Share

บทที่ 3

last update Tanggal publikasi: 2026-01-04 12:07:30

เรียวปากยกยิ้ม นัยน์ตาแข็งกร้าวก้มลงมาชิดใบหน้าจิ้มลิ้มของนาง จมูกโด่งเป็นสันกดเฉียดเข้าที่แก้มนวล ริมฝีปากของนางที่แต่งแต้มด้วยชาดแดงสั่นระริกหวาดกลัวคนตรงหน้าที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นสามี

‘ไม่ใช่ เขาไม่ได้อยากมีลูกกับนางงั้นรึ’ พิธีวันนี้ก็บ่งชัดแล้วหรือมิใช่ เขามิเต็มใจแต่งเหตุใดถึงคิดร่วมหอมีคืนวสันต์กับนางด้วยเล่า

“มองข้าเช่นนี้ เจ้าคิดอะไรอยู่” เขาเกลียดนักสตรีที่หวาดกลัวเขา ทั้งที่ยังมิได้ทำอันใดเสียหน่อย แต่กับน้องชายเอาแต่ใจของเขารั่วเทียนเฉิง เหตุใดนางยิ้มระรื่นได้เล่า

“คิด...คิดอะไรหรือเจ้าคะ” นางสั่นขนาดนี้จะคิดอะไรได้อีกหรือ นอกจากคิดหาทางหลุดจากกรงเล็บสุนัขจิ้งจอกดำเช่นเขา

“กลัว...?”

เขาถามวนไปวนมาอีกแล้ว นางทั้งหวาดกลัวทั้งทรมาน ร่างกายร้อนรุ่มราวกำลังจะปริแตก เพราะกำยานนั่นใช่หรือไม่ ยิ่งเขาชิดใกล้เพียงนี้นางยิ่งอยากสัมผัส ริมฝีปากนางขบเม้มจนเป็นเส้นตรงข่มความรู้สึกที่แสนน่าอับอายเอาไว้ แต่มันยากเย็นนัก

อื้อ...อึก!

แต่เหมือนร่างกายนางจะไม่ยอมฟังเสียงหัวใจ ปริปากส่งเสียงครวญครางออกมา ยิ่งส่งให้ใบหน้าคมคายที่เห็นนางเป็นเหยื่ออันโอชะยิ้มเยาะ

“อยากให้ข้าปลดเปลื้องความทรมานหรือ” เสียงแหบพร่าเอ่ยขึ้น พร้อมกับกดจมูกเข้าไปยังกกหู ส่งเรียวลิ้นอุ่นชื้นแตะเบา ๆ ในโพรงพร้อมงับแผ่วเบาที่ปลายติ่งหูของนางยิ่งทำให้สร้างความกระสันเพิ่มยิ่งขึ้น

ปกติเขาเป็นคนประหยัดคำพูด แต่วันนี้นึกอยากสนทนานัก ยิ่งเห็นความทรมานบนใบหน้าของนาง ยิ่งทำให้เขาสนุก ไม่ว่าจะสุรา หรือกำยานปลุกกำหนัด หากเขาไม่ยอมให้มันมัวเมาเขาแล้วย่อมทำอะไรไม่ได้

วันนี้ไม่เหมือนกับทุกวันที่ประสบพบเจอ วันที่เป็นเหมือนวันมงคลของเขา ดังนั้นเพื่อทำตามใจท่านพ่อเขาจึงยอมแต่งกับนาง หากสิ่งที่ท่านพ่อต้องการเป็นสิ่งสุดท้าย คือมีทายาทสืบทอดโดยจากสตรีผู้นี้ เขาก็ย่อมเสี่ยงให้คืนเข้าหอนี้วัดชะตาของนางก็แล้วกัน ว่าจะได้มีบุตรชายสมใจบิดาของเขาหรือไม่

“ซื่อจื่อ...อื้อ...ข้า...ข้าทรมาน...นี่มันฤทธิ์ยาปลุกกำหนัด ไม่นะ! ข้าไม่ต้องการให้เรื่องเป็นเช่นนี้” เสียงกระหืดกระหอบเปล่งออกมา ทั้งสองมือลูบไปตามแขนของบุรุษตรงหน้าอย่างหน้าไม่อาย สายตาวิงวอนให้เขาช่วยนางแบบที่ไม่ต้องมีคืนวสันต์ด้วยกัน

ข้าอยากปลดปล่อย!

