LOGIN17
ไม่มีหลักฐานเอาผิด
ไม่เหมือนกับที่คิดเอาไว้ แก่ขนาดนี้เขายังจะมีแรงวิ่งหนีอยู่หรือเปล่า เยว่ซานซีกับโม่สือปามองหน้ากันอย่างเลิ่กลัก ไม่อยากเชื่อว่าตาเฒ่าเป็นคนดี จะมีคนดีที่ไหนแอบไปทำลับๆ ล่อๆ ข้างบ้านคนอื่นราวกับว่ามาดูราวเราเอาไว้ คงหวังเข้าไปลักทรัพย์หลังพระอาทิตย์ตกดินเสียมากกว่า
“แก่แล้วก็ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นโจรไม่ได้”
เยว่ซานซีพูดเสียงกระอ้อมกระแอ้ม อยากให้เสิ่นเวยหลงตรวจสอบเรื่องนี้ให้ชัดแจ้งอีกสักหน่อย ดีหรือชั่วจะมองเพียงภายนอกได้อย่างไร เผื่อว่าตาเฒ่าผู้นี้หน้าแก่กว่าวัยแต่อายุจริงยังหนุ่มยังแน่นสักสี่สิบปลายๆ เพื่อทำให้เรื่องทั้งหมดถูกต้องเสิ่นเวยหลงต้องไตร่สวนให้ละเอียด
“รายงานชื่อแซ่มา”
“อ๊ะ! ข้าโม่สือปาอายุสิบเจ็ด”
โม่สือปาเดินหน้าขึ้นมาหนึ่งก้าว ยกมือข้างหนึ่งขึ้นพร้อมรายงานชื่อแซ่ตามที่เสิ่นเวยหลงบอก ทว่าสายตาของผู้ที่นั่งอยู่เก้าอี้ประจำตำแหน่งกลับมองมาอย่างดุดัน ไม่มีดำด่าทอแต่ทำให้ขนลุกได้
“อ๋อ…นั่นคงจะไม่ได้หมายถึงข้าสินะ” จากสายตาที่มองมาทำให้เริ่มรู้ตัว โม่สือปาหน้าจ๋อยถอยกลับไปยืนจุดเดิม พยักพเยิดหน้าให้ชายร่างผอมพูด
“ข้าแซ่โจว นามห่าวอี้ อายุเจ็ดสิบสี่หนาวเป็นชาวอำเภอฮุ่ยหวงมาแต่กำเนิด ไร้ครอบครัวไม่มีภรรยา ไม่มีบุตร เป็นพ่อค้าพเนจรตั้งแต่อายุสิบสี่ขอรับใต้เท้า”
“อำเภอฮุ่ยหวงขึ้นชื่อเรื่องสมุนไพรหายากจริง”
“ใช่ๆ ถูกต้องขอรับ”
“อืม เข้าใจแล้วเจ้าไปได้”
“ขอบคุณใต้เท้าขอรับ”
โจวห่าวอี้ลุกขึ้นแล้วคำนับระหว่างอกก่อนจะเดินออกจากห้องโถง เยว่ซานซีมองตามหลังได้แต่อ้าปากค้าง นางหันกลับมามองเสิ่นเวยหลงทีสลับกับโม่สือปาที เพราะยังกังขากับการตัดสินของชายหนุ่มอยู่
“จะปล่อยไปแบบนี้หรือเจ้าคะ”
“คนไม่มีความผิดให้รั้งตัวไว้ด้วยเหตุผลใด”
“แต่เขาทำตัวน่าสงสัย แอบทำลับๆ ล่อๆ ข้างบ้านคนอื่นแบบนั้นน่าสงสัยมากจริงๆ”
เมื่อนางพูดจบทหารนายหนึ่งวิ่งถือกระดาษมาวางไว้บนโต๊ะตรงหน้าเสิ่นเวยหลง กระดาษที่ว่านั้นเป็นสำนวนคดีมีการลงลายนิ้วมือประทับยอมรับคำสารภาพผิดเรียบร้อย นั่นหมายความว่ากองปราบสามารถจับหัวขโมยตัวจริงได้ก่อนหน้านี้แล้ว เป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่เขาปล่อยตาเฒ่าไปโดยง่าย ได้เห็นแบบนั้นเยว่ซานซีก็พูดไม่ออก
