LOGINระหว่างรถแล่นผ่านถนนที่ไฟจราจรเริ่มติด เขารู้สึกเหมือนโลกทั้งใบเคลื่อนไหวช้ากว่าปกติ ภาพในหัววนกลับมาอีก เธอวางถ้วยชาให้เขาตอนเช้า มือบางสั่นเล็กน้อย ดวงตาแดงแต่ยังคงยิ้มบางๆ
“คุณอย่าทำงานจนลืมพักนะคะ”
“เรื่องของเธอหรือไง”
เขาไม่ได้มองหน้าเธอด้วยซ้ำ เธอมันคนเสแสร้ง พยายามเรียกร้องความสนใจ แต่ทำไมตอนนี้…ความรู้สึกบางอย่างมันกำลังบีบแน่นในอกจนหายใจไม่สุด“วิกเตอร์มึงเป็นอะไร” เขาพูดเตือนสติตัวเองพลางหลับตาลงช้า หยิบมือขึ้นมามองชื่อผู้หญิงแสแสร้งที่ติดต่อยากเย็น และกำลังทำตัวมีปัญหา
“โอเค…ครั้งนี้การเรียกร้องความสนใจของเธอมันได้ผล”
ในที่สุดนิ้วแกร่งก็ขยับกดโทรออกอีกครั้ง ทว่าปลายสายยังคงเงียบงันไม่มีการตอบรับ มือหนากำโทรศัพท์แน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว ความโกรธค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นมารถจอดกะทันหันหน้าอาคารสูง วิกเตอร์ก้าวลงมาด้วยฝีเท้าที่เร็วเกินกว่าจะคิด ศักดิ์วิ่งเข้ามารออยู่ก่อนแล้ว สีหน้าของลูกน้องไม่สู้ดีนัก“เธอขึ้นไปนานแล้วครับ…” เขาหยุดหายใจไปเสี้ยววินาที ก่อนเอ่ยต่อเสียงต่ำ
“แต่เราไม่พบเธอ”
เขาไม่รอฟังต่อ คิ้วเข้มขมวดแน่นก่อนจะหันหลังเดินตรงไปยังลิฟต์บริการทันที ระหว่างทาง เสียงหัวใจของเขาดังชัดขึ้นเรื่อย ๆ ราวกับกำลังเร่งจังหวะฝีเท้าโดยไม่รู้ตัว และเมื่อประตูลิฟต์เปิดออกสู่ชั้นบนสุด ลมแรงพัดปะทะเข้าหน้าใบหน้าคมคายทันที ค่ำคืนเงียบผิดปกติ มีเพียงเสียงลมหวีดหวิวไหลผ่านพื้นที่ว่างเปล่า“รดา..” เสียงเรียกหลุดออกไปเองโดยไม่รู้ตัว เท้าใหญ่หยุดเดินกะทันหัน เมื่อมองเห็นรองเท้าคู่หนึ่งวางชิดอยู่ที่ขอบตึก เขาจำมันได้ดี ของเธอ…
“รดา ตอนนี้เธอทำฉันเสียเวลามาก…ออกมาได้แล้ว!”
