LOGINซูจื่อชิงรีบหันมองกู้หว่านเยว่แวบหนึ่ง “พี่สะใภ้ใหญ่ ข้ารู้ว่าวิชาแพทย์ของท่านล้ำลึก ท่านช่วยตรวจดูท่านแม่หน่อยเถิด ว่าขาของท่านแม่ยังรักษาได้หรือไม่?”ทุกคนรีบหันมองกู้หว่านเยว่ หมอหลวงสวี่เองก็เอ่ยเช่นกัน “วิชาแพทย์ของฮองเฮาอยู่เหนือกระหม่อมไปมาก ท่านอ๋องผู้สำเร็จราชการแทนพูดถูก อย่างไรพระนางลองมาตรวจกั๋วกงฮูหยินดูเถิดพ่ะย่ะค่ะ”ไม่ต้องให้พวกเขาขอร้อง ในเมื่อกู้หว่านเยว่ตัดสินใจออกจากวัง ย่อมลงมือแน่นอนทว่านางนึกไม่ถึงว่าขาของนางหยางจะบาดเจ็บสาหัสรุนแรงขนาดนี้ หมอหลวงสวี่เป็นถึงอธิบดีสำนักหมอหลวง กระทั่งเขายังวินิจฉัยออกมาเช่นนี้ ดูท่าคงต้องใช้มิติการแพทย์และน้ำแร่ศักดิ์สิทธิ์แล้ว“พวกเจ้าทั้งหมดออกไปก่อน ข้าจะลองดู”กู้หว่านเยว่สั่งให้พวกเขาออกไปก่อน พวกซูจื่อชิงต่างรู้ดี เวลากู้หว่านเยว่ตรวจคนไข้ไม่ชอบให้คนอื่นอยู่รบกวน ดังนั้นจึงยอมออกไปแต่โดยดีกู้หว่านเย่วสั่งให้ชิงเหลียนเฝ้าอยู่หน้าห้อง นางพานางหยางเข้าไปในมิติการแพทย์ก่อน เพื่อตรวจดูอาการดูจากภาพเอกซเรย์ที่ถ่ายได้ กระดูกขาตรงน่องหักตามคาด ตรงจุดที่กระดูกหักตอนนี้กลายเป็นบวมแดง ฟกช้ำและปูดขึ้นมาเป็นก้อน จำเป็นต้องรักษา
“พระนาง ท่านอ๋องผู้สำเร็จราชการมีธุระสำคัญขอเข้าพบเพคะ” จู่ ๆ เสียงของนางกำนัลดังขึ้น ในดวงตากู้หว่านเยว่มีความประหลาดใจปรากฏช่วงนี้ซูจื่อชิงอยู่เป็นเพื่อนลูกที่บ้าน หากไม่มีเรื่องใดจะไม่เข้าวัง“รีบให้ท่านอ๋องเข้ามา”เข้าวังกะทันหันเช่นนี้ย่อมต้องมีธุระแน่นอนในไม่ช้าซูจื่อชิงก็เข้ามาจากด้านนอก “พี่สะใภ้ใหญ่!”สีหน้าเขาตระหนก แค่ดูก็รู้ว่าต้องเกิดเรื่องแล้วเป็นแน่“พี่สะใภ้ใหญ่ ดึกขนาดนี้ยังเข้าวังมารบกวน น้องสมควรตาย”กู้หว่านเยว่ไม่ให้เขาพูดพล่าม ให้รีบพูดมาว่าเกิดเรื่องสำคัญใดขึ้นหรือไม่ซูจื่อชิงพยักหน้า เล่าให้ฟังว่าระหว่างทางกลับจากโรงเลี้ยงหมูนอกเมืองนางหยางหกล้ม หนำซ้ำยังบาดเจ็บไม่น้อย คาดว่ากระดูกน่าจะหักด้วย“ท่านแม่ไม่ให้ข้ามารบกวนพี่สะใภ้ใหญ่ แต่ข้าเห็นว่าอาการท่านแม่ค่อนข้างหนัก เกรงว่าจะเป็นอะไรไป ดังนั้นจึงรีบเข้าวังมาหาท่าน”เรื่องหกล้มจะเป็นเรื่องเล็กหรือใหญ่ก็ได้ ถ้าเกิดหกล้มแล้วมีเลือดคั่งข้างใน จะกลายเป็นเรื่องใหญ่สีหน้ากู้หว่านเยว่ก็ตึงเครียดขึ้นมาบ้าง ซูจิ่งสิงออกไปสู้รบข้างนอก นางต้องดูแลคนในครอบครัวเขาให้ดี“ตอนนี้อาการท่านแม่เป็นอย่างไรบ้าง?”“ย