“หัวขโมยรับสารภาพแล้วขอรับใต้เท้า”
“อืม เอาตัวไปขังไว้ก่อน”
หลังจากการไตร่สวนตาเฒ่าจบลง เสิ่นเวยหลงสั่งให้ผู้ใต้บังคับบัญชากลับไปทำหน้าที่ของตนตามปกติ ในห้องนี้เหลือเพียงเยว่ซานซีกับโม่สือปา ทั้งสองยืนยิ้มแห้งอยู่กลางห้อง เสิ่นเวยหลงยังนั่งอยู่ที่เดิม ดวงตาคมจ้องมองมายังคนทั้งสองเขม็ง
“พวกเจ้าทั้งสองก็กลับกันได้แล้ว”
“สือปาเจ้าออกไปรอข้างนอกก่อน ข้ามีเรื่องจะคุยกับพี่เสิ่น”
โม่สือปาพยักหน้าแล้วเดินออกไปรอข้างนอกตามที่เยว่ซานซีบอก เดิมทีนางตั้งใจจะมาคุยกับเสิ่นเวยหลงเรื่องที่เขาหลบหน้า อยากถามให้กระจ่างแจ้งว่าตนทำสิ่งใดผิดกันแน่ เหตุใดเขาจึงเป็นเช่นนั้น
” พี่เสิ่น”
“มีอะไรก็รีบพูดมาข้ายังมีงานต้องสะสางอีกมากมาย”
“เพียงแค่ข้ารู้สึกว่าพักนี้พี่เสิ่นตั้งใจหลบหน้าข้า อีกอย่างท่านไม่ได้กลับไปนอนที่จวน ครั้งล่าสุดท่านยังบรรเลงพิณให้ฟัง ข้าก็คิดว่าระหว่างเราไม่น่ามีเรื่องผิดใจกัน ข้าค้างคาใจที่เป็นแบบนี้หรือว่าข้าทำอะไรผิดไป”
“ไม่ผิด เจ้าไม่ได้ทำสิ่งใดผิดเลยสักนิด”
“โล่งใจไปที เช่นนั้นวันนี้พี่เสิ่นจะกลับจวนเจ้าเมืองหรือไม่”
“จากนี้ไปคงจะย้ายออกมาอยู่ที่กองปราบเลย”
“ย้ายออกเลย!” นางตกใจ รีบรุดเข้าไปหาเขา” ย้ายออกเลยหมายความว่าอย่างไร ท่านจะย้ายมาอยู่ที่กองปราบถาวรหรือเจ้าค่ะ ไม่ได้นะ!”
ทำไมจะไม่ได้ ในเมื่อเขาก็เติบโตมาอย่างสง่างามและมีตำแหน่งสามารถใช้ชีวิตของตัวเองได้แล้ว เยว่เยี่ยนซีไม่จำเป็นต้องทำหน้าที่เป็นผู้ดูแลอีก เขาไม่เคยลืมบุญคุณแต่การย้ายออกมาใช้ชีวิตด้วยตัวเองเป็นทางเลือกที่ดี มาจนถึงบัดนี้เสิ่นเวยหลงไม่จำเป็นต้องทำอะไรเพื่อให้ถูกใจเยว่ซานซี เขาอยากใช้ชีวิตในแบบของเขาส่วนนางก็ใช้ชีวิตในแบบของนาง นางถึงวัยออกเรือนแล้ว ตระกูลจ้าวก็สู่ขอนางไปเป็นสะใภ้แล้ว เสิ่นเวยหลงไม่มีอะไรให้ห่วง
“ไม่ได้นะพี่เสิ่น พวกเราอยู่กันแบบครอบครัว อีกอย่างข้าก็เห็นท่านเป็นพี่ชายมาตลอด”
“แล้วใครอยากเป็นพี่ชายของเจ้ากัน!”
