LOGIN“ไอ้วัต มึงต้องช่วยกู” กลับถึงห้องพักยังไม่ทันได้นั่ง ไอ้ภีมทำหน้าเครียดเสียงเครียดกั
“คุณหมอวัตคะ มีของจากชาวบ้านฝากเอาไว้ให้ คุณหมออย่าลืมไปเอานะคะ” เมื่อเขาพยุงฉันออกจากเต็นท์ที่ใช้ทำแผล เสียงพยาบาลคนก่อนหน้านี้ที่เคยมาคุยกับเขาดังขึ้นทันที เหมือนกับเธอยืนคอยเขาอยู่ที่หน้าเต็นท์ตรงนี้อยู่แล้ว“อ๋อ ครับเดี๋ยวผมตามไป....คุณรอผมอยู่ตรงนี้ก่อนอย่าไปไหนนะ” เขาตอบกลับพยาบาลสาว แต่ก็ยังหันกลับมาบอกให้ฉันรอเขาอยู่ตรงนี้ ก่อนที่จะเดินตามพยาบาลคนนั้นไปเพียงไม่นาน หมอวัตเดินกลับมาพร้อมข้าวของเต็มสองมือ ฉันลอบมองสำรวจเข้าไปในนั้น มีทั้งขนม ผลไม้ และของใช้พื้นบ้านมากมาย ‘นี่ชาวบ้านเอามาให้เค้าเยอะขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย แสดงว่าเค้าคงรักษาคนไปไม่น้อยเลยสิ’“อะนี่คุณ ช่วยถือหน่อย” เขายื่นถุงของกินมาให้ฉันช่วยถือบางส่วน และส่วนที่เหลือที่เป็นของใช้พื้นบ้านเขาถือเข้าไปวางไว้ในเต็นท์ แล้วค่อยออกมาพยุงฉัน“ชั้นคนเจ็บนะ ยังต้องถือของให้คุณอีกเหรอ” ฉันแกล้งหยอกเขา เพราะเห็นในมืออีกข้างของเขายังถือถุงออกมาอีก จำนวนน่าจะสองเท่าของถุงที่อยู่ในมือฉัน“ช่วยหน่อยน่า มือผมก็มีแค่สองข้าง พยุงคุณก
“นี่นายจะทำอะไร” ฉันเงยหน้ามองหน้าเขา เมื่อเขาเลื่อนมือที่จับไหล่ฉันเอาไว้ไปเท้าที่โต๊ะด้านหลังฉันแทน กลายเป็นว่าตอนนี้ฉันถูกเข้าขังเอาไว้ด้วยแขนทั้งสองข้าง“ผมอยากให้คุณใจเย็นลงก่อน แล้วเราค่อยมาคุยกันดีๆ ผมจะได้เล่าเรื่องราวของเพื่อนผมให้คุณฟัง คุณจะได้เข้าใจอะไรๆ บ้าง” เขาค่อยๆ เลื่อนหน้าเข้ามาใกล้ฉัน พร้อมกับพูดด้วยน้ำเสียงค่อยๆ เบาลงๆ จะเกือบจะกลายเป็นเสียงกระซิบ“อะ ชั้นใจเย็นแล้ว คุณก็เล่ามาสิ” ฉันก้มหน้าลงเล็กน้อย หดตัวลงมาให้เล็กที่สุด ถึงแม้ว่าปากจะบอกเขาว่าใจเย็นลงแล้ว แต่แท้จริงแล้วหัวใจฉันตอนนี้เต้นแรงจนฉันยังกลัวว่าเสียงจะดังออกมาให้ได้ยินกันทั่วบริเวณ“คุณรับปากผมก่อนว่าจะนั่งฟังนิ่งๆ ไม่ลุกขึ้นอีก” เขาเลื่อนหน้าเข้ามาใกล้อีก จนฉันรู้สึกได้ว่าไรผมที่หน้าผากเคลื่อนไหวจากลมที่ออกจากปากขณะที่เขากำลังพูด“อืม ชั้นรับ...ปาก” ฉันยังคมก้มหน้างุด เผลอกลั้นหายใจ กว่าฉันจะเอ่ยคำพูดทั้งหมดออกมาได้ ทำเอาฉันรู้สึกหอบเหนื่อยเหมือนกับตัวเองเพิ่งผ่านการวิ่งร้อยเมตรมา“โอเค งั้นเรามานั
