LOGINตอนที่ 12 ชายาร้ายเริ่มเคลื่อนไหว
หลังจากพบว่ามีคนลอบวางสมุนไพรทำให้ร่างกายอ่อนแรงในอาหาร เฉินเยว่ไม่ได้ประกาศเรื่องนี้ออกไป นางไม่ได้เรียกคนในจวนมาสอบสวน ไม่ได้ใช้ตำแหน่งพระชายากดดันใครและไม่ได้วิ่งไปหาเซียวจิ่งเหยียนเพื่อขอความช่วยเหลือ เพราะนางรู้ว่า หากคนที่อยู่เบื้องหลังต้องการให้นางแสดงความอ่อนแอ การตอบสนองอย่างโกรธเคืองคือสิ่งที่พวกเขาต้องการ เฉินเยว่ไม่เคยเล่นเกมตามกติกาของผู้อื่น นางเลือกสร้างกติกาของตัวเอง ตั้งแต่วันที่เข้าจวนเซียวอ๋อง นางสังเกตทุกอย่าง สีหน้าของสาวใช้ ท่าทีขององครักษ์ วิธีที่คนในครัวหลบสายตาแม้แต่คำพูดเล็กน้อยที่ผู้คนคิดว่าไม่มีความหมาย ทั้งหมดล้วนเป็นข้อมูล
สำหรับคนอื่น จวนเซียวอ๋องอาจเป็นเพียงสถานที่ที่เต็มไปด้วยกฎระเบียบแต่สำหรับเฉินเยว่ มันคือกระดานหมากขนาดใหญ่และทุกคนในจวน ล้วนเป็นตัวหมาก หลังจากผ่านไปหลายวัน นางก็เริ่มเห็นความจริงบางอย่าง สาวใช้บางคนที่เคยแสดงท่าทีเย็นชา ไม่ได้มีเจตนาร้ายต่อนางจริง ๆ พวกนางเพียงทำตามคำสั่ง บางคนกลัว บางคนลังเล บางคนไม่รู้ด้วยซ้ำว่ากำลังช่วยใครอยู่คนที่ลงมือจริง ๆ ไม่ใช่คนจำนวนมาก แต่เป็นเพียงคนบางคนที่ซ่อนตัวอยู่เบื้องหลัง เฉินเยว่นั่งอยู่ในสวนหลังเรือน ตรงหน้ามีชาดอกไม้หนึ่งถ้วย สาวใช้คนสนิทวางรายงานที่นางให้ตรวจสอบลงบนโต๊ะ
"พระชายา"
"จากที่บ่าวสังเกต คนที่นำอาหารมาให้ไม่ได้เป็นคนเดียวกับผู้ที่เปลี่ยนอาหาร"
เฉินเยว่พยักหน้า
"หมายความว่า?"
สาวใช้ตอบ
"มีคนใช้ผู้อื่นเป็นมือ"
เฉินเยว่ยิ้มเล็กน้อย ตรงกับที่นางคิด คนที่อยู่เบื้องหลังไม่ได้ลงมือด้วยตัวเอง เขาหรืออาจเป็นนางต้องการรักษาระยะห่าง ไม่ให้มีหลักฐานมาถึงตัว
"คนผู้นี้ระวังตัวมาก"
เฉินเยว่กล่าว
"และรู้จักจวนนี้ดี"
สาวใช้ถาม
"พระชายาจะให้บ่าวสืบต่อหรือไม่เจ้าคะ?"
เฉินเยว่ส่ายหน้า
"สืบต่อ"
"แต่ไม่ต้องให้เขารู้ว่าเรากำลังสืบ"
"คนที่คิดว่าตัวเองกำลังควบคุมเกม จะเผยตัวง่ายกว่า"
นางไม่ได้คิดจับคนทันทีเพราะการจับมือที่ยื่นออกมา ง่ายกว่าการจับคนที่ซ่อนอยู่ในเงามืด สิ่งที่นางต้องการรู้มากกว่า คือเป้าหมายของคนผู้นั้น ต้องการให้นางออกจากจวน? ต้องการทำลายชื่อเสียง? หรือเพียงต้องการทดสอบว่า นางคู่ควรกับตำแหน่งพระชายาหรือไม่?