เสียงตะคอกดังทำให้หญิงสาวสะดุ้ง นางผงะถอยหลังไปสองสามก้าว อีกฝ่ายลุกขึ้นเดินหน้าก้าวต่อก้าว จนบัดนี้แผ่นหลังบอบบางชนกำแพงไม่มีทางให้ถอยอีก
“เฮ้ เดี๋ยวๆ ไหนว่าไม่มีเรื่องผิดใจทำไมต้องตะคอกด้วยเล่า”
“ซานซานข้าถอยอีกไม่ได้แล้ว ข้าถอยมาไกลมากพอแล้ว ถอยจนไม่รู้ว่าต้องถอยยังไงเจ้าถึงจะพอใจ วันนี้ข้าต้องบอกให้เข้าใจเสียทีว่าข้าไม่เคยอยากเป็นพี่ชายของเจ้า สักวันเดียวก็ไม่อยากเป็น เจ้าเห็นข้าเป็นพี่ชายที่แสนดีมาตลอด จนบางครั้งข้าก็นึกอยากเป็นคนเลวแล้วเหมือนกัน อนุญาตให้ข้าลองเลวดูสักครั้งไหม”
ท่านถอยเสียที่ไหน ข้าต่างหากเป็นฝ่ายถูกไล่บี้อยู่เนี่ย! พระโพธิสัตว์! พระโพธิสัตว์!
“พี่เสิ่นพะ…พูดอะไร”
81 อ้อมกอดท่านตาก่อนที่จะเดินตามทุกคนเข้าเรือน เยว่ซานซีชะงักฝีเท้าลงครู่หนึ่งแล้วหมุนกายกลับไปมองที่กำแพงเตี้ยๆ ซึ่งกั้นระหว่างจวนเจ้าเมืองและบ้านตระกูลโม่ นางเห็นร่างอ้วนกลมของบุรุษที่ยืนเด่นท่ามกลางแสงแดดอ่อนยามบ่ายโมสือปายกมือขึ้นโบกพร้อมกับส่งยิ้มมา เยว่ซานซีไม่ได้เอ่ยคำพูดใดออกไป นางเพียงแต่แย้มยิ้มกว้างตอบกลับแล้วโบกมือกลับ จากนั้นนางก็หันกลับมายังเรือนหลักแล้วก้าวเดินเข้าไปข้างในเมื่อก้าวเข้าสู่ห้องโถงกลาง กลิ่นหอมของอาหารก็โชยมาปะทะจมูก บนโต๊ะไม้ตัวยาวถูกจัดวางด้วยสำรับอาหารเลิศรสมากมายจนแทบไม่มีที่ว่าง ทั้งเป็ดตุ๋นน้ำแดงรสเข้มข้น ปลานึ่งซีอิ๊วที่เนื้อขาวนุ่ม และแกงผักป่า รวมไปถึงลูกพลับย่างที่เยว่ซานซีโปรดปราน ทุกอย่างถูกจัดเตรียมไว้อย่างตั้งใจ ด้วยความรักของบิดาที่เฝ้ารอคอยวันนี้มาตลอดสี่ปีเต็ม"มาเถิดซานซาน เวยหลง มานั่งข้างพ่อนี่ หลันเอ๋อร์นั่งบนตักตาก็ได้ ตาจะป้อนขนมโก๋น้ำตาลให้เจ้าเอง" เยว่เยี่ยนซีเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือเล็กน้อยด้วยความตื้นตันบรรยากาศบนโต๊ะอาหารเต็มไปด้วยความรื่นเริงอย่างที่ไม่เคยเป็นมานาน เสิ่นเวยหลงที่ปกติมักจะเคร่งขรึมและรักษากิริยา
80 ข้าก็จะไม่ถือสาอาเจ๋อเงยหน้าขึ้นมองมารดาด้วยความไม่เข้าใจ ดวงตาของเขาฉายแววสับสนกึ่งขัดขืน "ทำไมล่ะขอรับท่านแม่ เมื่อครู่ท่านแม่ยังบอกว่าจะจัดการนางให้ข้าอยู่เลย เหตุใดตอนนี้ถึงต้องให้ข้าขอโทษเด็กซุ่มซ่ามนี่ด้วย""หุบปากเดี๋ยวนี้" หงเป่าเป้ยถลึงตาจนดูน่ากลัว "แม่บอกให้ขอโทษก็ขอโทษ เจ้ารู้หรือไม่ว่าคุณหนูผู้นี้เป็นหลานสาวเพียงคนเดียวของท่านเจ้าเมืองเยว่เยี่ยนซี”คำว่าท่านเจ้าเมืองทำให้อาเจ๋อที่เคยอวดเบ่งถึงกับหดหัวลงทันที ใบหน้าที่เคยเย่อหยิงบัดนี้กลับจ๋อยสนิท ความอวดดีมลายหายไปสิ้นเหลือเพียงความหวาดกลัวที่แล่นพล่านขึ้นมาเขาก้มหน้าลงมองปลายเท้าตัวเองสลับกับถังหูลู่ที่เปื้อนฝุ่นบนพื้น ก่อนจะเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกักแผ่วเบา "ข้า...