เรียวปากยกยิ้ม นัยน์ตาแข็งกร้าวก้มลงมาชิดใบหน้าจิ้มลิ้มของนาง จมูกโด่งเป็นสันกดเฉียดเข้าที่แก้มนวล ริมฝีปากของนางที่แต่งแต้มด้วยชาดแดงสั่นระริกหวาดกลัวคนตรงหน้าที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นสามี
‘ไม่ใช่ เขาไม่ได้อยากมีลูกกับนางงั้นรึ’ พิธีวันนี้ก็บ่งชัดแล้วหรือมิใช่ เขามิเต็มใจแต่งเหตุใดถึงคิดร่วมหอมีคืนวสันต์กับนางด้วยเล่า
“มองข้าเช่นนี้ เจ้าคิดอะไรอยู่” เขาเกลียดนักสตรีที่หวาดกลัวเขา ทั้งที่ยังมิได้ทำอันใดเสียหน่อย แต่กับน้องชายเอาแต่ใจของเขารั่วเทียนเฉิง เหตุใดนางยิ้มระรื่นได้เล่า
“คิด...คิดอะไรหรือเจ้าคะ” นางสั่นขนาดนี้จะคิดอะไรได้อีกหรือ นอกจากคิดหาทางหลุดจากกรงเล็บสุนัขจิ้งจอกดำเช่นเขา
“กลัว...?”
เขาถามวนไปวนมาอีกแล้ว นางทั้งหวาดกลัวทั้งทรมาน ร่างกายร้อนรุ่มราวกำลังจะปริแตก เพราะกำยานนั่นใช่หรือไม่ ยิ่งเขาชิดใกล้เพียงนี้นางยิ่งอยากสัมผัส ริมฝีปากนางขบเม้มจนเป็นเส้นตรงข่มความรู้สึกที่แสนน่าอับอายเอาไว้ แต่มันยากเย็นนัก
อื้อ...อึก!
แต่เหมือนร่างกายนางจะไม่ยอมฟังเสียงหัวใจ ปริปากส่งเสียงครวญครางออกมา ยิ่งส่งให้ใบหน้าคมคายที่เห็นนางเป็นเหยื่ออันโอชะยิ้มเยาะ
“อยากให้ข้าปลดเปลื้องความทรมานหรือ” เสียงแหบพร่าเอ่ยขึ้น พร้อมกับกดจมูกเข้าไปยังกกหู ส่งเรียวลิ้นอุ่นชื้นแตะเบา ๆ ในโพรงพร้อมงับแผ่วเบาที่ปลายติ่งหูของนางยิ่งทำให้สร้างความกระสันเพิ่มยิ่งขึ้น
ปกติเขาเป็นคนประหยัดคำพูด แต่วันนี้นึกอยากสนทนานัก ยิ่งเห็นความทรมานบนใบหน้าของนาง ยิ่งทำให้เขาสนุก ไม่ว่าจะสุรา หรือกำยานปลุกกำหนัด หากเขาไม่ยอมให้มันมัวเมาเขาแล้วย่อมทำอะไรไม่ได้
วันนี้ไม่เหมือนกับทุกวันที่ประสบพบเจอ วันที่เป็นเหมือนวันมงคลของเขา ดังนั้นเพื่อทำตามใจท่านพ่อเขาจึงยอมแต่งกับนาง หากสิ่งที่ท่านพ่อต้องการเป็นสิ่งสุดท้าย คือมีทายาทสืบทอดโดยจากสตรีผู้นี้ เขาก็ย่อมเสี่ยงให้คืนเข้าหอนี้วัดชะตาของนางก็แล้วกัน ว่าจะได้มีบุตรชายสมใจบิดาของเขาหรือไม่
“ซื่อจื่อ...อื้อ...ข้า...ข้าทรมาน...นี่มันฤทธิ์ยาปลุกกำหนัด ไม่นะ! ข้าไม่ต้องการให้เรื่องเป็นเช่นนี้” เสียงกระหืดกระหอบเปล่งออกมา ทั้งสองมือลูบไปตามแขนของบุรุษตรงหน้าอย่างหน้าไม่อาย สายตาวิงวอนให้เขาช่วยนางแบบที่ไม่ต้องมีคืนวสันต์ด้วยกัน
ข้าอยากปลดปล่อย!
“นี่คือสิ่งที่เจ้าต้องพบเมื่อแต่งเข้ามาเป็นฮูหยินของข้า ไม่รู้หรอกหรือ” เขาค่อนข้างแปลกใจ เหตุใดนางไม่รู้ ทั้งที่จริงตระกูลหลี่นั่นควรจะสั่งสอนบุรุษสาวให้คอยปรนนิบัติสามีเช่นไร
นี่มันอะไรกัน!
