Masukท้องไส้เจ้ากรรมพลันส่งเสียงโครกครากประท้วงขึ้นมาอีกระลอก อี้หว่านกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก นางกวาดสายตามองซ้ายขวาอย่างระแวดระวัง หมายใจจะหาที่สงบเพื่อนั่งลิ้มรสความหวานนุ่มของแป้งขาวชั้นดีให้ชื่นใจ สายตาปะทะเข้ากับร่มเงาของต้นไหวใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านอยู่ข้างสะพานหินห่างออกไปไม่กี่ก้าว
ร่างเล็กจึงกอดหมั่นโถวแนบอก หันหลังก้าวเท้าเร็ว ๆ มุ่งหน้าไปทางนั้น
ทว่ายังไม่ทันได้เดินพ้นหน้าประตูเหลาอาหาร ร่างสูงตระหง่านในชุดผ้าไหมสีหมึกปักลายเมฆามงคลก้าวยาว ๆ ลงมาจากรถม้าด้วยท่าทีเร่งร้อน รังสีอำมหิตแผ่ออกมารอบกายจนคนรอบข้างต้องรีบหลบทาง
พลั่ก!
แรงกระแทกหนักหน่วงชนเข้ากับหัวไหล่บางอย่างจังจนร่างของอี้หว่านเซถลา ก้นกระแทกลงบนพื้นศิลาเย็นเฉียบอย่างแรงจนเจ็บร้าวไปถึงกระดูก
แต่นั่นยังไม่เจ็บปวดเท่ากับสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้า...
หมั่นโถวแป้งขาวก้อนโตหลุดกระเด็นออกจากมือ กลิ้งหลุน ๆ บนพื้นหิน ก่อนจะจมมิดลงไปในแอ่งน้ำโคลนสีดำข้นข้างร่องระบายน้ำต่อหน้าต่อตา!
ฟองอากาศผุดขึ้นปุด ๆ พร้อมกับคราบโคลนเน่าเสียที่ซึมกลืนเนื้อแป้งขาวสะอาดจนกลายเป็นสีดำมะเมื่อม
ดวงตากลมโตเบิกกว้าง อี้หว่านอ้าปากค้าง หัวใจดวงน้อยร่วงหล่นลงไปแทบเท้า ความหิวโหย ความเหน็ดเหนื่อย ที่รอนแรมมาพันลี้ทำให้นางรู้สึกสิ้นหวัง ความดีใจพลันพังทลายลงในชั่วพริบตา ขอบตาร้อนผ่าว หยาดน้ำตาเอ่อล้นทะลักเปียกชุ่มแก้มมอมแมมทันที
“หมั่นโถว... หมั่นโถวของข้า...”
เด็กสาวกัดริมฝีปากแน่นจนซีดเผือด ความโกรธและความน้อยใจประดังประเดเข้ามาจนลืมความหวาดกลัว นางยันกายลุกขึ้นจากพื้นอย่างรวดเร็ว ก้าวพรวดเข้าไปขวางหน้าบุรุษตัวสูงใหญ่ผู้นั้นเอาไว้ทันที
“หยุดเดี๋ยวนี้นะ!”
เสียงหวานตวาดแหว ดวงหน้าน้อยเงยขึ้นจ้องมองคนที่ยืนค้ำหัวนางอยู่อย่างเอาเรื่อง นิ้วมือเรียวบางที่สั่นระริกชี้ตรงไปยังก้อนแป้งในแอ่งโคลน
“ท่านเดินภาษาอะไรถึงไม่ดูทาง ชนหมั่นโถวของข้าตกลงไปในน้ำสกปรกหมดแล้ว! นั่นมันเสบียงประทังชีวิตของข้าทั้งวันเชียวนะ ท่านต้องขอโทษข้าเดี๋ยวนี้!”
