Share

บทที่ 2

last update Tanggal publikasi: 2026-01-04 12:06:51

เสียงครืนครืนของท้องฟ้า ราวกับร่วมสะอื้นไปกับโชคชะตาของนาง เมฆาทมิฬดำราวกับล่วงรู้ว่าในใจของนางนั้นทุกข์โศกเพียงใด หยาดพิรุณที่ร่วงหล่นเป็นเพื่อนร่ำไห้ไปกับนางด้วยความเสียใจ ฟ้าที่เคยสดใสเหมือนหัวใจของนางยามนี้เป็นเหมือนอากาศที่อยู่ ๆ ก็แปรปรวนโดยไร้สาเหตุ ทั้งเมฆฝน พายุ และลมที่โหมกระหน่ำนั่นเหมือนลางร้ายในดวงชะตาของนางที่ต้องประสบในวันข้างหน้า

นางมองสายฝนที่ตกหนักติดต่อกันมาสามวัน ใช่ผ่านมาสามวันกับการรับรู้ข่าวร้ายของตัวเอง และเป็นสามวันที่น้องสาวในอุทรหาเรื่องตบตี ไม่มีแม้แต่คำขอโทษจากปากนาง ทั้งมารดาและบิดายังให้ท้าย จนนางคิดว่าหรือนางไม่ใช่ลูกที่แท้จริงของเจ้าของตระกูลอย่างหลี่จิ้งกันแน่นะ

‘ข้าคือคุณหนูใหญ่จริงหรือ’ เสียงตัดพ้อเปล่งออกมาเคล้าเสียงสะอื้น ดวงตาแดงก่ำขึ้นสีเลือดเพราะผ่านการร้องไห้มานานมองไปยังเรือนใหญ่ เรือนที่สามคนพ่อแม่ลูกอยู่ด้วยกันอย่างรักใคร่...

‘ข้าไม่ใช่ลูกหรืออย่างไร’

ไม่รู้ตระกูลนี้สั่งสอนลูกสาวกันอย่างไร ถึงขนาดไม่ให้ความเคารพผู้อาวุโสกว่า ทั้งที่เรื่องนี้หาใช่ความผิดนาง แต่ท่านแม่ที่มองนางราวกับเสือที่เคียดแค้นเหยื่อยามหนีรอดไปได้ กับน้องสาวที่มองนางเฉกเช่นศัตรูผู้หนึ่ง หาใช่พี่สาวที่เคารพยกย่องไม่

‘ในเมื่อสวรรค์กลั่นแกล้งข้าถึงเพียงนี้ ข้าก็จะไม่ขอมีชีวิตอยู่...’

ในมือกำผ้าขาวแล้วปีนขึ้นบนโต๊ะนั่งดื่มชาในห้อง ขมวดปมผ้าแล้วเหวี่ยงขึ้นไปยังขื่อในเรือน เมื่อมัดผ้าเข้าหากันแล้ว นางเอาคอพาดกับผ้าแล้วทิ้งตัวลง

“กรี๊ด...คุณหนู...คุณหนู...ช่วยด้วย...คุณหนู” เสียงกรีดร้องของซูเม่ยสาวใช้ส่วนตัวของนางหวีดร้องดังขึ้น ทั้งกอดร่างของนางไว้ แต่ราวกับที่นี่ห่างไกลสุดกู่ ร้องให้ตายเยี่ยงไรก็ไม่มีใครได้ยิน จนนางต้องปีนไปปลดร่างคุณหนูออกมา

“ฮึก...!ซูเม่ย...ช่วยข้าทำไม” เสียงสั่นเครือกล่าวออกมาเมื่อลืมตาคิดว่าจะได้พบกับว่านเหนียง ญาติเพียงหนึ่งเดียวของนาง แต่กลับยังพบซูเม่ยสาวใช้ข้างกายที่ติดตามกันมานาน

“อย่าคิดสั้นเจ้าค่ะ...คุณหนูต้องสู้นะเจ้าคะ”

สู้หรือ...ข้านี่หรือจะสู้อะไรได้ อีกฝ่ายก็ตระกูลผู้ให้กำเนิด ต้องเชื่อฟังบิดามารดา อีกฝั่งก็ตระกูลรั่ว ตระกูลอ๋องที่ได้รับบรรดาศักดิ์จากฮ่องเต้ นางจะเอาอะไรไปสู้ได้อีกหรือ...