"ไม่เจ้าค่ะซื่อจื่อ...ข้า...ข้าไม่รู้...ข้าไม่เข้าใจ ไม่ใช่ว่าท่านก็รังเกียจข้าหรือ เหตุใดยังปล่อยให้สิ่งพวกนี้ชักจูงผลักดันให้ท่านต้องมาพัวพันกับข้าเล่าเจ้าคะ"
แม้ไร้เสียงจะกล่อม แต่นางก็ไม่อยากร่วมสวาทกับเขา ชายที่ไม่ได้รัก
“รังเกียจหรือไม่สำคัญอันใดเสียหน่อย ฝืนใจเล็กน้อยก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่”
ดวงตาของนางเบิกโพลงมองดวงหน้าคนที่แม้ฝืนใจก็อยากจะทำ ‘เขาเป็นบุรุษแบบไหนกัน’
เขายังกดจมูกวนเวียนอยู่บริเวณซอกคอของนาง คล้ายกับกลิ่นหอมจากเรือนกายของนางต่างหากที่ปลุกกำหนัดเขาได้ดีกว่ากลิ่นกำยานพวกนั้น
‘คนเหล่านั้นจะเหนื่อยทำไม แค่ให้ข้าใกล้ชิดนางก็พอ’
พลันนึกไปถึงน้องชายร่วมอุทร ที่หลงรักนางหัวปักหัวปำ กระทั่งบิดาที่เจ็บป่วยออด ๆ แอด ๆ ก็ยังอกตัญญูขัดขืนคำสั่ง จนเขาต้องจัดการให้คนนำตัวไปอยู่ที่ค่ายแถบชายแดน
“ซื่อจื่อ...ข้าขอร้อง หรือว่าแท้ที่จริงท่านก็มีใจให้ข้า” เมื่ออ้อนวอนไม่สำเร็จ ก็เปลี่ยนเป็นท้าทาย คนเช่นเขาชอบเอาชนะ มีหรือจะอดทนไหว
แต่นางคาดเดาผิดไป คนผู้นี้ทนทานต่อแรงยั่วยุนัก เขาไม่สะทกสะท้านไม่พอ ยังปรายตามองไปยังผ้าขาวซับเลือดพรหมจรรย์ที่วางอยู่บนเตียง
“เห็นผ้าขาวนั่นหรือไม่...หากคืนนี้เราทั้งคู่ไม่ได้ร่วมคืนวสันต์ อย่าหวังว่าเราจะได้ออกจากห้องนี้ไปได้”
เหมือนนางจะกระจ่างแล้ว มองหันซ้ายไปทางด้านนอกเห็นเงาตะคุ่ม ๆ อยู่หายร่างย่อมเป็นสิ่งที่นางหลีกเลี่ยงไม่ได้สินะ มีคนเฝ้าดูอยู่ตลอด
“แต่ว่า...”
คล้ายกับอยากปฏิเสธ แต่ความร้อนในกายยังเพิ่มมากขึ้นจนทำให้ทั่วสรรพางค์กายของนางชื้นไปด้วยเหงื่อ มือเรียวเริ่มล่วงเกินเรือนร่างของซื่อจื่อ นางสัมผัสเขาผ่านเนื้อผ้าไหมชั้นดีสีแดงเช่นเดียวกับชุดแต่งงานของนาง เหลือบตามองไปยังเบื้องล่าง เห็นสายคาดเอวของเขา สมองสั่งให้ดึงมันร่วงออกมา แล้วโผเข้าไปกอดอย่างคนไร้สติ
แต่มีหรือคนอย่างซื่อจื่อจะยอมให้นางล่วงเกินอยู่ฝ่ายเดียว เขาดึงชุดเจ้าสาวของนางเพียงมือเดียวมันก็หลุดลุ่ยติดมือจนเผยร่างที่ผุดผ่องของนางให้ประจักษ์แก่สายตาแล้ว
ความงดงามเบื้องหน้าทำให้ลมหายใจของซื่อจื่อสะดุดและจ้องมองนางราวกับต้องการจะกลืนกินไปทั้งตัว หลิงชิงรู้สึกร้อนไปทั้งร่างกับสายตาที่เขามองมา ทั้งคงผิดหวังที่นางเป็นสตรีไร้ยางอายจนต้องละมือเอามาปิดบังเรือนกายให้พ้นสายตาเขา แต่นางรู้ว่าปิดอย่างไรก็ไม่มิด
“อย่า...อย่ามองเจ้าค่ะ” นางเอี้ยวตัวไปหวังจะดึงผ้าห่มมาปิดบังร่างกายอันแสนเย้ายวนใจชายของตนเอง แต่ทว่าเขากลับผลักนางลงแนบกับฟูกนอน
