LOGIN15
หลบหน้า
เพราะคำว่าเอ็นดู ลูกชาย พี่ชาย ในบางครั้งก็เปรียบเสมือนชนักที่ปักกลางหลัง ยิ่งเยว่เยี่ยนซีดีด้วยเท่าไร หัวใจของเสิ่นเวยหลงยิ่งหนักอึ้งมากเท่านั้น
ก่อนออกเรือนหลัก เสิ่นเหวยหลงได้วางจดหมายที่เก็บได้วันนั้นไว้บนโต๊ะ จากนั้นกลับไปที่กองปราบจัดการงานอื่นๆ ต่อจนดึกดื่น ครั้นเมื่อเสร็จจากภารกิจของวันนี้แล้วจึงกลับมาพักผ่อน ในระหว่างที่เดินอยู่บริเวณทางเดินสวนหย่อม เห็นแสงเทียนจุดส่องสว่างอยู่ปีกระเบียงที่ยื่นออกไปในสระ ตั้งใจมองดีๆ เห็นมีคนอยู่ตรงนั้น
เยว่ซานซีกำลังฟุบตัวหลับสนิทอยู่กับโต๊ะ ไม่รู้ว่านางมานานเท่าไรแล้ว ครั้งก่อนเขาเคยบอกไปว่าไม่สะดวกต้อนรับนางบ่อยๆ แต่ดูเหมือนว่านางจะไม่เชื่อฟังเสียเลย
“เจ้ามานี่หน่อย”
ชายหนุ่มร้องเรียกทหารนายหนึ่งซึ่งกำลังทำหน้าที่เดินตรวจตรารอบจวน
“มีอะไรหรือขอรับ”
“ไปปลุกคุณหนูให้กลับไปนอนห้อง หากนางถามหาข้าเจ้าบอกไปว่าข้าไม่ได้กลับมานอนที่จวน”
ทหารนายนั้นทำหน้างุนงงแต่ก็รีบไปทำตามคำสั่ง เสี้ยวขณะที่เยว่ซานซีเดินผ่านเสิ่นเวยหลงเข้าไปหลบหลังต้นไม้ รอให้นางเข้าเรือนไปก่อนจึงกลับไปที่เรือนเล็กท้ายจวน
เยว่ซานซีเดินเข้าเรือนหลักด้วยอาการสะลึมสะลือ อ้าปากหาวหลายครั้ง ขณะที่กำลังจะเข้าห้องนอนสะดุดตากับกระดาษที่วางอยู่บนโต๊ะ นางหยิบกระดาษมาคลี่ดูจึงรู้ว่าเป็นจดหมายที่ตนทำหาย
“มาอยู่นี่ได้ไง”
ช่างน่าประหลาดที่จดหมายหายไปเป็นวัน จู่ๆ ก็มาโผล่ใกล้ห้องนอน แม้ว่าจะได้จดหมายคืนมาแต่ก็ไม่ได้ใส่ใจมากนัก นางเดินถือจดหมายไปหยุดอยู่ใกล้เชิงเทียนจ่อไฟเผาจนวอด ก่อนจะเดินกลับเข้าไปนอนเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“วันนี้ไม่มีลูกพลับย่าง ท่านพ่อไม่ได้สั่งแม่ครัวย่างลูกพลับให้หรือเจ้าคะ”
มื้อเช้าของวันนี้ไม่มีลูกพลับย่าง ซึ่งปกติแล้วเยว่ซานซีจะเห็นสาวใช้ยกลูกพลับย่างขึ้นโต๊ะเป็นประจำทุกเช้า แต่วันนี้มีเพียงน้ำนมถั่วเหลืองกับหมั่นโถวและโจกร้อนๆ อีกหนึ่งถ้วย ของที่เคยมีประจำกลับไม่มี พอไม่เห็นเลยรู้สึกเหมือนขาดบางอย่างไป
“แม่ครัวเป็นคนย่างลูกพลับให้เจ้าเสียที่ไหนกันเล่า พี่เสิ่นของเจ้าต่างหากเป็นคนทำให้ ถ้าไม่มีก็แสดงว่าเขาไม่ได้กลับมานอนที่จวน” เยว่เยี่ยนซีขำขัน
“เมื่อคืนนี้บ่าวนอนไม่หลับเลยออกมาเดินเล่น เหมือนจะเห็นคุณชายเสิ่นนะเจ้าคะ” ซวงเอ๋อร์ท้วง
