เสียงครืนครืนของท้องฟ้า ราวกับร่วมสะอื้นไปกับโชคชะตาของนาง เมฆาทมิฬดำราวกับล่วงรู้ว่าในใจของนางนั้นทุกข์โศกเพียงใด หยาดพิรุณที่ร่วงหล่นเป็นเพื่อนร่ำไห้ไปกับนางด้วยความเสียใจ ฟ้าที่เคยสดใสเหมือนหัวใจของนางยามนี้เป็นเหมือนอากาศที่อยู่ ๆ ก็แปรปรวนโดยไร้สาเหตุ ทั้งเมฆฝน พายุ และลมที่โหมกระหน่ำนั่นเหมือนลางร้ายในดวงชะตาของนางที่ต้องประสบในวันข้างหน้า
นางมองสายฝนที่ตกหนักติดต่อกันมาสามวัน ใช่ผ่านมาสามวันกับการรับรู้ข่าวร้ายของตัวเอง และเป็นสามวันที่น้องสาวในอุทรหาเรื่องตบตี ไม่มีแม้แต่คำขอโทษจากปากนาง ทั้งมารดาและบิดายังให้ท้าย จนนางคิดว่าหรือนางไม่ใช่ลูกที่แท้จริงของเจ้าของตระกูลอย่างหลี่จิ้งกันแน่นะ
‘ข้าคือคุณหนูใหญ่จริงหรือ’ เสียงตัดพ้อเปล่งออกมาเคล้าเสียงสะอื้น ดวงตาแดงก่ำขึ้นสีเลือดเพราะผ่านการร้องไห้มานานมองไปยังเรือนใหญ่ เรือนที่สามคนพ่อแม่ลูกอยู่ด้วยกันอย่างรักใคร่...
‘ข้าไม่ใช่ลูกหรืออย่างไร’
ไม่รู้ตระกูลนี้สั่งสอนลูกสาวกันอย่างไร ถึงขนาดไม่ให้ความเคารพผู้อาวุโสกว่า ทั้งที่เรื่องนี้หาใช่ความผิดนาง แต่ท่านแม่ที่มองนางราวกับเสือที่เคียดแค้นเหยื่อยามหนีรอดไปได้ กับน้องสาวที่มองนางเฉกเช่นศัตรูผู้หนึ่ง หาใช่พี่สาวที่เคารพยกย่องไม่
‘ในเมื่อสวรรค์กลั่นแกล้งข้าถึงเพียงนี้ ข้าก็จะไม่ขอมีชีวิตอยู่...’
ในมือกำผ้าขาวแล้วปีนขึ้นบนโต๊ะนั่งดื่มชาในห้อง ขมวดปมผ้าแล้วเหวี่ยงขึ้นไปยังขื่อในเรือน เมื่อมัดผ้าเข้าหากันแล้ว นางเอาคอพาดกับผ้าแล้วทิ้งตัวลง
“กรี๊ด...คุณหนู...คุณหนู...ช่วยด้วย...คุณหนู” เสียงกรีดร้องของซูเม่ยสาวใช้ส่วนตัวของนางหวีดร้องดังขึ้น ทั้งกอดร่างของนางไว้ แต่ราวกับที่นี่ห่างไกลสุดกู่ ร้องให้ตายเยี่ยงไรก็ไม่มีใครได้ยิน จนนางต้องปีนไปปลดร่างคุณหนูออกมา
“ฮึก...!ซูเม่ย...ช่วยข้าทำไม” เสียงสั่นเครือกล่าวออกมาเมื่อลืมตาคิดว่าจะได้พบกับว่านเหนียง ญาติเพียงหนึ่งเดียวของนาง แต่กลับยังพบซูเม่ยสาวใช้ข้างกายที่ติดตามกันมานาน
“อย่าคิดสั้นเจ้าค่ะ...คุณหนูต้องสู้นะเจ้าคะ”
สู้หรือ...ข้านี่หรือจะสู้อะไรได้ อีกฝ่ายก็ตระกูลผู้ให้กำเนิด ต้องเชื่อฟังบิดามารดา อีกฝั่งก็ตระกูลรั่ว ตระกูลอ๋องที่ได้รับบรรดาศักดิ์จากฮ่องเต้ นางจะเอาอะไรไปสู้ได้อีกหรือ...
