‘ตกลง...ข้าจะลองดู’
หลังกล่าวจบเสิ่นหลิวเวยจึงได้ลืมตาขึ้นในโลกแห่งความเป็นจริง นางยังคงนั่งอยู่บนม้านั่งหินอ่อนใต้ต้นหลิวเช่นเดิม ทุกอย่างรอบตัวยังคงเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง
ร่างเล็ก ๆ ของนางสูดหายใจเข้าลึกก่อนจะเพ่งสมาธิไปที่พื้นที่ว่างเปล่าข้างกาย พร้อมกับนึกในใจว่า ‘ชุนหยา...ออกมาสิ’
ทันใดนั้นเอง ประกายแสงสีเขียวอ่อน ๆ ก็ได้รวมตัวกันกลางอากาศ ก่อนจะก่อตัวขึ้นเป็นร่างของภูตน้อยชุนหยาที่นางเพิ่งเห็นในมโนสำนึกไม่ผิดเพี้ยน!
ร่างของภูตน้อยโปร่งแสงเล็กน้อย แต่ก็ชัดเจนพอที่จะมองเห็นชุดใบไผ่และศีรษะรูปหน่อไม้ที่น่ารักน่าเอ็นดูของนาง
‘ข้าตื่นเต้นมากเลยนายท่าน... ข้าอยู่ในพู่หยกมานานมากไม่เคยได้ออกมาด้านนอกเลย’ ภูตน้อยพูดพลางบินวนรอบตัวของหลิวเวยอย่างร่าเริง พร้อมกันนั้นเสียงเล็กใสของนางก็ดังขึ้นในหัวของเด็กหญิงโดยตรง
หลิวเวยมองซ้ายมองขวาอย่างรวดเร็ว เสี่ยวชิงยังคงยืนรออยู่ห่าง ๆ และดูเหมือนจะไม่สังเกตเห็นความผิดปกติใด ๆ เลย
‘ไม่มีใครเห็นเจ้าจริง ๆ สินะ’ หลิวเวยเอ่ยขึ้นเพื่อความมั่นใจ
‘แน่นอนเจ้าค่ะ! มีแค่นายท่านคนเดียวเท่านั้น!’
เมื่อมีเพื่อนคู่คิด... เอ่อ... ภูตคู่ใจปรากฏตัวอยู่เคียงข้างแล้ว ลำดับต่อมาสิ่งที่หลิวเวยคิดจะทำก็คือการสำรวจจวน แต่การที่นางจะเดินสำรวจไปทั่วแล้วพูดคุยกับอากาศอันว่างเปล่าย่อมเป็นเรื่องที่น่าสงสัยเกินไป ดังนั้นนางคิดว่าจำเป็นจะต้องมีผู้ช่วย
และแล้วสายตาของนางก็เหลือบไปเห็นลูกพี่ลูกน้องฝาแฝดที่ยังคงนั่งเล่นกันอยู่อย่างเงียบ ๆ ก่อนจะตามมาด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ปรากฏขึ้นบนใบของตน... หลิวเวยลุกขึ้นยืนแล้วเดินตรงไปยังเด็กแฝดทั้งสองทันที
“ท่านพี่สี่ ท่านพี่ห้า” นางเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสดใส “ข้าเพิ่งหายป่วยข้าอยากเดินเล่นสักหน่อย พวกท่านช่วยพาข้าเดินเล่นได้หรือไม่เจ้าคะ? ข้าอยากจะเดินให้ร่างกายแข็งแรงขึ้น”
จื้ออันและจื้อคังผู้เงียบขรึมมองหน้ากัน ก่อนจะพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย การได้ทำหน้าที่เป็นพี่ชายปกป้องดูแลลูกพี่ ลูกน้องตัวน้อยก็เป็นเรื่องที่น่ายินดีสำหรับพวกเขา
เมื่อได้แนวร่วมแล้ว หลิวเวยก็จูงมือพี่ชายทั้งสองเดินไปขออนุญาตท่านแม่และท่านอาสะใภ้รอง ซึ่งพวกนางก็เอ่ยอนุญาตอย่างง่ายดายโดยไม่ลืมกำชับให้เสี่ยวชิงคอยดูแลคุณหนูเล็กไม่ให้คลาดสายตา
ไม่นานหลังจากนั้นภารกิจเก็บข้อมูลภาคสนามที่มีฉากหน้าเป็นการเดินเล่นของเด็ก ๆ ก็ได้เริ่มต้นขึ้น โดยมีภูตน้อยชุนหยาที่มองไม่เห็นบินตามมาอย่างตื่นเต้น