ชัดเจนแล้วว่าเขาตั้งใจหลบหน้า เยว่ซานซีวางตะเกียบในมือลงขอบชาม ไม่มีอารมณ์อยากกินข้าวเช้าแล้ว
“อ้าว ไม่กินแล้วหรือ”
“ไม่หิวเจ้าค่ะ ข้าจะไปหาสือปา”
พูดจบนางก็ออกจากจวนไปเลย วิ่งพรวดพราดเข้าไปบ้านอีกหลังซึ่งอยู่ติดกัน ฐานะของตระกูลโม่ได้ร่ำรวยแต่ก็ไม่ได้ถึงขั้นอัตคัด แน่นอนว่าขนาดของเรือนก็ไม่ใหญ่เท่าจวนเจ้าเมือง
ตระกูลโม่ประกอบกิจการเหลาอาหารเล็กๆ ซึ่งเป็นห้องแถวเปิดอยู่ใจกลางตลาด ทำเลก็นับว่ายอดเยี่ยมมาก จ้างลูกจ้างให้ช่วยดูแลกิจการสองคน ในบางครั้งโม่สือปาก็ไปช่วยงานทางบ้านบ้าง แต่ส่วนมากถูกมารดาไล่ตะเพิดออกมาเพราะเป็นคนอืดอาดยืดยาด กว่าจะหยิบจับอะไรได้แต่ละอย่างลูกค้าหนีหายหมด
เยว่ซานซีเข้ามาที่ลานหน้าเรือน เห็นสหายกำลังนอนเอกเขนกอยู่บนเก้าอี้ยาวซึ่งอยู่ใต้ร่มเงาของต้นท้อ ขาข้างหนึ่งยกค้างไว้บนโต๊ะ ในมือมีซาลาเปาขาวอวบถูกกัดกินไปเกือบครึ่งลูก ริมฝีปากยังขยับเคี้ยวตุ้ยๆ ทว่าดวงตาปิดสนิท
“เจ้าอ้วน!”
“หา!” โม่สือปาลืมตาโพล่ง ตกใจจนซาลาเปาที่ถืออยู่กระเด็นออกจากมือ ร่างอวบอ้วนตกจากเก้าอี้เสียงดังตุบ เพราะน้ำหนักที่มากเกินจำกัดทำให้พื้นดินบริเวณที่เยว่ซานซียืนอยู่สะเทือนเล็กน้อย
“ซานซาน!”
“ขอโทษๆ ข้านึกว่าเจ้าหลับ”
“เจ้ามาทำไม”
“ข้าอยากไปกองปราบ”
“อยากไปก็ไปสิ”
“นั่นอย่างไรละ ก็เลยมาชวนเจ้า”
“ข้าอีกแล้วหรือ” โม่สือปาตะกายขึ้นยืน พอยืนได้มั่นคงแล้วก็ปัดฝุ่นที่เปื้อนอาภรณ์ออก” อะไรๆ ก็สือปา ข้าทำเวรทำกรรมอะไรนักหนาถึงได้มาเกิดมาเป็นเพื่อนบ้านของเจ้า”
กองปราบ โดยปกติแล้วเยว่ซานซีไม่เคยชอบสถานที่แห่งนั้นเพราะหวาดกลัวเสียงร้องโหยหวน บางครั้งผู้ร้ายที่ถูกจับได้ต้องถูกทรมานให้รับสารภาพ นางยังเคยพูดกับโม่สือปาอีกว่าไม่อยากเห็นเสิ่นเวยหลงในมุมที่ต่างออกไป ในสายตาเยว่ซานซีเสิ่นเหวยหลงเป็นพี่ชายที่แสนดีอ่อนโยน อยากจดจำภาพของเขาเช่นนี้ไปตลอด จู่ๆ เดินมาบอกว่าจะไปที่กองปราบจะไม่ให้สือปาสงสัยได้อย่างไร
“จะไปกองปราบไม่กลัวแล้วหรือ”
“ข้าไม่เห็นหน้าพี่เสิ่นมาหลายวันแล้ว ครั้งล่าสุดเขาได้รับบาดเจ็บแค่อยากไปดูเสียหน่อย”
ถึงเขาจะบอกแล้วว่าดีขึ้นแล้วแต่นางกลับรู้สึกไม่สบายใจเอาเสียเลย อีกทั้งอยากถามให้ชัดแจ้งเรื่องที่เขาหลบหน้าเพราะไม่รู้ตัวว่าทำสิ่งใดผิด วันที่ขอให้เขาเล่นพิณให้ฟังก็ดูเหมือนจะปกติดี จู่ๆ เขากลับทำตัวเหินห่างไปเสียดื้อๆ
