ログインพรลดาแม่ค้าขายอาหารออนไลน์ถูกคนรักโกงเงินไป แต่ยังดีที่อีกฝ่ายได้นำที่ดินบ้านสวนมาจำนองไว้ หญิงสาวจึงตัดสินใจที่จะม่เริ่มต้นใหม่ที่นี่ แต่เมื่อมาถึงกลับไม่เป็นอย่างที่คิด เพราะบ้านสวนแห่งนี้แทบจะเป็นที่รกร้างอยู่แล้ว แต่ความซวยไม่ได้มีแค่นี้ เมื่อคอแห้งอยากกินน้ำมะพร้าว ขณะที่กำลังสอยมะพร้าวอยู่นั้น กลับถูกลูกมะพร้าวตกใส่หัวจนเธอต้องเข้ามาอยู่ในร่างของ หญิงสาวที่ชื่อ เจียงเสวี่ยอิ๋ง ในยุค 80 เจียงเสวียอิ๋งเป็นคนที่เอาแต่ใจและเย่อหยิ่ง เธอมีแม่ที่คอบเลี้ยงดูและเอาใจใส่จนเกินไป ส่วนน้องสาวกลับกลายเป็นเด็กรับใช้ให้พี่สาว พอได้รับความทรงจำมา พรลดาแทบอยากจะตายอีกรอบ แต่ทำไม่ได้จึงต้องยอมรับชะตากรรม เมื่อมาอยู่ในร่างนี้แล้ว สิ่งแรกที่ต้องทำคือปรับตัวเองให้ได้ และต้องทำให้น้องสาวเลิกกลัว และครอบครัวกลัวมาเป็นครอบครัวอีกครั้ง และต่อมาเธอตั้งใจว่าจะทำการค้าโดยการขายอาหารเพื่อให้ครอบครัวมีกินมีใช้ และส่งน้องสาวเพียงคนเดียวให้เรียนต่ออย่างที่หวัง เจียงเสวี่ยหนิงคนใหม่จะทำได้อย่างที่ตั้งใจหรือไม่ ตามมาเอาใจช่วยเธอได้เลยค่ะ
もっと見るที่ดินผืนหนึ่งกลางชนบทอันเงียบสงัด ไร้ร่องรอยของชีวิตชีวา ดินแห้งแข็งแตกระแหง แทบจะไม่มีพืชผลให้เห็นเลย เหมือนถูกละทิ้งผืนดินนี้จากเจ้าของคนเก่า
ต้นมะม่วงและมะพร้าวไม่กี่ต้น จากที่เคยยืนต้นเขียวขจีตอนนี้เหลือเพียงกิ่งก็านที่แห้งเหี่ยว แถมใบเหลืองกรอบยังร่วงหล่นเกลื่อนพื้นไปหมด บางต้นมีเปลือกไม้หลุดลอกเผยให้เห็นเนื้อไม้แห้งแตกระแหง ที่กำลังรอวันล้มลงอย่างโดดเดี่ยว
ใกล้กันนั้นมีบ่อปลาขนาดไม่ใหญ่มาก ขอบบ่อทรุดโทรมตะไคร่น้ำจับหนาแน่น ผืนน้ำขุ่นข้นไร้การเคลื่อนไหว
ท่ามกลางความรกร้างนั้น มีบ้านไม้หลังเล็กใต้ถุนสูงตั้งอยู่เงียบงัน ตัวบ้านสร้างด้วยไม้เก่าซึ่งผ่านกาลเวลามาอย่างยาวนาน หลังคามุงสังกะสีเก่าเป็นสนิมมีรอยรั่วให้เห็นชัด บางแผ่นงอแอ่นจากแรงลมและฝน ผนังไม้สีหม่นแตกร้าว บางจุดก็แยกออกจากกันจนเห็นแสงลอดผ่านได้ เสาบ้านแตกลายงา บันไดไม้ที่ดูเก่าแถมยังมีรอยผุพังให้เห็นอย่างชัดเจน
ความเงียบงันปกคลุมทั่วบริเวณ เสียงเดียวที่ได้ยินคือเสียงสายลมพัดผ่านกิ่งไม้แห้งไหว สะท้อนให้เห็นความอ้างว้างของที่ดินผืนนี้ ที่ไม่มีใครเหลียวแล!!