วิกเตอร์ตะโกนสุดเสียง รีบก้าวเท้ายาวๆเข้าไปใกล้ พร้อมกับดวงตากวาดมองทั่วทั้งดาดฟ้า แต่ว่างเปล่า ไม่มีใครอยู่ มีเพียงเสียงสะท้อนของตัวเองที่ย้อนกลับมา กระแทกความหงุดหงิดในอกเขาอย่างรุนแรง
“รองเท้า… โทรศัพท์…ก็อยู่ตรงนี้ แล้วเจ้าของไปไหน”
เขาพึมพำกับตัวเอง พลางจ้องมองรองเท้าคู่เล็กกับโทรศัพท์เครื่องหนึ่งที่ถูกวางทิ้งไว้ใกล้ขอบตึก ด้วยหัวใจที่เต้นแรงผิดจังหวะอย่างไร้เหตุผล ก่อนที่สายตาจะสะดุดกับบางสิ่งวิกเตอร์ขยับเข้าไปใกล้ ก้มลงเพ่งมองบนพื้นปูน และเห็นรอยเท้าเล็ก ๆ จาง ๆ ทอดยาวอยู่ตรงหน้า รอยเท้านั้น…มีขนาดพอ ๆ กับเท้าของคนที่เขากำลังตามหา“เธอกลัวความสูง……ไม่มีทางมายืนตรงนี้ด้วยตัวเองแน่”
วิกเตอร์ลมหายใจเขาสะดุดวูบ พยายามปฏิเสธสิ่งที่ตัวเองเห็น มือหนาสั่นเล็กน้อยเอื้อมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา หน้าจอเปิดติดทันที ภาพพื้นหลังคือรูปเธอกับเขา ภาพที่เธอแอบถ่ายตอนเขาไม่รู้ตัว มุมปากเธอยิ้มอ่อนอยู่ข้าง ๆ เขา ส่วนเขา…สีหน้าเรียบเฉยเหมือนทุกวันปลายนิ้วของวิกเตอร์เกร็ง ขอบโทรศัพท์จิกเข้าเนื้อจนข้อนิ้วซีด เขาไม่รู้ว่าทำไมภาพนั้นถึงบีบอกจนหายใจไม่ออก“ตกลงเธออยู่ไหน” เสียงทุ้มกดต่ำเอ่ยถามโดยที่สายตายังจ้องหน้าจอไม่วาง
ศักดิ์อ้าปากจะตอบ แต่ยังไม่ทันได้พูด เสียงโกลาหลจากด้านล่างก็ดังขึ้นพร้อมกัน เสียงคนตะโกน เสียงฝีเท้าวุ่นวาย เสียงสั่งการปนตกใจ และลูกน้องสองสามคนวิ่งขึ้นมาที่ดาดฟ้า สีหน้าแต่ละคนซีดเผือด เหงื่อแตกทั้งที่ลมกลางคืนเย็นจัด“นะ..นาย…เรา…เราพบเธอแล้วครับ”
“เธออยู่ไหน พาเธอขึ้นมาหากู” วิกเตอร์เงยหน้าขึ้นทันที เปล่งเสียงสั่งโดยอัตโนมัติ เหมือนทุกอย่างยังอยู่ในอำนาจเขาตามเดิม
“เอ่อ…”
“นี่มึงไม่ได้ยินคำสั่งจากกูเหรอ” วิกเตอร์หันมองช้า ๆลูกน้องคนนั้นที่ทำท่าชะงัก สายตาคมจัดจนคนมองตัวสั่น
“คือ..คือพวกเรา…พาเธอมาไม่ได้ครับ”
“มึงหมายความว่ายังไง รีบพูดสิ!” ลมหายใจวิกเตอร์สะดุด เสียงเขาดังขึ้นโดยไม่รู้ตัว
“คือ…คุณรินลดา…”
ลูกน้องกลืนน้ำลาย เสียงสั่น คำพูดนั้นค้างอยู่ในอากาศ โลกทั้งใบเหมือนเงียบลงเพื่อรอฟังประโยคต่อไป“เธอ…เสียชีวิตแล้วครับ”
วิกเตอร์นิ่งไป เหมือนร่างกายหยุดรับข้อมูล แต่ขากลับก้าวเข้าไปหนึ่งก้าว กระชากคอเสื้อลูกน้องขึ้นทันที เอ่ยเสียงแผ่วลงแต่อันตรายยิ่งกว่าเสียงตะโกน“มึงพูดอะไร”
“ศพเธอ…อยู่ด้านล่างครับ”
ผัวะ!
หมัดหนักฟาดเข้าเต็มหน้าอีกฝ่ายจนร่างนั้นล้มลงกับพื้นปูน“เธอจะตายได้ยังไง!”
“…..”
“ถ้ากูไม่ได้สั่ง!”
