LOGIN“ไตรมาสหน้าถ้าเราปรับโครงสร้าง—” เสียงรองผู้จัดการสะดุดกลางประโยค เมื่อคนที่นั่งเงียบมาตลอด ยกมือหนึ่งขึ้นช้า ๆ จากปลายโต๊ะ
วิกเตอร์ไม่ได้พูดทันที เขาเพียงมองออกไปนอกผนังกระจกด้านหลังเมืองที่กำลังเข้าสู่ค่ำคืน แสงไฟถนนค่อย ๆ ติดขึ้นทีละดวง เหมือนโลกภายนอกกำลังเคลื่อนไปสู่ชีวิตอีกช่วงหนึ่งแต่ในอกเขา…กลับรู้สึกว่างเปล่าแปลก ๆ มันไม่ใช่ความเครียด ไม่ใช่ความเหนื่อยล้า แต่มันเหมือนมีอะไรบางอย่างกำลังจะหลุดลอยไป“หยุดไว้แค่นี้ก่อน” เสียงเขาต่ำ เรียบ ไม่แสดงความรู้สึกใดๆ
สายตาหลายคู่สบกันเพียงครู่เดียว ห้องประชุมตกอยู่ในความนิ่งที่ไม่มีใครกล้าถาม วิกเตอร์ลุกขึ้นก่อนเวลาที่กำหนด ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนลิฟต์ส่วนตัวเคลื่อนลงช้า ๆ ตัวเลขบนจอไฟกระพริบผ่านชั้นต่าง ๆ วิกเตอร์ยืนพิงผนังจ้องตัวเลขบนจอไฟนิ่ง ๆ มือหนึ่งล้วงกระเป๋ากางเกง สูดลมหายใจยาวราวกับคนไม่สบายใจ เพราะตอนนี้หัวใจเขารู้สึกแปลกๆ เหมือนมีอะไรหล่นหายไปโดยไม่มีเสียงมือหนาหยิบโทรศัพท์ออกมาโดยไม่ทันคิด ชื่อ ‘รดา’ ปรากฏบนหน้าจอ นิ้วเขาหยุดค้างอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจกดโทรออก ฟังเสียงสัญญาณดังขึ้น หนึ่งครั้ง สองครั้ง สามครั้ง แต่ก็ไม่มีคนรับ มือหนากดตัดสายทันที สีหน้าเย็นลงเหมือนเดิม“กล้าไม่รับโทรศัพท์ฉันเหรอ…” เขาพึมพำเบา ๆ น้ำเสียงกดต่ำราวกับข่มอารมณ์ไว้
ทว่าในวินาทีเดียวกันนั้น โทรศัพท์อีกเครื่องหนึ่งกำลังสั่นอยู่บนพื้นดาดฟ้า ใกล้ปลายเท้าเปลือยของรินลดาและเธอ…เลือกจะไม่หันกลับไปมอง“มัวแต่ทำอะไรอยู่” เสียงทุ้มหลุดออกมาอย่างหงุดหงิด
แต่แล้ว จู่ ๆ ภาพเหตุการณ์ก่อนหน้าก็แทรกเข้ามาในหัวโดยไม่ทันตั้งตัวเมื่อเช้าวันกับบ้านหลังใหญ่ที่เงียบกว่าทุกวัน เสียงจานชามถูกวางลงบนโต๊ะเบากว่าปกติ กลิ่นข้าวสวยร้อน ๆ กับซุปอุ่นลอยคลุ้งบาง ๆ ในอากาศ แสงเช้าส่องผ่านผ้าม่านบาง ทำให้ห้องอาหารดูสว่างแต่กลับรู้สึกเย็นอย่างประหลาดวิกเตอร์เดินเข้ามา ปลดกระดุมสูทเม็ดบนแล้วนั่งลงตามเคย สายตาเลื่อนไปยังอาหารตรงหน้า ทุกอย่างถูกจัดไว้อย่างเรียบร้อยพอดีเหมือนทุกวันไข่ดาวยังเยิ้ม ซุปมีไอร้อนจาง ๆ กาแฟสีเข้มในแก้วใบเดิม ทุกอย่าง พอดี อย่างที่เขาเคยชิน แต่วันนี้กลับไม่มีเสียงทักทาย และคำถามจุกจิกว่า
