LOGIN16
สหายรัก
ชายผู้นั้นแนบดวงตากับช่องกำแพงแอบมองเข้าไปด้านใน เขาสวมหมวกฟางปิดบังใบหน้า แต่งตัวมิดชิดด้วยอาภรณ์สีเข้ม ทำให้เยว่ซานซีนึกถึงคำพูดหนึ่งของบิดา เมื่อสองสามวันก่อนเยว่เยี่ยนซีเคยเอ่ยถึงคดีความเกี่ยวกับเรื่องลักเล็กขโมยน้อย นางจึงหยุดฝีเท้าแล้วดึงโม่สือปาเข้ามากระซิบกระซาบเบาๆ
“ข้าได้ยินท่านพ่อพูดถึงคดีลักทรัพย์”
“เจ้าอย่าบอกนะว่า…”
“เจ้ากำลังคิดเหมือนที่ข้าคิดอยู่รึเปล่า”
“ข้าก็กำลังคิดอยู่นะ”
“งั้นเราจับตัวเขาไปกองปราบด้วยเลย”
“จะบ้าเรอะ ไม่เอาด้วยหรอก เจ้าโจรนั่นมีอาวุธรึเปล่าก็ไม่รู้”
โม่สือปากระโตกกระตาก ไม่เห็นด้วยกับความคิดของเยว่ซานซี เตรียมตัวหนีแต่ถูกนางยกแขนคล้องคอเอาไว้อย่างรวดเร็ว
“สหายรัก บอกข้ามาให้ชื่นใจว่าเจ้ามีวรยุทธ”
“ซานซานข้าเป็นเพียงคนอ้วนที่แม้แต่กระโดดยังไม่ขึ้น เจ้าอย่าเพ้อเจ้อ”
พอได้ฟังดังนั้นนางจึงปล่อยเขาให้เป็นอิสระ จะว่าไปบทของโม่สือปาเป็นเพียงสหายตัวอ้วนที่มีนิสัยเหมือนเด็ก ในบทเอ่ยถึงตัวละครนี้ไม่มากนัก เรื่องวรยุทธเหาะเหินเดินอากาศหรือวิชาต่อสู้ไม่ต้องพูดถึง ตัวละครนี้ถูกสร้างมาให้เป็นอุปสรรคในชีวิตของนางเอกในช่วงถูกใส่ความว่าคบชู้เท่านั้น
คิดแล้วก็…เฮ้อ
“เราควรไปตามคนของกองปราบมาจับโจร” โม่สือปาออกความเห็น เพราะมีแต่วิธีนี้เท่านั้นที่จะมั่นใจได้ว่าไม่ต้องเจ็บตัวจากการถูกลูกหลง หลังจากเยว่ซานซีตกจากผิงกวาสติก็ไม่ค่อยจะดี นางอาจจะทำเรื่องแผงๆ เหนือความคาดหมายก็เป็นได้
“กว่าคนของกองปราบจะมาถึงเจ้าโจรนั่นก็ไหวตัวทันหนีไปก่อนน่ะสิ”
นางพูดจบก็วิ่งไปหาชายลึกลับทันที ฝ่ายนั้นที่เห็นว่านางกำลังวิ่งเข้าหาตนก็ผงะออกจากกำแพง ยังไม่ทันจะไหวตัวหนีหญิงสาวก็กระโจนเข้าใส่จนร่างนั้นล้มคะมำ พออีกฝ่ายเสียหลักนางก็ขึ้นไปนั่งทับร่างไว้ จับมือทั้งสองข้างของเขาไพร่หลัง
“เจ้าอ้วน! เร็วเข้าช่วยข้าจับที”
โม่สือปาจำใจต้องช่วยตามสภาวะจำยอม ด้วยกำลังที่มากกว่าทำให้ชายผู้นั้นไม่สามารถขยับตัวได้
“หากไม่หยุดดิ้นข้าจะให้สหายของข้านั่งทับเจ้าให้แบน”
“พอแล้วๆ ข้ายอมแล้ว” เสียงแหบพร่าร้องตอบ น้ำเสียงของเขาทั้งตกใจและลนลาน พอจะเห็นรางๆ ว่าโม่สือปาตัวใหญ่มาก หากถูกเจ้าอ้วนนั่งทับมีหวังได้ท้องแตกตายของจริง
“เจ้าโจรชั่ว! ใต้หล้ากวางใหญ่ป่าไม้ยังอุดมสมบูรณ์ เจ้ายังพอหาอยู่หากินได้ เหตุใดต้องมาตระเวนลักขโมยของชาวบ้าน”