หญิงสาวขับรถเข้ามาในพื้นที่บ้านด้วยสีหน้าที่บอกไม่ถูก นั่นก็เป็นเพราะว่าเธอผิดหวังเอามาก ๆ ไม่คิดว่าที่ดินที่ได้มาจะไร้ประโยชน์ถึงขนาดนี้ คิดว่าจะจากเมืองกรุงแล้วมาตั้งตัวในชนบทเสียหน่อย แต่ทว่าเมื่อเห็นแล้วก็ไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไรเลย
“ทำไมถึงได้ซวยซ้ำซวยซ้อนขนาดนี้นะ” เธอบ่นพลางถอนหายใจออกมาอย่างอ่อนล้า เหนื่อยจากการขับรถไม่พอ แถมต้องมาเหนื่อยจากสภาพที่ดินผืนนี้อีก
พรลดา หญิงสาวอายุสามสิบเอ็ดปี ตัดสินใจลาจากเมืองกรุงมุ่งหน้าสู่ชนบทเพื่อต้องการเริ่มต้นชีวิตใหม่ เธอคาดหวังเอาไว้ว่า ถ้าหากสามารถทำมาหากินเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่นี่ ก็คงจะมีชีวิตรอดได้จากสภาพเศรษฐกิจที่ย่ำแย่อย่างที่พบเจอมา
เนื่องจากที่ดินผืนนี้เป็นที่ดินมรดกตกทอดมาจากคุณยายของชายที่ชื่อว่าธาดา แฟนหนุ่มของเธอนั่นเอง จะบอกว่าเป็นอดีตแฟนก็ว่าได้ เพราะตั้งแต่เขายืมเงินไป แล้วเอาที่ดินผืนนี้มาค้ำประกันไว้กับเธอนั้นเขาก็หายเงียบไปเลย ไปตามหาที่คอนโดก็ได้ความว่าย้ายออกไปแล้ว พรลดาพยายามติดต่อไปเท่าไรก็ติดต่อเขาไม่ได้สักที
‘ตื้ดดดดด’
พรลดากดโทรศัทพ์มือถือเพื่อโทรหาธาดาอีกครั้ง เพราะอยากยืนยันว่าที่นี่ใช่ที่ดินของเขาจริงหรือเปล่า เธอยังคงมีความหวังว่าคนรักจะรับสายแล้วบอกว่าไม่ใช่ที่ดินผืนนี้แต่เป็นที่ดินผืนข้าง ๆ ต่างหาก แต่แล้วความหวังก็ดับวูบลง เมื่อชายหนุ่มกดตัดสายเธอเสียอย่างนั้น และเป็นเช่นนี้ทุกครั้งที่เธอโทรไปหาเขา
“มันคงเป็นไปไม่ได้หรอก อีกอย่างโฉนดก็ระบุมาแล้วว่าเป็นที่ตรงนี้ เฮ้อ...” เธอถอนหายใจออกมาอีกครั้ง ก่อนจะเปิดประตูก้าวลงจากรถเพื่อตรวจดูว่าที่ดินผืนนี้มีอะไรน่าสนใจกว่านี้อีกไหม
ขณะเดียวกันที่ดินผืนข้าง ๆ มีเด็กชายคนหนึ่งกำลังผูกเชื่อให้ควายกินหญ้าอยู่ใต้ต้นตาลโตนด เมื่อเห็นหญิงสาวก้าวลงจากรถเขาก็หันมายิ้มให้ทันที
ซึ่งพรลดาเองก็ยิ้มตอบกลับไปเช่นกัน
“พี่สาว มาหายายเปี่ยงเหรอครับ” เมื่อผูกเชือกให้ควายกินหญ้าแล้วจึงเดินเข้ามาหาพรลดาพร้อมกับถามด้วยหน้าตาใสซื่อ
“ใช่จ้ะ ที่นี่เป็นที่ดินของยายเปี่ยงใช่ไหม” หญิงสาวถามกลับเพื่อความมั่นใจอีกครั้งว่าใช่