กลิ่นยาฆ่าเชื้อจาง ๆ ลอยอยู่ในอากาศ ในห้องเย็นจัดที่ถูกจัดเตรียมไว้อย่างพิเศษ โดยมีเจ้าของห้องอย่าง รินลดานอนนิ่งอยู่บนเตียง ผ้าขาวคลุมร่างเล็กไว้เรียบร้อยราวกับกำลังหลับสนิท วิกเตอร์สวมใส่เสื้อคลุมกันหนาวอย่างดี นั่งอยู่ข้างเตียง หลังตรง สองมือประสานกันแน่น สายตาจับจ้องใบหน้าเธอโดยไม่กะพริบ เขาไม่รู้ว่านั่งอยู่ตรงนี้นานแค่ไหน เวลาเหมือนหยุดเดินตั้งแต่วินาทีที่เครื่องมือในห้องฉุกเฉินหยุดส่งเสียง บนโต๊ะข้างเตียง มีถุงเล็ก ๆ วางอยู่ ของใช้ส่วนตัวของเธอที่เจ้าหน้าที่ส่งมาให้ แหวน ต่างหูคู่เล็ก สายตาเขาหยุดที่แหวน แหวนแต่งงาน เขาหยิบมันขึ้นมาช้า ๆ แสงไฟสะท้อนผิวโลหะบาง ๆ นั้น ภาพหนึ่งแล่นเข้ามาในหัวทันที *****
แสงไฟสีขาวในห้องฉุกเฉินสว่างจ้า มันส่องให้เห็นทุกอย่างชัดเจน ชัดจนไม่มีที่ว่างให้หลบความจริง ร่างของรินลดานอนนิ่งอยู่บนเตียงเข็น ผ้าสีขาวคลุมถึงอก เส้นผมที่เคยปลิวตามลมตอนอยู่บนดาดฟ้า บัดนี้แนบชื้นกับขมับเล็ก ๆ ของเธอ วิกเตอร์ยืนอยู่ข้างเตียง ตัวตรงไหล่ผาย สีหน้าเรียบสนิท เหมือนผู้กุมอำนาจคนเดิม ที่ไม่เคยพลาด ไม่เคยเสียอะไรและไม่เคยควบคุมสถานการณ์ไม่ได้ แต่ทว่าครั้งนี้ปลายนิ้วที่วางอยู่ข้างลำตัว…สั่นเล็กน้อย เจ้าหน้าที่เข็นเตียงฝ่าเข้าไปผ่านประตูบานเลื่อนเขตฉุกเฉิน ล้อเหล็กเสียดกับพื้นกระเบื้องจนเกิดเสียงครืด ๆ ยาวต่อเนื่อง เสียงนั้นดังกลบลมหายใจที่เร่งร้อนของคนรอบข้าง ไฟนีออนเหนือศีรษะสาดแสงขาวจัด ไล่ตามร่างบนเตียงที่ถูกพาเคลื่อนผ่านทางเดินแคบอย่างไม่หยุดยั้ง “เตรียมห้องกู้ชีพ!” เสียงสั่งการดังแทรกขึ้นมาท่ามกลางความวุ่นวาย แพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่เคลื่อนไหวสวนกันไปมาอย่างเป็นระบบ เสื้อกาวน์ปลิวตามจังหวะเร่งรีบ วิกเตอร์เดินตามหลังเตียงไปไม่ห่าง ราวกับภาพตรงหน้าเป็นเพียงอีกหนึ่งสถานการณ์ที่เขาคุ้นเคย อีกหนึ่งปัญหาที่รอการจัดการ เขาเดินตามเตียงไปทุกฝีก้าว รักษาระยะห่างเดิมไว้ ส