บุรุษร่างสูงหยุดชะงัก ชายเสื้อคลุมสีเข้มสะบัดตามแรงลม เขาไพล่มือทั้งสองไว้ด้านหลังอย่างสงบนิ่ง แผ่กลิ่นอายกดดันผ่านสายตา ใบหน้าคมคายดั่งรูปสลักเย็นชามองทุกอย่างเป็นก้อนหิน คิ้วกระบี่ขมวดมุ่นเข้าหากันด้วยความหงุดหงิดที่มีคนกล้ามาขวางทาง
ทว่าเมื่อสายตาคมกริบดุจเหยี่ยวตวัดก้มลงมอง... ดวงตาสีเข้มคู่นั้นกลับนิ่ง แรงบีบรัดที่หน้าอกผุดขึ้น
ภาพตรงหน้าคือเด็กสาวตัวผอมกะหร่องในชุดป่านซอมซ่อ เนื้อตัวเปรอะเปื้อนฝุ่นดิน ทว่าดวงหน้ารูปไข่นั้นกลับหมดจด ผิวพรรณใต้รอยฝุ่นแดงเนียนละเอียดจนผิดแปลกจากขอทานทั่วไป โดยเฉพาะดวงตากลมโตฉ่ำน้ำที่จ้องแป๋วมายังเขาอย่างเด็ดเดี่ยว แววตาคู่นั้นบริสุทธิ์ ไร้เดียงสา ทว่ากลับวาววับไปด้วยเปลวไฟแห่งความโมโห ไม่มีความหวาดกลัวในประกายสังหารรอบตัวเขาแม้แต่น้อย
สายตาของเขาลากผ่านจมูกรั้นและริมฝีปากแห้งแตกที่กำลังสั่นระริก ความรู้สึกประหลาดบางอย่างแล่นริ้วผ่านหัวใจอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ลูกกระเดือกของบุรุษผู้เย็นชาต่อคนทั้งใต้หล้าขยับขึ้นลงช้า ๆ ขณะที่เขาลอบกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก
แววตาอำมหิตที่พร้อมจะบดขยี้ทุกคนที่ขวางทาง... พลันชะงักงันลงอย่างไม่อาจควบคุม
“ของพวกนั้นเป็นของท่าน แต่ท่านแม่เป็นของข้า!” เสี่ยวเฉินแผดเสียงสู้ “หากท่านกล้าใช้กำลัง ข้าจะสั่งกองทัพของข้ามาปิดล้อมจวน!”“กองทัพ? เจ้ามีกองทัพด้วยรึ” จ้าวฉางอันแค่นหัวเราะยังไม่ทันที่ท่านอ๋องจะกล่าวจบ เสียงคำรามกึกก้องปานฟ้าผ่าก็ดังแว่วมาจากสวนหลังจวนโฮก!เงาร่างสีขาวขนาดยักษ์พุ่งทะยานข้ามกำแพงหินเข้ามาอย่างรวดเร็ว นั่นคือ หมาป่าหิมะยักษ์แดนเหนือ ร่างมหึมาราวกับลูกม้า ขนสีขาวบริสุทธิ์ แววตาดุร้ายกระหายเลือด สัตว์ร้ายที่แม้แต่องครักษ์หลวงยังไม่กล้าเข้าใกล้ ทว่าทันทีที่มันวิ่งมาถึงศาลา เจ้าหมาป่ายักษ์กลับหมอบกายลงแนบพื้น กระดิกหางรัว ๆ พลางยื่นหัวโต ๆ เข้ามาให้เสี่ยวเฉินลูบอย่างว่าง่าย!