“ครับ แต่ว่ายายเปี่ยงแกตายไปสองสามปีแล้ว พี่มาที่นี่คงไม่เจอแกแล้วละครับ” เด็กชายตอบด้วยเสียงตกใจเล็กน้อย ในใจนั้นคิดว่ายังมีคนมาหายายเปี่ยงอีกเหรอ
วันเวลาผ่านไป...วันนี้อากาศดีมากสองสามีภรรยาพาลูกชายตัวน้อยของพวกเขาไปปิกนิกที่สวนสาธารณะกลางเมือง เจิ้งเจียห่าวในวัยเพียงไม่กี่ขวบวิ่งเล่นไปมารอบบริเวณที่พ่อกับแม่นั่งอยู่อย่างสนุสนาน ขณะที่หานเจิ้นตงกำลังนั่งคิดอะไรเรื่อยเปื่อย ส่วนเจียงเสวี่ยอิ๋งก็หยิบเอาอาหารที่เตรียมมาออกมาจากตะกร้าท่ามกลางความเงียบสงบของสวนสาธารณะ พวกเขานั่งบนผ้าปูที่นั่งที่เตรียมมาและเริ่มพูดคุยกันถึงอนาคตของครอบครัวที่พวกเขาฝันไว้ เมื่อพวกเขามองดูลูกชายเจียงเสวี่ยอิ๋งก็เริ่มพูดออกมาอย่างเงียบ ๆ“พี่ตง... ฉันว่าเราควรเริ่มลดบทบาทของเราในธุรกิจแล้วนะ” เจียงเสวี่ยอิ๋งเริ่มต้นด้วยเสียงที่แผ่วเบา แต่มีความมุ่งมั่นอยู่ในนั้นหานเจิ้นตงมองไปที่เธออย่างสนใจแล้วถาม “หมายความว่าไงครับ เราจะให้ใครมาดูแลธุรกิจแทนอย่างนั้นเหรอ”เจียงเสวี่ยอิ๋งยิ้มบางๆ และพยักหน้า “ใช่ค่ะ... เราจะจ้างคนเก่ง ๆ มาทำงานแทนเรา แล้วเราจะได้ทุ่มเทเวลาให้กับครอบครัว อย่างน้อยตอนนี้ธุรกิจของเราเติบโตพอสมควรแล้วนะ ทั้งเราและลูก เราสามคนมีชีวิตที่พอเพียงแล้วนะ”หานเจิ้นตงยังคงฟังเธอด้วยความตั้งใจ เขารู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างที่ไม่เหมือนเดิม แต่เมื่อม
บทส่งท้าย ครอบครัวที่สมบูรณ์เมื่อหานเจิ้นตงก้าวเข้ามา ทุกสายตาต่างจับจ้องมาที่เขา บรรดาญาติ ๆ ต่างตกตะลึงเมื่อเห็นชายหนุ่มผู้มีใบหน้าละม้ายคล้ายเจิ้งซ่านหยวน บางคนถึงกับน้ำตาคลอเบ้า ย่าของเขาแนะนำเขาให้ทุกคนรู้จัก เสียงทักทายดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทุกคนต่างเข้ามาทักทายและต้อนรับเขาด้วยความยินดีชายหนุ่มได้พบกับลูกพี่ลูกน้องหลายคน รวมถึงเหล่าบรรดาน้า ๆ ที่ต่างพากันมองเขาด้วยความประหลาดใจปนยินดี หานเจิ้นตงรับรู้ได้ถึงความอบอุ่นของครอบครัวที่เขาไม่เคยสัมผัสมาก่อน แม้จะเป็นการพบกันครั้งแรก แต่ทุกคนต่างให้การต้อนรับเขาอย่างดีท่ามกลางสายตาของญาติ ๆ กลับมีหญิงสาวคนหนึ่งที่จ้องมอชายหนุ่มงด้วยแววตาที่แตกต่างจากคนอื่น จิงเหยียน ญาติห่าง ๆ ของเขา หญิงสาวใบหน้างดงาม ดวงตากลมโตเต็มไปด้วยความหลงใหลตั้งแต่แรกเห็น หัวใจของเธอเต้นแรงยามที่สบตากับหานเจิ้นตงค่ำคืนนั้นท่ามกลางแสงจันทร์สลัว จิงเหยียนถือโอกาสเข้าหาหานเจิ้นตงขณะที่เขาอยู่เพียงลำพังที่สวนหลังเรือน“พี่เจิ้นตง ฉัน...