“นี่คือสิ่งที่เจ้าต้องพบเมื่อแต่งเข้ามาเป็นฮูหยินของข้า ไม่รู้หรอกหรือ” เขาค่อนข้างแปลกใจ เหตุใดนางไม่รู้ ทั้งที่จริงตระกูลหลี่นั่นควรจะสั่งสอนบุรุษสาวให้คอยปรนนิบัติสามีเช่นไร

นี่มันอะไรกัน!

"ไม่เจ้าค่ะซื่อจื่อ...ข้า...ข้าไม่รู้...ข้าไม่เข้าใจ ไม่ใช่ว่าท่านก็รังเกียจข้าหรือ เหตุใดยังปล่อยให้สิ่งพวกนี้ชักจูงผลักดันให้ท่านต้องมาพัวพันกับข้าเล่าเจ้าคะ"

แม้ไร้เสียงจะกล่อม แต่นางก็ไม่อยากร่วมสวาทกับเขา ชายที่ไม่ได้รัก

“รังเกียจหรือไม่สำคัญอันใดเสียหน่อย ฝืนใจเล็กน้อยก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่”

ดวงตาของนางเบิกโพลงมองดวงหน้าคนที่แม้ฝืนใจก็อยากจะทำ ‘เขาเป็นบุรุษแบบไหนกัน’

เขายังกดจมูกวนเวียนอยู่บริเวณซอกคอของนาง คล้ายกับกลิ่นหอมจากเรือนกายของนางต่างหากที่ปลุกกำหนัดเขาได้ดีกว่ากลิ่นกำยานพวกนั้น

‘คนเหล่านั้นจะเหนื่อยทำไม แค่ให้ข้าใกล้ชิดนางก็พอ’

พลันนึกไปถึงน้องชายร่วมอุทร ที่หลงรักนางหัวปักหัวปำ กระทั่งบิดาที่เจ็บป่วยออด ๆ แอด ๆ ก็ยังอกตัญญูขัดขืนคำสั่ง จนเขาต้องจัดการให้คนนำตัวไปอยู่ที่ค่ายแถบชายแดน

“ซื่อจื่อ...ข้าขอร้อง หรือว่าแท้ที่จริงท่านก็มีใจให้ข้า” เมื่ออ้อนวอนไม่สำเร็จ ก็เปลี่ยนเป็นท้าทาย คนเช่นเขาชอบเอาชนะ มีหรือจะอดทนไหว

แต่นางคาดเดาผิดไป คนผู้นี้ทนทานต่อแรงยั่วยุนัก เขาไม่สะทกสะท้านไม่พอ ยังปรายตามองไปยังผ้าขาวซับเลือดพรหมจรรย์ที่วางอยู่บนเตียง

“เห็นผ้าขาวนั่นหรือไม่...หากคืนนี้เราทั้งคู่ไม่ได้ร่วมคืนวสันต์ อย่าหวังว่าเราจะได้ออกจากห้องนี้ไปได้”

เหมือนนางจะกระจ่างแล้ว มองหันซ้ายไปทางด้านนอกเห็นเงาตะคุ่ม ๆ อยู่หายร่างย่อมเป็นสิ่งที่นางหลีกเลี่ยงไม่ได้สินะ มีคนเฝ้าดูอยู่ตลอด

“แต่ว่า...”

คล้ายกับอยากปฏิเสธ แต่ความร้อนในกายยังเพิ่มมากขึ้นจนทำให้ทั่วสรรพางค์กายของนางชื้นไปด้วยเหงื่อ มือเรียวเริ่มล่วงเกินเรือนร่างของซื่อจื่อ นางสัมผัสเขาผ่านเนื้อผ้าไหมชั้นดีสีแดงเช่นเดียวกับชุดแต่งงานของนาง เหลือบตามองไปยังเบื้องล่าง เห็นสายคาดเอวของเขา สมองสั่งให้ดึงมันร่วงออกมา แล้วโผเข้าไปกอดอย่างคนไร้สติ

แต่มีหรือคนอย่างซื่อจื่อจะยอมให้นางล่วงเกินอยู่ฝ่ายเดียว เขาดึงชุดเจ้าสาวของนางเพียงมือเดียวมันก็หลุดลุ่ยติดมือจนเผยร่างที่ผุดผ่องของนางให้ประจักษ์แก่สายตาแล้ว