“ในเมื่ออยากหนีออกจากที่นี่ ไม่สู้แต่งงานออกเรือนหรือเจ้าคะ”

เหอะ!

นางเค้นคำในลำคอออกมาหนึ่งคำด้วยความสมเพชเวทนาในชีวิตของตัวเอง ‘ในเมื่อชิงชังกันนักข้าจะไป แม้ข้างหน้าจะเห็นว่าเป็นกองเพลิงก็ตาม’

ขนาดซูเม่ยยังรู้ว่าข้าอยู่ในตระกูลหลี่ก็เหมือนไร้ตัวตน แล้วจะให้ข้าทนอยู่เพื่ออะไร เมื่อตัดสินใจได้ว่าชีวิตนี้เลือกคนรักไม่ได้แล้ว นางจึงเขียนจดหมายขึ้นหนึ่งฉบับ เพื่อบอกลาคนที่เป็นเหมือนดั่งรักแรก และนางต้องไปร่วมชายคาด้วย นี่มันยิ่งกว่านรกเสียอีก

‘ข้านอกจากดวงพิฆาตตระกูล ยังดวงพิฆาตตัวเองด้วยกระมัง ถึงโดนกระทำอย่างไม่ไยดีเช่นนี้’

ซูเม่ยขับกล่อมนายหญิงของตนเองสำเร็จก็โล่งใจ อย่างน้อยมีชีวิตเพื่อต่อสู้ยังดีกว่าตัดสินใจจบชีวิตลงอย่างไร้ค่า

ทุกวันสองนายบ่าวไม่ออกไปพบปะ มีเพียงครั้งเดียวที่นางให้สาวใช้ไปส่งจดหมายที่อารามซ่งหย่วน แต่รอแล้วรอเล่าก็ไม่ได้รับจดหมายตอบกลับ หลี่หลิงชิง จึงคิดได้ว่ากระทั่งรักแรกของนางก็ต้องการหลบเลี่ยงนางงั้นหรือ

‘นี่มันชะตาอะไรกัน’

ในเมื่อเป็นเช่นนี้ก็จงรับโชคชะตาที่แสนอาภัพของตัวเองเถิด หลิงชิง!

วันส่งตัวเจ้าสาวก็มาถึง ไม่มีแม้วันงานเลี้ยงเพิ่มสินเดิมเจ้าสาว ช่างเป็นความรู้สึกที่อัดอั้นในใจนางเสียจริง ครอบครัวนางรังเกียจนางขนาดไม่จัดงานให้นางเชียวหรือ แต่งกับรั่วซื่อจื่อไม่น่ายินดีตรงไหนกัน

‘นี่สินะ ชะตาคุณหนูใหญ่แสนอาภัพตระกูลหลี่’

3 หนังสือ 6 พิธีการ ดูก็รู้ว่าสกุลหลี่ทำอย่างลวก ๆ เพราะนางเป็นบุตรสาวที่ไม่เป็นที่รักสินะ

“ได้เวลาขึ้นเกี้ยวเจ้าสาวแล้ว” เสียงเรียบไร้ความยินดีของเจียงจิวฝู มารดาผู้ให้กำเนิดข้างั้นหรือ รอยยิ้มแสยะผุดขึ้นขณะนั่งอยู่หน้าคันฉ่อง มองผ่านกระจกยังรู้ว่านางไม่อยากมาส่งข้าที่เป็นลูกสาวด้วยซ้ำ