“เอาน่า เอาไว้กลับไปกูให้มึงพักได้ตามใจเลย” ไอ้ภีมเสนอข้อเสนอที่ผมยากจะปฏิเสธได้กลับมา ทำเอาอารมณ์ที่หงุดหงิดอยู่เริ่มดีขึ้นมาได้นิดหน่อย ผมเลิกบ่นมันแล้วเดินตามมันไปเรื่อยๆ จนถึงลานโต๊ะไม้ที่เราใช้กินข้าวมื้อเย็นกันเมื่อวาน“เดี๋ยว ไอ้ภีม นี่มึงมาเช้าขนาดนี้ มึงไม่คิดว่าสาวๆ เค้าจะยังนอนพักผ่อนอยู่เหรอวะ” ผมมองดูเวลาบนนาฬิกาข้อมือ เห็นว่ายังเช้าอยู่มาก เลยเอ่ยเตือนไอ้เพื่อนคนใจร้อนซักหน่อย“เออว่ะ งั้นเอาไงดีวะ กูร้อนใจกลัวเค้าหนีออกไปแล้วกูไม่ได้เจอเค้านี่หว่า วันนี้อยู่ที่นี่วันสุดท้ายแล้วนะเว้ย” ไอ้ภีมท่าทางสีหน้าร้อนรนจนผมก็อดเห็นใจมันไม่ได้“งั้นเอางี้ เดี๋ยวมึงคอยอยู่แถวนี้ก่อน กูจะไปเดินดูรอบๆ หน่อย เผื่อว่าจะนึกอะไรออก หรือพอจะหาใครช่วยได้” ผมให้ไอ้ภีมนั่งคอย แล้วค่อยเดินไปดูรอบๆ เผื่อจะเจอคนที่อยู่ในกองถ่ายละครแล้วคิดหาวิธีการ หรือขอความช่วยเหลือจากคนในได้บ้างหลังจากที่ผมเดินวงเวียนไปมาทั่วบริเวณ เห็นผู้คนในกองถ่ายละครเริ่มออกมาทำงานกันบ้างแล้ว ทุกคนล้วนยุ่งวุ่นวายอยู่กับงานของตัวเองที่ได้รับผิดชอ
ฉันนั่งขัดสมาธิ ยกแขนขึ้นกอดอกอยู่ตรงข้ามยัยอัยย์ ด้วยแววตามุ่งมั่นมองไปที่หน้าเธอที่ยังคงปิดตาปี๋อย่างรอคอยคำตอบ“คือ ภีมเค้าไม่ใช่หมอออนไลน์แบบที่เธอเข้าใจหรอก แต่เค้าคือเพื่อนเราสมัยเรียนมัธยมน่ะ” เธอค่อยๆ บอกฉัน หลังจากที่ค่อยลืมตาและเห็นฉันนั่งรอฟังคำตอบอย่างสงบอยู่ข้างหน้าเธอแล้ว“ฮะ…เพื่อนมัธยม แต่เธอเรียนโรงเรียนหญิงล้วนไม่ใช่เหรอ เอ๊ะ หรือว่า…??” เมื่อพูดทวนคำของยัยอัยย์ ฉันก็ค่อยๆ นึกขึ้นได้ ถึงเพื่อนมัธยมคนเดียวของเธอที่เป็นผู้ชาย ที่เธอเคยเล่าให้ฉันฟัง เมื่อตอนที่เราเคยปรับทุกข์เรื่องความรักกันในช่วงแรกๆ“ใช่ เค้าคือผู้ชายคนนั้นแหละ” ยัยอัยย์พูดไปพร้อมพยักหน้าให้ฉันช้าๆ“โอ้ย แล้วทำไมเธอไม่บอกชั้นก่อน ชั้นก็เชียร์เพราะคิดว่าเค้าเป็นหมอจากในแอปฯ ที่ดูแลเธอ” เมื่อได้ยินดังนั้น ฉันเริ่มรู้สึกร้อนใจขึ้นมาทันที เพราะเรื่องเล่าเกี่ยวกับผู้ชายคนนั้นที่ฉันได้เคยฟังมา ไม่ค่อยดีสำหรับความรู้สึกของยัยอัยย์ซักเท่าไหร่นัก“เรา…” เหมือนยัยอัยย์กำลังจะอธิบายอะไรบางอย่าง แ