“ในเมื่ออยากหนีออกจากที่นี่ ไม่สู้แต่งงานออกเรือนหรือเจ้าคะ”
เหอะ!
นางเค้นคำในลำคอออกมาหนึ่งคำด้วยความสมเพชเวทนาในชีวิตของตัวเอง ‘ในเมื่อชิงชังกันนักข้าจะไป แม้ข้างหน้าจะเห็นว่าเป็นกองเพลิงก็ตาม’
ขนาดซูเม่ยยังรู้ว่าข้าอยู่ในตระกูลหลี่ก็เหมือนไร้ตัวตน แล้วจะให้ข้าทนอยู่เพื่ออะไร เมื่อตัดสินใจได้ว่าชีวิตนี้เลือกคนรักไม่ได้แล้ว นางจึงเขียนจดหมายขึ้นหนึ่งฉบับ เพื่อบอกลาคนที่เป็นเหมือนดั่งรักแรก และนางต้องไปร่วมชายคาด้วย นี่มันยิ่งกว่านรกเสียอีก
‘ข้านอกจากดวงพิฆาตตระกูล ยังดวงพิฆาตตัวเองด้วยกระมัง ถึงโดนกระทำอย่างไม่ไยดีเช่นนี้’
ซูเม่ยขับกล่อมนายหญิงของตนเองสำเร็จก็โล่งใจ อย่างน้อยมีชีวิตเพื่อต่อสู้ยังดีกว่าตัดสินใจจบชีวิตลงอย่างไร้ค่า
ทุกวันสองนายบ่าวไม่ออกไปพบปะ มีเพียงครั้งเดียวที่นางให้สาวใช้ไปส่งจดหมายที่อารามซ่งหย่วน แต่รอแล้วรอเล่าก็ไม่ได้รับจดหมายตอบกลับ หลี่หลิงชิง จึงคิดได้ว่ากระทั่งรักแรกของนางก็ต้องการหลบเลี่ยงนางงั้นหรือ
‘นี่มันชะตาอะไรกัน’
ในเมื่อเป็นเช่นนี้ก็จงรับโชคชะตาที่แสนอาภัพของตัวเองเถิด หลิงชิง!
วันส่งตัวเจ้าสาวก็มาถึง ไม่มีแม้วันงานเลี้ยงเพิ่มสินเดิมเจ้าสาว ช่างเป็นความรู้สึกที่อัดอั้นในใจนางเสียจริง ครอบครัวนางรังเกียจนางขนาดไม่จัดงานให้นางเชียวหรือ แต่งกับรั่วซื่อจื่อไม่น่ายินดีตรงไหนกัน
‘นี่สินะ ชะตาคุณหนูใหญ่แสนอาภัพตระกูลหลี่’
3 หนังสือ 6 พิธีการ ดูก็รู้ว่าสกุลหลี่ทำอย่างลวก ๆ เพราะนางเป็นบุตรสาวที่ไม่เป็นที่รักสินะ
“ได้เวลาขึ้นเกี้ยวเจ้าสาวแล้ว” เสียงเรียบไร้ความยินดีของเจียงจิวฝู มารดาผู้ให้กำเนิดข้างั้นหรือ รอยยิ้มแสยะผุดขึ้นขณะนั่งอยู่หน้าคันฉ่อง มองผ่านกระจกยังรู้ว่านางไม่อยากมาส่งข้าที่เป็นลูกสาวด้วยซ้ำ
‘ในที่สุดท่านก็โผล่หน้ามาสักครา’
นางไม่พูดอะไรกับลูกสาวสักคำเดียว ยกผ้าคลุมหน้าสีแดงชาดแล้วก็จับจูงออกไปส่งเจ้าสาวขึ้นเกี้ยวโดยมีเจ้าบ่าวมายืนรอรับเจ้าสาวถึงหน้าบ้าน