‘ในที่สุดท่านก็โผล่หน้ามาสักครา’

นางไม่พูดอะไรกับลูกสาวสักคำเดียว ยกผ้าคลุมหน้าสีแดงชาดแล้วก็จับจูงออกไปส่งเจ้าสาวขึ้นเกี้ยวโดยมีเจ้าบ่าวมายืนรอรับเจ้าสาวถึงหน้าบ้าน

นางเห็นเพียงเท้าของเจ้าบ่าวที่สวมใส่รองเท้าตัดเย็บอย่างประณีตปักด้วยไหมสีทองกับสีเลือดหมูรูปจิ้งจอกดำ สัญลักษณ์ของกองทัพจิ้งจอกดำของรั่วอ๋อง เดาได้ว่าคือผู้สืบทอดโดยแท้จริง

เสียงประทัดจุดดังขึ้น พร้อมกับเสียงบรรเลงเพลงของเครื่องดนตรีแห่งขบวนเจ้าสาว กับผู้คนที่ร่วมยินดีกับตระกูลหลี่อย่างเซ็งแซ่ แต่กับคนเป็นเจ้าสาวไร้ความยินดีเป็นอย่างยิ่ง

ภายในเกี้ยวเจ้าสาวสีแดงมีแปดคนหามปรากฏร่างเจ้าสาวในชุดสีแดงมงคล ปักลวดลายหงส์โผบิน งดงามสมกับเป็นภรรยาซื่อจื่อที่รอรับตำแหน่งรั่วอ๋องในลำดับต่อไป

เครื่องปิ่นทองบนหัวทำให้คนเป็นเจ้าสาวหนักอึ้ง แต่ไม่หนักเท่ากับหัวใจของนาง ที่เหมือนกำลังถ่วงหินเอาไว้ พลางคิดทบทวนถึงเจ้าบ่าวกับสิ่งที่ได้รับฟังมาจากสาวใช้

รั่วเทียนหยางเป็นนามของเขา นิสัยใจคอโหดร้ายป่าเถื่อนฆ่าคนไม่กะพริบตา ใบหน้าเย็นชายิ้มยาก และเจ้าเล่ห์เจ้าแผนการ ออกรบไร้พ่าย คิดมาถึงตรงนี้ก็ประหวั่นพรั่นพรึงถึงตัวเองไม่ได้ ว่าจะพบกับสามีเช่นไร จะเหมือนที่เล่าขานถึงความโหดเหี้ยมอำมหิตของซื่อจื่อผู้นี้หรือไม่

จวบจนเสียงฝีเท้าของม้าที่เดินนำหน้าขบวนเจ้าสาวหยุดลง เป็นเครื่องยืนยันได้อย่างดีแล้วว่าถึงจุดหมายปลายทางแล้ว คือจวนของรั่วจื่อซื่อ รองแม่ทัพจิ้งจอกดำ พลันความเย็นยะเยือกแล่นเข้าสู่กลางใจ พร้อมกับอาการหวาดหวั่น

เมื่อก้าวลงจากเกี้ยวแล้ว เส้นทางเดินของนางจะเปลี่ยนไปทันที เหมือนสายน้ำที่ไม่อาจไหลย้อนกลับได้อีก มีแต่ต้องเดินไปเบื้องหน้าให้ถึงที่สิ้นสุดคือมหาสมุทรอันเวิ้งว้างไกลโพ้น

‘ข้าไร้ซึ่งหนทางแล้วจริง ๆ’