ฉันชอบพี่” จิงเหยียนพูดออกมาอย่างตรงไปตรงมา เธอจ้องมองเขาด้วยสายตาแน่วแน่และเต็มไปด้วยความคาดหวังหานเจิ้นตงถอนหายใจ เขาไม่แปล
หัวใจของหานเจิ้นตงเต้นแรง นี่เป็นครั้งที่สองที่เขาได้ยินชื่อ ‘เจิ้งซ่านหยวน’ ก่อนหน้านี่เหมือนกับว่าเขาเคยได้ยินชื่อนี้มาแล้ว“คุณยาย ผมคิดว่าคุณยายอาจจะเข้าใจผิดไปจริง ๆ ผมเพิ่งจะอายุยี่สิบกว่าเองนะครับ เป็นลูกของคุณยายไม่ได้หรอก” ชายหนุ่มพยายามพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลและแล้วอยู่ ๆ ก็นึกขึ้นมาได้อย่างกระทันหันว่า เมื่อตอนที่แม่เอาสมุดบันทึกกับรูปของพ่อให้เขาดูนั้น แม่บอกว่าพ่อชื่อเจิ้งซ่านหยวน คิดแล้วก็ถึงกับอึ้งไปชั่วครู่แต่หญิงชรากลับจับมือเขาไว้แน่นกว่าเดิม นางมองเขาด้วยสายตาเว้าวอน “ลูก…พ่อหนุ่มคือสายเลือดของตระกูลเจิ้งใช่ใหม่”หานเจิ้นตงเงียบไปชั่วขณะ เนื่องจากไม่แน่ใจเหมือนกัน“แม่เคยบอกกับผมว่าพ่อของผมชื่อเจิ้งซ่านหยวน” เขาตอบอย่างระมัดระวัง “แต่ผมไม่เคยพบพ่อ”เมื่อได้ยินเช่นนั้น นางจึงเบิกตากว้างด้วยความตกใจ ก่อนจะหลั่งน้ำตาออกมาอีกครั้ง “พ่อหนุ่มต้องเป็นลูกชายของซ่านหยวนแน่ ๆ หน้าตาช่างเหมือนกับซ่านหยวนมาก ฉันคือย่าของพ่อหนุ่ม พ่อหนุ่มเป็นหลานของย่าจริง ๆ”หานเจิ้นตงตกตะลึงไปชั่วขณะ หัวใจของเขาสับสน เขาเฝ้ารอวันที่จะกลับบ้านไปพบภรรยาอันเป็นที่รัก แต่ตอนนี้…โชคชะตากลับดึงเขาใ
อดีตที่ไม่เคยรับรู้เธอเม้มริมฝีปากแน่น แล้วพูดขึ้นมาอีกว่า “ที่ผ่านมาฉันเห็นอาตงต้องอดทนมากขนาดไหน ที่ถูกพ่อเลี้ยงกับน้องชายข่มขู่หาผลประโยชน์ ฉันรู้ว่าพี่มองฉันเป็นเพียงเครื่องมือที่ใช้กดดันอาตง ใช้ฉันเป็นข้ออ้างให้อาตงต้องยอมทำทุกอย่าง ฉันรู้ดีทุกอย่างแต่เลือกที่จะเงียบ เพราะกลัวว่าหากข้าขัดขืนพี่ก็จะรังแกเขายิ่งกว่านี้”“ถางเล่อถง! เธอนี่มัน...” หานเหอรุ่ยเบิกตากว้าง และพยายามพูด“แต่ตอนนี้ฉันไม่ไหวแล้ว” เธอตะโกนขึ้นเป็นครั้งแรกในชีวิต แล้วมองสามีของตนด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความผิดหวัง “ฉันจะไม่ทนอีกแล้ว ฉันขอหย่า!!”