“ข้าไม่ใช่ขโมยนะ แม่นางปล่อยข้าก่อนเถิด”
“ข้าไม่เชื่อ ทางการกำลังตามจับตัวเจ้าอยู่ วันนี้ข้าจะไม่ปล่อยให้เจ้าหลุดมือไปเด็ดขาด เจ้าจะต้องไปกองปราบกับข้า”
“หา! ไม่ได้ ข้าไปกองปราบไม่ได้ เข้าใจผิดแล้วข้าไม่ใช่โจร ข้าไม่ใช่โจรนะ”
“ถ้าไม่ใช่โจรแล้วเจ้ามาด่อมๆ มองๆ อยู่หน้าบ้านของ…ของ…ของใครฟะ!” นางหันไปถามสหายตัวอ้วน
“ของแม่เฒ่าเหลียง”
“ใช่! บ้านแม่เฒ่าเหลียง เจ้ามาดอมๆ มองๆ ทำไมที่หน้าบ้านของแม่เฒ่าเหลียง”
ชายผู้นั้นนิ่งเงียบไม่ตอบคำถามของเยว่ซานซี ฝ่ายโม่สือปาที่เห็นท่าทางมีพิรุธจึงพูดต่อ
“แม่เฒ่าเหลียงอยู่ตามลำพังไม่มีบุตรหลาน เจ้าโจรนี่มันคงคิดว่าสะดวกต่อการเข้าไปลักขโมย ซานซานเรารีบเอาตัวเขาไปกองปราบเถอะ”
“บอกว่าไม่ใช่โจรอย่างไรเล่า” เจ้าโจรยังคงปฏิเสธแต่ทั้งสองไม่ฟังคำแก้ตัวลากเขาไปกองปราบจนสำเร็จ พอไปถึงโจรก็ถูกคุมตัวเข้าไปในห้องโถงเพื่อรอรับการไตร่สวน รออยู่ครู่เดียวเสิ่นเวยหลงเดินเข้ามานั่งที่โต๊ะประจำตำแหน่ง เขามองเยว่ซานซีก่อนจะเลื่อนสายตาไปยังโม่สือปาพลางถอนหายใจเบาๆ แล้วหยุดสายตาไว้ที่ชายร่างผอมที่นั่งคุกเข่าอยู่กลางห้อง
“จับคนมาต้องมีเหตุผล ธิดาเจ้าเมืองกระทำบุ่มบ่ามเกินไปแล้ว”
หืม…เรียกเสียห่างเหินเชียวพี่ชาย
คล้ายว่ากำลังถูกตำหนิกลายๆ เยว่ซานซียิ้มแห้ง เดินหน้าขึ้นมาหนึ่งก้าว
“ข้าจับคนผู้นี้มาเพราะเขาเป็นโจรเจ้าค่ะ ไม่เชื่อถามสือปาได้”
“เช่นนั้นเจ้าทั้งสองเห็นกับตาว่าเขาขโมยของหรือไม่”
ทั้งสองหันหน้าเข้าหากันแล้วส่ายหน้าช้าๆ ในตอนที่พบเจอกับหัวขโมยรายนี้เขาไม่ได้ฉกฉวยสิ่งใดจากบ้านแม่เฒ่าเหลียง ที่ทำก็เพียงแค่ลักลอบแอบมองเข้าไปข้างในบ้าน แต่ถึงอย่างนั้นในความรู้สึกของเยว่ซานซีก็ยังไม่น่าไว้วางใจอยู่ดี
“ข้าไม่เห็นว่าเขาขโมยของแต่เห็นว่าเขาทำท่าทางลับๆ ล่อๆ อยู่ข้างบ้านแม่เฒ่าเหลียง แถมยังแอบถ้ำมองเข้าไปในบ้านอีก”
“เป็นอย่างที่นางพูดหรือ” เสิ่นเวยหลงหันกลับไปถามชายร่างผอม
“ข้า…เอ่อ ข้าเป็นแค่พ่อค้าที่ตระเวนขายสมุนไพรตามบ้าน ไม่ได้มีเจตนาลักขโมยของจริงๆ”
“เช่นนั้นไหนล่ะสมุนไพรที่เจ้าจะนำมาขาย”
“ข้าไม่ได้นำออกมาด้วยขอรับ สมุนไพรของข้าอยู่ในห้องพัก ข้าเป็นพ่อค้าต่างถิ่นจึงเช่าห้องพักของโรงเตี้ยมฝูหรงเป็นที่หลับนอน ที่ไปแอบดูบ้านแม่เฒ่าเหลียงเพราะอยากขายของเท่านั้น”