“อร่อยไหมคะ”
“ลองชิมดูนะคะ”
“คุณชอบแบบนี้ไหมคะ
“ตอนเย็นอยากทานอะไรค่ะ”
รินลดายืนอยู่ฝั่งตรงข้ามโต๊ะ มือประสานกันหลวม ๆ ที่หน้าท้อง ปลายนิ้วซีดเล็กน้อยจากแรงบีบโดยไม่รู้ตัววิกเตอร์เหลือบตามองแวบหนึ่ง ก่อนก้มลงตักซุปเข้าปากตามจังหวะเดิม แต่ช้อนกลับกระทบขอบชามเบากว่าปกติ เขาชะงักนิดหนึ่ง เหมือนรสชาติวันนี้ต่างไป ทั้งที่มันก็เหมือนเดิมทุกอย่าง“เงียบทำไม” น้ำเสียงเขาเรียบ เหมือนถามเพราะความรำคาญมากกว่าความสงสัย
“เปล่าค่ะ…” เธอสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนยิ้มบาง ๆ เสียงนั้นเบาจนเหมือนกลืนหายไปกลางอากาศ
ปกติเธอจะรีบพูดต่อ ชวนคุย ถามสารพัดเรื่อง พยายามแทรกตัวเองเข้าไปในพื้นที่ของเขา แต่วันนี้ไม่มีอะไรตามมาอีก มีเพียงดวงตากลมคู่นั้นที่มองเขานิ่ง ๆ เหมือนกำลังจดจำ“มีอะไรก็พูดมา” วิกเตอร์วางช้อนลง
รินลดาส่ายหน้าเบา ๆ เส้นผมบางส่วนหลุดลงมาปรกแก้ม เธอไม่ได้ยกมือปัด “แค่อยากให้คุณทานข้าวเยอะ ๆ ค่ะ”วิกเตอร์พยักหน้าเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว ปลายนิ้วโป้งเลื่อนถูขอบแก้วกาแฟไปมา สายตากลับก้มต่ำอยู่กับโต๊ะ ทั้งที่ปกติเขาไม่เคยใส่ใจบรรยากาศแบบนี้เลยความเงียบระหว่างพวกเขาไม่ได้อึดอัด แต่มันเหมือนบางอย่างกำลังห่างออกไป เขาวางช้อนลงช้า ๆ เสียงกระทบจานเบาจนแทบไม่ได้ยิน ก่อนลุกขึ้นหยิบสูทมาสวม ท่าทางเรียบร้อยเหมือนทุกเช้า แต่ปลายนิ้วที่กำลังติดกระดุมเม็ดล่างกลับช้าลงเล็กน้อย“ฉันกลับดึก”
“ค่ะ” รินลดาตอบรับโดยไม่เงยหน้าหนีเขาเหมือนเคย สายตาของเธอนิ่ง สงบผิดปกติ
วิกเตอร์ก้าวเดินผ่านเธอไป แต่จังหวะฝีเท้ากลับชะลอครึ่งวินาทีโดยไม่รู้ตัว กลิ่นสบู่บาง ๆ จากตัวเธอลอยแตะปลายจมูก ทำให้เขาหยุดหายใจช่วงสั้น ๆ“คุณคะ…”
เสียงเรียกเบา ๆ ทำให้เขาหยุดเท้าจริง ๆ คราวนี้ไหล่ข้างหนึ่งขยับเกร็งเล็กน้อยก่อนจะหันกลับมองเธอตรงๆรินลดาเงยหน้าขึ้น แสงเช้าทำให้ดวงตาเธอใสจนสะท้อนเงาเขาอยู่ในนั้น รอยยิ้มบนริมฝีปากนิ่ง สงบ“ฉันรักคุณนะคะ”
กลิ่นยาฆ่าเชื้อจาง ๆ ลอยอยู่ในอากาศ ในห้องเย็นจัดที่ถูกจัดเตรียมไว้อย่างพิเศษ โดยมีเจ้าของห้องอย่าง รินลดานอนนิ่งอยู่บนเตียง ผ้าขาวคลุมร่างเล็กไว้เรียบร้อยราวกับกำลังหลับสนิท วิกเตอร์สวมใส่เสื้อคลุมกันหนาวอย่างดี นั่งอยู่ข้างเตียง หลังตรง สองมือประสานกันแน่น สายตาจับจ้องใบหน้าเธอโดยไม่กะพริบ เขาไม่รู้ว่านั่งอยู่ตรงนี้นานแค่ไหน เวลาเหมือนหยุดเดินตั้งแต่วินาทีที่เครื่องมือในห้องฉุกเฉินหยุดส่งเสียง บนโต๊ะข้างเตียง มีถุงเล็ก ๆ วางอยู่ ของใช้ส่วนตัวของเธอที่เจ้าหน้าที่ส่งมาให้ แหวน ต่างหูคู่เล็ก สายตาเขาหยุดที่แหวน แหวนแต่งงาน เขาหยิบมันขึ้นมาช้า ๆ แสงไฟสะท้อนผิวโลหะบาง ๆ นั้น ภาพหนึ่งแล่นเข้ามาในหัวทันที *****
แสงไฟสีขาวในห้องฉุกเฉินสว่างจ้า มันส่องให้เห็นทุกอย่างชัดเจน ชัดจนไม่มีที่ว่างให้หลบความจริง ร่างของรินลดานอนนิ่งอยู่บนเตียงเข็น ผ้าสีขาวคลุมถึงอก เส้นผมที่เคยปลิวตามลมตอนอยู่บนดาดฟ้า บัดนี้แนบชื้นกับขมับเล็ก ๆ ของเธอ วิกเตอร์ยืนอยู่ข้างเตียง ตัวตรงไหล่ผาย สีหน้าเรียบสนิท เหมือนผู้กุมอำนาจคนเดิม ที่ไม่เคยพลาด ไม่เคยเสียอะไรและไม่เคยควบคุมสถานการณ์ไม่ได้ แต่ทว่าครั้งนี้ปลายนิ้วที่วางอยู่ข้างลำตัว…สั่นเล็กน้อย เจ้าหน้าที่เข็นเตียงฝ่าเข้าไปผ่านประตูบานเลื่อนเขตฉุกเฉิน ล้อเหล็กเสียดกับพื้นกระเบื้องจนเกิดเสียงครืด ๆ ยาวต่อเนื่อง เสียงนั้นดังกลบลมหายใจที่เร่งร้อนของคนรอบข้าง ไฟนีออนเหนือศีรษะสาดแสงขาวจัด ไล่ตามร่างบนเตียงที่ถูกพาเคลื่อนผ่านทางเดินแคบอย่างไม่หยุดยั้ง “เตรียมห้องกู้ชีพ!” เสียงสั่งการดังแทรกขึ้นมาท่ามกลางความวุ่นวาย แพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่เคลื่อนไหวสวนกันไปมาอย่างเป็นระบบ เสื้อกาวน์ปลิวตามจังหวะเร่งรีบ วิกเตอร์เดินตามหลังเตียงไปไม่ห่าง ราวกับภาพตรงหน้าเป็นเพียงอีกหนึ่งสถานการณ์ที่เขาคุ้นเคย อีกหนึ่งปัญหาที่รอการจัดการ เขาเดินตามเตียงไปทุกฝีก้าว รักษาระยะห่างเดิมไว้ ส
“ถ้ากูไม่ได้สั่ง!” คำพูดหลุดออกมาเอง สะท้อนความจริงที่น่ากลัวที่สุด เพราะเขาเป็นคนควบคุมชีวิตเธอทุกอย่าง ทุกลมหายใจ ทุกความเจ็บปวด และความตายครั้งนี้ อยู่นอกเหนือคำสั่งของเขา นั่นคือสิ่งที่เขารับไม่ได้ที่สุด “นายครับ—” ศักดิ์รีบเข้ามาจับแขนเขาไว้ วิกเตอร์สะบัดออกทันที ดวงตาแดงจัดด้วยความโกรธ หายใจแรงเหมือนสัตว์ที่กำลังเสียบางอย่างไปโดยไม่เข้าใจ เขาเดินตรงไปยังลิฟต์ ดวงตาจ้องตัวเลขที่ค่อย ๆ ลดระดับลงอย่างเชื่องช้า แต่หัวใจกลับกระวนกระวายราวกับกำลังถูกบีบคั้น และทันทีที่ลิฟต์ถึงชั้นล่างสุด ประตูก็เปิดออก วิกเตอร์ไม่ลังเล ก้าวเท้าเร็วขึ้นจนเกือบเป็นการวิ่ง เสียงรองเท้ากระทบพื้นดังสะท้อนก้องไปตามทางเดิน ขณะลมหายใจของเขาหนักขึ้นทุกก้าวที่สาวเท้าไปข้างหน้า ปลายทางเริ่มปรากฏแสงไฟวูบวาบ เสียงผู้คนอื้ออึงปะปนกับเสียงวิทยุสื่อสารที่ดังแทรกมาเป็นระยะเท้าใหญ่เร่งจังหวะเร็วขึ้นอีก ก่อนที่ร่างสูงจะชะงักนิ่งลงกะทันหัน เมื่อภาพตรงหน้าปรากฏชัด วิกเตอร์จ้องมอง ร่างเล็กที่คุ้นตานอนนิ่งอยู่บนพื้น ผมยาวกระจาย ชุดที่เธอใส่เมื่อเช้ายังอยู่เหมือนเดิม เลือดสีเข้มซึมออกมาเงียบ ๆ ใต้ตัวเธอ เสียงรอบตัวหา
ระหว่างรถแล่นผ่านถนนที่ไฟจราจรเริ่มติด เขารู้สึกเหมือนโลกทั้งใบเคลื่อนไหวช้ากว่าปกติ ภาพในหัววนกลับมาอีก เธอวางถ้วยชาให้เขาตอนเช้า มือบางสั่นเล็กน้อย ดวงตาแดงแต่ยังคงยิ้มบางๆ “คุณอย่าทำงานจนลืมพักนะคะ” “เรื่องของเธอหรือไง” เขาไม่ได้มองหน้าเธอด้วยซ้ำ เธอมันคนเสแสร้ง พยายามเรียกร้องความสนใจ แต่ทำไมตอนนี้…ความรู้สึกบางอย่างมันกำลังบีบแน่นในอกจนหายใจไม่สุด “วิกเตอร์มึงเป็นอะไร” เขาพูดเตือนสติตัวเองพลางหลับตาลงช้า หยิบมือขึ้นมามองชื่อผู้หญิงแสแสร้งที่ติดต่อยากเย็น และกำลังทำตัวมีปัญหา “โอเค…ครั้งนี้การเรียกร้องความสนใจของเธอมันได้ผล” ในที่สุดนิ้วแกร่งก็ขยับกดโทรออกอีกครั้ง ทว่าปลายสายยังคงเงียบงันไม่มีการตอบรับ มือหนากำโทรศัพท์แน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว ความโกรธค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นมา รถจอดกะทันหันหน้าอาคารสูง วิกเตอร์ก้าวลงมาด้วยฝีเท้าที่เร็วเกินกว่าจะคิด ศักดิ์วิ่งเข้ามารออยู่ก่อนแล้ว สีหน้าของลูกน้องไม่สู้ดีนัก “เธอขึ้นไปนานแล้วครับ…” เขาหยุดหายใจไปเสี้ยววินาที ก่อนเอ่ยต่อเสียงต่ำ “แต่เราไม่พบเธอ” เขาไม่รอฟังต่อ คิ้วเข้มขมวดแน่นก่อนจะหันหลังเดินตรงไปยังลิฟต์บริการทันที ระหว่างทาง เสียงห
“ฉันรักคุณนะคะ” ปลายนิ้วของวิกเตอร์กระตุกข้างลำตัว เขาไม่ได้ขยับเข้าใกล้ แต่ก็ไม่ได้เดินต่อ สายตาคมนิ่งจ้องเธออยู่ครู่หนึ่งยาวนานกว่าปกติ เหมือนมีคำบางคำติดอยู่ที่ปลายลิ้น แต่สุดท้ายเขากลับกลืนมันลงไป ก่อนเบือนสายตาไปทางประตู มือที่จับลูกบิดประตูแน่นกว่าทุกวัน แล้วเขาก็เดินออกไป ทิ้งไว้เพียงความเงียบ กับผู้หญิงที่ยืนมองแผ่นหลังเขา…ราวกับนั่นคือภาพสุดท้ายของชีวิตเธอ ปัจจุบัน.. “มั่วแต่นึกอะไรอยู่” วิกเตอร์ขมวดคิ้วเข้มเข้าหากัน ภาพวนซ้ำไม่ยอมหยุด ภาพรอยยิ้มบาง ๆ ดวงตากลมแดงเหมือนคนอดนอน ไหนจะเสียงที่เบาจนแทบไม่ได้ยิน กับประโยคธรรมดา คำที่เธอชอบพูดบ่อยๆ ‘ฉันรักคุณนะคะ’ แต่ทำไมวันนี้มันต่างออกไป เธอเหมือนไม่ได้พูดเพื่อเอาชนะ ไม่ได้พูดด้วยน้ำเสียงเหมือนกวนใจ แต่มันเหมือนเป็นคำลามากกว่า “เป็นไปไม่ได้” เขาสะบัดความคิดนั้นทิ้ง ไร้สาระ เธอไม่มีที่ไป เธอไม่มีทางเลือก ชีวิตเธอผูกติดอยู่กับเขา จะลาไปไหนได้ยังไง และเมื่อประตูลิฟต์เปิดออก เสียงสั่นเบา ๆ จากมือถือในกระเป๋าก็ดังขึ้นพร้อมกัน วิกเตอร์หยิบมันขึ้นมา หน้าจอปรากฏชื่อ ศักดิ์ เขากดรับสายทันที “มีอะไร” “นายครับ…” ปลายสายเงียบไปชั่ว
เสียงรายงานการประชุมยังคงดังต่อเนื่องในห้องกระจกชั้นบนสุดของตึกสำนักงานใหญ่ ตัวเลข กราฟ กำไร แผนการลงทุน ทุกอย่างดำเนินไปตามระบบระเบียบที่วิกเตอร์สร้างขึ้นเอง เขานั่งอยู่หัวโต๊ะ สูทสีเข้มเรียบกริบ ดวงตาคมนิ่งจนอ่านอารมณ์ไม่ออก ปลายนิ้วเคาะปากกาเบา ๆ บนแฟ้มเอกสารจังหวะสม่ำเสมอเหมือนเครื่องจักร “ไตรมาสหน้าถ้าเราปรับโครงสร้าง—” เสียงรองผู้จัดการสะดุดกลางประโยค เมื่อคนที่นั่งเงียบมาตลอด ยกมือหนึ่งขึ้นช้า ๆ จากปลายโต๊ะ วิกเตอร์ไม่ได้พูดทันที เขาเพียงมองออกไปนอกผนังกระจกด้านหลังเมืองที่กำลังเข้าสู่ค่ำคืน แสงไฟถนนค่อย ๆ ติดขึ้นทีละดวง เหมือนโลกภายนอกกำลังเคลื่อนไปสู่ชีวิตอีกช่วงหนึ่ง แต่ในอกเขา…กลับรู้สึกว่างเปล่าแปลก ๆ มันไม่ใช่ความเครียด ไม่ใช่ความเหนื่อยล้า แต่มันเหมือนมีอะไรบางอย่างกำลังจะหลุดลอยไป “หยุดไว้แค่นี้ก่อน” เสียงเขาต่ำ เรียบ ไม่แสดงความรู้สึกใดๆ สายตาหลายคู่สบกันเพียงครู่เดียว ห้องประชุมตกอยู่ในความนิ่งที่ไม่มีใครกล้าถาม วิกเตอร์ลุกขึ้นก่อนเวลาที่กำหนด ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ลิฟต์ส่วนตัวเคลื่อนลงช้า ๆ ตัวเลขบนจอไฟกระพริบผ่านชั้นต่าง ๆ วิกเตอร์ยืนพิงผนังจ้องตัวเลขบนจอ