“ถ้ากูไม่ได้สั่ง!” คำพูดหลุดออกมาเอง สะท้อนความจริงที่น่ากลัวที่สุด เพราะเขาเป็นคนควบคุมชีวิตเธอทุกอย่าง ทุกลมหายใจ ทุกความเจ็บปวด และความตายครั้งนี้ อยู่นอกเหนือคำสั่งของเขา นั่นคือสิ่งที่เขารับไม่ได้ที่สุด “นายครับ—” ศักดิ์รีบเข้ามาจับแขนเขาไว้ วิกเตอร์สะบัดออกทันที ดวงตาแดงจัดด้วยความโกรธ หายใจแรงเหมือนสัตว์ที่กำลังเสียบางอย่างไปโดยไม่เข้าใจ เขาเดินตรงไปยังลิฟต์ ดวงตาจ้องตัวเลขที่ค่อย ๆ ลดระดับลงอย่างเชื่องช้า แต่หัวใจกลับกระวนกระวายราวกับกำลังถูกบีบคั้น และทันทีที่ลิฟต์ถึงชั้นล่างสุด ประตูก็เปิดออก วิกเตอร์ไม่ลังเล ก้าวเท้าเร็วขึ้นจนเกือบเป็นการวิ่ง เสียงรองเท้ากระทบพื้นดังสะท้อนก้องไปตามทางเดิน ขณะลมหายใจของเขาหนักขึ้นทุกก้าวที่สาวเท้าไปข้างหน้า ปลายทางเริ่มปรากฏแสงไฟวูบวาบ เสียงผู้คนอื้ออึงปะปนกับเสียงวิทยุสื่อสารที่ดังแทรกมาเป็นระยะเท้าใหญ่เร่งจังหวะเร็วขึ้นอีก ก่อนที่ร่างสูงจะชะงักนิ่งลงกะทันหัน เมื่อภาพตรงหน้าปรากฏชัด วิกเตอร์จ้องมอง ร่างเล็กที่คุ้นตานอนนิ่งอยู่บนพื้น ผมยาวกระจาย ชุดที่เธอใส่เมื่อเช้ายังอยู่เหมือนเดิม เลือดสีเข้มซึมออกมาเงียบ ๆ ใต้ตัวเธอ เสียงรอบตัวหา
ระหว่างรถแล่นผ่านถนนที่ไฟจราจรเริ่มติด เขารู้สึกเหมือนโลกทั้งใบเคลื่อนไหวช้ากว่าปกติ ภาพในหัววนกลับมาอีก เธอวางถ้วยชาให้เขาตอนเช้า มือบางสั่นเล็กน้อย ดวงตาแดงแต่ยังคงยิ้มบางๆ “คุณอย่าทำงานจนลืมพักนะคะ” “เรื่องของเธอหรือไง” เขาไม่ได้มองหน้าเธอด้วยซ้ำ เธอมันคนเสแสร้ง พยายามเรียกร้องความสนใจ แต่ทำไมตอนนี้…ความรู้สึกบางอย่างมันกำลังบีบแน่นในอกจนหายใจไม่สุด “วิกเตอร์มึงเป็นอะไร” เขาพูดเตือนสติตัวเองพลางหลับตาลงช้า หยิบมือขึ้นมามองชื่อผู้หญิงแสแสร้งที่ติดต่อยากเย็น และกำลังทำตัวมีปัญหา “โอเค…ครั้งนี้การเรียกร้องความสนใจของเธอมันได้ผล” ในที่สุดนิ้วแกร่งก็ขยับกดโทรออกอีกครั้ง ทว่าปลายสายยังคงเงียบงันไม่มีการตอบรับ มือหนากำโทรศัพท์แน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว ความโกรธค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นมา รถจอดกะทันหันหน้าอาคารสูง วิกเตอร์ก้าวลงมาด้วยฝีเท้าที่เร็วเกินกว่าจะคิด ศักดิ์วิ่งเข้ามารออยู่ก่อนแล้ว สีหน้าของลูกน้องไม่สู้ดีนัก “เธอขึ้นไปนานแล้วครับ…” เขาหยุดหายใจไปเสี้ยววินาที ก่อนเอ่ยต่อเสียงต่ำ “แต่เราไม่พบเธอ” เขาไม่รอฟังต่อ คิ้วเข้มขมวดแน่นก่อนจะหันหลังเดินตรงไปยังลิฟต์บริการทันที ระหว่างทาง เสียงห