นางเห็นเพียงเท้าของเจ้าบ่าวที่สวมใส่รองเท้าตัดเย็บอย่างประณีตปักด้วยไหมสีทองกับสีเลือดหมูรูปจิ้งจอกดำ สัญลักษณ์ของกองทัพจิ้งจอกดำของรั่วอ๋อง เดาได้ว่าคือผู้สืบทอดโดยแท้จริง
เสียงประทัดจุดดังขึ้น พร้อมกับเสียงบรรเลงเพลงของเครื่องดนตรีแห่งขบวนเจ้าสาว กับผู้คนที่ร่วมยินดีกับตระกูลหลี่อย่างเซ็งแซ่ แต่กับคนเป็นเจ้าสาวไร้ความยินดีเป็นอย่างยิ่ง
ภายในเกี้ยวเจ้าสาวสีแดงมีแปดคนหามปรากฏร่างเจ้าสาวในชุดสีแดงมงคล ปักลวดลายหงส์โผบิน งดงามสมกับเป็นภรรยาซื่อจื่อที่รอรับตำแหน่งรั่วอ๋องในลำดับต่อไป
เครื่องปิ่นทองบนหัวทำให้คนเป็นเจ้าสาวหนักอึ้ง แต่ไม่หนักเท่ากับหัวใจของนาง ที่เหมือนกำลังถ่วงหินเอาไว้ พลางคิดทบทวนถึงเจ้าบ่าวกับสิ่งที่ได้รับฟังมาจากสาวใช้
รั่วเทียนหยางเป็นนามของเขา นิสัยใจคอโหดร้ายป่าเถื่อนฆ่าคนไม่กะพริบตา ใบหน้าเย็นชายิ้มยาก และเจ้าเล่ห์เจ้าแผนการ ออกรบไร้พ่าย คิดมาถึงตรงนี้ก็ประหวั่นพรั่นพรึงถึงตัวเองไม่ได้ ว่าจะพบกับสามีเช่นไร จะเหมือนที่เล่าขานถึงความโหดเหี้ยมอำมหิตของซื่อจื่อผู้นี้หรือไม่
จวบจนเสียงฝีเท้าของม้าที่เดินนำหน้าขบวนเจ้าสาวหยุดลง เป็นเครื่องยืนยันได้อย่างดีแล้วว่าถึงจุดหมายปลายทางแล้ว คือจวนของรั่วจื่อซื่อ รองแม่ทัพจิ้งจอกดำ พลันความเย็นยะเยือกแล่นเข้าสู่กลางใจ พร้อมกับอาการหวาดหวั่น
เมื่อก้าวลงจากเกี้ยวแล้ว เส้นทางเดินของนางจะเปลี่ยนไปทันที เหมือนสายน้ำที่ไม่อาจไหลย้อนกลับได้อีก มีแต่ต้องเดินไปเบื้องหน้าให้ถึงที่สิ้นสุดคือมหาสมุทรอันเวิ้งว้างไกลโพ้น
‘ข้าไร้ซึ่งหนทางแล้วจริง ๆ’
ภายในห้องหอหลังจากทำพิธีเสร็จ
กลิ่นไป่เหอฮวากับเย่ไหลเซียง เป็นกลิ่นกำยานที่ทำให้เวียนหัวเป็นที่สุด นางสูดกลิ่นนั่นมานานหลายชั่วยามแล้วกับท่านั่งบนเตียงนิ่ง ๆ จนเริ่มมึนศีรษะเล็กน้อยจนอยากหาอะไรที่ดมที่ช่วยให้สดชื่นได้ พลันคิดถึงถุงหอมที่เหน็บไว้สายคาดเอว ที่ว่านเหนียงเคยสอนให้ทำเอาไว้ แก้วิงเวียนจึงหยิบมาสูดดมคราหนึ่ง ก่อนจะเก็บมันเอาไว้ที่เดิมเพื่อรักษากิริยา
