LOGINตอนที่ 4
ย้อนกลับคืนมา “คุณหนูยังไม่ตื่นอีกหรือ” “ยังเจ้าค่ะ ฮูหยินจะให้พวกเราเข้าไปปลุกหรือไม่เจ้าคะ” “ไม่ต้องหรอก ปล่อยให้นางนอนพักผ่อนไป ตื่นเช้าก็ใช่ว่าจะดี เดี๋ยวพวกเจ้าเข้าไปปลุกตอนนี้ นางตื่นมาอารมณ์เสีย จะพาลมาลงกับพวกเจ้าเอาได้” “หยุนหลี่ นั้นเจ้าจะไปไหน” “ข้าจะเข้าไปปลุกคุณหนู มีคุณหนูจวนใดบ้างที่ตื่นปลายยามซื่อ (11.00) เช่นคุณหนูของพวกเรา” “ข้าว่าเจ้าอย่าหาเรื่องใส่ตัวดีกว่า ถึงจะเป็นผู้ติดตาม ก็มีสิทธิ์ถูกลงโทษได้เช่นกัน ขนาดฮูหยินยังไม่ว่า เจ้าเป็นใครถึงมีสิทธิ์ไปเตือนเจ้านาย” บทสนทนาที่ดังอยู่ภายนอก ทำให้ร่างบางที่นอนนิ่งอยู่ภายใต้ผ้าแพรไหมชั้นเลิศ ได้สติกลับคืนในบัดดล เปลือกตาที่ปิดสนิทในตอนแรกพลันเบิกกว้างขึ้น ประหนึ่งถูกฉุดกระชากออกจากฝันร้าย หัวใจเต้นระส่ำราวกับจะทะลุออกมาจากอก ยันตัวลุกขึ้นมานั่งหายใจหอบเหนื่อย ความเจ็บปวดแสนสาหัสเหนืออกด้านซ้ายยังตราตรึงอยู่ในความรู้สึก จนมือเรียวต้องยกขึ้นมากุมตรงจุดที่ลูกธนูเคยปักคาอยู่ แต่กลับไม่มีสิ่งใดผิดปกติ บาดแผลหรือเลือดสักหยดก็ไม่มี “นี้มันเกิดอะไรขึ้น แล้วข้าอยู่ที่ไหน” ดวงตาหงส์เริ่มกวาดมองสำรวจไปรอบตัว ถึงได้รู้ว่านางนอนอยู่บนเตียงในห้องนอนที่คุ้นตาเป็นอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นเครื่องเรือน ของตกแต่ง รวมไปถึงผ้าม่านสีสวย ของเหล่านี้ยังคงเหมือนเดิมทุกอย่าง เหมือนตอนที่นางยังไม่ได้แต่งงานออกเรือนไป “เรือนชิงหลาน นี้ข้ากลับมาอยู่บ้านเดิมอย่างนั้นหรือ--ไม่สิ ข้าถูกลูกธนูปักอก น่าจะตายไปแล้ว แต่เหตุใดตอนนี้ถึงไม่มีบาดแผลเลยแม้แต่น้อยเล่า” ทุกความคิดของเฉินเสวี่ยไป๋อลหม่านตีกันอยู่ในหัวจนยุ่งเหยิง ภายในใจว้าวุ่นเหลือประมาณ คิดเท่าไรก็คิดไม่ตก จนกระทั่งความคิดมาหยุดลงที่บทสนทนาของกลุ่มคน ซึ่งปลุกให้นางตื่น “เมื่อครู่เสียงท่านแม่กับหยุนหลี่ไม่ใช่หรือ--หยุนหลี่!” พอคิดมาถึงสาวใช้คนสนิท ร่างบางรีบผลุนผลันลงจากเตียง ไม่สนว่าตอนนี้จะอยู่ในชุดนอนที่ไม่เรียบร้อย สองเท้ารีบวิ่งไปที่ประตูห้องนอน กระชากเปิดออก สาวใช้สี่นางที่ยืนรอรับใช้อยู่ รีบพากันคุกเข่าลงกับพื้น โขกศีรษะลงแนบพื้น