ภายในห้องหอหลังจากทำพิธีเสร็จ

กลิ่นไป่เหอฮวากับเย่ไหลเซียง เป็นกลิ่นกำยานที่ทำให้เวียนหัวเป็นที่สุด นางสูดกลิ่นนั่นมานานหลายชั่วยามแล้วกับท่านั่งบนเตียงนิ่ง ๆ จนเริ่มมึนศีรษะเล็กน้อยจนอยากหาอะไรที่ดมที่ช่วยให้สดชื่นได้ พลันคิดถึงถุงหอมที่เหน็บไว้สายคาดเอว ที่ว่านเหนียงเคยสอนให้ทำเอาไว้ แก้วิงเวียนจึงหยิบมาสูดดมคราหนึ่ง ก่อนจะเก็บมันเอาไว้ที่เดิมเพื่อรักษากิริยา

นี่ก็ผ่านมานานแล้วหลังจากพิธีกราบไหว้ฟ้าดิน บุรุษที่ได้ชื่อว่าเป็นสามีอย่างถูกต้องของนาง ปล่อยให้นางนั่งรอในห้องหอนี้เพียงลำพัง จากฟ้าแจ้งจนฟ้ามืดก็ยังไม่เข้ามาเสียที

ย้อนไปคิดถึงเมื่อก่อนลงเกี้ยวเจ้าสาว แม่สื่อให้เขาเตะเกี้ยวเจ้าสาว แต่เขาเมินเฉยไม่ทำตามราวกับใครก็ห้ามสั่งเขา แต่นางเตะคานประตูตอบกลับจากภายในเกี้ยว แม้ว่าอีกฝ่ายยังไม่เตะก็ตาม ซึ่งหมายความว่าชายมิกลัวภรรยาและสตรีอ่อนแอ แต่นางเป็นคนเตะเพียงคนเดียว จึงหมายความว่าภรรยาเช่นนางก็ไม่เกรงสามีโหดร้ายอำมหิตเช่นกัน

เมื่อนางถูกสั่งให้โยนกุญแจหีบสินเดิมที่นำติดตัวมาด้วย ตามประเพณีต้องเป็นเจ้าบ่าวที่ต้องรับกุญแจขึ้นมาเป็นนัยว่าให้ฟ้าเป็นสักขีพยาน เป็นเคล็ดการขอลูกชาย แต่คนใจหยาบก็ยืนดูดายนิ่งดั่งหินผา ไม่ขยับเขยื้อน จนแม่สื่อต้องเก็บกุญแจคืนนาง

‘ดี...ไม่อยากมีลูกกับนางก็ดี’ นางหรืออยากมีลูกกับเขา

เมื่อหามเกี้ยวเข้ามาในโถงพิธีการ เจ้าบ่าวที่เย็นชากลับใช้พัดเคาะหลังคาเกี้ยวสามครั้งและเตะคานเกี้ยวสามครั้ง พร้อมกับยิ้มยกมุมปากแบบที่นางมองผ่านผ้าแพรคลุมหน้าเห็นเลือนราง แต่แววตานั้นท้าทายอย่างเห็นได้ชัด

‘หึ...ทำเพื่อแสดงอำนาจให้ภรรยาเชื่อฟังสามี’ น่าขำสิ้นดี บุรุษก็ดีเพียงแค่ข่มสตรี

กราบไหว้ฟ้าดินก็ทำเหมือนไม่เต็มใจ ทำเพียงให้เสร็จสิ้นนางคงไร้ความสำคัญกับเขาสินะ ก็เป็นสัญญาการแต่งงาน ที่กระทั่งใบหน้าเขานางยังไม่เคยประสบพบ จนถึงพิธีแต่งงาน จะให้หน้าชื่นเบิกบานยิ้มรับการแต่งงานได้เยี่ยงไรกัน

ปัง!

เสียงดังที่หน้าประตูพลันทำให้เจ้าสาวที่ขบคิดถึงเจ้าบ่าวอย่างเพลิดเพลินนั้นสะดุ้งสุดตัว ไม่บอกก็รู้ว่าหยาบคายเช่นนี้จะมีใครได้อีกนอกจากรั่วซื่อจื่อ

เสียงฝีเท้าหนักแน่นเดินเข้ามายังบริเวณห้องนอนที่นางนั่งคอยเขาอยู่ และเสียงต่อมาทำให้นางตกตะลึงพรึงเพริดอีกครั้ง เมื่อสิ่งที่อยู่ใกล้ ๆ กันนั้นล้มลงกระทบพื้นเสียงดังโครมคราม

เพล้ง!