หลายวันต่อมา เฉินเยว่เริ่มทำบางอย่างที่ทำให้คนทั้งจวนประหลาดใจ นางเริ่มแสดงท่าทีอ่อนลง นางไม่ถามเรื่องงานในจวนมากนัก ไม่เรียกสาวใช้มาสั่งการ ไม่ตรวจสอบทุกอย่างเหมือนก่อนและที่สำคัญ นางเริ่มพูดบางอย่างต่อหน้าคนอื่น
"ข้าอาจอยู่ที่นี่ได้ไม่นาน"
คำพูดนั้นถูกกล่าวขึ้นอย่างเหมือนไม่ตั้งใจ สาวใช้คนหนึ่งถามด้วยความตกใจ
"พระชายาหมายความว่าอย่างไรเจ้าคะ?"
เฉินเยว่เพียงถอนหายใจ
"ข้าเป็นเพียงคนที่ถูกส่งมาแต่งงาน"
"เซียวอ๋องไม่ได้ต้องการข้าจริง ๆ"
"หากวันหนึ่งเกิดปัญหา ข้าก็คงต้องกลับไป"
น้ำเสียงของนางเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า แตกต่างจากเฉินเยว่ที่ทุกคนเคยเห็น ข่าวนี้แพร่ไปอย่างรวดเร็ว จากเรือนหนึ่งไปอีกเรือนหนึ่ง จากสาวใช้หนึ่งคนไปอีกหลายคน ไม่นานทั้งจวนก็เริ่มพูดกัน พระชายาเริ่มหมดหวัง พระชายาคิดว่าตนเองไม่มีที่ยืนในจวนนี้ บางคนที่ได้ยินก็รู้สึกสงสาร แต่บางคนกลับรู้สึกยินดี เพราะนี่คือปฏิกิริยาที่คนเบื้องหลังต้องการ เมื่อเหยื่อคิดว่าตัวเองแพ้ คนที่ซ่อนอยู่ก็จะเริ่มออกมาและเฉินเยว่กำลังรอเวลานั้น
คืนนั้น ในเรือนแห่งหนึ่งของจวน เงาดำปรากฏขึ้น ชายคนหนึ่งคุกเข่ารายงาน
"พระชายาเริ่มคิดว่าตนเองไม่มีทางอยู่ในจวนต่อได้แล้ว"
เสียงหญิงสาวตอบกลับอย่างพอใจ
"ดี"
"เมื่อคนหมดความหวัง ก็จะควบคุมง่ายขึ้น"
แต่สิ่งที่พวกเขาไม่รู้ คือทุกคำพูดเหล่านั้น กำลังถูกคนอีกคนหนึ่งเฝ้าดูอยู่ เฉินเยว่ไม่ได้อ่อนแอลง นางเพียงวางเหยื่อล่อและรอให้ปลาใหญ่เข้ามาติดเบ็ด ในเวลาเดียวกันภายในห้องทำงานของเซียวจิ่งเหยียน องครักษ์คนสนิทกำลังรายงานสถานการณ์
"ท่านอ๋อง"
"พระชายากำลังถูกทดสอบ"
เซียวจิ่งเหยียนนั่งอยู่หลังโต๊ะ เขาไม่ได้มีสีหน้าประหลาดใจ เพราะเขารู้เฉินเยว่ไม่ใช่คนที่จะปล่อยให้ใครเล่นงานโดยไม่ตอบโต้
"ข้ารู้"
องครักษ์เงียบไปเล็กน้อย ก่อนถาม
"แล้วจะให้ข้าจัดการหรือไม่?"