คิดว่าเสียงพูดคุยของพวกตนปลุกให้ผู้เป็นนายตื่นก่อนเวลาอันควร ต่างหวาดกลัวว่าจะถูกลงโทษ “คุณหนู บ่าวไม่ได้ตั้งใจเสียงดังรบกวนการนอนของคุณหนู แต่เจี่ยนฮูหยินมาสอบถาม พวกบ่าวถึง...” เฉินเสวี่ยไป๋หาได้สนใจสาวใช้ทั้งสี่ ดวงตาจับจ้องมองแต่ร่างของสาวใช้คนสนิท ที่ยืนก้มหน้านิ่งไม่ได้คุกเข่าลงเหมือนกับสาวใช้คนอื่น ๆ “หยุนหลี่ เป็นเจ้า--เป็นเจ้าจริง ๆ ด้วย ฮือ ๆ” น้ำเสียงที่เอ่ยสั่นเครือพร้อม ๆ กับน้ำใสรื้นขึ้นคลอนัยน์ตา ก่อนจะตกกระทบพื้นทีละหยด แล้วร่างบางก็ทำในสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด ตรงเข้าไปสวมกอดคนสนิทเอาไว้แน่น แม้แต่สาวใช้ที่โขกศีรษะแนบพื้น ยังพากันแหงนหน้าขึ้นมามอง แววตาของแต่ละคนเต็มไปด้วยความประหลาดใจ ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเจ้านายของตนกันแน่ หยุนหลี่เองก็ไม่ต่างกัน ตั้งแต่ฮูหยินคนเก่าตายไป นางยังไม่เคยเห็นน้ำตาของคุณหนูอีกเลย ส่วนมากจะพบเจอแต่อารมณ์ร้ายเสียมากกว่า และนี้ยังเป็นครั้งแรก ที่คุณหนูกอดนางเอาไว้ด้วยความรัก สองมือของสาวใช้ยกขึ้นโอบกอดผู้เป็นนายเช่นกัน ปากก็พร่ำปลอบขวัญเจ้านายของตน “อย่าร้องนะเจ้าคะ บ่าวอยู่ตรงนี้แล้ว คุณหนูเป็นอะไรไปเจ้าคะ” เฉินเสวี่ยไป๋ร้องไห้จนพอใจแล้ว ถึงได้คลายอ้อมแขนออกจากตัวของสาวใช้คนสนิท หยุนหลี่เห็นเช่นนั้นก็รีบเข้ามาประคองผู้เป็นนายกลับเข้าไปในห้องนอน ไม่ลืมหันไปกำชับสาวใช้ที่พากันคุกเข่าอยู่ “พวกเจ้าลุกขึ้นได้แล้ว รีบไปเตรียมน้ำมาให้คุณหนูชำระร่างกาย แล้วไปที่โรงครัวจัดสำรับอาหารมาด้วย” “เจ้าค่ะ” สาวใช้ทั้งสี่ลุกขึ้น รีบไปทำตามที่สาวใช้ขั้นหนึ่งสั่ง ทางด้านหยุนหลี่ประคองพาคุณหนูมานั่งลงบนเก้าอี้แล้ว ก็รีบรินน้ำชาอุ่น ๆ ให้ คุณหนูจะได้รู้สึกดีขึ้น พอเห็นคุณหนูสงบลงถึงได้สอบถามว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ “คุณหนูฝันร้ายหรือเจ้าคะ ถึงได้ร้องไห้วิ่งไปหาบ่าวเช่นนั้น” “ใช่ ข้าฝันร้าย--ฝันร้ายมากเหลือเกิน” เฉินเสวี่ยไป๋ตอบคำถามไปแบบนั้น ทั้ง ๆ ที่รู้อยู่แก่ใจว่ามันไม่ใช่ความฝัน ดวงตาแดงก่ำยังจ้องมองใบหน้าของบ่าวคนสนิท ผู้ที่ไม่เคยโกรธหรือเกลียดนาง แม้จะเคยถูกนางทำไม่ดีใส่มาก่อน