ข้าขอโทษ ข้าผิดไปแล้วที่วิ่งชนเจ้า และข้าขอโทษที่พูดจาไม่ดีใส่เจ้าด้วย"อวี้หลันตัวน้อยยืนกอดอกมองอยู่ข้างมารดาไม่ได้ทำท่าทางเยาะเย้ย นางเพียงแต่พยักหน้าช้าๆ อย่างสำรวมตามแบบที่ได้รับการอบรมมา "ในเมื่อเจ้าสำนึกผิดข้าก็จะไม่ถือสา แต่คราวหน้าคราวหลังเจ้าควรหัดเดินให้ระวังและมีน้ำใจต่อผู้อื่น ไม่ใช่เอะอะก็อ้างชื่อท่านแม่ของเจ้าไปทั่ว เพราะมันจะท
79 แล้วแม่ของเจ้าเป็นใครล่ะเยว่ซานซียืนนิ่ง มองดูเด็กชายตรงหน้าที่ยืนเท้าสะเอวเชิดหน้าอย่างถือดี ท่าทางโอหังเกินวัยของเขาทำให้นางนึกระอาใจมากกว่าจะโกรธเคืองอย่างจริงจัง แต่นางก็อดไม่ได้ที่จะสั่งสอนเรื่องมารยาทให้เสียหน่อย"เจ้าหนู นอกจากจะวิ่งชนคนอื่นจนของเสียหายแล้วยังจะมาข่มขู่กันอีกรึ" เยว่ซานซีเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ทว่าดวงตากลับคมปลาบ "เจ้าบอกว่าถ้าบอกท่านแม่ของเจ้ารู้แล้วข้าจะไม่มีที่ซุกหัวนอน เช่นนั้นข้าขอถามหน่อยเถิดว่าตระกูลของเจ้าใหญ่โตมาจากไหน ถึงได้กล้าประกาศศักดากลางตลาดเช่นนี้"เด็กชายแค่นหัวเราะอย่างลำพองใจ เขาขยับตัวก้าวเข้ามาใกล้เยว่ซานซีอีกนิด พลางชี้นิ้วใส่หน้าอวี้หลันที่ยังคงยืนจ้องเขาตาไม่กะพริบ "เหอะ! คงมาจากต่างเมืองล่ะสิถึงไม่รู้ความ ข้าจะบอกให้เอาบุญ รู้หรือไม่ว่าท่านแม่ของข้าเป็นใคร ในเมืองจี้ฉู่นี้ใครบ้างจะไม่เกรงใจนาง"เยว่ซานซีเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย มุมปากหยักยิ้มอย่างนึกสนุก "อ้อ! แล้วแม่ของเจ้าเป็นใครล่ะ ไหนลองบอกข้าให้เป็นบุญหูหน่อยสิ""ท่านแม่! ท่านแม่ขอรับ! มีคนมารังแกข้า!" เด็กชายตะโกนก้องลั่นตลาดพลางหันไปทางร้านเครื่องประดับหรูหราที่ตั้งอยู่