เสิ่นหลิวเวยจงใจเดินพาพวกเขาไปยังทิศทางของโรงครัวก่อนเป็นอันดับแรก นางแสร้งทำเป็นเดินชมดอกไม้ไปเรื่อย ๆ แต่สายตากลับลอบชำเลืองมองเข้าไปในครัวที่เปิดโล่งอยู่ตลอดเวลา พร้อมกับสูดจมูกฟุดฟิดทำทีเป็นได้กลิ่นหอมของอาหาร
“พี่เสี่ยวชิง วันนี้มื้อกลางวันมีอะไรกินหรือเจ้าคะ?” นางหันไปถามบ่าวรับใช้ตัวน้อยที่เดินตามอยู่ไม่ห่าง
“มื้อกลางวัน?” เสี่ยวชิงทำหน้างง
“คุณหนูพวกเราเพิ่งรับข้าวเช้ากันไป ท่านหิวแล้วหรือเจ้าคะ แล้วมื้อกลางวันเป็นแบบใดเจ้าคะ ปกติพวกเราจะรับข้าวกันเพียงสองเวลาคือยามสายกับยามเย็นเจ้าค่ะ” คำตอบของนางทำให้หลิวเวยตกใจจนหน้าซีด
“น้องสาวเจ้าหิวหรือ” เสียงของแฝดคนพี่ถามอย่างเป็นห่วง ก่อนจะตามมาด้วยแฝดน้อง “หากเจ้าหิว พี่ว่าพวกเราลองไปดูในห้องเก็บอาหารว่าพอจะมีมันเทศดีหรือไม่ จะได้เอามาย่างให้เจ้ากินรองท้อง”
คำพูดที่เปี่ยมด้วยความห่วงใยอย่างใสซื่อของเสิ่นจื้อคัง ทำให้หัวใจของหลิวเวยกระตุกวูบ
นางไม่ได้ตกใจแค่เรื่องที่คนในยุคนี้กินข้าวกันเพียงสองมื้อ... แต่นางตกใจกับความจริงที่ว่า เด็ก ๆ ที่กำลังเติบโตอย่างพี่ชายทั้งห้าคนของนาง ต้องใช้ชีวิตอยู่ด้วยอาหารเพียงสองมื้อต่อวันมาโดยตลอด!
มิน่าเล่า ร่างกายของเด็ก ๆ ในจวนถึงได้ดูผอมบางกันทุกคน นี่ไม่ใช่แค่เรื่องความยากจน... แต่มันคือภาวะทุพโภชนาการที่ส่งผลโดยตรงต่อพัฒนาการของร่างกายและสมอง!
และในตอนนี้เป้าหมายของเสิ่นหลิวเวยไม่ใช่การปฏิวัติครัวเรือนแค่เรื่องความอยากกินของอร่อยอีกต่อไปแล้ว แต่มันได้กลายเป็นภารกิจเร่งด่วนเพื่อสุขภาพและอนาคตของครอบครัวนี้!
หลิวเวยส่ายหน้าช้า ๆ มองลูกพี่ลูกน้องทั้งสองด้วยแววตาที่เปลี่ยนไป... จากความเอ็นดูแบบผู้ใหญ่มองเด็ก กลายเป็นความรู้สึกปกป้องอย่างแรงกล้า
“ขอบคุณท่านพี่สี่ ท่านพี่ห้า... แต่ข้าไม่เป็นไร ข้าไม่หิวเจ้าค่ะ” นางเอ่ยเสียงเบา ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงที่จริงจังเกินวัย “แต่ในอนาคตข้าสัญญาว่าจะหาของอร่อยมาให้พวกเราทั้งครอบครัวได้กิน”
เด็กแฝดทั้งสองมองหน้ากันอย่างงุนงงกับท่าทีที่เปลี่ยนไปของลูกพี่ลูกน้องตัวน้อย แต่ก็สัมผัสได้ถึงความแน่วแน่ในแววตาคู่นั้น จึงได้แต่พยักหน้ารับพร้อมกับเอ่ยออกมาเสียงหนัก
“พวกเราเชื่อเจ้า!”
เมื่อพันธมิตรได้ถูกก่อตั้งขึ้น ปฏิบัติการเก็บข้อมูลภาคสนามก็ดำเนินต่อไปด้วยความมุ่งมั่นที่เพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ
‘ชุนหยา!’ หลิวเวยเรียกหาภูตน้อยในใจอย่างเร่งร้อน ‘รอบ ๆ จวนนี้ มีพืชป่าอะไรที่กินได้และให้พลังงานสูงบ้างหรือไม่!?’