เซียวจิ่งเหยียนวางพู่กันลง
"ไม่"
องครักษ์ตกใจเพราะหากเป็นเรื่องของเฉินเยว่ เขาคิดว่านายใหญ่คงไม่ปล่อยผ่าน แต่คำตอบของเซียวจิ่งเหยียนกลับเรียบง่าย
"นางจัดการเองได้"
เขารู้ดี เฉินเยว่ไม่ใช่หญิงสาวที่ต้องให้ใครปกป้องทุกเรื่อง นางมีความสามารถ มีสติและมีวิธีของตัวเอง เขาเชื่อใจนางแต่หลังจากพูดจบ มือของเซียวจิ่งเหยียนกลับกำแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว องครักษ์เห็นการเปลี่ยนแปลงนั้น จึงไม่พูดอะไรอีกเพราะเขารู้ แม้นายใหญ่จะบอกว่าเชื่อใจพระชายาแต่ไม่ได้หมายความว่าเขาจะยอมให้ใครทำร้ายนาง เซียวจิ่งเหยียนมองออกไปนอกหน้าต่าง สายตาหยุดอยู่ที่เรือนของเฉินเยว่ เขารู้ว่านางกำลังวางแผนรู้ว่านางกำลังล่อคนร้ายออกมา แต่ทุกครั้งที่คิดว่านางอาจได้รับอันตราย ความเย็นชาที่เขามีมาตลอดหลายปีกลับสั่นคลอน เขาไม่กลัวศัตรูนับหมื่น ไม่กลัวคมดาบในสนามรบ แต่เขากลับกลัวเพียงเรื่องเดียว กลัวว่านางจะได้รับบาดเจ็บเพราะครั้งหนึ่งเมื่อสิบปีก่อน เขาเคยสูญเสียนางไปจากชีวิตและครั้งนี้ เขาจะไม่ยอมให้เรื่องนั้นเกิดขึ้นอีก
ในขณะเดียวกัน เฉินเยว่มองออกไปยังความมืดภายนอกเรือน รอยยิ้มบางปรากฏบนใบหน้าของนาง เกมนี้เพิ่งเริ่มต้น คนที่คิดว่านางคือหญิงสาวที่ถูกส่งมา คงยังไม่รู้ว่าหญิงร้ายที่พวกเขาหวาดกลัวกำลังจะกลับมาแล้ว
ตอนที่ 101 ตราของพระมารดาก่อนรุ่งสาง เซียวจิ่งเหยียนและเฉินเยว่กลับถึงจวนอ๋องพร้อมตราประทับหยกขาวซึ่งหานฉางเฟิงทิ้งไว้หน้าสุสานลับของพระมารดา ไม่มีผู้ใดกลับไปพัก ทั้งสองตรงเข้าสู่ห้องลับใต้เรือนหนังสือทันที ประตูหินปิดลงด้านหลัง ตะเกียงน้ำมันหลายดวงถูกจุดขึ้น แสงสีส้มส่องโต๊ะยาวที่เต็มไปด้วยแผนที่ สำเนาคำสั่งทหาร สมุดบัญชี และหลักฐานซึ่งรวบรวมมาหลายวัน เฉินเยว่วางตราหยกลงบนผ้าสีดำอย่างระมัดระวัง ก่อนนำสำเนารอยประทับจากคำสั่งเคลื่อนกำลังเมื่อสิบปีก่อนมาวางเคียงกัน ส่วนเซียวจิ่งเหยียนยืนอยู่อีกด้านของโต๊ะ สายตาจับจ้องตราของมารดาโดยไม่กล่าวสิ่งใด ความเหนื่อยล้าจากการเดินทางตลอดคืนไม่ได้ปรากฏบนใบหน้าเขามากนัก ทว่าความหนักอึ้งในดวงตากลับชัดเจนกว่าทุกครั้ง ตราประทับชิ้นนี้เป็นสิ่งที่เขาเคยเห็นตั้งแต่วัยเด็ก พระมารดาใช้มันประทับจดหมายลับ ใช้สั่งคนในเครือข่ายของตน และใช้ส่งข้อความที่ไม่อาจผ่านมือขันทีหรือขุนนางทั่วไปได้ หลังพระนางสิ้นพระชนม์ ตรานั้นหายไปพร้อมกับเอกสาร