ความงดงามเบื้องหน้าทำให้ลมหายใจของซื่อจื่อสะดุดและจ้องมองนางราวกับต้องการจะกลืนกินไปทั้งตัว หลิงชิงรู้สึกร้อนไปทั้งร่างกับสายตาที่เขามองมา ทั้งคงผิดหวังที่นางเป็นสตรีไร้ยางอายจนต้องละมือเอามาปิดบังเรือนกายให้พ้นสายตาเขา แต่นางรู้ว่าปิดอย่างไรก็ไม่มิด

“อย่า...อย่ามองเจ้าค่ะ” นางเอี้ยวตัวไปหวังจะดึงผ้าห่มมาปิดบังร่างกายอันแสนเย้ายวนใจชายของตนเอง แต่ทว่าเขากลับผลักนางลงแนบกับฟูกนอน

“ได้...ข้าไม่อยากมองแล้ว แต่อยากทำให้มันเสร็จ ๆ” สิ้นเสียงซื่อจื่อหนุ่ม ริมฝีปากอุ่นร้อนก็ดูดดึงเนื้อนุ่มราวกับสุนัขป่ากำลังขย้ำเหยื่ออันแสนหวาน เรือนกายขาวราวหิมะยามนี้ขึ้นสีแดงราวกับกลีบดอกเหมยกุ้ย แม้นางจะร่ำร้องเพียงใด เขาก็ไม่เบาแรงลงเลย เพราะคนเช่นเขาไม่เคยแตะต้องสตรีไม่รู้ว่าควรถนอมเพียงใด

ร่างใหญ่นอกจากไม่เบาแรงแล้วยังเคลื่อนเข้าหาร่างกายของฮูหยินหนักหน่วง เสียงกรีดร้องของนางทำให้บ่าวไพร่ที่มาสืบข่าวไปรายงานผู้เป็นนาย เขาพานางขึ้นสวรรค์ครั้งแล้วครั้งเล่า แต่เหมือนมันจะไม่เพียงพอสำหรับคนกักขฬะป่าเถื่อนเหมือนดังสัตว์ป่าแสนโหดร้าย

สองมือเรียวจิกเข้าที่นอนจนเป็นรอยบุ๋ม เสียงที่กรีดร้องตลอดคืนสิ้นสุดลงเมื่อเสียงไก่ขันบ่งบอกให้รู้ว่าใกล้สว่างแล้ว

นางสลบไปทันทีเมื่อเขาถอดถอนตัวตนออกจากร่างของนาง ไม่แม้จะคิดนอนกอดปลอบที่ทำกับนางอย่างรุนแรง น้ำตาที่ไหลอาบข้างแก้มบัดนี้เหือดแห้งไปพร้อมกับลมหายใจที่สม่ำเสมอ

เขาลุกขึ้นแต่งตัวแล้วคว้าเอาผ้าซับเลือดพรหมจรรย์ขึ้นมาดูพร้อมกับยกยิ้มมุมปากอย่างเบิกบานอย่างไม่เคยมีมาก่อน เมื่อเดินออกจากห้องหอ สือซานที่นั่งเฝ้าอยู่ด้านหน้ากับสาวใช้ของฮูหยินก็ตกใจตื่นขึ้น

“ซื่อจื่อ...” สือซานรีบเรียกและทำให้ซูเม่ยก็สะดุ้งตัวยืนขึ้นเช่นเดียวกัน ในมือซื่อจื่อกำผ้าที่ไม่ต้องพูดให้มากความก็รู้ว่าผ้าอะไร เขายื่นมือไปรับแต่ทว่าซื่อจื่อกลับยกหนีต้องการถือมันไว้ด้วยตัวเอง

‘ในเมื่อสิ่งนี้คือสิ่งที่อยากให้เขาทำ เช่นนั้นเขาก็จะเอาไปให้ด้วยตนเอง’

ไม่เคยมีเจ้าบ่าวที่ไหนถือผ้าซับเลือดพรหมจรรย์ และเขานี่แหละจะเป็นคนแรก และนางก็จะมีคืนวสันต์เพียงคืนนี้คืนเดียว เขาจะไม่ย่างกายเหยียบเข้ามาในห้องนางอีกตลอดชีวิต

“ไปตำหนักท่านอ๋อง”

เสียงสั่งทำให้สือซานรีบเดินตามไป เห็นเบื้องหน้ามีคนมามุงกันหลายคน ใบหน้าสาวใช้ไม่สู้ดีนัก แต่ละคนก้มหน้าก้มตา รั่วเทียนหยางรีบก้าวเท้าฉับฉับเข้าไปด้านใน เห็นท่านแม่นั่งเอาผ้าซับหัวตาพลางสะอึกสะอื้นไห้