“ได้...ข้าไม่อยากมองแล้ว แต่อยากทำให้มันเสร็จ ๆ” สิ้นเสียงซื่อจื่อหนุ่ม ริมฝีปากอุ่นร้อนก็ดูดดึงเนื้อนุ่มราวกับสุนัขป่ากำลังขย้ำเหยื่ออันแสนหวาน เรือนกายขาวราวหิมะยามนี้ขึ้นสีแดงราวกับกลีบดอกเหมยกุ้ย แม้นางจะร่ำร้องเพียงใด เขาก็ไม่เบาแรงลงเลย เพราะคนเช่นเขาไม่เคยแตะต้องสตรีไม่รู้ว่าควรถนอมเพียงใด
ร่างใหญ่นอกจากไม่เบาแรงแล้วยังเคลื่อนเข้าหาร่างกายของฮูหยินหนักหน่วง เสียงกรีดร้องของนางทำให้บ่าวไพร่ที่มาสืบข่าวไปรายงานผู้เป็นนาย เขาพานางขึ้นสวรรค์ครั้งแล้วครั้งเล่า แต่เหมือนมันจะไม่เพียงพอสำหรับคนกักขฬะป่าเถื่อนเหมือนดังสัตว์ป่าแสนโหดร้าย
สองมือเรียวจิกเข้าที่นอนจนเป็นรอยบุ๋ม เสียงที่กรีดร้องตลอดคืนสิ้นสุดลงเมื่อเสียงไก่ขันบ่งบอกให้รู้ว่าใกล้สว่างแล้ว
นางสลบไปทันทีเมื่อเขาถอดถอนตัวตนออกจากร่างของนาง ไม่แม้จะคิดนอนกอดปลอบที่ทำกับนางอย่างรุนแรง น้ำตาที่ไหลอาบข้างแก้มบัดนี้เหือดแห้งไปพร้อมกับลมหายใจที่สม่ำเสมอ
เขาลุกขึ้นแต่งตัวแล้วคว้าเอาผ้าซับเลือดพรหมจรรย์ขึ้นมาดูพร้อมกับยกยิ้มมุมปากอย่างเบิกบานอย่างไม่เคยมีมาก่อน เมื่อเดินออกจากห้องหอ สือซานที่นั่งเฝ้าอยู่ด้านหน้ากับสาวใช้ของฮูหยินก็ตกใจตื่นขึ้น
“ซื่อจื่อ...” สือซานรีบเรียกและทำให้ซูเม่ยก็สะดุ้งตัวยืนขึ้นเช่นเดียวกัน ในมือซื่อจื่อกำผ้าที่ไม่ต้องพูดให้มากความก็รู้ว่าผ้าอะไร เขายื่นมือไปรับแต่ทว่าซื่อจื่อกลับยกหนีต้องการถือมันไว้ด้วยตัวเอง
‘ในเมื่อสิ่งนี้คือสิ่งที่อยากให้เขาทำ เช่นนั้นเขาก็จะเอาไปให้ด้วยตนเอง’
ไม่เคยมีเจ้าบ่าวที่ไหนถือผ้าซับเลือดพรหมจรรย์ และเขานี่แหละจะเป็นคนแรก และนางก็จะมีคืนวสันต์เพียงคืนนี้คืนเดียว เขาจะไม่ย่างกายเหยียบเข้ามาในห้องนางอีกตลอดชีวิต
“ไปตำหนักท่านอ๋อง”
เสียงสั่งทำให้สือซานรีบเดินตามไป เห็นเบื้องหน้ามีคนมามุงกันหลายคน ใบหน้าสาวใช้ไม่สู้ดีนัก แต่ละคนก้มหน้าก้มตา รั่วเทียนหยางรีบก้าวเท้าฉับฉับเข้าไปด้านใน เห็นท่านแม่นั่งเอาผ้าซับหัวตาพลางสะอึกสะอื้นไห้
“ท่านแม่ขอรับ” รั่วเทียนหยางเห็นท่านแม่จับมือท่านพ่อไว้แน่นพร้อมกับร้องไห้ไปด้วย
“ฮึก...อาหยาง...บิดาเจ้า” ท่านหญิงซีหวินพระชายาของซ่งหยางอ๋องเรียกบุตรชายคนโตด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
“ท่านพ่อเป็นอย่างไรบ้าง นี่ข้าเอาผ้าซับเลือดพรหมจรรย์มายืนแล้ว...เหตุใด...” เขาที่ไม่เต็มใจแต่งแต่ท่านพ่อก็บังคับ บอกว่าเป็นคำขอร้องสุดท้าย อยากเห็นบุตรชายเป็นฝั่งเป็นฝา แล้วยามนี้มาหนีจากไปเช่นนี้ได้อย่างไรกัน