นี่ก็ผ่านมานานแล้วหลังจากพิธีกราบไหว้ฟ้าดิน บุรุษที่ได้ชื่อว่าเป็นสามีอย่างถูกต้องของนาง ปล่อยให้นางนั่งรอในห้องหอนี้เพียงลำพัง จากฟ้าแจ้งจนฟ้ามืดก็ยังไม่เข้ามาเสียที
ย้อนไปคิดถึงเมื่อก่อนลงเกี้ยวเจ้าสาว แม่สื่อให้เขาเตะเกี้ยวเจ้าสาว แต่เขาเมินเฉยไม่ทำตามราวกับใครก็ห้ามสั่งเขา แต่นางเตะคานประตูตอบกลับจากภายในเกี้ยว แม้ว่าอีกฝ่ายยังไม่เตะก็ตาม ซึ่งหมายความว่าชายมิกลัวภรรยาและสตรีอ่อนแอ แต่นางเป็นคนเตะเพียงคนเดียว จึงหมายความว่าภรรยาเช่นนางก็ไม่เกรงสามีโหดร้ายอำมหิตเช่นกัน
เมื่อนางถูกสั่งให้โยนกุญแจหีบสินเดิมที่นำติดตัวมาด้วย ตามประเพณีต้องเป็นเจ้าบ่าวที่ต้องรับกุญแจขึ้นมาเป็นนัยว่าให้ฟ้าเป็นสักขีพยาน เป็นเคล็ดการขอลูกชาย แต่คนใจหยาบก็ยืนดูดายนิ่งดั่งหินผา ไม่ขยับเขยื้อน จนแม่สื่อต้องเก็บกุญแจคืนนาง
‘ดี...ไม่อยากมีลูกกับนางก็ดี’ นางหรืออยากมีลูกกับเขา
เมื่อหามเกี้ยวเข้ามาในโถงพิธีการ เจ้าบ่าวที่เย็นชากลับใช้พัดเคาะหลังคาเกี้ยวสามครั้งและเตะคานเกี้ยวสามครั้ง พร้อมกับยิ้มยกมุมปากแบบที่นางมองผ่านผ้าแพรคลุมหน้าเห็นเลือนราง แต่แววตานั้นท้าทายอย่างเห็นได้ชัด
‘หึ...ทำเพื่อแสดงอำนาจให้ภรรยาเชื่อฟังสามี’ น่าขำสิ้นดี บุรุษก็ดีเพียงแค่ข่มสตรี
กราบไหว้ฟ้าดินก็ทำเหมือนไม่เต็มใจ ทำเพียงให้เสร็จสิ้นนางคงไร้ความสำคัญกับเขาสินะ ก็เป็นสัญญาการแต่งงาน ที่กระทั่งใบหน้าเขานางยังไม่เคยประสบพบ จนถึงพิธีแต่งงาน จะให้หน้าชื่นเบิกบานยิ้มรับการแต่งงานได้เยี่ยงไรกัน
ปัง!
เสียงดังที่หน้าประตูพลันทำให้เจ้าสาวที่ขบคิดถึงเจ้าบ่าวอย่างเพลิดเพลินนั้นสะดุ้งสุดตัว ไม่บอกก็รู้ว่าหยาบคายเช่นนี้จะมีใครได้อีกนอกจากรั่วซื่อจื่อ
เสียงฝีเท้าหนักแน่นเดินเข้ามายังบริเวณห้องนอนที่นางนั่งคอยเขาอยู่ และเสียงต่อมาทำให้นางตกตะลึงพรึงเพริดอีกครั้ง เมื่อสิ่งที่อยู่ใกล้ ๆ กันนั้นล้มลงกระทบพื้นเสียงดังโครมคราม
เพล้ง!
