Masukตอนที่ 5
ต่างไปจากเมื่อวาน
ตลอดวันนั้นเฉินเสวี่ยไป๋คลุกตัวอยู่แต่ในเรือนกับบ่าวคนสนิท ไม่ยอมออกจากเรือนไปไหน ตกกลางคืนก็ให้สาวใช้นอนเป็นเพื่อนอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
พอถึงกลางยามอิ๋น (04.00) ร่างบางก็ตื่นขึ้นมา ท่ามกลางความประหลาดใจของสาวใช้ในเรือนชิงหลาน ที่ไม่เคยเห็นเจ้านายตื่นเช้าขนาดนี้มาก่อน
“คุณหนูไม่สบายตรงไหนหรือไม่เจ้าคะ” ระหว่างที่ช่วยคุณหนูล้างหน้าเช็ดตัว หยุนหลี่เอ่ยถามขึ้นด้วยความเป็นห่วง
“ไม่นี่ ทำไมหรือ” คิ้วเรียงสวยยกขึ้นสูงเมื่อสาวใช้เอ่ยถามแบบนั้น
“ปกติคุณหนูจะตื่นหลังยามซื่อไปแล้ว แต่วันนี้คุณหนูกลับ...”
หยุนหลี่พูดไม่ทันจบ เฉินเสวี่ยไป๋ก็กล่าวทีเล่นทีจริงขัดจังหวะขึ้นมา “ก็เจ้าบอกเองไม่ใช่หรือ ว่าไม่มีคุณหนูจวนใดตื่นสายเช่นข้า วันนี้ข้าก็เลยต้องตื่นแต่เช้าอย่างไรเล่า”
สาวใช้ขั้นสองสี่นาง ที่มีหน้าที่คอยรับใช้เรือนชิงหลานพากันยืนตัวเกร็ง ลมหายใจสะดุด ลุ้นแทนสาวใช้ขั้นหนึ่งว่าจะถูกลงโทษโบยหรือไม่ เพราะปกติแล้วหากบ่าวในเรือนคนใดทำให้คุณหนูไม่พอใจ จะถูกสั่งโบยอย่างไร้ความปรานี
ประมุขของเรือนชิงหลานย่อมสัมผัสได้ถึงความกลัวของผู้ใต้บังคับบัญชา จะไปโทษพวกนางเหล่านี้ก็ไม่ได้ เพราะเมื่อชาติก่อนนั้น นางโมโหร้าย เป็นคุณหนูที่เอาแต่ใจจริง ๆ
“เฮ้อ!--พวกเจ้าเลิกทำตัวเกร็งยามอยู่ต่อหน้าข้าได้แล้ว ข้าไม่ใช่มารร้ายเสียหน่อย”
เมื่ออยู่ ๆ นางโพล่งขึ้นมาแบบนั้น สาวใช้ทั้งสี่นางยิ่งพากันยืนตัวลีบเบียดเสียดเข้าหากันมากขึ้นไปอีก ร่างทั้งร่างสั่นระริก ราวกับว่าถูกสั่งลงโทษไปแล้วเสียอย่างนั้น
ปัง!...เพราะนึกสนุกอย่างแกล้งให้คนพวกนี้ตกใจกลัวมากกว่าจะโมโหจริง ๆ จึงฟาดฝ่ามือลงบนโต๊ะ จนเกิดเสียงดัง ทำเอาสาวใช้ที่กลัวขึ้นสมอง รีบพากันนั่งคุกเข่าโขกศีรษะอย่างเอาเป็นเอาตาย
“ขออภัยเจ้าค่ะ ถ้าพวกบ่าวทำให้คุณหนูไม่พอใจ”
“ฮ่า ๆ” เสียงหัวเราะแรกของการย้อนเวลากลับมามีชีวิตอีกครั้งดังกังวานไปทั่วเรือนชิงหลาน “พวกเจ้านี้นา กลัวข้าถึงเพียงนี้เชียว เอาละ ๆ ข้าไม่แกล้งพวกเจ้าแล้ว ลุกขึ้นมาเถอะ และต่อไปก็ไม่ต้องกลัวข้าอีก ข้าจะปรับปรุงตัวเป็นคนใหม่ เป็นเจ้านายที่ดี ไม่ลงโทษพวกเจ้า หากไม่ได้ทำผิดร้ายแรงจริง ๆ”
“คุณหนูสั่งให้ลุก พวกเจ้าก็รีบ ๆ ลุกขึ้นมาเถอะ” หยุนหลี่เห็นคนพวกนี้ยังไม่กล้าแหงนหน้าขึ้นมา ก็รีบเข้าไปช่วยประคองให้สาวใช้ขั้นสองทั้งสี่ ลุกขึ้นมายืนทีละคน พยายามกลั้นอาการอยากจะหัวเราะเอาไว้ หลังจากผ่านมาหนึ่งคืน ที่คุณหนูเปลี่ยนแปลงไป นางก็เริ่มทำใจยอมรับได้ และกลับรู้สึกว่าเป็นการดีที่คุณหนูยอมปรับปรุงตัวเป็นคนใหม่
“เอาละ ๆ พวกเจ้ามีอะไรก็ไปทำเถอะ หยุนหลี่ เจ้ามาช่วยข้าแต่งตัว”
หลังจากเอ่ยปากไล่สาวใช้ทั้งสี่แล้ว เฉินเสวี่ยไป๋ก็หันมาสนใจเรื่องการแต่งตัว โดยเสื้อผ้าที่มีให้เลือก กลับมีแต่สีเข้มฉูดฉาดบาดตาทั้งนั้น มือเรียวหยิบชุดนั้นวางชุดนี้อยู่นาน ก็ตัดสินใจไม่ได้ สุดท้ายก็วางลงที่เดิมทุกชุด
“เบื่อชุดพวกนี้แล้วหรือเจ้าคะ บ่าวจะได้ไปตามช่างตัดเสื้อมาตัดชุดใหม่ให้” หยุนหลี่เอ่ยถามขึ้น
“ตัดใหม่ก็ดี เจ้าช่วยเลือกพับผ้าสีอ่อนมาให้ข้าเลือกที...”