“ท่านแม่ขอรับ” รั่วเทียนหยางเห็นท่านแม่จับมือท่านพ่อไว้แน่นพร้อมกับร้องไห้ไปด้วย

“ฮึก...อาหยาง...บิดาเจ้า” ท่านหญิงซีหวินพระชายาของซ่งหยางอ๋องเรียกบุตรชายคนโตด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ

“ท่านพ่อเป็นอย่างไรบ้าง นี่ข้าเอาผ้าซับเลือดพรหมจรรย์มายืนแล้ว...เหตุใด...” เขาที่ไม่เต็มใจแต่งแต่ท่านพ่อก็บังคับ บอกว่าเป็นคำขอร้องสุดท้าย อยากเห็นบุตรชายเป็นฝั่งเป็นฝา แล้วยามนี้มาหนีจากไปเช่นนี้ได้อย่างไรกัน

“หึ...ข้าก็บอกแล้ว บิดาเจ้าน่ะเอาแต่ใจไม่พอ ยังสร้างเรื่องแล้วหนีไปอีก” ซีหวินตัดพ้อสามี ทิ้งให้นางอยู่ในจวนคนเดียวได้อย่างไร ให้ลูกชายแต่งไปแล้ว บุตรชายอีกสองคนก็ให้ไปประจำกองทัพอยู่ชายแดน จิตใจจะให้นางเหงาตายหรือไงกัน

“ท่านแม่หักห้ามใจเถิด” รั่วเทียนหยางดึงท่านแม่มากอด ทุกอย่างที่เขาทำไปก็เพื่อท่านพ่อ ยามนี้หมดบุญท่านพ่อแล้ว การแต่งงานนี่ก็ถือว่าแต่งเพื่อลาท่านพ่อให้นอนตายตาหลับก็แล้วกัน

“ต้องเพราะนาง นางมันตัวกาลกิณีแต่งเข้าจวนมาก็มีเรื่องอัปมงคลเลย”

รั่วเทียนหยางเห็นแล้วว่าท่านแม่ของเขาคงเสียใจมากเกินไป ไม่มีตัวกาลกิณีทั้งนั้น เพราะท่านพ่อเจ็บมานานกว่าสามปีแล้วต่างหาก

“ท่านแม่นางไม่เกี่ยว”

“เกี่ยวทำไมไม่เกี่ยว ข้าสืบมาแล้ว วันที่นางกลับเข้าเมืองหลวง ก็เป็นปีที่ท่านพ่อเจ้าป่วยพอดี”

รั่วซื่อจื่อคร้านจะเถียงกับท่านแม่ จึงได้แต่ลูบหลังปลอบโยน

เมื่อฟ้าแจ้งเขาก็ให้คนไปแจ้งข่าวทั้งในวังหลวงและราชสำนัก เพื่อร่วมไว้ทุกข์ให้กับบิดาของเขา จนลืมแล้วว่าตอนนี้นางอยู่ที่ใด

เวลาเย็นย่ำร่างที่โดนทรมานมายาวนานตื่นขึ้นในความมืดที่แทบจะไม่มีแสงเทียน นางขยับกายร้องอย่างเจ็บปวด จนซูเม่ยที่เฝ้านายหญิงมาตลอดตั้งแต่ให้ขนย้ายข้าวของมาอยู่เรือนท้ายจวนซื่อจื่อ ที่ตอนนี้ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรั่วอ๋องเรียบร้อยแล้วจากฝ่าบาท ทำให้นายหญิงของนางเป็นพระชายาไปโดยปริยาย แต่ว่าเป็นชายาที่ถูกลืม

“ซูเม่ยเวลาใดแล้ว” เสียงแหบแห้งกล่าวออกมา เพราะเห็นเงาตะคุ่ม ๆ ของสาวใช้ และค่อนข้างแปลกใจที่ทำไมในเรือนไม่จุดเทียนหรือโคมไฟ

“นายหญิง...ท่านตื่นสักที” ซูเม่ยร้องไห้กับโชคชะตาของนายหญิง ไม่คิดว่าอยู่ตระกูลหลี่น่าอึดอัดแล้ว แต่อยู่จวนสวามียังรันทดยิ่งกว่าหลายเท่า

เพราะถูกกล่าวหาว่าเป็นตัวกาลกิณี ท่านหญิงซีหวิน จึงให้นางพานายหญิงมาพักที่ท้ายจวนอันมืดมิด ทั้งยังหนาวเย็นอีกด้วย