78 ขนมนั่นสีแดงสวยจังทั้งสี่เดินออกมาจากโรงเตี้ยม จ้าวฟู่เฉิงจ้องมองเงาร่างของเสิ่นเวยหลงที่ควบม้าเคียงข้างรถม้าคันใหญ่ และภาพใบหน้าเล็กจิ้มลิ้มของเสิ่นอวี้หลันที่โผล่พ้นหน้าต่างมาโบกมืออำลาอย่างร่าเริง จ้าวฟู่เฉิงยืนนิ่งราวรูปสลักหิน สายตาของเขาทอดมองตามฝุ่นที่ตลบอบอวลอยู่เบื้องหลังขบวนเดินทางนั้นจนกระทั่งมันค่อยๆ เลือนหายไปลับตา ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันและเสียงกระดิ่งลมที่พัดไหวเบาๆ"เถ้าแก่มีที่ว่างสำหรับพวกเราสามคนหรือไม่" เสียงตะโกนของกลุ่มนักเดินทางชุดใหม่ที่เพิ่งลงจากเกวียนดังขึ้น ปลุกจ้าวฟู่เฉิงให้ตื่นจากภวังค์เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ รับเอาอากาศเข้าเต็มปอด ก่อนจะละสายตาจากถนนที่ว่างเปล่าเบื้องหน้า รอยยิ้มที่ดูสงบและจริงใจปรากฏขึ้นบนใบหน้าขณะที่เหันกลับไปหาแขกผู้มาใหม่"มีแน่นอนขอรับ เชิญด้านในเลยขอรับ แดดข้างนอกแรงนักเข้าไปจิบชาให้คลายเหนื่อยก่อนเถิด"หลังจากเดินทางผ่านขุนเขาและทุ่งกว้างมาอีกหนึ่งอาทิตย์เต็ม ในที่สุดขบวนรถม้าของตระกูลเสิ่นก็เคลื่อนผ่านประตูเมืองจี้ฉู่เข้าสู่เขตย่านการค้าที่คุ้นตา เสียงอึกทึกของตลาดทำให้เยว่ซานซีรู้สึกผ่อนคลายอย่างบอกไม่ถูก นางมองออกไปนอกหน้
77 นับว่าเป็นวาสนาเสิ่นเวยหลงมองดูชุดผ้าป่านเนื้อหยาบของจ้าวฟู่เฉิงแล้วขมวดคิ้ว "ข้าจำได้ว่าโทษของตระกูลจ้าวนั้น แม้จะหนักหนาแต่ถ้าพิสูจน์ความบริสุทธิ์ในส่วนของตนเองได้บางส่วนโทษก็จะเบาลงบ้าง"จ้าวฟู่เฉิงยกชาขึ้นจิบเพียงนิด รอยยิ้มของเขาดูขมขื่นทว่าก็แฝงไปด้วยความปล่อยวาง "ตระกูลจ้าวก็เหมือนต้นไม้ที่ถูกถอนรากถอนโคน ทำผิดก็ต้องว่าไปตามผิด หลังจากที่คดีความของตระกูลจ้าวถูกตัดสินในคราวนั้น ครอบครัวของข้าทุกคนล้วนได้รับโทษประหารทั้งสิ้น เหลือเพียงข้าคนเดียวที่รอดพ้นความตายมาได้แต่ก็ถูกเนรเทศให้ไปใช้แรงงานหนักที่ชายแดนเพื่อไถ่โทษ"เยว่ซานซีชะงักมือที่กำลังจะหยิบถ้วยชา นางมองใบหน้าของจ้าวฟู่เฉิงที่ดูกร้านแดดและมีรอยแผลจางๆ ที่ข้อมือ ซึ่งคงเป็นร่องรอยจากการถูกตีตรวนและทำงานหนักในค่ายทหารที่ชายแดน"ข้าต้องใช้ชีวิตปะปนกับเหล่านักโทษและแบกหามหินทรายอยู่กลางแดดจ้าถึงสามปีเต็ม" จ้าวฟู่เฉิงเล่าต่อพลางแค่นยิ้มบางๆ "จนกระทั่งรับโทษครบกำหนดตามฎีกา ข้าจึงได้รับอิสรภาพคืนมาพร้อมกับเงินติดตัวเพียงไม่กี่ตำลึงที่แอบเก็บออมไว้ ข้าไม่อาจซัดเซพเนจรไปที่ใดได้ไกลนัก จนกระทั่งเดินทางมาถึงรอยต่อของเส้นทางนี