ปกติแล้วตั้งแต่เฉินเสวี่ยไป๋ยังเด็ก มักชอบสวมใส่อาภรณ์สีอ่อนมากกว่า แต่พอถูกท่านน้า น้องสาวของมารดาแท้ ๆ ปลูกฝังว่าหวังห่าวเทียนชอบสตรีที่แต่งกายด้วยอาภรณ์สีเข้มบาดตา นางก็เปลี่ยนตนเอง สั่งให้นำชุดสีอ่อนหวานไปทิ้งให้หมด แล้วซื้อผ้าสีสันบาดตามาตัดเย็บเสื้อผ้าแทน
‘หวังห่าวเทียน ชอบสตรีหวานละมุนเหมือนดอกกล้วยไม้ป่าอย่างน้องสาวดอกบัวขาวของข้านี้นา’
เรื่องที่ถูกท่านน้าหลอกว่าท่านแม่ทัพชอบสตรีแต่งกายโทนสีเข้ม นางพึ่งรู้ความจริงตอนแต่งเข้าไปในจวนหวังแล้ว คืนนั้นนางสวมใส่ชุดสีแดงเพลิงเป็นฝ่ายปีนขึ้นเตียงเขา จนถูกเขาถีบลงจากเตียง กลิ้งไปหลายตลบ และยังถูกชี้นิ้วด่า
‘ผู้หญิงไร้ยางอาย ข้าชิงชังขยะแขยงเจ้ายิ่งนัก นอกจากจะแต่งกายน่าเกลียดดูไม่ได้แล้ว นิสัยยังแย่ยิ่งกว่า ข้าเกลียด--เกลียดสตรีที่แต่งกายสีสันแบบนี้มากที่สุด’
หยุนหลี่กำลังจะเอาชุดที่หยิบมาให้คุณหนูเลือก กลับไปเก็บให้เรียบร้อย เฉินเสวี่ยไป๋รีบร้องห้ามขึ้นมาก่อน
“ไม่ต้องแล้ว ข้าจะใส่ชุดพวกนี้แหละ” ในเมื่อหวังห่าวเทียนไม่ชอบสตรีที่แต่งกายเยี่ยงนาง นางก็จะแต่งแบบนี้ต่อไป แม้ภายในใจลึก ๆ จะไม่ชอบก็ตาม
หลังจากแต่งตัวด้วยชุดฮั่นฝูสีน้ำเงินเข้มเรียบร้อยแล้ว เฉินเสวี่ยไป๋ก็เดินนำสาวใช้คนสนิทไปยังเรือนหลัก ซึ่งทุกคนในจวนเฉินน่าจะรวมตัวกันอยู่ที่ห้องอาหารเรียบร้อยแล้ว ทันทีที่ร่างบางเยื้องกรายเข้าไปภายในห้อง คนสามคนที่นั่งล้อมวงรอบโต๊ะตัวกลม ซึ่งมีจานอาหารหลากหลายเมนูจัดวางเอาไว้อย่างเรียบร้อย ก็พากันหันมามองเป็นตาเดียว
“เสวี่ยไป๋คารวะท่านพ่อ ท่านแม่เจ้าค่ะ” สตรีที่เข้ามาทีหลังยอบกายลงให้ผู้อาวุโสกว่าทั้งสอง ก่อนจะกลับมายืนแผ่นหลังเหยียดตรง
สตรีวัยแรกแย้มที่นั่งอยู่ข้างหญิงวัยกลางคน ส่งสายตาแห่งการไม่ชอบหน้ามาให้ พร้อมคำพูดกึ่งประชดประชัน
“ตายจริง วันนี้ฟ้าถล่มแผ่นดินทลายหรืออย่างไร พี่หญิงข้าถึงตื่นแต่เช้าได้”
เพียะ!...ผลที่ได้ ทำให้ผู้ที่กล่าวประโยคข้างต้น ถูกฝ่ามือของหญิงวัยกลางคนฟาดลงบนท่อนแขนอย่างแรง หนำซ้ำยังถูกเอ็ดเสียงเขียว
“พูดเช่นนั้นกับไป๋เอ๋อร์ได้อย่างไร ขอโทษพี่สาวเจ้าเดี๋ยวนี้”
เฉินซือหยาถูกเอ็ดตะโรตั้งแต่เช้าก็หน้างิกหน้างอ หันไปตัดพ้อมารดาผู้ให้กำเนิด “ท่านแม่ ตกลงว่าใครกันแน่ ที่เป็นลูกสาวของท่าน ข้าแค่หยอกล้อพี่หญิงเล่น ไม่เห็นต้องคิดจริงจังเช่นนี้เลย”
“เจ้าไม่ควรพูดจาไม่รู้กาลเทศะกับคุณหนูใหญ่ของจวนเช่นนี้ ผู้คนจะนำไปนินทาเอาได้”
