเรื่องยุ่งยากในชีวิตก็จบลงไปอีกหนึ่งเรื่องเวลานี้ปัญหาหลายอย่างกำลังถาโถมเข้ามาพร้อมกันจนแทบตั้งรับไม่ทัน ทุกเช้าชลิดาตื่นขึ้นมาพร้อมความกังวล ส่วนทุกค่ำคืนก็แทบข่มตาหลับไม่ได้ เพราะในหัวมีแต่คำถามเดิม ๆ วนเวียนอยู่ซ้ำแล้วซ้ำเล่าจากนี้เธอจะใช้ชีวิตต่อไปอย่างไรแล้วจะแก้ปัญหาที่อยู่ตรงหน้าทีละเรื่องได้อย่างไรสำหรับชลิดา การที่พิมลดายอมถอนแจ้งความให้ในครั้งนี้ถือเป็นความปรานีที่อีกฝ่ายมอบให้ ทั้งที่หากพิมลดาและครอบครัวจะดำเนินเรื่องกับเธอจนถึงที่สุด เธอก็ไม่มีสิทธิ์กล่าวโทษใครได้เลย เมื่อนึกย้อนถึงสิ่งที่ตัวเองเคยทำกับพิมลดาและครอบครัวมาตลอด
ชลิดาวางกระเป๋าสะพายลงบนโต๊ะหน้าโซฟาอย่างหมดเรี่ยวแรง ก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งด้วยสีหน้าอ่อนล้าดิวเดินเข้ามาวางแก้วน้ำตรงหน้าพี่สาว แล้วนั่งลงข้าง ๆ“แม่เป็นยังไงบ้างคะพี่”“ก็...” ชลิดานิ่งไปครู่หนึ่ง พยายามรวบรวมสติก่อนตอบคำถามของน้องสาว“แม่ไม่ได้พูดอะไรเลย เอาแต่นั่งนิ่งแล้วก็เหม่อลอย พี่พูดด้วยหรือถามอะไรก็ไม่ตอบ”“แล้ว...เราจะประกันตัวแม่ออกมาได้ไหมคะ”ชลิดาส่ายหน้า “ไม่ได้เลย คดีนี้เป็นคดีฆาตกรรม ตำรวจต้องควบคุมตัวแม่ไว้สอบปากคำและดำเนินคดีตามขั้นตอน”เธอหยุดไปเล็กน้อย ก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงที่เริ่มสั่น“พี่ถามตำรวจแล้ว ตั้งแต่จับตัวแม่มา แม่ไม่พูดอะไรเลย เอาแต่นั่งนิ่งแล้วก็เหม่อลอย ถ้าอาการยังเป็นแบบนี้ต่อไป...อาจต้องให้จิตแพทย์เข้ามาดูอาการ”พูดจบ น้ำตาที่พยายามกลั้นเอาไว้ก็ไหลลงมา ชลิดายกมือขึ้นเช็ดออกอย่างลวก ๆ แต่ภาพเหตุการณ์เมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนยังคงวนเวียนอยู่ในหัวไม่หยุด หวาน เพื่อนสนิทของเธอ เป็นคนโทรมาแจ้งข่าวด้วยน้ำเสียงร้อนรน ก่อนจะส่งลิงก์ข่าวออนไลน์มาให้ดูตอนแรกชลิดายังไม่เข้าใจว่าเหตุใดหวานถึงโทรหาเธอด้วยเรื่องนี้ กระทั่งกดเข้าไปอ่านข้อความในข่าว...เพ็ญนภา แม่ข