ขัดขืนไปก็เท่านั้น ท้ายที่สุดโม่สือปาก็ถูกลากตัวออกมาจากบ้าน ทั้งสองเดินเท้าเพราะกองปราบอยู่ไม่ไกลจากจวนเจ้าเมืองเท่าใดนัก ในขณะที่กำลังเดินอยู่ในตรอกแคบๆ ซึ่งเป็นทางลัดไปกองปราบ ปรากฏเห็นเงาร่างสูงผอมกำลังทำท่าทางน่าสงสัยอยู่ข้างกำแพงบ้านหลังหนึ่ง
81 อ้อมกอดท่านตาก่อนที่จะเดินตามทุกคนเข้าเรือน เยว่ซานซีชะงักฝีเท้าลงครู่หนึ่งแล้วหมุนกายกลับไปมองที่กำแพงเตี้ยๆ ซึ่งกั้นระหว่างจวนเจ้าเมืองและบ้านตระกูลโม่ นางเห็นร่างอ้วนกลมของบุรุษที่ยืนเด่นท่ามกลางแสงแดดอ่อนยามบ่ายโมสือปายกมือขึ้นโบกพร้อมกับส่งยิ้มมา เยว่ซานซีไม่ได้เอ่ยคำพูดใดออกไป นางเพียงแต่แย้มยิ้มกว้างตอบกลับแล้วโบกมือกลับ จากนั้นนางก็หันกลับมายังเรือนหลักแล้วก้าวเดินเข้าไปข้างในเมื่อก้าวเข้าสู่ห้องโถงกลาง กลิ่นหอมของอาหารก็โชยมาปะทะจมูก บนโต๊ะไม้ตัวยาวถูกจัดวางด้วยสำรับอาหารเลิศรสมากมายจนแทบไม่มีที่ว่าง ทั้งเป็ดตุ๋นน้ำแดงรสเข้มข้น ปลานึ่งซีอิ๊วที่เนื้อขาวนุ่ม และแกงผักป่า รวมไปถึงลูกพลับย่างที่เยว่ซานซีโปรดปราน ทุกอย่างถูกจัดเตรียมไว้อย่างตั้งใจ ด้วยความรักของบิดาที่เฝ้ารอคอยวันนี้มาตลอดสี่ปีเต็ม"มาเถิดซานซาน เวยหลง มานั่งข้างพ่อนี่ หลันเอ๋อร์นั่งบนตักตาก็ได้ ตาจะป้อนขนมโก๋น้ำตาลให้เจ้าเอง" เยว่เยี่ยนซีเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือเล็กน้อยด้วยความตื้นตันบรรยากาศบนโต๊ะอาหารเต็มไปด้วยความรื่นเริงอย่างที่ไม่เคยเป็นมานาน เสิ่นเวยหลงที่ปกติมักจะเคร่งขรึมและรักษากิริยา
80 ข้าก็จะไม่ถือสาอาเจ๋อเงยหน้าขึ้นมองมารดาด้วยความไม่เข้าใจ ดวงตาของเขาฉายแววสับสนกึ่งขัดขืน "ทำไมล่ะขอรับท่านแม่ เมื่อครู่ท่านแม่ยังบอกว่าจะจัดการนางให้ข้าอยู่เลย เหตุใดตอนนี้ถึงต้องให้ข้าขอโทษเด็กซุ่มซ่ามนี่ด้วย""หุบปากเดี๋ยวนี้" หงเป่าเป้ยถลึงตาจนดูน่ากลัว "แม่บอกให้ขอโทษก็ขอโทษ เจ้ารู้หรือไม่ว่าคุณหนูผู้นี้เป็นหลานสาวเพียงคนเดียวของท่านเจ้าเมืองเยว่เยี่ยนซี”คำว่าท่านเจ้าเมืองทำให้อาเจ๋อที่เคยอวดเบ่งถึงกับหดหัวลงทันที ใบหน้าที่เคยเย่อหยิงบัดนี้กลับจ๋อยสนิท ความอวดดีมลายหายไปสิ้นเหลือเพียงความหวาดกลัวที่แล่นพล่านขึ้นมาเขาก้มหน้าลงมองปลายเท้าตัวเองสลับกับถังหูลู่ที่เปื้อนฝุ่นบนพื้น ก่อนจะเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกักแผ่วเบา "ข้า...