“ท่านพ่อ” เมื่อคิดว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม เฉินซือหยาก็หันไปออดอ้อนบิดา ที่นั่งกินข้าวอยู่เงียบ ๆ สีหน้าแววตาดูอิดโรยยิ่งหนัก “ดูท่านแม่สิเจ้าค่ะ ลูกแค่ล้อเล่นนิดเดียวเอง”
ชายวัยกลางคนถอนหายใจ หันไปทางฮูหยิน “พอเถอะ ที่หยาเอ๋อร์พูดมาก็มีส่วนถูก ปกติไป๋เอ๋อร์ไม่เคยตื่นเช้าแบบนี้เลย นางคงแค่ประหลาดใจ แต่เลือกใช้คำพูดไม่ถูก” ซือหยารีบพยักหน้าขึ้นลง รับคำพูดของบิดา
‘เฉินหยวนเจี๋ย’ เลิกใส่ใจบุตรสาวคนรอง หันมาเพ่งพิศบุตรสาวคนโต ซึ่งเกิดจากอดีตฮูหยินคนเก่า นางอันเป็นที่รัก ที่มาด่วนจากเขาไปเร็วเหลือเกิน
“กินข้าวเช้ามาหรือยัง นั่งก่อนสิ พ่อจะให้คนจัดจานเพิ่ม”
“ขอบคุณเจ้าค่ะ”
เฉินเสวี่ยไป๋ที่ยืนดูละครฉากใหญ่อยู่นาน เดินมานั่งลงบนเก้าอี้ถัดจากบิดา หากเป็นเมื่อชาติก่อน ตอนยังไม่แต่งงานออกจากเรือน นางคงซาบซึ้งใจเป็นอย่างมาก ที่แม่เลี้ยงรักและดีกับนางมากกว่าลูกแท้ ๆ ของตัวเอง งานอะไรท่านน้าก็ไม่ให้นางทำ บอกว่ามีสาวใช้คอยทำให้ทุกอย่างแล้ว และคอยตามใจนางทุกอย่าง จนคิดว่านั้นคือความรักอันบริสุทธิ์
กระทั่งได้แต่งงานออกเรือนไปเป็นฮูหยินของหวังห่าวเทียน และเฉินซือหยาเข้าไปเป็นอนุ นางถึงได้หูตาสว่าง เมื่อได้ยินสิ่งที่บ่าวไพร่ในจวนหวัง พากันซุบซิบนินทา
‘ฮูหยินเป็นสตรีเช่นไรกันนี่ หยิบจับทำอะไรไม่เป็นเลย แม้แต่งานปักเย็บซึ่งคุณหนูในห้องหอถนัด สู้อนุเฉินก็ไม่ได้ รายนั้นทำได้ทุกอย่าง แม้แต่เข้าครัว เหมาะที่จะเป็นฮูหยินของท่านแม่ทัพมากกว่าอีก’
นอกจากจะได้ยินคำนินทาพวกนี้ในตอนแรก ๆ แล้ว ยังมาได้ยินสิ่งที่เฉินซือหยากับมารดาของนางพูดคุยกันกับหูของตนเองอีก
‘ท่านแม่ขอบคุณนะเจ้าคะ ข้ารู้แล้วที่ผ่านมา ท่านแม่ไม่ได้ลำเอียงรักพี่หญิงมากกว่าลูกในไส้ ตอนนี้บ่าวทุกคนในจวนหวังต่างพากันชื่นชมข้า หวังฮูหยินก็น่าจะเช่นกัน ส่วนพี่หญิงนะหรือ กลายเป็นที่ทุกคนดูแคลนไปแล้ว’
‘ลูกเข้าใจก็ดีแล้ว จะมีแม่ที่ไหนที่ไม่รักลูกของตนเองเล่า ที่แม่คอยตามใจเสวี่ยไป๋ ก็เพราะต้องการให้นางเสียคน ดูแย่ในสายตาคนอื่น รวมไปถึงท่านพ่อของลูก แล้วคราวนี้ลูกของแม่ก็จะกลายเป็นคนดีที่น่าสงสารในสายตาผู้อื่น แต่แม่เจ็บใจอยู่อย่างเดียว ที่พ่อของลูกดันไปชิงขอสมรสพระราชทานจากฝ่าบาทให้นางก่อน ไม่อย่างนั้นท่านแม่ทัพคงส่งเถ้าแก่มาสู่ขอลูกไปเป็นฮูหยินเอกแทนแล้ว’