หยวนชางจับมือย่าเอาไว้ น้ำเสียงมีความปลอบประโลมและขบขัน “ท่านย่าไม่ต้องเป็นห่วง ฮองเฮาให้ข้าเข้าวัง ไม่ได้ลงโทษข้าแต่อย่างใด หนำซ้ำยังแต่งตั้งข้าเป็นขุนนาง”“แต่งตั้งเป็นขุนนาง?”“ขอรับ”หยวนชางเปิดพระราชโองการต่อหน้าฮูหยินผู้เฒ่า สตรีเฒ่าอ่านจบแล้วกุมหน้าอก“ช่างเก่งกาจ ช่างเก่งกาจเหลือเกิน หลานชายของข้าได้เป็นถึงบัณฑิตสำนักฮั่นหลิน นี่เป็นตำแหน่งขุนนางที่ดีมาก”แรกเริ่มที่ฮูหยินผู้เฒ่าได้ยินว่าหยวนชางถูกแต่งตั้งเป็นขุนนาง ในใจยังกังวลอยู่บ้าง กลัวเขาจะถูกแต่งตั้งในตำแหน่งไม่ดี ต้องรับผิดแทนผู้อื่นแต่นึกไม่ถึงว่าจะได้เป็นบัณฑิตของสำนักฮั่นหลิน ต้องเข้าใจว่ายามปกติบัณฑิตของสำนักฮั่นหลินไม่เข้าร่วมการชิงอำนาจใจราชสำนัก แต่กลับได้รับความเคารพจากขุนนางทั้งหลาย เรียกได้ว่าเป็นตำแหน่งขุนนางที่ดีที่สุดในใจของฮูหยินผู้เฒ่าหลังจากความดีใจ ฮูหยินผู้เฒ่าหยวนจับมือหลานชายแล้วสอบถามอย่างละเอียด“หลานย่า เจ้ารีบบอกย่ามาเร็วตกลงเรื่องนี้เป็นอย่างไรกันแน่ เหตุใดฮองเฮาจึงมอบหมายให้เจ้าเป็นบัณฑิตของสำนักฮั่นหลิน”หยวนชางลูบหัวของตัวเอง ในแววตาก็มีความสับสนเจืออยู่ “ความจริงตกลงเรื่องนี
กู้หว่านเยว่มองหยวนชางอย่างแปลกใจแวบหนึ่ง “ตกลงรู้หรือไม่รู้กันแน่ เห็นเจ้าทั้งส่ายหน้าแล้วก็พยักหน้า”หยวนชางก้มหน้าตอบ “เมื่อครู่ตอนนางกำนัลยกเข้ามา กระหม่อมมองผ่านตาแวบหนึ่ง หนังสือบางเล่มกระหม่อมเคยอ่าน แต่บางเล่มกระหม่อมไม่เคยเห็นมาก่อนพ่ะย่ะค่ะ”กู้หว่านเยว่พยักหน้า “ที่แท้เป็นเช่นนี้”ดังนั้นหยวนชางจึงไม่กล้าพูดต่อ เว่ยเสี่ยวฉู่ที่อยู่ข้างกันกลับทำหน้าแปลกใจ “พระนาง ขนหนังสือพวกนี้ออกมาทำไมเพคะ?”กู้หว่านเยว่เอ็นดูนางมาตลอด จึงเอ่ยถาม “รู้จักประวัติศาสตร์ชาติหรือไม่?”เว่ยเสี่ยวฉู่ส่ายหน้า นางไม่ชอบวิชาวัฒนธรรมมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว เพียงแค่พอท่องจำได้บ้าง แค่เนื้อหาที่สอนกันในสำนักศึกษาก็ยากมากแล้ว สำหรับเรื่องประวัติศาสตร์ชาติที่กู้หว่านเยว่กล่าวถึงจึงยิ่งไม่เข้าใจกู้หว่านเยว่ลูบหัวของนาง พร้อมอธิบายอย่างอ่อนโยน “ประวัติศาสตร์ชาติคือการบันทึกประวัติศาสตร์ที่สำคัญ เจ้ากลับไปถามพ่อเจ้าก็จะรู้เอง”เว่ยเสี่ยวฉู่เหมือนฉุกคิดถึงบางอย่าง “เหมือนเคยได้ยินท่านพ่อพูดถึงตอนกินข้าว แต่หม่อมฉันฟังไม่ค่อยเข้าใจ ดังนั้นจึงฟังผ่าน ๆ เนื้อหาเป็นอย่างไรลืมไปนานแล้วเพคะ”กู้หว่านเยว่หัวเ