“หึ...ข้าก็บอกแล้ว บิดาเจ้าน่ะเอาแต่ใจไม่พอ ยังสร้างเรื่องแล้วหนีไปอีก” ซีหวินตัดพ้อสามี ทิ้งให้นางอยู่ในจวนคนเดียวได้อย่างไร ให้ลูกชายแต่งไปแล้ว บุตรชายอีกสองคนก็ให้ไปประจำกองทัพอยู่ชายแดน จิตใจจะให้นางเหงาตายหรือไงกัน
“ท่านแม่หักห้ามใจเถิด” รั่วเทียนหยางดึงท่านแม่มากอด ทุกอย่างที่เขาทำไปก็เพื่อท่านพ่อ ยามนี้หมดบุญท่านพ่อแล้ว การแต่งงานนี่ก็ถือว่าแต่งเพื่อลาท่านพ่อให้นอนตายตาหลับก็แล้วกัน
“ต้องเพราะนาง นางมันตัวกาลกิณีแต่งเข้าจวนมาก็มีเรื่องอัปมงคลเลย”
รั่วเทียนหยางเห็นแล้วว่าท่านแม่ของเขาคงเสียใจมากเกินไป ไม่มีตัวกาลกิณีทั้งนั้น เพราะท่านพ่อเจ็บมานานกว่าสามปีแล้วต่างหาก
“ท่านแม่นางไม่เกี่ยว”
“เกี่ยวทำไมไม่เกี่ยว ข้าสืบมาแล้ว วันที่นางกลับเข้าเมืองหลวง ก็เป็นปีที่ท่านพ่อเจ้าป่วยพอดี”
รั่วซื่อจื่อคร้านจะเถียงกับท่านแม่ จึงได้แต่ลูบหลังปลอบโยน
เมื่อฟ้าแจ้งเขาก็ให้คนไปแจ้งข่าวทั้งในวังหลวงและราชสำนัก เพื่อร่วมไว้ทุกข์ให้กับบิดาของเขา จนลืมแล้วว่าตอนนี้นางอยู่ที่ใด
เวลาเย็นย่ำร่างที่โดนทรมานมายาวนานตื่นขึ้นในความมืดที่แทบจะไม่มีแสงเทียน นางขยับกายร้องอย่างเจ็บปวด จนซูเม่ยที่เฝ้านายหญิงมาตลอดตั้งแต่ให้ขนย้ายข้าวของมาอยู่เรือนท้ายจวนซื่อจื่อ ที่ตอนนี้ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรั่วอ๋องเรียบร้อยแล้วจากฝ่าบาท ทำให้นายหญิงของนางเป็นพระชายาไปโดยปริยาย แต่ว่าเป็นชายาที่ถูกลืม
“ซูเม่ยเวลาใดแล้ว” เสียงแหบแห้งกล่าวออกมา เพราะเห็นเงาตะคุ่ม ๆ ของสาวใช้ และค่อนข้างแปลกใจที่ทำไมในเรือนไม่จุดเทียนหรือโคมไฟ
“นายหญิง...ท่านตื่นสักที” ซูเม่ยร้องไห้กับโชคชะตาของนายหญิง ไม่คิดว่าอยู่ตระกูลหลี่น่าอึดอัดแล้ว แต่อยู่จวนสวามียังรันทดยิ่งกว่าหลายเท่า
เพราะถูกกล่าวหาว่าเป็นตัวกาลกิณี ท่านหญิงซีหวิน จึงให้นางพานายหญิงมาพักที่ท้ายจวนอันมืดมิด ทั้งยังหนาวเย็นอีกด้วย
“เกิดอะไรขึ้น”
“รั่วอ๋องเสียชีวิตแล้วเจ้าค่ะ ท่านหญิงซีหวินคิดว่านายหญิงเป็นผู้นำความซวยมาสู่ตระกูล จึงสั่งลงโทษให้มาอยู่เรือนท้ายจวนของซื่อจื่อ ที่ตอนนี้กลายเป็นรั่วอ๋องสืบศักดินาต่อจากบิดาแล้ว”
เหมือนนางโดนไม้ฟาดที่กลางกระหม่อม ความกาลกิณีของนางยังไม่หมดอีกเหรอ นางแต่งงานออกจากตระกูลหลี่แล้วก็ยังมีคนคิดแบบนี้อีก
‘ชีวิตแสนบัดซบ!’
นางสูดหายใจเข้าลึกเต็มปอด คิดถึงความซวยของตนเองตลอด 18 หนาวไม่เคยทุเลาเบาบาง
‘แต่ก็ดีแล้ว ข้าจะไม่ต้องพบเจอบุรุษผู้นั้นอีก บุรุษแสนกักขฬะข้าล่ะสะอิดสะเอียนนัก’