‘นั่นนะสิเจ้าค่ะ ท่านพ่อนะท่านพ่อ ป่วยออด ๆ แอด ๆ แบบนั้นยังจะยื่นมือเข้ามายุ่งอีก--แต่เอ๊ะ หรือว่าที่ท่านพ่อเข้ามายุ่งเรื่องนี้ เพราะคิดว่าตนเองจะตาย เลยอยากหาคนดีมีฐานะมาดูแลพี่หญิง’
‘หา!--ถ้าเป็นแบบนั้นแม่ก็พลาดสิ ที่หาท่านหมอปลอมมาแอบอ้างรักษาอาการป่วยพ่อของลูก’
ตอนนี้เฉินเสวี่ยไป๋หูตาสว่างแล้ว และได้รู้ความจริงว่า ที่อาการป่วยกระเสาะกระแสะของท่านพ่อไม่ดีขึ้น แม้จะลาออกจากตำแหน่งราชครูของฮ่องเต้ มาพักรักษาตัวให้เต็มที่ เป็นเพราะหมอปลอมที่เจี่ยนฮูหยิน ซึ่งขึ้นมารับตำแหน่งฮูหยินต่อจากพี่สาวเป็นคนจัดหามา
ดวงตาหงส์สำรวจใบหน้าซีดเซียวของผู้เป็นพ่อ ในชาติก่อนนางไม่เคยสนใจปรนนิบัติดูแล ทั้งในตอนที่อยู่ในจวนหรือออกเรือนไปแล้ว จนแต่งงานไปได้หนึ่งปี บิดาก็เสียชีวิตลง ตามไปอยู่กับท่านแม่ของนาง
ครั้งนี้...นางจะขอโอกาสกลับมาทำหน้าที่ลูกสาวที่ดีบ้าง จะคอยดูแลท่านพ่อให้ดีที่สุด ชดเชยคืนวันที่ผ่านมา นางจะหาหมอเก่ง ๆ มารักษาอาการป่วย พอท่านพ่อหายป่วย ก็จะได้ไม่ต้องกังวลใจ กลัวว่าจะไม่มีใครคอยดูแลลูกไม่เอาไหนเช่นนางอีก งานแต่งสมรสพระราชทานก็จะไม่เกิดขึ้น
มือเรียวเอื้อมไปตักเนื้อหมูซึ่งมีแต่มันออกจากชามข้าวสวยของบิดา แล้วตักผัดผักกับแกะเนื้อปลานำไปใส่ในชามข้าวแทน
“ท่านพ่อไม่ค่อยสบาย ควรกินอาหารที่ย่อยง่ายและไม่มีมันมากนักจะดีกว่านะเจ้าคะ” พูดพลางส่งยิ้มอ่อนโยนให้ผู้เป็นพ่อ
“มาเอาใจพ่อแบบนี้ ต้องการสิ่งใดตอบแทนเล่า” เฉินหยวนเจี๋ยเอ่ยถามบุตรสาวไปแบบนั้น แต่ภายในใจรู้สึกยินดีเป็นอย่างมาก ที่บุตรสาวคนโตมาเอาอกเอาใจใส่เช่นนี้ มือตักผัดผักขึ้นมากินอย่างเอร็ดอร่อย
“ลูกไม่ต้องการสิ่งใดตอบแทนเจ้าค่ะ แค่ต้องการให้ท่านพ่อหายป่วย กลับมาแข็งแรงอยู่กับลูกไปนาน ๆ ต่อไปลูกจะหมั่นมาปรนนิบัติดูแลท่านพ่อเอง”
คำตอบของเฉินเสวี่ยไป๋ทำให้สองคนแม่ลูกลอบสบสายตากัน เฉินซือหยาทำปากเบ้ คล้ายไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน ส่วน ‘เจี่ยนอันหนิง’ กลับมีแววตาของความกังวล เมื่ออยู่ ๆ ลูกเลี้ยงก็หันมาสนใจอาการป่วยกระเซาะกระแซะของบิดา ทั้ง ๆ ที่เมื่อก่อนไม่เคยเห็นจะสนใจ แต่นางเป็นคนที่ซ่อนความรู้สึกได้เก่งกว่าบุตรสาว รีบฉีกยิ้มกว้างกล่าวเสียงอ่อนหวานออกมา
“ไป๋เอ๋อร์ของแม่โตแล้วจริง ๆ แม่ดีใจจนน้ำตาจะไหล เรื่องของท่านพ่อลูกไม่ต้องเป็นห่วงหรือเป็นกังวลไปหรอกนะ หมอที่แม่หามา ขึ้นชื่อว่าเป็นหมอเทวดา ไม่นานท่านพ่อของลูกจะกลับมาหายดีอย่างแน่นอน”