กลิ่นกำยานฟุ้งกระจายยิ่งกว่าตอนจุด หากให้คาดเดาคงเพราะเจ้าบ่าวที่เมามายผู้นี้เป็นผู้เตะมันลงไปสินะ ปากที่ไม่ปริออกมาสักครึ่งคำ แต่ร่างกายกวัดแกว่งไปทั่ว เช่นนั้นก็คงเป็นบุรุษชอบใช้กำลังสินะ ขณะที่กำลังขบคิดอยู่นั้น นางก็เหมือนจะหยุดหายใจเอาดื้อ ๆ เมื่อบุรุษผู้นี้มายืนอยู่เบื้องหน้ามองนางที่มีผ้าแพรคลุมนิ่งสงบอยู่อึดใจ จนนางรู้สึกอึดอัดราวกับหายใจไม่ออก เหงื่อกาฬไหลท่วมแผ่นหลังมือเย็นชื้นด้วยความหวาดหวั่น

ฮึก!

ฟิ้ว!!

นางหลับตาปี๋เมื่อเขาโบกมือสะบัดทั้งหลบหน้าออก กลัวว่ามือนั้นจะกระทบใบหน้า แต่ทว่ามีเพียงผ้าแพรคลุมหน้าเท่านั้นที่บินลอยไปตามแรงโบกสะบัด

“กลัวรึ!”

ในที่สุดเสียงที่นางอยากได้ยินก็เอ่ยขึ้น แต่ความรู้สึกเหมือนกลายเป็นเสียงข่มขู่อยู่นัย ๆ

“ปะ...เปล่าเจ้าค่ะ” ในที่สุดนางก็หาเสียงตัวเองเจอ เมื่อครู่นึกกว่าตัวเองจะสิ้นสติไปเสียแล้วด้วยซ้ำ หากมือของเขาฟาดลงมาที่ใบหน้า

เขาเลือกที่จะใช้มือโบกสะบัดแทนการใช้คันชั่งเปิดผ้าคลุมหน้าเจ้าสาว ไม่ต้องอธิบายให้มากความ นางไม่ใช่คนโง่ที่มองไม่ออกว่า มังกรตัวนี้ไม่ได้เลือกหงส์เช่นนาง

นางได้แต่กำหมัดข่มความอับอายเอาไว้ หลายอย่างที่เขากระทำ บ่งบอกทุกอย่างที่เกิดขึ้น

“รักกันมากนักรึ”

นางเอียงคอมองเขาอย่างสงสัย คิ้วขมวดแน่นไม่รู้ว่าเขาหมายถึงอะไร จึงยังไม่ตอบแต่เหมือนเขาที่ก็รอให้นางคิดเองไม่ไหวจึงพ่นมาอีกคำ

“จดหมาย”

อืม...เขารู้สินะว่านางส่งจดหมายให้น้องชายคนที่สามของเขา แต่แล้วอย่างไร นางรักใคร่กับรั่วเทียนเฉิงผิดอะไร เพราะนางก็ไม่รู้เรื่องสัญญาบ้า ๆ บอ ๆ นั่นสักหน่อย

“เจ้าค่ะ”

ไม่มีอะไรที่จะตอบได้ดีเท่าคำนี้อีกแล้ว คร้านจะโกหกบอกว่ารักท่านผู้เดียว ไม่สู้ให้เขาได้ล่วงรู้ไปเสียเลยว่าหัวใจนางก็ไม่เคยมีเขามาก่อนเช่นกัน ไม่ใช่เพียงแต่เขาผู้เดียวที่ไม่มีนาง

“แพศยา ยั่วยวนน้องชายข้า!”