กลิ่นกำยานฟุ้งกระจายยิ่งกว่าตอนจุด หากให้คาดเดาคงเพราะเจ้าบ่าวที่เมามายผู้นี้เป็นผู้เตะมันลงไปสินะ ปากที่ไม่ปริออกมาสักครึ่งคำ แต่ร่างกายกวัดแกว่งไปทั่ว เช่นนั้นก็คงเป็นบุรุษชอบใช้กำลังสินะ ขณะที่กำลังขบคิดอยู่นั้น นางก็เหมือนจะหยุดหายใจเอาดื้อ ๆ เมื่อบุรุษผู้นี้มายืนอยู่เบื้องหน้ามองนางที่มีผ้าแพรคลุมนิ่งสงบอยู่อึดใจ จนนางรู้สึกอึดอัดราวกับหายใจไม่ออก เหงื่อกาฬไหลท่วมแผ่นหลังมือเย็นชื้นด้วยความหวาดหวั่น
ฮึก!
ฟิ้ว!!
นางหลับตาปี๋เมื่อเขาโบกมือสะบัดทั้งหลบหน้าออก กลัวว่ามือนั้นจะกระทบใบหน้า แต่ทว่ามีเพียงผ้าแพรคลุมหน้าเท่านั้นที่บินลอยไปตามแรงโบกสะบัด
“กลัวรึ!”
ในที่สุดเสียงที่นางอยากได้ยินก็เอ่ยขึ้น แต่ความรู้สึกเหมือนกลายเป็นเสียงข่มขู่อยู่นัย ๆ
“ปะ...เปล่าเจ้าค่ะ” ในที่สุดนางก็หาเสียงตัวเองเจอ เมื่อครู่นึกกว่าตัวเองจะสิ้นสติไปเสียแล้วด้วยซ้ำ หากมือของเขาฟาดลงมาที่ใบหน้า
เขาเลือกที่จะใช้มือโบกสะบัดแทนการใช้คันชั่งเปิดผ้าคลุมหน้าเจ้าสาว ไม่ต้องอธิบายให้มากความ นางไม่ใช่คนโง่ที่มองไม่ออกว่า มังกรตัวนี้ไม่ได้เลือกหงส์เช่นนาง
นางได้แต่กำหมัดข่มความอับอายเอาไว้ หลายอย่างที่เขากระทำ บ่งบอกทุกอย่างที่เกิดขึ้น
“รักกันมากนักรึ”
นางเอียงคอมองเขาอย่างสงสัย คิ้วขมวดแน่นไม่รู้ว่าเขาหมายถึงอะไร จึงยังไม่ตอบแต่เหมือนเขาที่ก็รอให้นางคิดเองไม่ไหวจึงพ่นมาอีกคำ
“จดหมาย”
อืม...เขารู้สินะว่านางส่งจดหมายให้น้องชายคนที่สามของเขา แต่แล้วอย่างไร นางรักใคร่กับรั่วเทียนเฉิงผิดอะไร เพราะนางก็ไม่รู้เรื่องสัญญาบ้า ๆ บอ ๆ นั่นสักหน่อย
“เจ้าค่ะ”
ไม่มีอะไรที่จะตอบได้ดีเท่าคำนี้อีกแล้ว คร้านจะโกหกบอกว่ารักท่านผู้เดียว ไม่สู้ให้เขาได้ล่วงรู้ไปเสียเลยว่าหัวใจนางก็ไม่เคยมีเขามาก่อนเช่นกัน ไม่ใช่เพียงแต่เขาผู้เดียวที่ไม่มีนาง
“แพศยา ยั่วยวนน้องชายข้า!”