เฉินเสวี่ยไป๋หันไปมองหญิงวัยกลางคนซึ่งนั่งถัดจากบิดาไป ฉีกยิ้มที่ไม่ถึงดวงตา ก่อนจะตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงที่หวานจนเลี่ยน
“ลูกต่างหากที่ต้องขอบใจท่านแม่ ที่ทำหน้าที่ฮูหยินใหญ่คนใหม่ของจวนเฉินได้เป็นอย่างดี ทั้งดูแลท่านพ่อ ดูแลทั้งลูกที่ไม่ได้เป็นลูกแท้ ๆ เป็นอย่างดี ตอนนี้ลูกคิดได้แล้ว ว่าที่ผ่านมาทำตัวเหลวไหลมากแค่ไหน ต่อจากนี้ไป ลูกจะช่วยแบ่งเบาภาระของท่านแม่เอง ให้สมกับเป็นคุณหนูใหญ่ของสกุลเฉิน ท่านแม่วางใจได้เจ้าค่ะ”
รอยยิ้มเย็นของหญิงสาวคราวลูกตรงหน้า เจี่ยนอันหนิงไม่ชอบใจเลยแม้แต่น้อย ยิ่งแววตาคู่นั้นที่จ้องมองนาง ต่างไปจากเมื่อวันวานมาก ยิ่งทำให้นางรู้สึกหวาดระแวง ว่าทุกอย่างจะไม่เป็นไปตามแผน ‘หรือว่านางจะรู้ความจริง ไม่น่าจะใช่--ในเมื่อข้าแสดงละครได้แนบเนียนแล้ว แต่เหตุใดข้าถึงรู้สึกว่านางต่างไปจากเดิม’...
ตอนที่ 32ตอนจบห้าปีต่อมาบริเวณทุ่งดอกเหมยของสกุลหวัง กลีบดอกสีชมพูบานสะพรั่งพลิ้วไหวตามสายลมหนาว มองดูราวหิมะขาวที่โปรยปรายลงมา เด็กชายวัยห้าขวบวิ่งเล่นไล่จับกับสหายรุ่นราวคราวเดียวกัน ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นลูกหลานของชาวไร่ชาวสวน ที่ตามบิดามารดามาทำงานในไร่ในสวนเสียงหัวเราะร่าเริงดังไปทั่วทุ่งกว้าง ทำให้บรรยากาศเต็มไปด้วยความสดใสร่าเริง สร้างรอยยิ้มให้กับผู้ใหญ่ที่พากันมาพักผ่อนเที่ยวชมความงามของดอกเหมยที่บานสะพรั่ง“หยางเอ๋อร์ วิ่งเล่นเหนื่อยหรือยัง ถ้าเหนื่อยพาสหายมานั่งพักกับย่ามา ย่าเตรียมขนมของหวานมาเยอะแยะเลย”ซ่งลี่หลินนั่งอยู่บนเสื่อที่ปูอยู่ใต้ต้นดอกเหมย ข้างกายมีตะกร้าของกินหลายตะกร้าที่เตรียมมา เมื่อเห็นหลานชายและเด็กคนอื่น ๆ อีกสี่คน พากันวิ่งเข้ามาหา ก็รีบอ้าแขนรับร่างเล็ก ที่โถมเข้าหาอ้อมกอดของผู้เป็นย่า“เหนื่อยไหมหลานย่า” เอ่ยถามพลางล้วงหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาซับเหงื่อตามใบหน้าและลำคอของหลานชาย“ไม่เหนื่อยเลยขอรับ หลานชอบมาที่นี่ ที่นี่มีเพื่อนเล่นเยอะแยะเลย” ‘หวังอันหยาง’ แก้วตาดวงใจของจวนสกุลหวัง ตอบผู้เป็นย่าเสียงใสแจ๋ว“ถ้าชอบ ย่าจะพามาบ่อย ๆ ก็แล้วกัน นั่งลงพักให้หา