ตอนที่ 100 สุสานของพระมารดารถม้าสีดำแล่นผ่านประตูเมืองด้านตะวันตกท่ามกลางความมืดสนิท ถนนสู่สุสานหลวงทอดผ่านแนวป่าสนและไหล่เขาที่มีหมอกต่ำปกคลุม ล้อรถบดผ่านก้อนกรวดจนเกิดเสียงสม่ำเสมอ ภายในรถม้าไม่มีผู้ใดพูด เซียวจิ่งเหยียนนั่งนิ่ง มือข้างหนึ่งวางอยู่บนด้ามกระบี่ ดวงตาหลุบต่ำราวกับกำลังขุดค้นความทรงจำที่ถูกฝังมานาน ส่วนเฉินเยว่นั่งฝั่งตรงข้าม นางไม่ได้ถามซ้ำถึงพระมารดาของเขา เพราะรู้ว่าเพียงการกล่าวว่าสตรีผู้นั้นถูกฝังอย่างลับ ๆ ก็เพียงพอจะบอกแล้วว่าเรื่องราวในอดีตเต็มไปด้วยอันตรายเพียงใด ลมกลางคืนพัดกระแทกตัวรถเป็นระยะ กลิ่นดินชื้นและใบสนเล็ดลอดผ่านม่านเข้ามา บรรยากาศภายในหนักอึ้งจนแม้แต่เสียงหายใจก็ชัดเจนเกินไป กระทั่งรถม้าหยุดที่เชิงเขา เซียวจิ่งเหยียนจึงลืมตาขึ้น เขาไม่ได้กล่าวให้นางอยู่รอ เพียงลงจากรถก่อนแล้วหันกลับมายื่นมือให้ เฉินเยว่ชะงักเล็กน้อยเมื่อเห็นมือนั้น นางยังจำได้ว่าหลายวันก่อนตนเคยถอยหนีจากมือเดียวกัน แต่ครั้งนี้เส้นทางด้านหน้ามืดและลาดชัน อี
ตอนที่ 99 ดาบที่ถูกสร้างขึ้นหลังเฉาอิงถูกนำตัวไปขังในห้องใต้ดิน เรือนเหมยกลับเข้าสู่ความเงียบอีกครั้ง แต่ความเงียบนั้นมิได้สงบ หากเต็มไปด้วยถ้อยคำที่ยังคงก้องอยู่ในใจคนทั้งสอง เซียวจิ่งเหยียนยืนอยู่ข้างโต๊ะไม้นานกว่าหนึ่งเค่อ ดวงตาจับจ้องชิ้นส่วนป้ายทหารของหน่วยเงาดำโดยไม่ขยับ เงาตะเกียงทอดผ่านสันกรามคมชัด ทำให้ใบหน้าของเขาดูเย็นชาเช่นเคย ทว่าภายในกลับมีบางสิ่งกำลังแตกสลายอย่างช้า ๆ ประโยคของเฉาอิงมิใช่คำกล่าวใหม่ทั้งหมด เขาเคยสงสัยในเจตนาของหานฉางเฟิงมาหลายปี เพียงแต่ไม่เคยยอมปล่อยให้ความสงสัยนั้นงอกลึก เพราะอีกฝ่ายคือผู้ที่ยื่นมือมาช่วยในวันที่เขาไม่เหลือผู้ใด เป็นคนพาเขาออกจากความตาย เป็นอาจารย์ที่สอนให้จับดาบ และเป็นผู้มอบเส้นทางสู่อำนาจ ทว่าเมื่อหลักฐานทีละชิ้นถูกเปิดออก ความเมตตาในอดีตกลับเริ่มมีเงาอีกด้านหนึ่ง เงาที่ทำให้เขาต้องย้อนถามว่า ชีวิตที่ตนคิดว่าเลือกเองนั้น แท้จริงเคยเป็นเพียงเส้นทางที่ใครบางคนวางไว้หรือไม่ความทรงจำเมื่อสิบปีก่อนผุดขึ้นทีละภาพ หลังเขาถูกพาตัวออกจากป่าและส่งไปยังค่ายทหารเหนือ หานฉางเฟิงไม่ได้ปล่อยให้เขาพักฟื้นนานนัก บาดแผลยังไม่หายดี เขาก็ถูกปลุกก่อน
ตอนที่ 98 กับดักของหานฉางเฟิงรุ่งเช้าหลังเหตุลอบเข้าเรือนเหมย ข่าวลือหนึ่งแพร่กระจายออกจากจวนเซียวอ๋องอย่างรวดเร็วราวกับมีผู้จงใจปล่อยลมส่งต่อกันไปตามตรอกซอกซอย ข่าวนั้นกล่าวว่า ผ้าเช็ดหน้าของมารดาเฉินเยว่ไม่ได้เป็นเพียงของเก่าที่เปื้อนเลือด หากซ่อนรหัสลับซึ่งสามารถถอดออกมาเป็นแผนที่บัญชีขนส่งอาวุธและเสบียงเมื่อสิบปีก่อน ผู้คนในเมืองหลวงต่างพูดกันว่าเส้นด้ายบนลายดอกเหมยถูกปักด้วยจำนวนกลีบไม่เท่ากัน แต่ละกลีบแทนตัวเลข แต่ละกิ่งแทนเส้นทาง และรอยเลือดบนผืนผ้าคือจุดที่ใช้ระบุตำแหน่งคลังลับ บ้างก็กล่าวว่ามารดาเฉินเยว่รู้ตัวว่ากำลังถูกตามฆ่า จึงซ่อนความจริงทั้งหมดไว้ในของที่ไม่มีผู้ใดสงสัย ภายในเวลาเพียงครึ่งวัน