‘มีสิเจ้าคะนายท่าน!’ ชุนหยาบินวนไปรอบ ๆ ด้วยท่าทางดีใจ ‘ทางกำแพงด้านโน้นมีเถามันเทศป่าซ่อนอยู่เจ้าค่ะ! แม้ว่าหัวของมันจะเล็กกว่าที่คนปลูก แต่รับรองว่าหวานอร่อยมาก! แล้วก็มีต้นพุทราป่าอยู่ใกล้เรือนเก็บฟืนทางทิศใต้ด้วยนะเจ้าคะ! ไม่เพียงแค่นั้นข้ายังเห็นต้นถู่โต้ว/มันฝรั่ง ด้วยเจ้าค่ะ แต่ว่าคนที่นี่มักเรียกมันว่าพืชพิษจึงทำให้ไม่มีใครกล้ากิน’
คำพูดของชุนหยาทำให้สมองของเสิ่นหลิวเวยสว่างวาบขึ้นมาทันที! มันเทศป่ากับพุทราป่าน่ะหรือ? นั่นเป็นเพียงอาหารว่างเท่านั้น แต่ถู่โต้ว... นั้นต่างออกไปเพราะมันฝรั่ง... มันคือสุดยอดอาหารหลักที่สามารถให้ผลผลิตได้สูงและปลูกได้แม้ในดินที่ไม่สมบูรณ์!
หากนางสามารถนำมันฝรั่งมาเผยแพร่ในยุคนี้ได้ ปัญหาเรื่องความอดอยากของครอบครัว... ไม่สิ... ของคนทั้งอำเภอ ซีซานก็อาจจะถูกแก้ไขได้เลย!
ทว่าความตื่นเต้นนี้อยู่ได้เพียงชั่วครู่ก็ถูกแทนที่ด้วยความหนักใจที่ใหญ่หลวงกว่า... แต่นางจะทำให้ทุกคนเชื่อได้อย่างไรว่าพืชพิษที่ไม่มีใครกล้าแตะต้องนั้น แท้จริงแล้วคืออาหารชั้นเลิศ?
ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ของนางใช้ไม่ได้ผลในโลกใบนี้แน่ การจะให้เด็กสี่ขวบไปอธิบายเรื่องสารโซลานีน[1] ในส่วนที่เป็นสีเขียวและประโยชน์ของแป้งในหัวมันนั้นเป็นเรื่องเหลวไหลสิ้นดี
แต่ถ้าหากนางดึงดันที่จะกินมันเข้าไป... ก็มีหวังคงถูกท่านแม่จับตัวไว้แล้วตามหมอมาดูอาการอย่างแน่นอน
(ไม่ได้การ) หลิวเวยคิดในใจอย่างจริงจัง (หากจะเป็นเช่นนี้ต่อไป ข้าคงจะต้องแนะนำผู้คนอีกมากถึงสิ่งที่กินได้และกินไม่ได้... การกระทำที่ดูเหมือนปาฏิหาริย์เหล่านี้ จำเป็นต้องมีข้ออ้างที่น่าเหลือเชื่อและทรงพลังมารองรับ... ข้ออ้างที่จะทำให้ทุกคน...โดยเฉพาะท่านปู่ผู้เป็นบัณฑิตและท่านพ่อผู้เป็นขุนนาง... ยอมรับได้อย่างไม่มีข้อกังขา)
เด็กหญิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง และแล้วความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้นมาในหัวของนาง... ในเมื่อโลกนี้ยังเชื่อเรื่องเทพเจ้าและสิ่งศักดิ์สิทธิ์... และตระกูลเสิ่นก็เป็นตระกูลบัณฑิตที่ให้ความเคารพต่อปราชญ์ในอดีต...
(ใช่แล้ว!) หลิวเวยยิ้มออกมาอย่างเจ้าเล่ห์ (ในเมื่อท่านปู่เป็นถึงอาจารย์ เช่นนั้นข้าก็จะขอยืมบารมีของปรมาจารย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดมาใช้เสียเลย!)
ไวเท่าความคิดเมื่อนางได้ร้อยเรียงเรื่องราวทั้งหมดขึ้นในใจอย่างรวดเร็ว... นั่นก็คือเรื่องราวที่เริ่มต้นขึ้นในช่วงที่นางนอนหมดสติไปนั่นเอง! เมื่อวางแผนทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว หลิวเวยก็คิดว่าควรจะเริ่มลงมือจากลูกพี่ลูกน้อยของนางนี่แหละให้เขาเชื่อเสียก่อน
[1] สารโซลานีน (Solanine) เป็นสารพิษตามธรรมชาติประเภทไกลโคอัลคาลอยด์ (glycoalkaloid) ที่พบในพืชวงศ์ Solanaceae/ โซ-ละ-เน-ซี-อี เช่น มันฝรั่ง มะเขือเทศ และมะเขือยาว โดยในมันฝรั่งสารโซลานีนมักพบในส่วนที่มีสีเขียว หน่อ หรือผิวที่สัมผัสแสงแดด เนื่องจากแสงแดดกระตุ้นการผลิตสารนี้เพื่อป้องกันพืชจากศัตรู เช่น แมลงหรือเชื้อรา