ตอนที่ 31หากไม่มีข้า คิดว่าเจ้าจะสมหวังหรือหลังจากศาลต้าหลีได้รับเรื่องก็รีบส่งเจ้าหน้าที่ของศาลไปจับกุมตัวเฉินซือหยาเพื่อมารับฟังความผิดที่ศาล และกักขังตัวนางเอาไว้ในคุกเพื่อรอฟังคำตัดสินโทษ เฉินเสวี่ยไป๋เองรบเร้าสามีขอให้พาไปหาน้องสาวต่างมารดาที่ถูกคุมขังเอาไว้“พาข้าไปเยี่ยมนางหน่อยเถิดนะเจ้าคะ”“อย่าบอกนะว่าเจ้านึกสงสาร คนที่คิดจะทำร้ายเจ้า” หวังห่าวเทียนย้อนถามภรรยาอย่างสงสัย“ข้าไม่ใช่คนดีขนาดนั้นเสียหน่อย ข้าแค่อยากจะไปคุยกับนางให้รู้เรื่อง ว่าเหตุใดต้องถึงขั้นฆ่าแกงกันด้วย หากท่านพี่ไม่อยากพาข้าไป ข้าไปเองก็ได้” เฉินเสวี่ยไป๋หน้างอกระเง้ากระงอด หันหน้าเมินสามีทันควัน“ก็ได้ ๆ พี่พาเจ้าไปเอง”หวังห่าวเทียนกลัวภรรยาจะขุ่นเคืองใจไปมากกว่านี้ รีบสั่งให้คนเตรียมรถม้าและเตรียมเบาะหนา ๆ ไปรองเป็นที่นั่งให้ภรรยาด้วย ป้องกันไม่ให้กระทบกระเทือนถึงลูกในท้องมากนักเมื่อมาถึงคุกของศาลต้าหลี หงหลงเป็นฝ่ายไปเจรจากับผู้คุม จากนั้นก็กลับมารายงาน หวังห่าวเทียนถึงได้ประคองพาฮูหยินลงจากรถม้า ก้าวผ่านประตูคุกของศาลต้าหลีไปสองร่างเดินเคียงกันผ่านห้องขังเล็ก ๆ ที่ปิดด้วยซี่กรงเหล็กอันหนักอึ้งและเ
ตอนที่ 30คนร้ายตัวจริงคือ“แหวะ ๆ”เสียงอาเจียนดังขึ้นภายในเรือนเหมยหลิว เป็นเสียงที่สาวใช้ทุกคนจะได้ยินในช่วงเช้าของทุกวัน เนื่องจากสตรีเจ้าของเรือนกำลังตั้งครรภ์บุตรของท่านแม่ทัพได้สามเดือนแล้ว เพียงแต่เป็นท้องแรกหน้าท้องจึงยังไม่เห็นเด่นชัด คงจะมีก็แต่อาการแพ้ท้องให้เห็นเท่านั้น“ไหวหรือไม่ ให้พี่ตามท่านหมอมาอีกจะดีกว่าไหม”หวังห่าวเทียนช่วยลูบหลังภรรยาที่โก่งคออยู่เหนือกระโถนอาเจียนเอาอาหารเช้าออกมาเกือบหมด สีหน้าแววตาเต็มไปด้วยความกระวนกระวายใจ หากเป็นไปได้ เขาอยากจะแพ้ท้องแทนฮูหยินของตน นางจะได้ไม่ต้องทรมานเช่นนี้หลังจากอาเจียนจนรู้สึกดีขึ้นมาก เฉินเสวี่ยไป๋ก็รับขันน้ำที่สาวใช้คนสนิทส่งมาให้ยกขึ้นมาดื่มน้ำเข้าไปแล้วกลั้วปากกลั้วคอให้สะอาด ก่อนจะบ้วนทิ้งใส่กระโถน จากนั้นถึงนำผ้าสะอาดมาเช็ดปากเช็ดใบหน้าอีกทีหนึ่ง“ข้ารู้สึกดีขึ้นมากแล้วเจ้าค่ะ ท่านพี่อย่าได้กังวลไป คนท้องก็มีอาการเช่นนี้ทุกคน ท่านแม่บอกข้าแล้วเจ้าค่ะ” หญิงสาวบอกกล่าวให้สามีคลายความกังวลลง กังวลมากจนแทบจะไม่ไปทำการทำงานอยู่แล้ว “ท่านพี่ไปทำงานเถิดเจ้าค่ะ”หวังห่าวเทียนฮึดฮัด นางก็พูดง่ายสิ จะไม่ให้เขาเป็นกังวลเป็