“เกิดอะไรขึ้น”

“รั่วอ๋องเสียชีวิตแล้วเจ้าค่ะ ท่านหญิงซีหวินคิดว่านายหญิงเป็นผู้นำความซวยมาสู่ตระกูล จึงสั่งลงโทษให้มาอยู่เรือนท้ายจวนของซื่อจื่อ ที่ตอนนี้กลายเป็นรั่วอ๋องสืบศักดินาต่อจากบิดาแล้ว”

เหมือนนางโดนไม้ฟาดที่กลางกระหม่อม ความกาลกิณีของนางยังไม่หมดอีกเหรอ นางแต่งงานออกจากตระกูลหลี่แล้วก็ยังมีคนคิดแบบนี้อีก

‘ชีวิตแสนบัดซบ!’

นางสูดหายใจเข้าลึกเต็มปอด คิดถึงความซวยของตนเองตลอด 18 หนาวไม่เคยทุเลาเบาบาง

‘แต่ก็ดีแล้ว ข้าจะไม่ต้องพบเจอบุรุษผู้นั้นอีก บุรุษแสนกักขฬะข้าล่ะสะอิดสะเอียนนัก’
Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • ชายาเอกอ๋องไร้ใจข้าไม่อยากได้   บทที่ 58

    “เช่นนั้นเราควรเตรียมจัดงานแต่งหรือไม่” คราวนี้กลายเป็นสามคนที่ตั้งวงร่วมกันพูดถึงน้องสามกันอย่างสนุกปาก ทำให้คนที่กำลังโดนพูดถึง ต้องพูดให้พวกเขาหยุดเสีย “พวกท่านไม่กินข้าวกันรึ อาหารเย็นหมดแล้ว” หลิงชิงมองหน้าสามียิ้ม ๆ บางทีก็เพิ่งเคยเห็นนิสัยเอาแต่ใจของเขาเหมือนกัน คนอ

  • ชายาเอกอ๋องไร้ใจข้าไม่อยากได้   บทที่ 57

    เวลาผ่านมาห้าเดือนหลังจากหลิงชิงคลอดลูกสาว และนางก็ได้รับข่าวดีว่าท่านพ่อก็มีน้องเพิ่มจากอนุที่อยู่ในจวนกำลังตั้งครรภ์ นางก็ยินดีกับท่านพ่อด้วย ส่วนอนุที่ท่านพ่อเลือกให้ชูหน้าชูตาขึ้นเป็นผู้หญิงที่กิริยามารยาทเรียบร้อยนัก จนนางคิดว่าท่านพ่อดูคนไม่ผิดแล้ว ยามนี้นางวุ่นวายกับการเลี้ยงลูก และสามีก็ต้อง

  • ชายาเอกอ๋องไร้ใจข้าไม่อยากได้   บทที่ 56

    “พี่ใหญ่ ท่านก็มีลูกน่าจะเข้าใจว่าท่านแม่ก็รักลูกทุกคนเหมือน ๆ กันแต่จะแสดงออกเช่นไรนั้นมันก็แตกต่างกัน เพียงพี่ใหญ่เปิดใจพูดคุยกับท่านแม่ดี ๆ ข้าเชื่อว่าความสัมพันธ์จะต้องกลับมาดีแน่” รั่วเทียนหยางเหตุใดจะไม่อยากดีกับท่านแม่เล่า แต่ว่าท่านแม่นั้นไม่ชอบหลิงชิงที่เป็นภรรยาของเขา หากเขา

  • ชายาเอกอ๋องไร้ใจข้าไม่อยากได้   บทที่ 55

    เรือนรั่วอ๋องต่างมีแขกมามากมายไม่ขาดสาย เมื่อรับรู้ว่ารั่วอ๋องและคุณชายหลิงเฟยเป็นที่โปรดปราน ก็อยากให้บุตรหลานได้เป็นเพื่อนเล่นด้วย เพื่อหวังจะมีช่องทางในการรับราชการในอนาคต แต่รั่วอ๋องไม่ค่อยปลื้มใจนัก เพราะเขามีเวลาส่วนตัวกับภรรยาน้อยเหลือเกิน ทั้งยังต้องแบ่งเวลาต้อนรับแขกอีก จึงสั่งให้พ