เพล้ง!

อีกแล้วจอกเหล้ามงคลของนางลอยละลิ่วปลิวไปกลางห้อง ‘หึ...ดีเหมือนกัน ข้าก็ไม่ได้อยากดื่มสุรามงคลกับเขาเท่าไหร่นัก’

เขาหยิบจอกเหล้าทองเหลืองอีกจอกขึ้นตั้ง เทเหล้าลงใส่จอกจนเต็มแล้วก็ดื่มพรวดเดียว ราวกับโมโหเรื่องที่นางรักใคร่กับน้องชายคนที่สามของเขาคือเรื่องต้องห้าม นางโดนเขากดดันด้วยความเงียบอีกครั้ง จนเมื่อเหล้าพร่องไปครึ่งกาได้กระมัง ดวงตากร้าวมองมายังนางด้วยความกรุ่นโกรธ

นางไม่เคยตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ ไม่เคยอยู่สองต่อสองกับบุรุษกักขฬะ ไม่เคยประสบกับความหยาบกระด้างจนความกล้าที่มีมาแต่ตระกูลหลี่หดหายไปในที่สุด

“รู้หรือไม่...กำยานพวกนี้ใช้ทำอะไร”

ดวงตาดุดันหันมามองนางชั่วอึดใจแล้วก็สะบัดหน้ากลับไปทางเดิม ราวกับใบหน้าของนางอัปลักษณ์เสียเต็มประดา จนทำให้นางได้เห็นใบหน้าอันหล่อเหลาราวกับหมึกวาดของอ๋องอำมหิตเต็มสองลูกตา มิน่าเล่าน้องสาวในอุทรถึงกับเป็นปรปักษ์กับนาง เพราะรูปโฉมราวกับบุรุษที่สวรรค์ปั้นแต่ง คิ้วดาบคมกริบดกดำได้รูปกับดวงตาจิ้งจอกที่แฝงด้วยอำนาจและบารมีจ้องมองมาที่นางด้วยสายตาดูแคลนเหยียดหยามราวกับสตรีนางโลมโคมเขียว จนอยากกลั้นใจตายไปเสียเพื่อหนีหน้าเขาผู้นั้น

เหมือนนางจะคิดเรื่องเขาจนนานเกินไป ทำให้ดวงหน้างดงามดุดันหันกลับมาอีกครั้ง นั่นนางจึงได้เอ่ยตอบ

“ไม่ทราบเจ้าค่ะ” นางคงไม่รู้ทุกเรื่องในโลกกระมัง เพราะนี่คือกำยานตำหนักรั่วซื่อจื่อหาใช่กำยานในเรือนนางเสียหน่อย

“ปลุกกำหนดอย่างไรเล่า” เขาพูดพร้อมกับส่งยิ้มเยือกเย็นราวกับยกภูเขาน้ำแข็งมาให้คนที่เป็นเจ้าสาวหมาด ๆ ได้ยล

“ม่ะ...ไม่ใช่...ไม่ใช่ข้านะเจ้าคะ” เหมือนจะคิดได้ว่าเขาหมายถึงสิ่งใด

“หึ...แล้วผู้ใด!” ไม่พูดเปล่าร่างใหญ่โตขยับก้าวเดียวก็ถึงนางที่อยู่บนเตียง มือหยาบที่เคยจับแต่กระบี่เชยคางของนางขึ้น พลันความร้อนรุ่มแล่นเข้าร่างกายจนใบหน้าแดงก่ำ ลมหายใจที่เคยปกติพ่นแรงขึ้นเหมือนคนเหนื่อยหอบ

‘ข้าเป็นอันใด!’