แพทสะดุ้งตื่นเพราะเสียงร้องของน้องรุ้ง หญิงสาวรีบลุกขึ้นมาดูลูกสาวที่นอนอยู่ในเตียงเด็กข้างเตียง เมื่อเห็นเจ้าตัวเล็กร้องไห้จ้าจนหน้าแดงก็อดกังวลไม่ได้ รีบอุ้มขึ้นมาปลอบพร้อมกับลูบหลังเบา ๆ“น้องรุ้งเป็นอะไรลูก เดี๋ยวแม่ขอดูเพิสหน่อยนะคะ”แพทลองเปิดขอบแพมเพิสดูจึงพบว่าเปียกจนเต็ม เธอรีบวางลูกลงบนเตียง แกะแพมเพิสออก แล้วหยิบตะกร้าใส่อุปกรณ์ทำความสะอาดที่วางเตรียมไว้ใกล้มือมาจัดการเช็ดก้นให้ลูกและเปลี่ยนแพมเพิสผืนใหม่ให้แต่ถึงจะตัวแห้งสบายแล้ว น้องรุ้งก็ยังร้องไม่หยุด แพทจึงรู้ว่าคราวนี้ลูกคงหิวด้วย“หิวด้วยเหรอคะ ถึงว่าร้องใหญ่เลย”หญิงสาวอุ้มลูกขึ้นมาให้นม เจ้าตัวเล็กรีบดูดนมด้วยความหิว ไม่นานเสียงร้องไห้ก็ค่อย ๆ เงียบลง กระทั่งอิ่มท้องและหลับปุ๋ยอยู่ในอ้อมแขนของแม่แพทอุ้มพาดบ่าให้เรอ ก่อนจะค่อย ๆ วางลูกกลับลงบนเตียงเด็กอย่างเบามือ แล้วห่มผ้าให้เรียบร้อยขณะที่กำลังจะเอนตัวลงนอน สายตาพลันเหลือบไปเห็นนาฬิกาบนฝาผนังห้าทุ่มแล้ว...แพทชะงัก ก่อนจะหันไปมองเตียงเสริมที่ยังว่างเปล่าริวยังไม่กลับบ้านหญิงสาวรีบหยิบโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่บนโต๊ะข้างเตียงขึ้นมาดู ข้อความล่าสุดจากริวถูกส่งมา
พิมลดาชะงักมือที่กำลังกดรายการอยู่บนหน้าจอเครื่อง POS เมื่อเห็นชลิดาเปิดประตูเข้ามาในร้านอีกฝ่ายไม่ได้เดินตรงมาหาเธอ แต่กลับเลือกนั่งที่โต๊ะมุมด้านในสุดซึ่งอยู่ห่างจากเคาน์เตอร์ พนักงานในร้านหันมามองพิมลดาเหมือนขอความเห็นว่าจะทำอย่างไร ก่อนจะได้รับการพยักหน้าให้เข้าไปต้อนรับตามปกติ ไม่ต่างจากลูกค้าคนอื่นหลังจากแพทพ้นขีดอันตรายและอาการปลอดภัยแล้ว พิพัฒน์ได้นำไฟล์ภาพจากกล้องวงจรปิดของร้านไปแจ้งความที่สถานีตำรวจในท้องที่ เจ้าหน้าที่รับเรื่องไว้และแจ้งว่าจะดำเนินการตามขั้นตอน โดยเรียกตัวชลิดามารับทราบข้อกล่าวหา ก่อนดำเนินคดีและส่งเรื่องตามกระบวนการต่อไปไม่กี่วันหลังจากนั้น พิพัฒน์ก็ได้รับการติดต่อให้ไปที่สถานีตำรวจเพื่อชี้ตัว วันนั้นชลิดานั่งนิ่งอยู่ต่อหน้าเจ้าหน้าที่และยอมรับข้อกล่าวหาทุกอย่างโดยไม่โต้แย้งใด ๆพิมลดารับฟังความคืบหน้าจากพี่ชายด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูกหลังเกิดเรื่องกับแพท ทั้งเธอและพิพัฒน์ต่างโกรธชลิดามาก ต่อให้มีเรื่องบาดหมางหรือโกรธแค้นกันมากแค่ไหน ก็ไม่ควรลงมือทำร้ายกันจนเกือบเกิดความสูญเสีย แพทอาจเสียชีวิตในวันนั้น รวมถึงหลานสาวของเธอด้วยยิ่งเมื่อนึกถึงเรื่องราวท