ข้าขอโทษ ข้าผิดไปแล้วที่วิ่งชนเจ้า และข้าขอโทษที่พูดจาไม่ดีใส่เจ้าด้วย"อวี้หลันตัวน้อยยืนกอดอกมองอยู่ข้างมารดาไม่ได้ทำท่าทางเยาะเย้ย นางเพียงแต่พยักหน้าช้าๆ อย่างสำรวมตามแบบที่ได้รับการอบรมมา "ในเมื่อเจ้าสำนึกผิดข้าก็จะไม่ถือสา แต่คราวหน้าคราวหลังเจ้าควรหัดเดินให้ระวังและมีน้ำใจต่อผู้อื่น ไม่ใช่เอะอะก็อ้างชื่อท่านแม่ของเจ้าไปทั่ว เพราะมันจะท
79 แล้วแม่ของเจ้าเป็นใครล่ะเยว่ซานซียืนนิ่ง มองดูเด็กชายตรงหน้าที่ยืนเท้าสะเอวเชิดหน้าอย่างถือดี ท่าทางโอหังเกินวัยของเขาทำให้นางนึกระอาใจมากกว่าจะโกรธเคืองอย่างจริงจัง แต่นางก็อดไม่ได้ที่จะสั่งสอนเรื่องมารยาทให้เสียหน่อย"เจ้าหนู นอกจากจะวิ่งชนคนอื่นจนของเสียหายแล้วยังจะมาข่มขู่กันอีกรึ" เยว่ซานซีเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ทว่าดวงตากลับคมปลาบ "เจ้าบอกว่าถ้าบอกท่านแม่ของเจ้ารู้แล้วข้าจะไม่มีที่ซุกหัวนอน เช่นนั้นข้าขอถามหน่อยเถิดว่าตระกูลของเจ้าใหญ่โตมาจากไหน ถึงได้กล้าประกาศศักดากลางตลาดเช่นนี้"เด็กชายแค่นหัวเราะอย่างลำพองใจ เขาขยับตัวก้าวเข้ามาใกล้เยว่ซานซีอีกนิด พลางชี้นิ้วใส่หน้าอวี้หลันที่ยังคงยืนจ้องเขาตาไม่กะพริบ "เหอะ! คงมาจากต่างเมืองล่ะสิถึงไม่รู้ความ ข้าจะบอกให้เอาบุญ รู้หรือไม่ว่าท่านแม่ของข้าเป็นใคร ในเมืองจี้ฉู่นี้ใครบ้างจะไม่เกรงใจนาง"เยว่ซานซีเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย มุมปากหยักยิ้มอย่างนึกสนุก "อ้อ! แล้วแม่ของเจ้าเป็นใครล่ะ ไหนลองบอกข้าให้เป็นบุญหูหน่อยสิ""ท่านแม่! ท่านแม่ขอรับ! มีคนมารังแกข้า!" เด็กชายตะโกนก้องลั่นตลาดพลางหันไปทางร้านเครื่องประดับหรูหราที่ตั้งอยู่
78 ขนมนั่นสีแดงสวยจังทั้งสี่เดินออกมาจากโรงเตี้ยม จ้าวฟู่เฉิงจ้องมองเงาร่างของเสิ่นเวยหลงที่ควบม้าเคียงข้างรถม้าคันใหญ่ และภาพใบหน้าเล็กจิ้มลิ้มของเสิ่นอวี้หลันที่โผล่พ้นหน้าต่างมาโบกมืออำลาอย่างร่าเริง จ้าวฟู่เฉิงยืนนิ่งราวรูปสลักหิน สายตาของเขาทอดมองตามฝุ่นที่ตลบอบอวลอยู่เบื้องหลังขบวนเดินทางนั้นจนกระทั่งมันค่อยๆ เลือนหายไปลับตา ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันและเสียงกระดิ่งลมที่พัดไหวเบาๆ"เถ้าแก่มีที่ว่างสำหรับพวกเราสามคนหรือไม่" เสียงตะโกนของกลุ่มนักเดินทางชุดใหม่ที่เพิ่งลงจากเกวียนดังขึ้น