  • ชายาเอกอ๋องไร้ใจข้าไม่อยากได้   บทที่ 54

    “คงไม่มีวันนั้นกระมัง ที่เชิญมาวันนี้ก็เพราะคิดว่าคนอย่างฮูหยินหลี่จะสำนึกความผิดที่เคยทำไว้บ้าง แต่ข้าคิดผิดแท้ ๆ” รั่วอ๋องรู้สึกผิดหวังเป็นอย่างยิ่ง ไม่คิดว่าเจียงจิวฝูไม่รู้จักความดีเลยหรือไง ต้องถูกเลี้ยงมาแบบใดกัน “หึ...มารดาท่านดีนักรึ” เพียะ!! หลี่จิ้งเหลือทนแล้วกับ

  • ชายาเอกอ๋องไร้ใจข้าไม่อยากได้   บทที่ 53

    ในเช้าตรู่สองวันถัดมารั่วอ๋องก็เปิดจวนต้อนรับตระกูลหลี่เป็นครั้งแรก หลังจากออกปากเคยไม่ให้เข้ามาเหยียบในเรือนของตัวเอง แต่เมื่อภรรยาเขาต้องการจะกลับคำเล็กน้อยก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร วันนี้หลี่จิ้งมาพร้อมกับภรรยาแต่เช้าทั้งนั่งรอในรถม้าจนกว่าจะถึงเวลานัดโดยไม่อีดออดนอกจากภรรยาที่ไม่พอใจแต่อยา

  • ชายาเอกอ๋องไร้ใจข้าไม่อยากได้   บทที่ 5

    สองมือของรั่วหลิงเฟยกำแน่นดวงตาหลับปี๋ เจ้าตัวเล็กคิดว่าตัวเองต้องตกต้นไม้แล้ววันนี้ แต่เมื่อกำลังรอร่างตัวเองที่ตกลงกระแทกพื้นเนิ่นนานแล้วแต่ก็ยังไม่ถึงสักที จึงลืมตาขึ้น “ฮึก...ท่าน” รั่วหลิงเฟยตกใจในตอนแรกที่ตนอยู่ในอ้อมกอดของบุรุษท่าทางองอาจคล้ายกับบุรุษอีกคน แต่ทว่าดวงตาเปล่งประกายดุจด

  • ชายาเอกอ๋องไร้ใจข้าไม่อยากได้   บทที่ 4

    เวลาผ่านไปสองเดือน เป็นสองเดือนที่แสนเงียบสงบสำหรับหลิงชิงกับสาวใช้อย่างยิ่ง ท่านหญิงซีหวินกลั่นแกล้งสารพัด ให้บ่าวในจวนรั่วอ๋องห้ามมาช่วยเหลือไม่พอ ยังไม่ส่งอาหารมาให้ แต่ไม่รู้ว่ารั่วอ๋องไปอยู่ที่ใด ปล่อยให้ชายาที่อยู่ท้ายจวนลำบากเช่นนี้ จนกระทั่งเช้าวันหนึ่งที่นายหญิงของตนเองไม่สบาย “ฮึก

  • ชายาเอกอ๋องไร้ใจข้าไม่อยากได้   บทที่ 2

    เสียงครืนครืนของท้องฟ้า ราวกับร่วมสะอื้นไปกับโชคชะตาของนาง เมฆาทมิฬดำราวกับล่วงรู้ว่าในใจของนางนั้นทุกข์โศกเพียงใด หยาดพิรุณที่ร่วงหล่นเป็นเพื่อนร่ำไห้ไปกับนางด้วยความเสียใจ ฟ้าที่เคยสดใสเหมือนหัวใจของนางยามนี้เป็นเหมือนอากาศที่อยู่ ๆ ก็แปรปรวนโดยไร้สาเหตุ ทั้งเมฆฝน พายุ และลมที่โหมกระหน่ำนั่นเหมือน

  • ชายาเอกอ๋องไร้ใจข้าไม่อยากได้   บทที่ 1

    อาณาจักรยงโจว แบ่งการปกครองเป็นสี่แคว้น มี โยว่โจว จี้โจว ชิงโจวและต้าตง มีอ๋องแต่ละแคว้นที่เป็นเชื้อพระวงศ์ปกครองโดยมีโยว่โจวเป็นเมืองหลวงมีฮ่องเต้เป็นประมุขใหญ่ของทุกแคว้น หลี่หลิงชิง สตรีในห้องหอจวนอดีตเสนาบดีหลี่จิ้ง ผู้ที่มารดาไม่มอบความรัก นางได้รับการเลี้ยงดูจากอนุจากสกุลว่านนามว่า

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status