ตอนที่ 29เข้าหอกันจริง ๆ เสียทีหลังจากกลับมาถึงจวนสกุลหวัง หวังห่าวเทียนกับเฉินเสวี่ยไป๋ก็ร่วมรับประทานอาหารกับซ่งฮูหยิน และอยู่พูดคุยต่อจนดึกดื่น ถึงได้จูงมือกันกลับเรือน พอมาถึงเรือนเหมยหลิว แม่ทัพหนุ่มก็แยกย้ายไปทำความสะอาดร่างกายที่ห้องอื่น ส่วนเฉินเสวี่ยไป๋ก็ให้สาวใช้คนสนิทช่วยเตรียมน้ำอาบ หลังจากอาบน้ำเสร็จ ก็ขึ้นไปนั่งบนเตียง ใบหน้างามคอยชะเง้อมองไปที่ประตูห้องนอน รอคอยว่าคืนนี้สามีจะมานอนค้างด้วยหรือเปล่าผ่านไปไม่นานนัก ร่างสูงก็ก้าวเข้ามาในห้อง เฉินเสวี่ยไป๋รีบเอนตัวลงนอน ตะแคงหันหลังแสร้งทำเป็นหลับ เพื่อกลบเกลื่อนอาการเขินอาย แต่ยังรับรู้ได้ถึงการยุบตัวของฟูกนอนตามน้ำหนักตัวคนที่นั่งลง“ฮูหยินหลับแล้วหรือ” เสียงทุ้มนุ่มเอ่ยถาม“...” เมื่อไม่มีเสียงตอบรับจากร่างบางที่นอนตะแคงหันหลังให้ หวังห่าวเทียนจึงเอนตัวลงนอนบ้าง ไม่ลืมหยิบผ้าห่มขึ้นมากั้นกลางเอาไว้ เพราะยังไม่แน่ใจ ว่าหญิงสาวจะยอมให้เขาเข้าใกล้มากแค่ไหน ถึงแม้จะปรับความเข้าใจกันเรียบร้อยแล้ว เขาก็ยังเคารพการตัดสินใจของนางเสมอ หากนางยังไม่เอ่ยปากเขาจะไม่มีวันข่มเหงทำร้ายน้ำใจนางเป็นอันขาดแม้จะคิดแบบนั้น แม่ทัพหนุ่มกลั
ตอนที่ 28ทุ่งดอกเหมยนี้เพื่อเจ้าแสงอาทิตย์สีทองอาบย้อมท้องฟ้าในยามเย็น ขบวนทัพที่เคลื่อนตัวออกจากเมืองเสียนหลิงเมื่อหลายวันก่อน ใกล้จะเดินทางถึงเขตประตูเมืองหลวง แต่อยู่ ๆ บุรุษที่ควบอาชาตัวใหญ่ก็ประกาศเสียงดังให้ได้ยินกันทั่ว“หยุด”ทั้งขบวนหยุดตามคำสั่ง หวังห่าวเทียนบังคับม้าให้วิ่งย้อนกลับมาทางรถม้าที่หยุดอยู่กับที่ เสียงทุ้มนุ่มจงใจพูดกับคนที่อยู่ด้านใน“ฮูหยินลงมาเถิด ข้ามีที่หนึ่งที่อยากให้เจ้าได้เห็น”เฉินเสวี่ยไป๋ประหลาดใจ แต่ก็ยอมมุดผ่านม่านประตูออกมา โดยที่ร่างสูงรีบกระโดดลงมาจากหลังม้าเอื้อมมือมารอรับ นางจึงยื่นมือส่งไปให้มือหยาบกร้านกอบกุมเอาไว้ ก้าวลงจากรถม้าลงไปยืนเคียงข้างเขา“จะพาข้าไปไหนหรือเจ้าคะ”“เดี๋ยวเจ้าก็รู้เอง รับรองว่าเจ้าต้องชอบ”หวังห่าวเทียนอุ้มร่างบางให้ขึ้นไปนั่งบนหลังม้าได้สำเร็จ ก็กระโดดขึ้นไปนั่งด้านหลังของหญิงสาว วงแขนโอบรอบร่างบางจับสายบังเหียนเอาไว้ ทำให้แผ่นอกอุ่นแนบสนิทกับแผ่นหลังของร่างบาง ความรู้สึกร้อนวูบวาบก่อเกิดขึ้น เขาพยายามไม่สนใจ อย่างไรเสียค่ำคืนนี้ก็จะได้ร่วมหอกับฮูหยินแน่ แม่ทัพหนุ่มบังคับม้าให้พุ่งทะยานไปตามทางที่แยกออกจากถนนสายหลั