76 ใช่ท่านจริงๆ หรือเยว่ซานซีพยักหน้าพลางอุ้มอวี้หลันลงจากรถม้าเมื่อขบวนหยุดนิ่งสนิท โรงเตี๊ยมแห่งนี้สร้างจากไม้เนื้อแข็งสภาพเก่าแก่แต่ดูสะอาดสะอ้าน มีป้ายผ้าสีซีดโบกสะบัดอยู่หน้าร้าน ลานกว้างด้านข้างเต็มไปด้วยรถม้าจากต่างเมืองและพ่อค้าหาบเร่ที่มานั่งพักคลายร้อน"ท่านแม่เจ้าค่ะ ข้าหิวแล้วเจ้าค่ะ" อวี้หลันจูงมือมารดาเดินนำเข้าไปในโถงด้านในซึ่งมีโต๊ะไม้จัดวางไว้อย่างเป็นระเบียบขณะที่เสิ่นเวยหลงกำลังหันไปสั่งผู้ดูแลขบวนเกวียน เยว่ซานซีก็ก้าวเท้าเข้าไปในโรงเตี๊ยม นางกวาดสายตามองไปรอบๆ จนกระทั่งปะทะเข้ากับร่างของชายผู้หนึ่งที่กำลังง่วนอยู่กับการเช็ดโต๊ะไม้ตัวยาวอยู่ที่มุมห้อง เขาอยู่ในชุดผ้าป่านเรียบง่าย ท่าทางกระฉับกระเฉงและดูมีสง่าราศีผิดกับชาวบ้านทั่วไปเมื่อชายผู้นั้นเงยหน้าขึ้นมาเพื่อต้อนรับลูกค้าใหม่ ดวงตาของเขาและเยว่ซานซีก็สบกันนิ่งค้างไปครู่หนึ่ง เยว่ซานซีถึงกับชะงักเท้าที่กำลังจะก้าวต่อ หัวใจของนางกระตุกวูบด้วยความประหลาดใจ ภาพบุรุษผู้สง่างามในความทรงจำเมื่อหลายปีก่อนซ้อนทับขึ้นมาอย่างรวดเร็ว"จ้าวฟู่เฉิง!"ชื่อนั้นหลุดออกมาจากปากของเยว่ซานซีแผ่วเบา นางจ้องมองใบหน้าที่คมเข้มซึ
34ฝนพรากไป“ขอบคุณสวรรค์ฝนยังไม่ตก ข้ายังไม่ต้องไปตอนนี้ใช่ไหม”นางเอาแต่นั่งหน้าซึมอยู่ตรงศาลาริมน้ำ สายตาเหม่อลอยจดจ้องไปยังประตูจวน ราวกับว่าหากกะพริบตาเพียงนิดจะพลาดเสี้ยวเวลาที่เขาควบม้ากลับมา“นั่งถอนหายใจจนดอกไม้ในสวนจะเหี่ยวเฉาหมดแล้ว”โม่สือปาเดินเข้ามาพร้อมขนมในมือ ปากยังเคี้ยมตุ้ยๆ จนแก
29ไม่สบาย“พี่เสิ่น”เยว่ซานซีเอ่ยทักพร้อมรอยยิ้มละมุน เสิ่นเวยหลงเงยหน้าขึ้น แววตาที่เคยดุดันยามเผชิญหน้ากับคนร้ายกลับอ่อนลงทันตา“ข้านึกว่าเจ้าจะเพลียจากเรื่องเมื่อคืนจนตื่นสายเสียอีก”“ข้าโปร่งโล่งสบายใจได้นอนเต็มอิ่มอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนต่างหาก นี่เป็นขนมที่ข้าสั่งให้ห้องครัวทำเป็นพิเศษ ท่า
15หลบหน้าเพราะคำว่าเอ็นดู ลูกชาย พี่ชาย ในบางครั้งก็เปรียบเสมือนชนักที่ปักกลางหลัง ยิ่งเยว่เยี่ยนซีดีด้วยเท่าไร หัวใจของเสิ่นเวยหลงยิ่งหนักอึ้งมากเท่านั้นก่อนออกเรือนหลัก เสิ่นเหวยหลงได้วางจดหมายที่เก็บได้วันนั้นไว้บนโต๊ะ จากนั้นกลับไปที่กองปราบจัดการงานอื่นๆ ต่อจนดึกดื่น ครั้นเมื่อเสร็จจากภารกิ
16สหายรักชายผู้นั้นแนบดวงตากับช่องกำแพงแอบมองเข้าไปด้านใน เขาสวมหมวกฟางปิดบังใบหน้า แต่งตัวมิดชิดด้วยอาภรณ์สีเข้ม ทำให้เยว่ซานซีนึกถึงคำพูดหนึ่งของบิดา เมื่อสองสามวันก่อนเยว่เยี่ยนซีเคยเอ่ยถึงคดีความเกี่ยวกับเรื่องลักเล็กขโมยน้อย นางจึงหยุดฝีเท้าแล้วดึงโม่สือปาเข้ามากระซิบกระซาบเบาๆ“ข้าได้ยินท่า