จนกระทั่งวันนี้ ผมถึงเข้าใจว่ามันยังคงมีความรู้สึกกับผู้หญิงคนที่ชื่ออัยย์ คนนี้อยู่เสมอมา แต่สิ่งที่ผมไม่เข้าใจคือ เรื่องราวที่มันเล่าให้ผมฟัง ถึงสาเหตุที่เธอหลบหน้ามันไปเมื่อตอนเรียนจบมัธยมนั้น ผมรู้สึกว่ามันเป็นเพียงเรื่องเข้าใจผิดกันเล็กน้อยเท่านั้นเองเท่าที่ผมจับใจความได้ ก็แค่เพียงไอ้ภีมทำปากแข็งกับเพื่อนว่าไม่ได้จีบอัยย์ แต่ดันเป็นจังหวะเดียวกันที่อัยย์เข้ามาได้ยินพอดี ทำให้เธอหลบหน้ามันจนถึงตอนนี้ แต่เรื่องมันวุ่นวายซับซ้อน เพราะไอ้ภีมเพื่อนผมมันดันปิดปังเธอ เรื่องที่มันเป็นหมอรักษาอาการป่วยของเธอตอนนี้ผ่านแอปฯหมอออนไลน์ของพวกเรา และเธอคนนั้นยังไม่รู้เรื่องนี้เรื่องเหล่านี้คงไม่ต้องถึงผม ถ้าวันนั้นที่ไอภีมขอให้นิต้าช่วยแล้วทุกอย่างผ่านไปได้ด้วยดี แต่เพียงว่ามื้อเย็นวันนี้ ที่มันถูกนิต้านั่งจ้องมันตลอดมื้ออาหาร คงเป็นเพราะบทสนทนาที่คนในโต๊ะคุยกันถึงเรื่องเก่าๆ คงทำให้เธอรู้ตัวตนของมันที่เป็นคนหักอกเพื่อนเธอ ทั้งๆ ที่เธอเข้าใจเพียงว่ามันคือหมอที่รักษาเพื่อนเธออยู่“สรุป ให้กูช่วยกันนิต้าออกไป เพราะคิดว่ายัยนั่นรู้แล้วว่ามึงคือคนหักอกเพื่อนเค้า&rdqu
“ไอ้วัต มึงต้องช่วยกู” กลับถึงห้องพักยังไม่ทันได้นั่ง ไอ้ภีมทำหน้าเครียดเสียงเครียดกับผมอีกแล้ว“มึงให้กูช่วยอะไร” ถ้าผมไม่คุยกับมันให้รู้เรื่อง คืนนี้คงไม่ได้พักผ่อนดีๆ แน่ๆ ถ้าอย่างนั้นก็ถามมันให้จบๆ เรื่องไปซะที“กูอยากมีเวลาคุยกับอัยย์สองคนทำยังไงดีวะ”“เอ้า มึงก็ไปคุยกับเค้าสิวะ ที่พักเค้ามึงก็รู้แล้วนี่” ผมยังไม่เข้าใจว่าจะต้องช่วยอะไรมันอีก ไอ้ภีมชักจะเริ่มทำเรื่องง่ายๆ ให้เป็นเรื่องยากซะงั้น“เออ กูรู้ แต่มึงไม่เห็นเหรอ เมื่อตอนกินข้าว นิต้าคอยมองกูทุกครั้งที่กูคุยกับพ่อแม่อัยย์” ผมเกือบจะเลิกคิดถึงเรื่องนี้แล้ว แต่มันก็พูดย้ำขึ้นมาอีก“เห๊อะ เค้าไม่ได้มองชื่นชมมึงหรือไง” ผมรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาอีกครั้งเมื่อไอ้ภีมพูดย้ำสิ่งที่ผมได้เห็นตลอดเวลาที่โต๊ะอาหารเมื่อช่วงเย็นที่ผ่านมา ทั้งๆ ที่พยายามจะไม่คิดสนใจแล้วแท้ๆ“ชื่นชมห่าอะไรล่ะ สายตาจ้องจับผิดกู อย่างกับมองทะลุหัวกูไปเห็นด้านหลังได้” พอเริ่มฟังสิ่งที่ไอ้ภีมพูดแล้วคิดตามอีกครั้ง ผมนึกย้อนไปตอนที่มองเธ






![บอสขาอย่าหื่น [ซีรี่ส์ภาคต่อ บอสขาอย่าอ่อย]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)