ขณะเดียวกันในใจก็ครุ่นคิด อีกเดี๋ยวเมื่อพบฮองเฮาควรตอบอย่างไรดีขณะที่กำลังตรึกตรอง ในไม่ช้าก็มาถึงหน้าตำหนักฉินเจิ้งเมื่อเห็นว่าไม่ใช่ตำหนักเฟิ่งอี๋ หยวนชางเองก็ไม่แปลกใจ ทั่วทั้งราชสำนักต่างรู้ดี ฮ่องเต้โปรดปรานฮองเฮามาก กระทั่งถึงขั้นที่ให้ฮองเฮากุมอำนาจไว้ในมือใต้หล้านี้ ฮ่องเต้ไม่เคยตระหนี่ที่จะแบ่งปันกับฮองเฮาดังนั้นตำหนักฉินเจิ้ง นอกจากฮ่องเต้แล้ว ฮองเฮาก็อยู่ได้เช่นกันนางกำนัลกล่าวเสียงอ่อนโยน “ท่านรัฐทายาทเข้าไปเถอะ ฮองเฮากำลังรอท่านอยู่”หยวนชางประสานมือ “ขอบคุณพี่หญิงท่านนี้มาก”ต่อมาก้าวเดินเข้าไปในตำหนัก พอไปถึง พลันได้กลิ่นอำพันทะเลสายหนึ่งโชยมา เขาไม่กล้าเงยหน้า เดินไปจนกระทั่งถึงกลางตำหนักจึงได้คุกเข่าคำนับ“กระหม่อมถวายพระพรฮองเฮา ขอพระองค์ทรงพระเจริญพันปีพันปีพันพันปี”เมื่อคำนับเสร็จ พลันมีเสียงหลุดขำเสียงหนึ่งดังขึ้นหยวนชางชะงักเล็กน้อย เมื่อเงยหน้าเพ่งมอง กลับเห็นว่าผู้ที่อยู่ด้านบนไม่ใช่ฮองเฮา แต่เป็นเด็กคนหนึ่ง“เว่ยเสี่ยวฉู่?”หยวนชางยังตอบสนองไม่ทัน เลยหลุดถามออกไป “เจ้ามาอยู่นี่ได้อย่างไร?”เว่ยเสี่ยวฉู่ถือขนมแล้ววิ่งลงมาจากบันได กล่าวอย่
“ท่านแม่ เหตุใดจึงเป็นห่วงขนาดนี้ หยวนชางฉลาดหลักแหลม ไม่เป็นไรหรอกเจ้าค่ะ” สะใภ้รองหยวนยิ้มพร้อมกล่าวฮูหยินผู้เฒ่ากลอกตาใส่นาง แล้วแค่นเสียง “อย่านึกว่าข้าไม่รู้นะว่าเจ้าคิดสิ่งใดอยู่ ต่อให้จะเป็นเช่นไร ก็ไม่ถึงตาลูกชายไม่เอาไหนของเจ้าหรอก”สะใภ้รองหยวนทนไม่ได้ จึงสะบัดผ้าเช็ดหน้าอย่างแรง“หยวนจี๋เองก็เป็นหลานชายท่าน ฮูหยินผู้เฒ่า ท่านจะลำเอียงขนาดนี้ไม่ได้ หยวนจี๋ของข้าเองก็ไม่ได้แย่นะเจ้าคะ”น้ำเสียงของฮูหยินผู้เฒ่าหยวนยิ่งรังเกียจ ราวกับไปสัมผัสสิ่งสกปรก “คุณชายที่วัน ๆ เอาแต่ไปคลุกอยู่กับสาวใช้ ร่ำเรียนมานานขนาดนี้ กระทั่งตำแหน่งใดก็ยังไม่มี เจ้ายังมีหน้ามาบอกว่าไม่แย่หรือ”สีหน้าสะใภ้รองหยวนแข็งทื่อ “แต่ว่า แต่ว่าอย่างไรเขาก็...” “เด็กที่เกิดจากอนุภรรยาก็คู่ควรเป็นหลานชายข้าหรือ แผนการของเจ้าช่างโจ่งแจ้งยิ่งนัก น่าอายเหลือเกิน”ฮูหยินผู้เฒ่าหยวนกลอกตาใส่นาง แม้จะพูดจาน่าเกลียดแต่กลับมีเหตุผลนางรักหยวนชาง เพราะหยวนชางเป็นหลานชายแท้ ๆ ของนาง เป็นบุตรเพียงคนเดียวที่เกิดจากลูกชายแท้ ๆ ของนางหยวนจี๋คิดว่าตัวเองเป็นใคร ชายชั่วที่สำส่อนไปทั่ว มีบุตรชายกับอนุภรรยา แล้วยังจะมีห