เพล้ง!
อีกแล้วจอกเหล้ามงคลของนางลอยละลิ่วปลิวไปกลางห้อง ‘หึ...ดีเหมือนกัน ข้าก็ไม่ได้อยากดื่มสุรามงคลกับเขาเท่าไหร่นัก’
เขาหยิบจอกเหล้าทองเหลืองอีกจอกขึ้นตั้ง เทเหล้าลงใส่จอกจนเต็มแล้วก็ดื่มพรวดเดียว ราวกับโมโหเรื่องที่นางรักใคร่กับน้องชายคนที่สามของเขาคือเรื่องต้องห้าม นางโดนเขากดดันด้วยความเงียบอีกครั้ง จนเมื่อเหล้าพร่องไปครึ่งกาได้กระมัง ดวงตากร้าวมองมายังนางด้วยความกรุ่นโกรธ
นางไม่เคยตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ ไม่เคยอยู่สองต่อสองกับบุรุษกักขฬะ ไม่เคยประสบกับความหยาบกระด้างจนความกล้าที่มีมาแต่ตระกูลหลี่หดหายไปในที่สุด
“รู้หรือไม่...กำยานพวกนี้ใช้ทำอะไร”
ดวงตาดุดันหันมามองนางชั่วอึดใจแล้วก็สะบัดหน้ากลับไปทางเดิม ราวกับใบหน้าของนางอัปลักษณ์เสียเต็มประดา จนทำให้นางได้เห็นใบหน้าอันหล่อเหลาราวกับหมึกวาดของอ๋องอำมหิตเต็มสองลูกตา มิน่าเล่าน้องสาวในอุทรถึงกับเป็นปรปักษ์กับนาง เพราะรูปโฉมราวกับบุรุษที่สวรรค์ปั้นแต่ง คิ้วดาบคมกริบดกดำได้รูปกับดวงตาจิ้งจอกที่แฝงด้วยอำนาจและบารมีจ้องมองมาที่นางด้วยสายตาดูแคลนเหยียดหยามราวกับสตรีนางโลมโคมเขียว จนอยากกลั้นใจตายไปเสียเพื่อหนีหน้าเขาผู้นั้น
เหมือนนางจะคิดเรื่องเขาจนนานเกินไป ทำให้ดวงหน้างดงามดุดันหันกลับมาอีกครั้ง นั่นนางจึงได้เอ่ยตอบ
“ไม่ทราบเจ้าค่ะ” นางคงไม่รู้ทุกเรื่องในโลกกระมัง เพราะนี่คือกำยานตำหนักรั่วซื่อจื่อหาใช่กำยานในเรือนนางเสียหน่อย
“ปลุกกำหนดอย่างไรเล่า” เขาพูดพร้อมกับส่งยิ้มเยือกเย็นราวกับยกภูเขาน้ำแข็งมาให้คนที่เป็นเจ้าสาวหมาด ๆ ได้ยล
“ม่ะ...ไม่ใช่...ไม่ใช่ข้านะเจ้าคะ” เหมือนจะคิดได้ว่าเขาหมายถึงสิ่งใด
“หึ...แล้วผู้ใด!” ไม่พูดเปล่าร่างใหญ่โตขยับก้าวเดียวก็ถึงนางที่อยู่บนเตียง มือหยาบที่เคยจับแต่กระบี่เชยคางของนางขึ้น พลันความร้อนรุ่มแล่นเข้าร่างกายจนใบหน้าแดงก่ำ ลมหายใจที่เคยปกติพ่นแรงขึ้นเหมือนคนเหนื่อยหอบ
‘ข้าเป็นอันใด!’
“พร้อมแล้วสินะ!” เขาพูดพร้อมกับมือที่ลากไล้ไปตามกรอบหน้าพลันให้นางส่ายหน้าไปมาด้วยความหวาดกลัว