กระนั้นบ่าวผู้ซื่อสัตย์ยังยอมสละชีวิตตนเองเพื่อปกป้องนาง หยุนหลี่เอื้อมมือไปกุมมือของคุณหนูเอาไว้ ปลอบประโลมให้คุณหนูเลิกหวาดกลัวฝันร้าย “ไม่เป็นไรแล้วนะเจ้าคะ บ่าวอยู่ตรงนี้แล้ว บ่าวจะไม่ปล่อยให้ฝันร้ายมาเล่นงานคุณหนูอีก” ถ้อยคำแสนอบอุ่นของสาวใช้ ทำให้หัวใจอันเหน็บหนาวของเฉินเสวี่ยไป๋อบอุ่นขึ้นมาเล็กน้อย หัวสมองคิดประมวลผล ตั้งแต่ลืมตาตื่นขึ้นมาในห้องนอนของตัวเองและพบเจอกับสาวใช้ที่ตายไป หากสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ภาพในความฝัน ก็แสดงว่า นางได้มีโอกาสย้อนกลับมามีชีวิตอีกครั้ง แล้วน่าจะเป็นช่วงที่ยังไม่ได้ออกเรือน แต่งงานกับสกุลหวัง “นี้ไม่ใช่ความฝันใช่หรือไม่ เป็นเจ้า เจ้าที่อยู่ต่อหน้าข้าจริง ๆ” ท่าทีที่ผิดแปลกไปของคุณหนู ไม่ว่าจะเป็นลักษณะการพูดกับสาวใช้เช่นนาง ที่เป็นกันเองและสนิทสนมมาก ต่างจากเมื่อก่อน ถึงแม้นางจะเป็นสาวใช้ขั้นหนึ่ง คอยติดตามรับใช้มาตั้งแต่เด็ก คุณหนูยังวางท่าทำตัวเป็นเจ้านาย ที่จะไม่ทำตัวสนิทสนมกับสาวใช้เป็นอันขาด ท่าทีเหล่านี้แทนที่หยุนหลี่จะรู้สึกดีใจ กลับทำให้กลัดกลุ้มเสียมากกว่า คิดว่าคุณหนูของนางจะไม่สบายหรือเปล่า เฉินเสวี่ยไป๋เห็นสาวใช้คนสนิทยืนมองหน้านางนิ่งเงียบไม่ตอบคำถาม ก็เอ่ยถามขึ้นมาอีก “ว่าอย่างไร เจ้ายังไม่ตอบคำถามของข้าเลย” “ขอโทษเจ้าค่ะ บ่าวแค่สงสัยว่าเหตุใดวันนี้คุณหนูถึงดูแปลกไป ราวกับไม่ใช่คุณหนูคนเดิม คุณหนูตื่นแล้ว นี้ย่อมไม่ใช่ความฝันเจ้าค่ะ” “ไม่ได้ฝันจริง ๆ ด้วย ในจวนนี้คงจะมีแต่เจ้าที่กล้าต่อปากต่อคำข้า เจ้าคิดว่าข้าเปลี่ยนไป แล้วเจ้าอยากให้ข้าเป็นแบบไหน เป็นคนอารมณ์ร้ายโมโหง่าย เอาแต่ใจเหมือนเมื่อก่อน หรืออยากให้ข้าเป็นเสวี่ยไป๋อีกคน” พอพูดมาถึงตรงนี้ ความคิดของเฉินเสวี่ยไป๋ก็คำนึงถึง บุคคลสองคนที่มีอิทธิพลทำให้สตรีร้ายกาจในสายตาผู้คนแบบนาง ยอมปรับปรุงตัวจนกลับมาดีขึ้นได้ หนึ่งก็คือแม่สามี ที่ช่วยขัดเกลาอารมณ์ ช่วยอบรมสั่งสอนในสิ่งที่สตรีควรทำ คนที่สองก็คือสามี สามีที่นางทุ่มเทความรักให้ อยากให้เขาหันมามองบ้าง เลยยอมทำทุกอย่าง ยอมเปลี่ยนแปลงเพื่อเขา แต่สุดท้ายเขาก็ตอบแทนความทุ่มเทของนาง...