“ต้าไป๋! ดีมาก!” เสี่ยวเฉินปีนขึ้นไปนั่งบนหลังหมาป่ายักษ์อย่างคุ้นเคย กอดอกเชิดหน้ามองบิดา “นี่คือรองแม่ทัพของข้า! แล้วยังมีกองทัพพยัคฆ์น้อยแห่งเมืองหลวงอีกสิบสองคน คอยส่งของบรรณาการให้ข้าทุกวัน หากท่านยังคิดผลาญเงิน ข้าจะให้ต้าไป๋ไปคาบรองเท้าของท่านไปทิ้งบ่อปลาให้หมด!”พูดจบ กงจื่อตัวน้อยก็ตบสะโพกหมาป่าเบา ๆ “ต้าไป๋ ไป! เราไปเก็บส่วยที่เรือนท่านยายกับท่านยายทวดกัน!”หมาป่ายักษ์ลุกขึ้นก้าวย่างอย่าง
ยามสายของฤดูใบไม้ร่วง แสงแดดอุ่นส่องกระทบผืนกระเบื้องเคลือบสีมรกตของจวนโจวอ๋อง บรรยากาศที่ควรจะเงียบสงบสมฐานะตำหนักอ๋องผู้ทรงอำนาจบัดนี้กลับอบอวลไปด้วยความกดดันแปลกประหลาดณ ศาลาแปดเหลี่ยมกลางสระบัว ร่างกลมป้อมของเด็กชายวัยสามขวบในชุดคลุมผ้าไหมสีครามเข้ม ปักลายพยัคฆ์เหยียบเมฆาอย่างประณีต กำลังนั่งขัดสมาธิอยู่บนตั่งไม้แกะสลัก ใบหน้าเล็กอิ่มเอิบขาวเนียนดั่งก้อนแป้ง ทว่าคิ้วดาบคมเข้มกลับขมวดมุ่นริมฝีปากหยักจิ้มลิ้มเหยียดตรงเป็นเส้นขนาน นัยน์ตาดำขลับวาวโรจน์ฉายประกายเย็นชาดุร้าย... ช่างถอดแบบมาจากโจวอ๋องจ้าวฉางอันราวกับเคาะออกมาจากพิมพ์เดียวกันไม่มีผิดเพี้ยน!นั่นคือ จ้าวอี้เฉิน หรือ ‘เสี่ยวเฉิน’ กงจื่อตัวน้อยแห่งจวนโจวอ๋องมือป้อมสั้นกุมพู่กันด้ามโต ลากเส้นหมึกสีชาดขีดฆ่าลงบนสมุดบัญชีเล่มหนาดัง ฟึ่บ! ก่อนจะตวัดสายตาคมกริบมองบุรุษร่างยักษ์ที่กำลังคุกเข่าเหงื่อตกอยู่เบื้องหน้า“อู่โม่...”สุรเสียงเล็กแหลมทว่าเยียบเย็นดังก้อง “เจ้าเห็นข้าเป็นเด็กสามขวบหลอกง่ายหรืออย่างไร”อู่โม่ลอบกลืนน้ำลายลงคอดังเอื๊อก ชายหนุ่มผู้เคยกรำศึกมานับร้อยสมรภูมิ บัดนี้กลับสั่นสะท้านต่อสายตาของกงจื่อน้อย[1] “ขะ.