ข่าวลือดังกล่าวก็เดินทางจากร้านน้ำชาหน้าตลาดไปถึงเรือนขุนนาง จากเรือนขุนนางไปยังตรอกขันทีเก่า และจากตรอกขันทีเก่าไปถึงคนที่กำลังเฝ้ามองจวนเซียวอ๋องอยู่ในความมืด ไม่มีผู้ใดรู้ว่าต้นทางของข่าวมาจากสาวใช้คนหนึ่งที่จงใจทำผ้าเช็ดหน้าหล่นขณะไปซื้อด้าย และไม่มีผู้ใดรู้ว่าสาวใช้ผู้นั้นเป็นคนของเฉินเยว่โดยตรงภายในเรือนเหมย เฉินเยว่นั่งอยู่หน้าโต๊ะเตี้ย ผ้าเช็ดหน้าผืนจริงถูกเก็บไว้ในกล่องเห
ตอนที่ 97 ชายาผู้ย้ายออกจากเรือนหลักเช้าวันถัดมา เรือนหลักของจวนเซียวอ๋องเงียบผิดปกติ ประตูห้องด้านในยังคงเปิดอยู่ ผ้าม่านสีเข้มถูกมัดเก็บอย่างเรียบร้อย เครื่องเรือนทุกชิ้นอยู่ในตำแหน่งเดิม มีเพียงหีบเสื้อผ้าของเฉินเยว่ที่หายไปจากมุมห้อง และโต๊ะเครื่องแป้งที่เหลือเพียงปิ่นธรรมดาสองสามชิ้นซึ่งนางไม่ได้ใช้ คนรับใช้ที่ยืนเฝ้าหน้าประตูต่างก้มหน้า ไม่มีผู้ใดกล้าสบตากัน เพราะทุกคนรู้ดีว่าพระชายาไม่ได้ออกจากจวน นางเพียงย้ายกลับไปพักที่เรือนเหมยซึ่งอยู่ห่างจากเรือนหลักไปอีกฟากหนึ่งของสวน การกระทำนี้ไม่ใช่การขอหย่า ไม่ใช่การประกาศแตกหัก และไม่ใช่การท้าทายอำนาจของเซียวอ๋อง ทว่าภายในจวนของสามีภรรยา การแยกเรือนย่อมมีความหมายชัดเจนยิ่งกว่าถ้อยคำใด เฉินเยว่ไม่ยอมอยู่ร่วมชายคาเดียวกับเซียวจิ่งเหยียนจนกว่านางจะรู้ความจริงทั้งหมดข่าวแพร่ไปทั่วจวนภายในเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วยาม แม้ไม่มีผู้ใดกล้าพูดตรง ๆ แต่สายตาของคนรับใช้ทุกค
ตอนที่ 96 ความผิดของเด็กชายวัยสิบห้าหลังกลับจากเมืองชิงเหอ ท้องฟ้าเหนือเมืองหลวงถูกเมฆสีเทาปกคลุมตลอดทั้งวัน ลมหนาวพัดผ่านกำแพงจวนเซียวอ๋องจนกิ่งเหมยในลานด้านในสั่นไหว กลีบดอกสีขาวที่เพิ่งผลิบานร่วงหล่นลงบนพื้นหินทีละกลีบ ราวกับหิมะที่กำลังละลาย เฉินเยว่ไม่ได้กลับเรือนนอน นางตรงไปยังห้องลับทันที ในมือยังถือห่อผ้าที่บรรจุชิ้นส่วนป้ายทหารจากป้าหลัว สีหน้าของนางสงบนิ่งเกินไปจนเหล่าองครักษ์ที่เฝ้าประตูไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้ามอง เซียวจิ่งเหยียนเดินตามหลังมาโดยเว้นระยะห่างเพียงไม่กี่ก้าว แต่ระยะสั้นนั้นกลับคล้ายมีหุบเหวลึกขวางกั้นอยู่ระหว่างคนทั้งสอง ตั้งแต่ออกจากบ้านไม้ริมแม่น้ำ เฉินเยว่แทบไม่ได้พูดกับเขาอีกเลย นางฟังคำสั่งของเขาเมื่อจำเป็น ตอบเพียงสั้น ๆ เมื่อถูกถาม และไม่แม้แต่จะหันมามองยามเขายื่นมือช่วยลงจากรถม้า ความเงียบของนางไม่ได้รุนแรงเหมือนความโกรธ หากกลับทำให้เซียวจิ่งเหยียนรู้สึกหนักอึ้งยิ่งกว่าการถูกต่อว่า เพราะเขารู้ดีว่าหลักฐานทุกชิ้นกำลังพานางเข้าใกล้ความจริงที่เขาหวาดกลัวมาตลอดภายในห้องลับ ตะเกียงเจ็ดดวงถูกจุดขึ้นพร้อมกัน แสงสีทองสาดลงบนโต๊ะหินซึ่งเต็มไปด้วยเอกสารเก่า เฉิน