ด้วยความตาย “คุณหนู ได้ยินที่บ่าวพูดหรือไม่เจ้าคะ” หยุนหลี่ตอบคำถามคุณหนูไปแล้ว แต่สังเกตเห็นว่าคุณหนูเงียบไปและแววตาก็ดูเลื่อนลอย จึงรีบเรียกดึงสติผู้เป็นนายให้กลับคืนมา “อะไรนะ เจ้าว่าอะไรหรือ” คนที่นั่งอยู่บนเก้าอี้สะดุ้งเล็กน้อย “บ่าวบอกว่า ไม่ว่าคุณหนูจะเป็นอย่างไร คุณหนูก็เป็นคนที่บ่าวจะจงรักภักดีไปจนวันตายเจ้าค่ะ” คำตอบของสาวใช้คนสนิท ทำให้เฉินเสวี่ยไป๋รู้สึกเหมือนมีก้อนบางอย่างตีขึ้นมาในอก แววตาที่จ้องมองสาวใช้อบอุ่นโดยที่คนที่ถูกจ้องมองสัมผัสได้ มือเรียวนุ่มข้างหนึ่ง ยกขึ้นมาสัมผัสแก้มของสาวใช้ “เจ้าจะไม่ตาย ข้าจะไม่ตาย ชาตินี้จะไม่มีใครตายอย่างเจ็บปวดทรมานอีกแล้ว” เมื่อได้รับโอกาสกลับมามีชีวิตใหม่อีกครั้ง นางจะไม่ขอเลือกหนทางเดิมอีก จะละทิ้งความรัก ความยึดมั่นในตัวบุรุษ ที่ไม่เคยมองเห็นค่าความรักของนางเลย นางจะไม่เดินไปพบจุดจบที่มีความตายรออยู่ นางจะเป็นเฉินเสวี่ยไป๋คนใหม่ ที่ไม่โง่งมในเรื่องความรัก จะเห็นค่าในคนที่ควรจะเห็นค่า ไม่ว่าจะเป็นท่านพ่อที่ชาติก่อนนางปล่อยปละละเลย สาวใช้ผู้ซื่อสัตย์ แล้วยังมีอีกคนที่ชาติก่อนดีกับนางมากเช่นกัน คนผู้นี้ที่ยื่นมือเข้ามาช่วยชีวิตนางเอาไว้ แม้จะไม่สำเร็จ ในชาติก่อนนั้น นางไม่รู้ว่า เขาสามารถเอาชนะชายชุดดำอีกคนได้หรือเปล่า หรือว่าพานพบจุดจบเช่นนางกับสาวใช้ “เจ้าค่ะ พวกเราจะไม่ตาย บ่าวไม่รู้ว่าฝันร้ายของคุณหนูคืออะไร แต่ขอให้คุณหนูรู้ไว้ ว่ายังมีบ่าวที่อยู่เคียงข้างคุณหนูเสมอ” หยุนหลี่ไม่รู้จะตอบคำพูดประโยคนั้นของคุณหนูว่าอย่างไรดี บางทีฝันร้ายของคุณหนู อาจจะฝันถึงความตายของนางกับคุณหนูกระมัง จึงได้แต่ปลอบขวัญไปแบบนี้ เฉินเสวี่ยไป๋อบอุ่นใจขึ้นมาก แม้รอยบาดแผลในใจจะยังตราตรึงอยู่ แต่จะไม่นำรอยแผลนี้มาลดทอนความสุขในชาตินี้เป็นอันขาด นางจะต้องไม่จมปลักกับอดีตหรืออนาคต จะต้องตั้งสติก้าวไปข้างหน้าให้ดี และที่สำคัญ จะต้องหลีกหนีไม่เข้าไปพัวพันเกี่ยวข้องกับคนคนนั้นอีก หลังจากคิดไตร่ตรอง จัดการความรู้สึกดีแล้ว นางก็สอบถามสาวใช้คนสนิทเพิ่มเติม ว่าช่วงเวลานี้เป็นช่วงไหนของการย้อนเวลามา พอรู้ว่าเป็นหนึ่งเดือนก่อนที่จะมีพระราชโองการประทานสมรส ก็รู้สึกโล่งใจ อย่างน้อยสิ่งที่ควรทำในตอนนี้ คือไม่ให้มีพระราชโองการนั้นออกมา เท่านี้นางก็จะได้ไม่ต้องข้องเกี่ยวกับแม่ทัพใหญ่ หวังห่าวเทียนแล้ว...