ตอนที่ 27ปรับความเข้าใจกันแสงอรุณอ่อน ๆ ส่องลอดผ่านม่านหน้าต่างที่เปิดทิ้งเอาไว้เข้ามา เฉินเสวี่ยไป๋ค่อย ๆ ขยับเปลือกตาหนักอึ้งลืมตางัวเงียตื่นขึ้นมา แต่สิ่งแรกที่รับรู้และสัมผัสได้ กลับไม่ใช่เก้าอี้ไม้แข็งกระด้างดังเช่นเมื่อคืนร่างของนางนอนราบอยู่บนเตียงนุ่ม มีผ้าห่มผืนหนาคลุมกายให้ความอบอุ่น และยังมีวงแขนของใครบางคนวางพาดอยู่บนหน้าท้องแบนราบของนาง ใบหน้างามแม้ยามพึ่งตื่นนอนหันมามองด้านข้างของตนพลันหัวใจเต้นระรัวราวกลองศึก แทบจะหยุดหายใจเสียให้ได้ เมื่อใบหน้าของนางกับใบหน้าซีดเซียวของสามีอยู่ใกล้กันมากจนปลายจมูกแทบจะชนกันอยู่แล้ว นางยังสัมผัสได้ถึงลมหายใจผ่าวร้อนของเขา‘ข้ามาอยู่ในสถานการณ์ล่อแหลมเช่นนี้ได้อย่างไร’เท่าที่จำได้เมื่อคืน นางถูกความง่วงเล่นงาน จึงคิดจะพักสายตาเพียงครู่ จึงฟุบตัวนอนลงบนเตียง กะว่าแค่จะพักสายตาเพียงเท่านั้น แต่ดันเผลอหลับไปจริง ๆ แล้วเหตุไฉนพอตื่นขึ้นมา ถึงได้มานอนอยู่บนเตียงโดยมีคนเจ็บนอนตะแคงกอดนางเอาไว้ได้ จะว่านางนอนละเมอปีนขึ้นเตียงเองก็ไม่น่าจะใช่‘หรือว่า’ ดวงตาคู่งามจับจ้องมองใบหน้าที่ห่างกันไม่ถึงคืบอย่างจับผิด ก่อนจะสังเกตเห็นริมฝีปากตรงหน้า
ตอนที่ 16หมดสติในคืนเข้าหอหนึ่งเดือนหลังจากมีพระราชโองการออกมา ก็ถึงฤกษ์มงคลที่สองตระกูลใหญ่ต้องเกี่ยวดองกัน ขบวนรับเจ้าสาวของจวนแม่ทัพจัดมาอย่างยิ่งใหญ่ นำขบวนโดยคนตีกลอง ฆ้อง ปี่ เพื่อเป็นสัญญาณมงคล ตามมาด้วยคนถือธงสีแดง ที่เขียนตัวอักษร ‘สี่’ ที่หมายถึงความสุขจากนั้นถึงเป็นคนถือของหมั้น และเจ
ตอนที่ 10เผชิญหน้ากันครั้งแรกด้วยความร้อนใจว่าโชคชะตาจะกลับไปเล่นตลกเหมือนในชาติก่อน เฉินเสวี่ยไป๋จึงตัดสินใจที่จะออกเรือน และตัวเลือกที่ดีก็มีแค่คนเดียวที่นางมั่นใจว่าเขาเป็นคนดี จะไม่มีวันทำร้ายนางเป็นอันขาดพักหลัง ๆ มานี้นางกับผู้ตรวจการหนุ่ม จึงไปมาหาสู่กันที่จวนมากยิ่งขึ้น พอเฉินหยวนเจี๋ยรู
ตอนที่ 9เลือกคนนี้แล้วกันเมื่อได้เห็นรอยยิ้มอย่างเป็นกันเอง บวกกับแววตาที่จริงใจของหญิงสาว ทำให้ชูจื้อเหยา มีความกล้าและปรารถนาจะสานสัมพันธ์กับอีกฝ่าย“ข้าขอทราบชื่อแซ่ของคุณหนู คุณหนูจะว่าอะไรหรือไม่”“ข้าเสวี่ยไป๋ แซ่เฉินเจ้าค่ะ”ใครเล่าจะไม่รู้จักตระกูลเฉิน เพราะอดีตราชครูเฉินหยวนเจี๋ยเป็นพระอ
ตอนที่ 8สหายที่แสนดีในชาติก่อนนับจากวันนั้นเฉินเสวี่ยไป๋ก็เป็นคนดูแลเรื่องต้มยาที่ท่านหมอชราจดเทียบยาให้ท่านพ่อด้วยตัวเอง ส่วนบทลงโทษของเจี่ยนฮูหยินนั้น เนื่องจากไม่มีหลักฐานแน่นพอที่จะยืนยันว่า เจี่ยนฮูหยินรู้เห็นเป็นใจกับหมอปลอม จึงยังไม่ได้ปลดออกจากตำแหน่งฮูหยินเอก แต่ใช่ว่าเจี่ยนฮูหยินจะลอยตั