คำพูดของเธอทำให้ทุกคนในร้านตกตะลึง แม้แต่หานเจิ้นตงเองก็เบิกตากว้างมองแม่ด้วยความประหลาดใจถางเล่อถงหันไปมองลูกชาย แม้ว่าใบหน้าจะมีรอยยิ้มบางๆ แต่ก็เต็มไปด้วยความเศร้า “แม่ขอโทษนะ ที่ผ่านมาต้องทำให้ลูกลำบาก อาตง...แม่อ่อนแอเกินไป ทำให้ลูกต้องถูกเอาเปรียบมาทั้งชีวิต”หานเจิ้นตงรู้สึกเหมือนมีบางอย่างจุกอยู่ในอก เขาเข้าใจทุกอย่างดีมาตลอด แต่เมื่อได้ยินแม่พูดออกมาแบบนี้หัวใจของเขากลับเจ็บปวดอย่างบอกไม่ถูก เขาล้วงมือเข้าไปในลิ้นชัก หยิบเอาเงินปึกเดิมนั้นออกมาแล้วยื่นมันให้ห
เมื่อเห็นสมุดจดรายการต่าง ๆ ที่คนรักส่งให้ดูก็ถึงกับเบิกตากว้าง แล้วอดภูมิใจในตัวเองไม่ได้ แต่สิ่งที่ทำให้เขาตื่นเต้นยิ่งกว่าก็คือนี่คงเป็นช่วงที่เขาจะต้องกำหนดวันแต่งงานแล้วอย่างไรล่ะ“ถ้าอย่างนั้นพวกเราก็แต่งงานกันได้เลยสิ?”“ได้ค่ะ จัดพรุ่งนี้เลยก็ได้” หญิงสาวตอบรับอย่างยิ้มแย้มหลังจากผ่านคืนวั
ฉันจะไม่แต่งงานกับลูกชายรองของคุณหานจื่อหรงไปกินข้าวที่ร้านของเจียงเสวี่ยอิ๋งทุกวันและยังคงเทียวไล้เที่ยวขื่อเธอทุกวันเช่นกัน นานวันเข้าก็เปลี่ยนเป็นเข้ามาใกล้ชิดและพยายามที่จะจับเนื้อต้องตัว จนในที่สุดเจียงเสวี่ยอิ๋งก็เริ่มรำคาญและทนไม่ไหว เพราะรู้จุดประสงค์ของเขาแล้วว่าเขาไม่ได้มาเพื่อกินข้าวดั
ผมจะแต่งงานครับ“ครับแม่ นี่กำลังทำอะไรอยู่เหรอครับ” ชายหนุ่มถามเมื่อเห็นมือของแม่กำลังวุ่นอยู่กับการถักอะไรบางอย่าง“แม่กำลังถักเสื้อให้ลูกอยู่ไง เดี๋ยวอีกไม่กี่เดือนอากาศก็หนาวแล้ว” ถางเล่อถงตอบ นางหยิบเสื้อที่กำลังถักขึ้นมาทาบเข้ากับตัวลูกชาย พร้อมกับพูดด้วยรอยิมอีกครั้ง “แม่กะขนาดไว้ไม่ผิด น่าจ
“เดี๋ยวพี่ไปช่วยน้องเสวี่ยหนิงล้างจานดีกว่า ตรงนี้มีคนช่วยเยอะแล้ว” จางอี้หันไปบอกกับคนอื่น ๆ ก่อนจะเดินตามเจียงเสวี่ยหนิงไปหลังร้าน ก่อนหน้านี้เขาเห็นแล้วว่าถ้วยจานหลังร้านนั้นมีมากจริง ๆ“เสวี่ยอิ๋ง ป้ายหน้าร้านนี้จะให้เขียนชื่อร้านว่าอะไรเหรอ” หานเจิ้นตงถือไม้อัดแผ่นหนึ่งเดินเข้ามาในร้าน เขาตั้ง