ตอนที่ 32ตอนจบห้าปีต่อมาบริเวณทุ่งดอกเหมยของสกุลหวัง กลีบดอกสีชมพูบานสะพรั่งพลิ้วไหวตามสายลมหนาว มองดูราวหิมะขาวที่โปรยปรายลงมา เด็กชายวัยห้าขวบวิ่งเล่นไล่จับกับสหายรุ่นราวคราวเดียวกัน ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นลูกหลานของชาวไร่ชาวสวน ที่ตามบิดามารดามาทำงานในไร่ในสวนเสียงหัวเราะร่าเริงดังไปทั่วทุ่งกว้าง ทำให้บรรยากาศเต็มไปด้วยความสดใสร่าเริง สร้างรอยยิ้มให้กับผู้ใหญ่ที่พากันมาพักผ่อนเที่ยวชมความงามของดอกเหมยที่บานสะพรั่ง“หยางเอ๋อร์ วิ่งเล่นเหนื่อยหรือยัง ถ้าเหนื่อยพาสหายมานั่งพักกับย่ามา ย่าเตรียมขนมของหวานมาเยอะแยะเลย”ซ่งลี่หลินนั่งอยู่บนเสื่อที่ปูอยู่ใต้ต้นดอกเหมย ข้างกายมีตะกร้าของกินหลายตะกร้าที่เตรียมมา เมื่อเห็นหลานชายและเด็กคนอื่น ๆ อีกสี่คน พากันวิ่งเข้ามาหา ก็รีบอ้าแขนรับร่างเล็ก ที่โถมเข้าหาอ้อมกอดของผู้เป็นย่า“เหนื่อยไหมหลานย่า” เอ่ยถามพลางล้วงหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาซับเหงื่อตามใบหน้าและลำคอของหลานชาย“ไม่เหนื่อยเลยขอรับ หลานชอบมาที่นี่ ที่นี่มีเพื่อนเล่นเยอะแยะเลย” ‘หวังอันหยาง’ แก้วตาดวงใจของจวนสกุลหวัง ตอบผู้เป็นย่าเสียงใสแจ๋ว“ถ้าชอบ ย่าจะพามาบ่อย ๆ ก็แล้วกัน นั่งลงพักให้หา
ตอนที่ 31หากไม่มีข้า คิดว่าเจ้าจะสมหวังหรือหลังจากศาลต้าหลีได้รับเรื่องก็รีบส่งเจ้าหน้าที่ของศาลไปจับกุมตัวเฉินซือหยาเพื่อมารับฟังความผิดที่ศาล และกักขังตัวนางเอาไว้ในคุกเพื่อรอฟังคำตัดสินโทษ เฉินเสวี่ยไป๋เองรบเร้าสามีขอให้พาไปหาน้องสาวต่างมารดาที่ถูกคุมขังเอาไว้“พาข้าไปเยี่ยมนางหน่อยเถิดนะเจ้าคะ”“อย่าบอกนะว่าเจ้านึกสงสาร คนที่คิดจะทำร้ายเจ้า” หวังห่าวเทียนย้อนถามภรรยาอย่างสงสัย“ข้าไม่ใช่คนดีขนาดนั้นเสียหน่อย ข้าแค่อยากจะไปคุยกับนางให้รู้เรื่อง ว่าเหตุใดต้องถึงขั้นฆ่าแกงกันด้วย หากท่านพี่ไม่อยากพาข้าไป ข้าไปเองก็ได้” เฉินเสวี่ยไป๋หน้างอกระเง้ากระงอด หันหน้าเมินสามีทันควัน“ก็ได้ ๆ พี่พาเจ้าไปเอง”หวังห่าวเทียนกลัวภรรยาจะขุ่นเคืองใจไปมากกว่านี้ รีบสั่งให้คนเตรียมรถม้าและเตรียมเบาะหนา