“ฉันรักคุณนะคะ” ปลายนิ้วของวิกเตอร์กระตุกข้างลำตัว เขาไม่ได้ขยับเข้าใกล้ แต่ก็ไม่ได้เดินต่อ สายตาคมนิ่งจ้องเธออยู่ครู่หนึ่งยาวนานกว่าปกติ เหมือนมีคำบางคำติดอยู่ที่ปลายลิ้น แต่สุดท้ายเขากลับกลืนมันลงไป ก่อนเบือนสายตาไปทางประตู มือที่จับลูกบิดประตูแน่นกว่าทุกวัน แล้วเขาก็เดินออกไป ทิ้งไว้เพียงความเงียบ กับผู้หญิงที่ยืนมองแผ่นหลังเขา…ราวกับนั่นคือภาพสุดท้ายของชีวิตเธอ ปัจจุบัน.. “มั่วแต่นึกอะไรอยู่” วิกเตอร์ขมวดคิ้วเข้มเข้าหากัน ภาพวนซ้ำไม่ยอมหยุด ภาพรอยยิ้มบาง ๆ ดวงตากลมแดงเหมือนคนอดนอน ไหนจะเสียงที่เบาจนแทบไม่ได้ยิน กับประโยคธรรมดา คำที่เธอชอบพูดบ่อยๆ ‘ฉันรักคุณนะคะ’ แต่ทำไมวันนี้มันต่างออกไป เธอเหมือนไม่ได้พูดเพื่อเอาชนะ ไม่ได้พูดด้วยน้ำเสียงเหมือนกวนใจ แต่มันเหมือนเป็นคำลามากกว่า “เป็นไปไม่ได้” เขาสะบัดความคิดนั้นทิ้ง ไร้สาระ เธอไม่มีที่ไป เธอไม่มีทางเลือก ชีวิตเธอผูกติดอยู่กับเขา จะลาไปไหนได้ยังไง และเมื่อประตูลิฟต์เปิดออก เสียงสั่นเบา ๆ จากมือถือในกระเป๋าก็ดังขึ้นพร้อมกัน วิกเตอร์หยิบมันขึ้นมา หน้าจอปรากฏชื่อ ศักดิ์ เขากดรับสายทันที “มีอะไร” “นายครับ…” ปลายสายเงียบไปชั่ว
เสียงรายงานการประชุมยังคงดังต่อเนื่องในห้องกระจกชั้นบนสุดของตึกสำนักงานใหญ่ ตัวเลข กราฟ กำไร แผนการลงทุน ทุกอย่างดำเนินไปตามระบบระเบียบที่วิกเตอร์สร้างขึ้นเอง เขานั่งอยู่หัวโต๊ะ สูทสีเข้มเรียบกริบ ดวงตาคมนิ่งจนอ่านอารมณ์ไม่ออก ปลายนิ้วเคาะปากกาเบา ๆ บนแฟ้มเอกสารจังหวะสม่ำเสมอเหมือนเครื่องจักร “ไตรมาสหน้าถ้าเราปรับโครงสร้าง—” เสียงรองผู้จัดการสะดุดกลางประโยค เมื่อคนที่นั่งเงียบมาตลอด ยกมือหนึ่งขึ้นช้า ๆ จากปลายโต๊ะ วิกเตอร์ไม่ได้พูดทันที เขาเพียงมองออกไปนอกผนังกระจกด้านหลังเมืองที่กำลังเข้าสู่ค่ำคืน แสงไฟถนนค่อย ๆ ติดขึ้นทีละดวง เหมือนโลกภายนอกกำลังเคลื่อนไปสู่ชีวิตอีกช่วงหนึ่ง แต่ในอกเขา…กลับรู้สึกว่างเปล่าแปลก ๆ มันไม่ใช่ความเครียด ไม่ใช่ความเหนื่อยล้า แต่มันเหมือนมีอะไรบางอย่างกำลังจะหลุดลอยไป “หยุดไว้แค่นี้ก่อน” เสียงเขาต่ำ เรียบ ไม่แสดงความรู้สึกใดๆ สายตาหลายคู่สบกันเพียงครู่เดียว ห้องประชุมตกอยู่ในความนิ่งที่ไม่มีใครกล้าถาม วิกเตอร์ลุกขึ้นก่อนเวลาที่กำหนด ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ลิฟต์ส่วนตัวเคลื่อนลงช้า ๆ ตัวเลขบนจอไฟกระพริบผ่านชั้นต่าง ๆ วิกเตอร์ยืนพิงผนังจ้องตัวเลขบนจอ