ชายหนุ่มยังไม่ปักใจเชื่อ เพียงรับฟังด้วยใบหน้าเรียบนิ่ง ก่อนจะหันไปสั่งลูกน้องที่ยืนประกบข้าง
“เจ้าไปถอดหมวกเขาออก”
“ขอรับ”
ฝ่ายลูกน้องรับคำแล้ววิ่งไปถอดหมวกชายร่างผอมออก เยว่ซานซีและโม่สือปาต่างเบิกตาโตเพราะคนนั่งคุกเข่าอยู่นั้นเป็นชายแก่อายุราวเจ็ดสิบหนาว ไม่ใช่โจรที่เดินเหินคล่องตัวอย่างที่เข้าใจ
“ชายแก่ ทำไมเป็นคนแก่ล่ะ”
81 อ้อมกอดท่านตาก่อนที่จะเดินตามทุกคนเข้าเรือน เยว่ซานซีชะงักฝีเท้าลงครู่หนึ่งแล้วหมุนกายกลับไปมองที่กำแพงเตี้ยๆ ซึ่งกั้นระหว่างจวนเจ้าเมืองและบ้านตระกูลโม่ นางเห็นร่างอ้วนกลมของบุรุษที่ยืนเด่นท่ามกลางแสงแดดอ่อนยามบ่ายโมสือปายกมือขึ้นโบกพร้อมกับส่งยิ้มมา เยว่ซานซีไม่ได้เอ่ยคำพูดใดออกไป นางเพียงแต่แย้มยิ้มกว้างตอบกลับแล้วโบกมือกลับ จากนั้นนางก็หันกลับมายังเรือนหลักแล้วก้าวเดินเข้าไปข้างในเมื่อก้าวเข้าสู่ห้องโถงกลาง กลิ่นหอมของอาหารก็โชยมาปะทะจมูก บนโต๊ะไม้ตัวยาวถูกจัดวางด้วยสำรับอาหารเลิศรสมากมายจนแทบไม่มีที่ว่าง ทั้งเป็ดตุ๋นน้ำแดงรสเข้มข้น ปลานึ่งซีอิ๊วที่เนื้อขาวนุ่ม และแกงผักป่า รวมไปถึงลูกพลับย่างที่เยว่ซานซีโปรดปราน ทุกอย่างถูกจัดเตรียมไว้อย่างตั้งใจ ด้วยความรักของบิดาที่เฝ้ารอคอยวันนี้มาตลอดสี่ปีเต็ม"มาเถิดซานซาน เวยหลง มานั่งข้างพ่อนี่ หลันเอ๋อร์นั่งบนตักตาก็ได้ ตาจะป้อนขนมโก๋น้ำตาลให้เจ้าเอง" เยว่เยี่ยนซีเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือเล็กน้อยด้วยความตื้นตันบรรยากาศบนโต๊ะอาหารเต็มไปด้วยความรื่นเริงอย่างที่ไม่เคยเป็นมานาน เสิ่นเวยหลงที่ปกติมักจะเคร่งขรึมและรักษากิริยา
80 ข้าก็จะไม่ถือสาอาเจ๋อเงยหน้าขึ้นมองมารดาด้วยความไม่เข้าใจ ดวงตาของเขาฉายแววสับสนกึ่งขัดขืน "ทำไมล่ะขอรับท่านแม่ เมื่อครู่ท่านแม่ยังบอกว่าจะจัดการนางให้ข้าอยู่เลย เหตุใดตอนนี้ถึงต้องให้ข้าขอโทษเด็กซุ่มซ่ามนี่ด้วย""หุบปากเดี๋ยวนี้" หงเป่าเป้ยถลึงตาจนดูน่ากลัว "แม่บอกให้ขอโทษก็ขอโทษ เจ้ารู้หรือไม่ว่าคุณหนูผู้นี้เป็นหลานสาวเพียงคนเดียวของท่านเจ้าเมืองเยว่เยี่ยนซี”คำว่าท่านเจ้าเมืองทำให้อาเจ๋อที่เคยอวดเบ่งถึงกับหดหัวลงทันที ใบหน้าที่เคยเย่อหยิงบัดนี้กลับจ๋อยสนิท ความอวดดีมลายหายไปสิ้นเหลือเพียงความหวาดกลัวที่แล่นพล่านขึ้นมาเขาก้มหน้าลงมองปลายเท้าตัวเองสลับกับถังหูลู่ที่เปื้อนฝุ่นบนพื้น ก่อนจะเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกักแผ่วเบา "ข้า...