ๆ ไปรองเป็นที่นั่งให้ภรรยาด้วย ป้องกันไม่ให้กระทบกระเทือนถึงลูกในท้องมากนักเมื่อมาถึงคุกของศาลต้าหลี หงหลงเป็นฝ่ายไปเจรจากับผู้คุม จากนั้นก็กลับมารายงาน หวังห่าวเทียนถึงได้ประคองพาฮูหยินลงจากรถม้า ก้าวผ่านประตูคุกของศาลต้าหลีไปสองร่างเดินเคียงกันผ่านห้องขังเล็ก ๆ ที่ปิดด้วยซี่กรงเหล็กอันหนักอึ้งและเ
ตอนที่ 30คนร้ายตัวจริงคือ“แหวะ ๆ”เสียงอาเจียนดังขึ้นภายในเรือนเหมยหลิว เป็นเสียงที่สาวใช้ทุกคนจะได้ยินในช่วงเช้าของทุกวัน เนื่องจากสตรีเจ้าของเรือนกำลังตั้งครรภ์บุตรของท่านแม่ทัพได้สามเดือนแล้ว เพียงแต่เป็นท้องแรกหน้าท้องจึงยังไม่เห็นเด่นชัด คงจะมีก็แต่อาการแพ้ท้องให้เห็นเท่านั้น“ไหวหรือไม่ ให้พี่ตามท่านหมอมาอีกจะดีกว่าไหม”หวังห่าวเทียนช่วยลูบหลังภรรยาที่โก่งคออยู่เหนือกระโถนอาเจียนเอาอาหารเช้าออกมาเกือบหมด สีหน้าแววตาเต็มไปด้วยความกระวนกระวายใจ หากเป็นไปได้ เขาอยากจะแพ้ท้องแทนฮูหยินของตน นางจะได้ไม่ต้องทรมานเช่นนี้หลังจากอาเจียนจนรู้สึกดีขึ้นมาก เฉินเสวี่ยไป๋ก็รับขันน้ำที่สาวใช้คนสนิทส่งมาให้ยกขึ้นมาดื่มน้ำเข้าไปแล้วกลั้วปากกลั้วคอให้สะอาด ก่อนจะบ้วนทิ้งใส่กระโถน จากนั้นถึงนำผ้าสะอาดมาเช็ดปากเช็ดใบหน้าอีกทีหนึ่ง“ข้ารู้สึกดีขึ้นมากแล้วเจ้าค่ะ ท่านพี่อย่าได้กังวลไป คนท้องก็มีอาการเช่นนี้ทุกคน ท่านแม่บอกข้าแล้วเจ้าค่ะ” หญิงสาวบอกกล่าวให้สามีคลายความกังวลลง กังวลมากจนแทบจะไม่ไปทำการทำงานอยู่แล้ว “ท่านพี่ไปทำงานเถิดเจ้าค่ะ”หวังห่าวเทียนฮึดฮัด นางก็พูดง่ายสิ จะไม่ให้เขาเป็นกังวลเป็
ตอนที่ 29เข้าหอกันจริง ๆ เสียทีหลังจากกลับมาถึงจวนสกุลหวัง หวังห่าวเทียนกับเฉินเสวี่ยไป๋ก็ร่วมรับประทานอาหารกับซ่งฮูหยิน และอยู่พูดคุยต่อจนดึกดื่น ถึงได้จูงมือกันกลับเรือน พอมาถึงเรือนเหมยหลิว แม่ทัพหนุ่มก็แยกย้ายไปทำความสะอาดร่างกายที่ห้องอื่น ส่วนเฉินเสวี่ยไป๋ก็ให้สาวใช้คนสนิทช่วยเตรียมน้ำอาบ หลังจากอาบน้ำเสร็จ ก็ขึ้นไปนั่งบนเตียง ใบหน้างามคอยชะเง้อมองไปที่ประตูห้องนอน รอคอยว่าคืนนี้สามีจะมานอนค้างด้วยหรือเปล่าผ่านไปไม่นานนัก ร่างสูงก็ก้าวเข้ามาในห้อง เฉินเสวี่ยไป๋รีบเอนตัวลงนอน ตะแคงหันหลังแสร้งทำเป็นหลับ เพื่อกลบเกลื่อนอาการเขินอาย แต่ยังรับรู้ได้ถึงการยุบตัวของฟูกนอนตามน้ำหนักตัวคนที่นั่งลง“ฮูหยินหลับแล้วหรือ” เสียงทุ้มนุ่มเอ่ยถาม“...” เมื่อไม่มีเสียงตอบรับจากร่างบางที่นอนตะแคงหันหลังให้ หวังห่าวเทียนจึงเอนตัวลงนอนบ้าง ไม่ลืมหยิบผ้าห่มขึ้นมากั้นกลางเอาไว้ เพราะยังไม่แน่ใจ ว่าหญิงสาวจะยอมให้เขาเข้าใกล้มากแค่ไหน ถึงแม้จะปรับความเข้าใจกันเรียบร้อยแล้ว เขาก็ยังเคารพการตัดสินใจของนางเสมอ หากนางยังไม่เอ่ยปากเขาจะไม่มีวันข่มเหงทำร้ายน้ำใจนางเป็นอันขาดแม้จะคิดแบบนั้น แม่ทัพหนุ่มกลั
ตอนที่ 28ทุ่งดอกเหมยนี้เพื่อเจ้าแสงอาทิตย์สีทองอาบย้อมท้องฟ้าในยามเย็น ขบวนทัพที่เคลื่อนตัวออกจากเมืองเสียนหลิงเมื่อหลายวันก่อน ใกล้จะเดินทางถึงเขตประตูเมืองหลวง แต่อยู่ ๆ บุรุษที่ควบอาชาตัวใหญ่ก็ประกาศเสียงดังให้ได้ยินกันทั่ว“หยุด”ทั้งขบวนหยุดตามคำสั่ง หวังห่าวเทียนบังคับม้าให้วิ่งย้อนกลับมาทางรถม้าที่หยุดอยู่กับที่ เสียงทุ้มนุ่มจงใจพูดกับคนที่อยู่ด้านใน“ฮูหยินลงมาเถิด ข้ามีที่หนึ่งที่อยากให้เจ้าได้เห็น”เฉินเสวี่ยไป๋ประหลาดใจ แต่ก็ยอมมุดผ่านม่านประตูออกมา โดยที่ร่างสูงรีบกระโดดลงมาจากหลังม้าเอื้อมมือมารอรับ นางจึงยื่นมือส่งไปให้มือหยาบกร้านกอบกุมเอาไว้ ก้าวลงจากรถม้าลงไปยืนเคียงข้างเขา“จะพาข้าไปไหนหรือเจ้าคะ”“เดี๋ยวเจ้าก็รู้เอง รับรองว่าเจ้าต้องชอบ”หวังห่าวเทียนอุ้มร่างบางให้ขึ้นไปนั่งบนหลังม้าได้สำเร็จ ก็กระโดดขึ้นไปนั่งด้านหลังของหญิงสาว วงแขนโอบรอบร่างบางจับสายบังเหียนเอาไว้ ทำให้แผ่นอกอุ่นแนบสนิทกับแผ่นหลังของร่างบาง ความรู้สึกร้อนวูบวาบก่อเกิดขึ้น เขาพยายามไม่สนใจ อย่างไรเสียค่ำคืนนี้ก็จะได้ร่วมหอกับฮูหยินแน่ แม่ทัพหนุ่มบังคับม้าให้พุ่งทะยานไปตามทางที่แยกออกจากถนนสายหลั
ตอนที่ 27ปรับความเข้าใจกันแสงอรุณอ่อน ๆ ส่องลอดผ่านม่านหน้าต่างที่เปิดทิ้งเอาไว้เข้ามา เฉินเสวี่ยไป๋ค่อย ๆ ขยับเปลือกตาหนักอึ้งลืมตางัวเงียตื่นขึ้นมา แต่สิ่งแรกที่รับรู้และสัมผัสได้ กลับไม่ใช่เก้าอี้ไม้แข็งกระด้างดังเช่นเมื่อคืนร่างของนางนอนราบอยู่บนเตียงนุ่ม มีผ้าห่มผืนหนาคลุมกายให้ความอบอุ่น และยังมีวงแขนของใครบางคนวางพาดอยู่บนหน้าท้องแบนราบของนาง