“พร้อมแล้วสินะ!” เขาพูดพร้อมกับมือที่ลากไล้ไปตามกรอบหน้าพลันให้นางส่ายหน้าไปมาด้วยความหวาดกลัว
Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • ชายาเอกอ๋องไร้ใจข้าไม่อยากได้   บทที่ 58

    “เช่นนั้นเราควรเตรียมจัดงานแต่งหรือไม่” คราวนี้กลายเป็นสามคนที่ตั้งวงร่วมกันพูดถึงน้องสามกันอย่างสนุกปาก ทำให้คนที่กำลังโดนพูดถึง ต้องพูดให้พวกเขาหยุดเสีย “พวกท่านไม่กินข้าวกันรึ อาหารเย็นหมดแล้ว” หลิงชิงมองหน้าสามียิ้ม ๆ บางทีก็เพิ่งเคยเห็นนิสัยเอาแต่ใจของเขาเหมือนกัน คนอ

  • ชายาเอกอ๋องไร้ใจข้าไม่อยากได้   บทที่ 57

    เวลาผ่านมาห้าเดือนหลังจากหลิงชิงคลอดลูกสาว และนางก็ได้รับข่าวดีว่าท่านพ่อก็มีน้องเพิ่มจากอนุที่อยู่ในจวนกำลังตั้งครรภ์ นางก็ยินดีกับท่านพ่อด้วย ส่วนอนุที่ท่านพ่อเลือกให้ชูหน้าชูตาขึ้นเป็นผู้หญิงที่กิริยามารยาทเรียบร้อยนัก จนนางคิดว่าท่านพ่อดูคนไม่ผิดแล้ว ยามนี้นางวุ่นวายกับการเลี้ยงลูก และสามีก็ต้อง

  • ชายาเอกอ๋องไร้ใจข้าไม่อยากได้   บทที่ 56

    “พี่ใหญ่ ท่านก็มีลูกน่าจะเข้าใจว่าท่านแม่ก็รักลูกทุกคนเหมือน ๆ กันแต่จะแสดงออกเช่นไรนั้นมันก็แตกต่างกัน เพียงพี่ใหญ่เปิดใจพูดคุยกับท่านแม่ดี ๆ ข้าเชื่อว่าความสัมพันธ์จะต้องกลับมาดีแน่” รั่วเทียนหยางเหตุใดจะไม่อยากดีกับท่านแม่เล่า แต่ว่าท่านแม่นั้นไม่ชอบหลิงชิงที่เป็นภรรยาของเขา หากเขา

  • ชายาเอกอ๋องไร้ใจข้าไม่อยากได้   บทที่ 55

    เรือนรั่วอ๋องต่างมีแขกมามากมายไม่ขาดสาย เมื่อรับรู้ว่ารั่วอ๋องและคุณชายหลิงเฟยเป็นที่โปรดปราน ก็อยากให้บุตรหลานได้เป็นเพื่อนเล่นด้วย เพื่อหวังจะมีช่องทางในการรับราชการในอนาคต แต่รั่วอ๋องไม่ค่อยปลื้มใจนัก เพราะเขามีเวลาส่วนตัวกับภรรยาน้อยเหลือเกิน ทั้งยังต้องแบ่งเวลาต้อนรับแขกอีก จึงสั่งให้พ

  • ชายาเอกอ๋องไร้ใจข้าไม่อยากได้   บทที่ 54

    “คงไม่มีวันนั้นกระมัง ที่เชิญมาวันนี้ก็เพราะคิดว่าคนอย่างฮูหยินหลี่จะสำนึกความผิดที่เคยทำไว้บ้าง แต่ข้าคิดผิดแท้ ๆ” รั่วอ๋องรู้สึกผิดหวังเป็นอย่างยิ่ง ไม่คิดว่าเจียงจิวฝูไม่รู้จักความดีเลยหรือไง ต้องถูกเลี้ยงมาแบบใดกัน “หึ...มารดาท่านดีนักรึ” เพียะ!! หลี่จิ้งเหลือทนแล้วกับ