ข้าขอโทษ ข้าผิดไปแล้วที่วิ่งชนเจ้า และข้าขอโทษที่พูดจาไม่ดีใส่เจ้าด้วย"อวี้หลันตัวน้อยยืนกอดอกมองอยู่ข้างมารดาไม่ได้ทำท่าทางเยาะเย้ย นางเพียงแต่พยักหน้าช้าๆ อย่างสำรวมตามแบบที่ได้รับการอบรมมา "ในเมื่อเจ้าสำนึกผิดข้าก็จะไม่ถือสา แต่คราวหน้าคราวหลังเจ้าควรหัดเดินให้ระวังและมีน้ำใจต่อผู้อื่น ไม่ใช่เอะอะก็อ้างชื่อท่านแม่ของเจ้าไปทั่ว เพราะมันจะท
79 แล้วแม่ของเจ้าเป็นใครล่ะเยว่ซานซียืนนิ่ง มองดูเด็กชายตรงหน้าที่ยืนเท้าสะเอวเชิดหน้าอย่างถือดี ท่าทางโอหังเกินวัยของเขาทำให้นางนึกระอาใจมากกว่าจะโกรธเคืองอย่างจริงจัง แต่นางก็อดไม่ได้ที่จะสั่งสอนเรื่องมารยาทให้เสียหน่อย"เจ้าหนู นอกจากจะวิ่งชนคนอื่นจนของเสียหายแล้วยังจะมาข่มขู่กันอีกรึ" เยว่ซานซีเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ทว่าดวงตากลับคมปลาบ "เจ้าบอกว่าถ้าบอกท่านแม่ของเจ้ารู้แล้วข้าจะไม่มีที่ซุกหัวนอน เช่นนั้นข้าขอถามหน่อยเถิดว่าตระกูลของเจ้าใหญ่โตมาจากไหน ถึงได้กล้าประกาศศักดากลางตลาดเช่นนี้"เด็กชายแค่นหัวเราะอย่างลำพองใจ เขาขยับตัวก้าวเข้ามาใกล้เยว่ซานซีอีกนิด พลางชี้นิ้วใส่หน้าอวี้หลันที่ยังคงยืนจ้องเขาตาไม่กะพริบ "เหอะ! คงมาจากต่างเมืองล่ะสิถึงไม่รู้ความ ข้าจะบอกให้เอาบุญ รู้หรือไม่ว่าท่านแม่ของข้าเป็นใคร ในเมืองจี้ฉู่นี้ใครบ้างจะไม่เกรงใจนาง"เยว่ซานซีเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย มุมปากหยักยิ้มอย่างนึกสนุก "อ้อ! แล้วแม่ของเจ้าเป็นใครล่ะ ไหนลองบอกข้าให้เป็นบุญหูหน่อยสิ""ท่านแม่! ท่านแม่ขอรับ! มีคนมารังแกข้า!" เด็กชายตะโกนก้องลั่นตลาดพลางหันไปทางร้านเครื่องประดับหรูหราที่ตั้งอยู่
78 ขนมนั่นสีแดงสวยจังทั้งสี่เดินออกมาจากโรงเตี้ยม จ้าวฟู่เฉิงจ้องมองเงาร่างของเสิ่นเวยหลงที่ควบม้าเคียงข้างรถม้าคันใหญ่ และภาพใบหน้าเล็กจิ้มลิ้มของเสิ่นอวี้หลันที่โผล่พ้นหน้าต่างมาโบกมืออำลาอย่างร่าเริง จ้าวฟู่เฉิงยืนนิ่งราวรูปสลักหิน สายตาของเขาทอดมองตามฝุ่นที่ตลบอบอวลอยู่เบื้องหลังขบวนเดินทางนั้นจนกระทั่งมันค่อยๆ เลือนหายไปลับตา ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันและเสียงกระดิ่งลมที่พัดไหวเบาๆ"เถ้าแก่มีที่ว่างสำหรับพวกเราสามคนหรือไม่" เสียงตะโกนของกลุ่มนักเดินทางชุดใหม่ที่เพิ่งลงจากเกวียนดังขึ้น ปลุกจ้าวฟู่เฉิงให้ตื่นจากภวังค์เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ รับเอาอากาศเข้าเต็มปอด ก่อนจะละสายตาจากถนนที่ว่างเปล่าเบื้องหน้า รอยยิ้มที่ดูสงบและจริงใจปรากฏขึ้นบนใบหน้าขณะที่เหันกลับไปหาแขกผู้มาใหม่"มีแน่นอนขอรับ เชิญด้านในเลยขอรับ แดดข้างนอกแรงนักเข้าไปจิบชาให้คลายเหนื่อยก่อนเถิด"หลังจากเดินทางผ่านขุนเขาและทุ่งกว้างมาอีกหนึ่งอาทิตย์เต็ม ในที่สุดขบวนรถม้าของตระกูลเสิ่นก็เคลื่อนผ่านประตูเมืองจี้ฉู่เข้าสู่เขตย่านการค้าที่คุ้นตา เสียงอึกทึกของตลาดทำให้เยว่ซานซีรู้สึกผ่อนคลายอย่างบอกไม่ถูก นางมองออกไปนอกหน้
77 นับว่าเป็นวาสนาเสิ่นเวยหลงมองดูชุดผ้าป่านเนื้อหยาบของจ้าวฟู่เฉิงแล้วขมวดคิ้ว "ข้าจำได้ว่าโทษของตระกูลจ้าวนั้น แม้จะหนักหนาแต่ถ้าพิสูจน์ความบริสุทธิ์ในส่วนของตนเองได้บางส่วนโทษก็จะเบาลงบ้าง"จ้าวฟู่เฉิงยกชาขึ้นจิบเพียงนิด รอยยิ้มของเขาดูขมขื่นทว่าก็แฝงไปด้วยความปล่อยวาง "ตระกูลจ้าวก็เหมือนต้นไม้ที่ถูกถอนรากถอนโคน ทำผิดก็ต้องว่าไปตามผิด หลังจากที่คดีความของตระกูลจ้าวถูกตัดสินในคราวนั้น ครอบครัวของข้าทุกคนล้วนได้รับโทษประหารทั้งสิ้น เหลือเพียงข้าคนเดียวที่รอดพ้นความตายมาได้แต่ก็ถูกเนรเทศให้ไปใช้แรงงานหนักที่ชายแดนเพื่อไถ่โทษ"เยว่ซานซีชะงักมือที่กำลังจะหยิบถ้วยชา นางมองใบหน้าของจ้าวฟู่เฉิงที่ดูกร้านแดดและมีรอยแผลจางๆ ที่ข้อมือ ซึ่งคงเป็นร่องรอยจากการถูกตีตรวนและทำงานหนักในค่ายทหารที่ชายแดน"ข้าต้องใช้ชีวิตปะปนกับเหล่านักโทษและแบกหามหินทรายอยู่กลางแดดจ้าถึงสามปีเต็ม" จ้าวฟู่เฉิงเล่าต่อพลางแค่นยิ้มบางๆ "จนกระทั่งรับโทษครบกำหนดตามฎีกา ข้าจึงได้รับอิสรภาพคืนมาพร้อมกับเงินติดตัวเพียงไม่กี่ตำลึงที่แอบเก็บออมไว้ ข้าไม่อาจซัดเซพเนจรไปที่ใดได้ไกลนัก จนกระทั่งเดินทางมาถึงรอยต่อของเส้นทางนี
76 ใช่ท่านจริงๆ หรือเยว่ซานซีพยักหน้าพลางอุ้มอวี้หลันลงจากรถม้าเมื่อขบวนหยุดนิ่งสนิท โรงเตี๊ยมแห่งนี้สร้างจากไม้เนื้อแข็งสภาพเก่าแก่แต่ดูสะอาดสะอ้าน มีป้ายผ้าสีซีดโบกสะบัดอยู่หน้าร้าน ลานกว้างด้านข้างเต็มไปด้วยรถม้าจากต่างเมืองและพ่อค้าหาบเร่ที่มานั่งพักคลายร้อน"ท่านแม่เจ้าค่ะ ข้าหิวแล้วเจ้าค่ะ" อวี้หลันจูงมือมารดาเดินนำเข้าไปในโถงด้านในซึ่งมีโต๊ะไม้จัดวางไว้อย่างเป็นระเบียบขณะที่เสิ่นเวยหลงกำลังหันไปสั่งผู้ดูแลขบวนเกวียน เยว่ซานซีก็ก้าวเท้าเข้าไปในโรงเตี๊ยม นางกวาดสายตามองไปรอบๆ จนกระทั่งปะทะเข้ากับร่างของชายผู้หนึ่งที่กำลังง่วนอยู่กับการเช็ดโต๊ะไม้ตัวยาวอยู่ที่มุมห้อง เขาอยู่ในชุดผ้าป่านเรียบง่าย ท่าทางกระฉับกระเฉงและดูมีสง่าราศีผิดกับชาวบ้านทั่วไปเมื่อชายผู้นั้นเงยหน้าขึ้นมาเพื่อต้อนรับลูกค้าใหม่ ดวงตาของเขาและเยว่ซานซีก็สบกันนิ่งค้างไปครู่หนึ่ง เยว่ซานซีถึงกับชะงักเท้าที่กำลังจะก้าวต่อ หัวใจของนางกระตุกวูบด้วยความประหลาดใจ ภาพบุรุษผู้สง่างามในความทรงจำเมื่อหลายปีก่อนซ้อนทับขึ้นมาอย่างรวดเร็ว"จ้าวฟู่เฉิง!"ชื่อนั้นหลุดออกมาจากปากของเยว่ซานซีแผ่วเบา นางจ้องมองใบหน้าที่คมเข้มซึ
47 ให้ข้าพูดเอง"ตัดขาดงั้นหรือ เจ้าคิดว่าถ้าไม่มีตระกูลจ้าวค้ำคอ ไม่มีเงินทองที่ข้าหามาให้ คนอย่างเจ้าที่วันๆ เอาแต่ดีดฉินบรรเลงพิณ ถ้าก้าวเท้าออกจากประตูจวนนี้ไปไม่เกินสามวัน เจ้าต้องซมซานกลับมาคุกเข่าอ้อนวอนขอเศษข้าวที่หน้าประตู!""ข้าอาจจะอดตาย หรืออาจจะกลายเป็นยาจก แต่มันก็ยังดีกว่าอยู่ที
34ฝนพรากไป“ขอบคุณสวรรค์ฝนยังไม่ตก ข้ายังไม่ต้องไปตอนนี้ใช่ไหม”นางเอาแต่นั่งหน้าซึมอยู่ตรงศาลาริมน้ำ สายตาเหม่อลอยจดจ้องไปยังประตูจวน ราวกับว่าหากกะพริบตาเพียงนิดจะพลาดเสี้ยวเวลาที่เขาควบม้ากลับมา“นั่งถอนหายใจจนดอกไม้ในสวนจะเหี่ยวเฉาหมดแล้ว”โม่สือปาเดินเข้ามาพร้อมขนมในมือ ปากยังเคี้ยมตุ้ยๆ จนแก
29ไม่สบาย“พี่เสิ่น”เยว่ซานซีเอ่ยทักพร้อมรอยยิ้มละมุน เสิ่นเวยหลงเงยหน้าขึ้น แววตาที่เคยดุดันยามเผชิญหน้ากับคนร้ายกลับอ่อนลงทันตา“ข้านึกว่าเจ้าจะเพลียจากเรื่องเมื่อคืนจนตื่นสายเสียอีก”“ข้าโปร่งโล่งสบายใจได้นอนเต็มอิ่มอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนต่างหาก นี่เป็นขนมที่ข้าสั่งให้ห้องครัวทำเป็นพิเศษ ท่า
17ไม่มีหลักฐานเอาผิดไม่เหมือนกับที่คิดเอาไว้ แก่ขนาดนี้เขายังจะมีแรงวิ่งหนีอยู่หรือเปล่า เยว่ซานซีกับโม่สือปามองหน้ากันอย่างเลิ่กลัก ไม่อยากเชื่อว่าตาเฒ่าเป็นคนดี จะมีคนดีที่ไหนแอบไปทำลับๆ ล่อๆ ข้างบ้านคนอื่นราวกับว่ามาดูราวเราเอาไว้ คงหวังเข้าไปลักทรัพย์หลังพระอาทิตย์ตกดินเสียมากกว่า“แก่แล้วก็ไ