ใบหน้างามแม้ยามพึ่งตื่นนอนหันมามองด้านข้างของตนพลันหัวใจเต้นระรัวราวกลองศึก แทบจะหยุดหายใจเสียให้ได้ เมื่อใบหน้าของนางกับใบหน้าซีดเซียวของสามีอยู่ใกล้กันมากจนปลายจมูกแทบจะชนกันอยู่แล้ว นางยังสัมผัสได้ถึงลมหายใจผ่าวร้อนของเขา‘ข้ามาอยู่ในสถานการณ์ล่อแหลมเช่นนี้ได้อย่างไร’เท่าที่จำได้เมื่อคืน นางถูกความง่วงเล่นงาน จึงคิดจะพักสายตาเพียงครู่ จึงฟุบตัวนอนลงบนเตียง กะว่าแค่จะพักสายตาเพียงเท่านั้น แต่ดันเผลอหลับไปจริง ๆ แล้วเหตุไฉนพอตื่นขึ้นมา ถึงได้มานอนอยู่บนเตียงโดยมีคนเจ็บนอนตะแคงกอดนางเอาไว้ได้ จะว่านางนอนละเมอปีนขึ้นเตียงเองก็ไม่น่าจะใช่‘หรือว่า’ ดวงตาคู่งามจับจ้องมองใบหน้าที่ห่างกันไม่ถึงคืบอย่างจับผิด ก่อนจะสังเกตเห็นริมฝีปากตรงหน้า
ตอนที่ 16หมดสติในคืนเข้าหอหนึ่งเดือนหลังจากมีพระราชโองการออกมา ก็ถึงฤกษ์มงคลที่สองตระกูลใหญ่ต้องเกี่ยวดองกัน ขบวนรับเจ้าสาวของจวนแม่ทัพจัดมาอย่างยิ่งใหญ่ นำขบวนโดยคนตีกลอง ฆ้อง ปี่ เพื่อเป็นสัญญาณมงคล ตามมาด้วยคนถือธงสีแดง ที่เขียนตัวอักษร ‘สี่’ ที่หมายถึงความสุขจากนั้นถึงเป็นคนถือของหมั้น และเจ
ตอนที่ 10เผชิญหน้ากันครั้งแรกด้วยความร้อนใจว่าโชคชะตาจะกลับไปเล่นตลกเหมือนในชาติก่อน เฉินเสวี่ยไป๋จึงตัดสินใจที่จะออกเรือน และตัวเลือกที่ดีก็มีแค่คนเดียวที่นางมั่นใจว่าเขาเป็นคนดี จะไม่มีวันทำร้ายนางเป็นอันขาดพักหลัง ๆ มานี้นางกับผู้ตรวจการหนุ่ม จึงไปมาหาสู่กันที่จวนมากยิ่งขึ้น พอเฉินหยวนเจี๋ยรู
ตอนที่ 9เลือกคนนี้แล้วกันเมื่อได้เห็นรอยยิ้มอย่างเป็นกันเอง บวกกับแววตาที่จริงใจของหญิงสาว ทำให้ชูจื้อเหยา มีความกล้าและปรารถนาจะสานสัมพันธ์กับอีกฝ่าย“ข้าขอทราบชื่อแซ่ของคุณหนู คุณหนูจะว่าอะไรหรือไม่”“ข้าเสวี่ยไป๋ แซ่เฉินเจ้าค่ะ”ใครเล่าจะไม่รู้จักตระกูลเฉิน เพราะอดีตราชครูเฉินหยวนเจี๋ยเป็นพระอ
ตอนที่ 8สหายที่แสนดีในชาติก่อนนับจากวันนั้นเฉินเสวี่ยไป๋ก็เป็นคนดูแลเรื่องต้มยาที่ท่านหมอชราจดเทียบยาให้ท่านพ่อด้วยตัวเอง ส่วนบทลงโทษของเจี่ยนฮูหยินนั้น เนื่องจากไม่มีหลักฐานแน่นพอที่จะยืนยันว่า เจี่ยนฮูหยินรู้เห็นเป็นใจกับหมอปลอม จึงยังไม่ได้ปลดออกจากตำแหน่งฮูหยินเอก แต่ใช่ว่าเจี่ยนฮูหยินจะลอยตั