  • ชายาเอกอ๋องไร้ใจข้าไม่อยากได้   บทที่ 53

    ในเช้าตรู่สองวันถัดมารั่วอ๋องก็เปิดจวนต้อนรับตระกูลหลี่เป็นครั้งแรก หลังจากออกปากเคยไม่ให้เข้ามาเหยียบในเรือนของตัวเอง แต่เมื่อภรรยาเขาต้องการจะกลับคำเล็กน้อยก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร วันนี้หลี่จิ้งมาพร้อมกับภรรยาแต่เช้าทั้งนั่งรอในรถม้าจนกว่าจะถึงเวลานัดโดยไม่อีดออดนอกจากภรรยาที่ไม่พอใจแต่อยา

  • ชายาเอกอ๋องไร้ใจข้าไม่อยากได้   บทที่ 5

    สองมือของรั่วหลิงเฟยกำแน่นดวงตาหลับปี๋ เจ้าตัวเล็กคิดว่าตัวเองต้องตกต้นไม้แล้ววันนี้ แต่เมื่อกำลังรอร่างตัวเองที่ตกลงกระแทกพื้นเนิ่นนานแล้วแต่ก็ยังไม่ถึงสักที จึงลืมตาขึ้น “ฮึก...ท่าน” รั่วหลิงเฟยตกใจในตอนแรกที่ตนอยู่ในอ้อมกอดของบุรุษท่าทางองอาจคล้ายกับบุรุษอีกคน แต่ทว่าดวงตาเปล่งประกายดุจด

  • ชายาเอกอ๋องไร้ใจข้าไม่อยากได้   บทที่ 4

    เวลาผ่านไปสองเดือน เป็นสองเดือนที่แสนเงียบสงบสำหรับหลิงชิงกับสาวใช้อย่างยิ่ง ท่านหญิงซีหวินกลั่นแกล้งสารพัด ให้บ่าวในจวนรั่วอ๋องห้ามมาช่วยเหลือไม่พอ ยังไม่ส่งอาหารมาให้ แต่ไม่รู้ว่ารั่วอ๋องไปอยู่ที่ใด ปล่อยให้ชายาที่อยู่ท้ายจวนลำบากเช่นนี้ จนกระทั่งเช้าวันหนึ่งที่นายหญิงของตนเองไม่สบาย “ฮึก

  • ชายาเอกอ๋องไร้ใจข้าไม่อยากได้   บทที่ 3

    เรียวปากยกยิ้ม นัยน์ตาแข็งกร้าวก้มลงมาชิดใบหน้าจิ้มลิ้มของนาง จมูกโด่งเป็นสันกดเฉียดเข้าที่แก้มนวล ริมฝีปากของนางที่แต่งแต้มด้วยชาดแดงสั่นระริกหวาดกลัวคนตรงหน้าที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นสามี ‘ไม่ใช่ เขาไม่ได้อยากมีลูกกับนางงั้นรึ’ พิธีวันนี้ก็บ่งชัดแล้วหรือมิใช่ เขามิเต็มใจแต่งเหตุใดถึงคิดร่วมหอ

  • ชายาเอกอ๋องไร้ใจข้าไม่อยากได้   บทที่ 1

    อาณาจักรยงโจว แบ่งการปกครองเป็นสี่แคว้น มี โยว่โจว จี้โจว ชิงโจวและต้าตง มีอ๋องแต่ละแคว้นที่เป็นเชื้อพระวงศ์ปกครองโดยมีโยว่โจวเป็นเมืองหลวงมีฮ่องเต้เป็นประมุขใหญ่ของทุกแคว้น หลี่หลิงชิง สตรีในห้องหอจวนอดีตเสนาบดีหลี่จิ้ง ผู้ที่มารดาไม่มอบความรัก นางได้รับการเลี้ยงดูจากอนุจากสกุลว่านนามว่า

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status