ใบหน้านวลเปลี่ยนเป็นสีขาวซีดในชั่วพริบตา นางยกมือขึ้นปิดปาก ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความพะอืดพะอมอย่างรุนแรง“หว่านเอ๋อร์ เป็นอะไรไป?” จ้าวฉางอันที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ขมวดคิ้วแน่น รีบวางตะเกียบลงทันที“ข้า...ฮึก...แหวะ!”เซิ่งอี้หว่านไม่ทันได้ตอบ นางหันขวับคว้ากระโถนข้างตั่งแล้วโก่งคออาเจียนออกมาอย่างรุนแรงจนตัวโยน กลิ่นหมูหันที่เคยชอบกินกลายเป็นกลิ่นเหม็นคาวชวนคลื่นเหียนจนทนไม่ไหว หยวนเป่าหน้าตาตื่นรีบวิ่งเข้ามาลูบหลังให้ ส่วนโจวอ๋องผู้เยือกเย็นบัดนี้ลนลานจนทำถ้วยน้ำชาหกเลอะเทอะ“ตามหมอหลวง! อู่โม่! ไปลากตัวหมอหลวงมาเดี๋ยวนี้!” สุรเสียงทรงอำนาจแผดก้องลั่นจวนจนนกที่เกาะบนกิ่งไม้บินแตกฮือไม่ถึงหนึ่งเค่อ หมอหลวงเฒ่าก็ถูกหิ้วปีกเหาะข้ามกำแพงจวนเข้ามาในสภาพผมเผ้ากระเซิง เขารีบคุกเข่าวางผ้าไหมบางทาบลงบนข้อมือของพระชายาอย่างสั่นเทา ท่ามกลางสายตาดุร้ายจ้าวฉางอันที่ยืนจ้องเขม็งราวกับว่าหากตรวจไม่พบสาเหตุจะสั่งตัดหัวเขาทันทีปลายนิ้วของหมอหลวงแตะชีพจรอยู่ครู่หนึ่ง สีหน้าที่ตื่นตระหนกก็ค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็นความยินดี ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นเต้น“ทะ... ท่านอ๋อง! พระชายามิได้ทรงประชวร พ่ะย่
คลื่นลมพายุใหญ่ที่เคยโหมกระหน่ำราชสำนักเมืองหลวงมานานนับสิบแปดปี ในที่สุดก็สงบลงอย่างราบคาบซั่วอ๋องขึ้นครองราชย์เป็นฮ่องเต้องค์ใหม่อย่างชอบธรรม นำพาความสงบร่มเย็นกลับคืนสู่แผ่นดิน ทันทีที่ขึ้นครองบัลลังก์ พระองค์ก็มีพระประสงค์จะปูนบำเหน็จมอบตำแหน่งอัครมหาเสนาบดีและคุมกองทัพหลวงให้แก่หลานชายอย่างจ้าวฉางอันทว่าโจวอ๋องกลับปฏิเสธ เขาไม่คิดจะเอาชีวิตอันมีค่าไปผูกติดกับเก้าอี้ขุนนางหรือการเมืองในวังหลวงให้ปวดหัว สิ่งเดียวที่เขาขอพระราชทานเป็นการตอบแทน คือส่วนแบ่งจากการค้าทางทะเลและสัมปทานเหมืองเกลือเพียงเล็กน้อย... ซึ่งคำว่า ‘เล็กน้อย’ ของเขากับจินซื่อหยวนนั้น เพียงพอจะทำให้จวนโจวอ๋องสุขสบายไปอีกหลายชั่วอายุคน!ส่วนผู้ที่เคยก่อกรรมทำชั่วล้วนได้รับผลกรรมอย่างสาสม อดีตฮ่องเต้จ้าวจิ้งชวนถูกถอดพระยศเป็นสามัญชน เนรเทศไปใช้แรงงานหนักที่ชายแดนจนสิ้นพระชนม์อย่างอนาถ หลินไท่เฟยถูกประทานผ้าขาว สิ้นชีพตามกฎมณเฑียรบาลแห่งวังหลัง ไทเฮาขอไปอยู่อารามหลวงไม่เกี่ยวข้องกับวังหลวงตลอดชีวิต จวนแม่ทัพหลี่สายหลักล่มสลาย หลี่เจิ้นหรงและมู่หรงเหยียนถูกประหารชีวิตเพื่อชดใช้ความผิดฐานกบฏปลงพระชนม์อดีตฮ่องเต้ ฉุยซี
ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมห้องบรรทมในบัดดลหยดน้ำอุ่นที่รินรดลงบนแก้มทำให้เซิ่งอี้หว่านชาวาบไปทั้งร่าง นางนอนนิ่ง สบสายตากับบุรุษที่อยู่เหนือร่างอย่างไม่อยากเชื่อสายตาโจวอ๋องผู้เยือกเย็น...ยามนี้ดวงตาของเขากลับแดงก่ำและเต็มไปด้วยความเจ็บปวดร้าวราน ราวกับเด็กหนุ่มที่กำลังหวาดกลัวการสูญเสียสิ่งล้ำค่าที่สุดในชีวิต‘ข้ารักเจ้าจนแทบบ้าตายอยู่แล้ว...’ประโยคนั้นดังก้องซ้ำไปซ้ำมาในหัวของนางแท้จริงแล้ว... เงินหนึ่งพันตำลึงที่เขาให้ทุกค่ำคืน มิใช่ข้อแลกเปลี่ยนอันเย็นชา มิใช่ความใคร่ชั่วครู่ชั่วยาม และมิใช่การซื้อขายร่างกาย... แต่มันคือสิ่งเดียวที่เขารู้ว่านางให้ความสำคัญ เขาเพียงใช้มันเป็นข้ออ้าง เป็นสายใยบาง ๆ เพื่อเหนี่ยวรั้งให้นางยอมอยู่เคียงข้างเขา ยอมให้นางมองเห็นเขา และไม่คิดหนีจากเขาไป“ท่านอ๋อง...”เสียงเรียกของนางสั่นเครือ หยาดน้ำตาเม็ดโตไหลรินอาบสองแก้มอย่างไม่อาจกลั้นไว้ได้อีกต่อไปเมื่อเห็นน้ำตาของนาง จ้าวฉางอันที่กำลังคลั่งก็พลันได้สติ มือหนาที่เคยกดตรึงข้อมือนางไว้ค่อย ๆ คลายออกอย่างแผ่วเบา แววตาดุดันแปรเปลี่ยนเป็นความตระหนกและปวดร้าว ชายหนุ่มรีบยกมือขึ้นเกลี่ยเช็ดน้ำตาให้นางอย่าง
เสียงหอบหายใจหนักหน่วงดังก้องอยู่ในความมืดสลัว ริมฝีปากที่ถูกบดขยี้อย่างรุนแรงเพิ่งได้รับอิสระ เซิ่งอี้หว่านยังไม่ทันได้สูดอากาศเข้าปอด ร่างทั้งร่างก็ลอยวืดขึ้นจากพื้น จ้าวฉางอันอุ้มนางก้าวฉับ ๆ ไปยังเตียงนอนหลังใหญ่ ก่อนจะเหวี่ยงร่างเล็กลงบนฟูกนุ่มอย่างไม่คิดจะถนอมแรงตุบ!ร่างบางจมลงบนฟูกหนา นางผวาจะยันกายลุกขึ้น ทว่าเงาดำทะมึนของร่างสูงใหญ่ก็ทาบทับลงมาปิดกั้นทุกทิศทางทันควันสองแขนแกร่งดั่งยันต์ขนาบข้างลำตัวนางไว้ นัยน์ตาดำขลับคู่นั้นวาวโรจน์ไปด้วยโทสะและความหึงหวงที่เดือดพล่าน คุกคามราวกับพยัคฆ์ร้ายที่พร้อมจะฉีกเหยื่อตรงหน้าเป็นชิ้น ๆ เส้นเลือดข้างขมับปูดโปน ลมหายใจร้อนผ่าวเป่ารดพวงแก้มจนแสบร้อนเซิ่งอี้หว่านมองสีหน้าดุดันนั้นด้วยความงุนงง ดวงตากลมโตกะพริบปริบ ๆ นางคิดเพียงว่าเขากำลังหาเรื่องกลั่นแกล้งและอยากอุ่นเตียงเหมือนเช่นทุกวัน มือเรียวเล็กจึงรีบยกขึ้นมาตรงหน้า แบมือข้างขวาออกพร้อมเอ่ยทวงอย่างเคยชิน“คืนนี้ท่านอ๋องต้องจ่ายข้าพันห้าร้อยตำลึงนะ เพคะ!”จ้าวฉางอันชะงัก สายตาที่จ้องมองนางพลันเยียบเย็นลงอีกหลายส่วน “อะไรนะ?”“พันห้าร้อยตำลึงเพคะ” อี้หว่านพยักหน้าสำทับ เม้มปาก