ปลุกจ้าวฟู่เฉิงให้ตื่นจากภวังค์เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ รับเอาอากาศเข้าเต็มปอด ก่อนจะละสายตาจากถนนที่ว่างเปล่าเบื้องหน้า รอยยิ้มที่ดูสงบและจริงใจปรากฏขึ้นบนใบหน้าขณะที่เหันกลับไปหาแขกผู้มาใหม่"มีแน่นอนขอรับ เชิญด้านในเลยขอรับ แดดข้างนอกแรงนักเข้าไปจิบชาให้คลายเหนื่อยก่อนเถิด"หลังจากเดินทางผ่านขุนเขาและทุ่งกว้างมาอีกหนึ่งอาทิตย์เต็ม ในที่สุดขบวนรถม้าของตระกูลเสิ่นก็เคลื่อนผ่านประตูเมืองจี้ฉู่เข้าสู่เขตย่านการค้าที่คุ้นตา เสียงอึกทึกของตลาดทำให้เยว่ซานซีรู้สึกผ่อนคลายอย่างบอกไม่ถูก นางมองออกไปนอกหน้
77 นับว่าเป็นวาสนาเสิ่นเวยหลงมองดูชุดผ้าป่านเนื้อหยาบของจ้าวฟู่เฉิงแล้วขมวดคิ้ว "ข้าจำได้ว่าโทษของตระกูลจ้าวนั้น แม้จะหนักหนาแต่ถ้าพิสูจน์ความบริสุทธิ์ในส่วนของตนเองได้บางส่วนโทษก็จะเบาลงบ้าง"จ้าวฟู่เฉิงยกชาขึ้นจิบเพียงนิด รอยยิ้มของเขาดูขมขื่นทว่าก็แฝงไปด้วยความปล่อยวาง "ตระกูลจ้าวก็เหมือนต้นไม้ที่ถูกถอนรากถอนโคน ทำผิดก็ต้องว่าไปตามผิด หลังจากที่คดีความของตระกูลจ้าวถูกตัดสินในคราวนั้น ครอบครัวของข้าทุกคนล้วนได้รับโทษประหารทั้งสิ้น เหลือเพียงข้าคนเดียวที่รอดพ้นความตายมาได้แต่ก็ถูกเนรเทศให้ไปใช้แรงงานหนักที่ชายแดนเพื่อไถ่โทษ"เยว่ซานซีชะงักมือที่กำลังจะหยิบถ้วยชา นางมองใบหน้าของจ้าวฟู่เฉิงที่ดูกร้านแดดและมีรอยแผลจางๆ ที่ข้อมือ ซึ่งคงเป็นร่องรอยจากการถูกตีตรวนและทำงานหนักในค่ายทหารที่ชายแดน"ข้าต้องใช้ชีวิตปะปนกับเหล่านักโทษและแบกหามหินทรายอยู่กลางแดดจ้าถึงสามปีเต็ม" จ้าวฟู่เฉิงเล่าต่อพลางแค่นยิ้มบางๆ "จนกระทั่งรับโทษครบกำหนดตามฎีกา ข้าจึงได้รับอิสรภาพคืนมาพร้อมกับเงินติดตัวเพียงไม่กี่ตำลึงที่แอบเก็บออมไว้ ข้าไม่อาจซัดเซพเนจรไปที่ใดได้ไกลนัก จนกระทั่งเดินทางมาถึงรอยต่อของเส้นทางนี
76 ใช่ท่านจริงๆ หรือเยว่ซานซีพยักหน้าพลางอุ้มอวี้หลันลงจากรถม้าเมื่อขบวนหยุดนิ่งสนิท โรงเตี๊ยมแห่งนี้สร้างจากไม้เนื้อแข็งสภาพเก่าแก่แต่ดูสะอาดสะอ้าน มีป้ายผ้าสีซีดโบกสะบัดอยู่หน้าร้าน ลานกว้างด้านข้างเต็มไปด้วยรถม้าจากต่างเมืองและพ่อค้าหาบเร่ที่มานั่งพักคลายร้อน"ท่านแม่เจ้าค่ะ ข้าหิวแล้วเจ้าค่ะ" อวี้หลันจูงมือมารดาเดินนำเข้าไปในโถงด้านในซึ่งมีโต๊ะไม้จัดวางไว้อย่างเป็นระเบียบขณะที่เสิ่นเวยหลงกำลังหันไปสั่งผู้ดูแลขบวนเกวียน เยว่ซานซีก็ก้าวเท้าเข้าไปในโรงเตี๊ยม นางกวาดสายตามองไปรอบๆ จนกระทั่งปะทะเข้ากับร่างของชายผู้หนึ่งที่กำลังง่วนอยู่กับการเช็ดโต๊ะไม้ตัวยาวอยู่ที่มุมห้อง เขาอยู่ในชุดผ้าป่านเรียบง่าย ท่าทางกระฉับกระเฉงและดูมีสง่าราศีผิดกับชาวบ้านทั่วไปเมื่อชายผู้นั้นเงยหน้าขึ้นมาเพื่อต้อนรับลูกค้าใหม่ ดวงตาของเขาและเยว่ซานซีก็สบกันนิ่งค้างไปครู่หนึ่ง เยว่ซานซีถึงกับชะงักเท้าที่กำลังจะก้าวต่อ หัวใจของนางกระตุกวูบด้วยความประหลาดใจ ภาพบุรุษผู้สง่างามในความทรงจำเมื่อหลายปีก่อนซ้อนทับขึ้นมาอย่างรวดเร็ว"จ้าวฟู่เฉิง!"ชื่อนั้นหลุดออกมาจากปากของเยว่ซานซีแผ่วเบา นางจ้องมองใบหน้าที่คมเข้มซึ
47 ให้ข้าพูดเอง"ตัดขาดงั้นหรือ เจ้าคิดว่าถ้าไม่มีตระกูลจ้าวค้ำคอ ไม่มีเงินทองที่ข้าหามาให้ คนอย่างเจ้าที่วันๆ เอาแต่ดีดฉินบรรเลงพิณ ถ้าก้าวเท้าออกจากประตูจวนนี้ไปไม่เกินสามวัน เจ้าต้องซมซานกลับมาคุกเข่าอ้อนวอนขอเศษข้าวที่หน้าประตู!""ข้าอาจจะอดตาย หรืออาจจะกลายเป็นยาจก แต่มันก็ยังดีกว่าอยู่ที
34ฝนพรากไป“ขอบคุณสวรรค์ฝนยังไม่ตก ข้ายังไม่ต้องไปตอนนี้ใช่ไหม”นางเอาแต่นั่งหน้าซึมอยู่ตรงศาลาริมน้ำ สายตาเหม่อลอยจดจ้องไปยังประตูจวน ราวกับว่าหากกะพริบตาเพียงนิดจะพลาดเสี้ยวเวลาที่เขาควบม้ากลับมา“นั่งถอนหายใจจนดอกไม้ในสวนจะเหี่ยวเฉาหมดแล้ว”โม่สือปาเดินเข้ามาพร้อมขนมในมือ ปากยังเคี้ยมตุ้ยๆ จนแก
29ไม่สบาย“พี่เสิ่น”เยว่ซานซีเอ่ยทักพร้อมรอยยิ้มละมุน เสิ่นเวยหลงเงยหน้าขึ้น แววตาที่เคยดุดันยามเผชิญหน้ากับคนร้ายกลับอ่อนลงทันตา“ข้านึกว่าเจ้าจะเพลียจากเรื่องเมื่อคืนจนตื่นสายเสียอีก”“ข้าโปร่งโล่งสบายใจได้นอนเต็มอิ่มอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนต่างหาก นี่เป็นขนมที่ข้าสั่งให้ห้องครัวทำเป็นพิเศษ ท่า
17ไม่มีหลักฐานเอาผิดไม่เหมือนกับที่คิดเอาไว้ แก่ขนาดนี้เขายังจะมีแรงวิ่งหนีอยู่หรือเปล่า เยว่ซานซีกับโม่สือปามองหน้ากันอย่างเลิ่กลัก ไม่อยากเชื่อว่าตาเฒ่าเป็นคนดี จะมีคนดีที่ไหนแอบไปทำลับๆ ล่อๆ ข้างบ้านคนอื่นราวกับว่ามาดูราวเราเอาไว้ คงหวังเข้าไปลักทรัพย์หลังพระอาทิตย์ตกดินเสียมากกว่า“แก่แล้วก็ไ







