LOGINเวลาเกือบบ่าย พวกผมลงจากเครื่องบินที่สนามบินกรุงเทพฯ เมื่อออกมาด้านนอกก็พบว่า มีรถและคนรถจากบ้านไ
“นิต้า นิต้า ตื่นเถอะสายมากแล้ว” ฉันได้ยินเสียงเบาๆ อยู่ที่นอกผ้าห่มที่คลุมหัวฉันอยู่ แต่เพิ่งจะรู้สึกตัวตื่นได้จริงๆ เมื่อถูกเขย่าร่างกายจากเจ้าของเสียงเรียกนั้น“อืมมมม เช้าแล้วเหรอ” เมื่อเปิดผ้าที่คลุมหัวออก แสงไฟจากหลอดไฟแยกตาฉันจนรู้สึกแสบ แต่มองออกไปทางหน้าต่างกลับพบว่าด้านนอกมีเพียงแสงสลัวเท่านั้น“เช้าอะไร นี่สายแล้วนะ สิบโมงกว่าแล้ว” ฉันไม่อยากจะเชื่อสิ่งที่ยัยอัยย์บอก จะเป็นไปได้ยังไงในเมื่อฟ้าด้านนอกยังสว่างสู้แสงภายในห้องไม่ได้ซักนิด“ฮะ... สิบโมง!!! ทำไมชั้นตื่นสายขนาดนี้เนี่ย ทำไมเธอเพิ่งปลุกล่ะยัยอัยย์ แล้วชุดนักแสดงใครเตรียม กองถ่ายไม่บ่นชั้นแย่แล้วเหรอเนี่ย” ฉันต้องใช้พลังพอสมควรเพื่อให้ตัวเองหลุดออกมาจากผ้าห่มที่ห่อตัวเอาไว้เหมือนหนอนดักแด้“คิคิคิ นิต้าๆ ใจเย็นก่อน ค่อยๆ เมื่อเช้าฝนตกหนักมากเลย กองถ่ายคงถ่ายไม่ได้หรอก วันนี้น่าจะยกกองน่ะ”“อ่าวเหรอ ฝนตกหนักเหรอ มิน่าชั้นนอนหลับสบายมาก” เพียงได้ยินคำว่ายกกอง ฉัน
ในเมื่อไม่สามารถแย้งอะไรได้แล้ว ก็คงได้แต่ทำใจรอรับกรรม ผมตัดสินใจรีบขับรถกลับคอนโดเพื่อใช้เวลาที่เหลือพักผ่อน โดยคิดไม่ถึงเลยว่า เพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากนั้น ก็ต้องถูกรบกวนจากไอ้เพื่อนรักคนเดิมอีกแล้ว“มึงนะมึง ไอ้ภีม ให้กูพักร่างหน่อยก็ไม่ได้ ลากกูมาอีกแล้ว” ระหว่างที่กำลังเดินไปตามทางเพื่อไปขึ้นเครื่อง โดยมีกระเป๋าเป้สะพายอยู่ที่ไหล่ข้างหนึ่ง ผมอดไม่ได้ที่จะบ่นให้คนที่เดินอยู่ข้างๆ ได้รับรู้ความทุกข์ใจของเพื่อนคนนี้“บ่นอะไรเยอะแยะวะ ไม่เหนื่อยมั่งเหรอไง”“กูเหนื่อยตั้งแต่มึงไปลากกูจากเตียงตอนตี 5 แล้วล่ะ ไอ้หมอภีม”“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ก็บิน 8 โมง มึงจะให้กูไปปลุกกี่โมง ดีแค่ไหนแล้วที่กูไปปลุกมึงถึงที่คอนโด แถมยังช่วยมึงเก็บกระเป๋าอีก” ใช่ครั้ง ไอ้ภีมไปหาผมที่คอนโด ทั้งยังเก็บเสื้อผ้าใส่กระเป๋าให้ผมด้วย เพราะเมื่อคืนหลังจากกลับมาถึงคอนโด ผมก็หมดแรงล้มตัวลงนอนแล้วหลับไปจนมันมาปลุกนี่แหละ“แล้วมึงจะรีบไปทำไมแต่ไก่โห่วะ เที่ยวบินก็มีตั้งเยอะ เลือกให้มันสายๆ หน่อยไม่ได้เหรอวะ บินแค่ชั่วโมงกว่าก็ถึงแล้ว
RRRRRrrrrrrr เหมือนเสียงสวรรค์ เมื่อเสียงมือถือผมดังขึ้น ผมหยิบขึ้นมาดูที่หน้าจอก่อนที่จะเดินออกมาจากห้องทำงานไปที่ห้องประชุม โดยคอยมองไม่ให้มินท์ผิดสังเกตุ(ไอ้วัต กูเสร็จเรื่องทางนี้ละ กูกำลังเข้าไป) เสียงปลายสายเป็นคนต้นเรื่องที่ทำให้ผมต้องนั่งทำงานต่อหน้ามินท์อย่างใจไม่สงบ“มึงยังไม่ต้องเข้ามาตอนนี้ กลับคอนโดไปเลย เดี๋ยวกูให้เด็กเอาเอกสารไปให้เซ็นที่คอนโด” ผมหันมองทางประตูห้องประชุมให้แน่ใจว่าไม่มีใครมายืนแอบฟังอยู่ ก่อนจะป้องปากพูดกับปลายสาย(อ่าว ทำไมวะ)“เออ กูกำลังจะออกไปแล้วเหมือนกัน ปวดหัวชิบหาย” ในที่สุดผมก็มีข้ออ้างรั้งการเซ็นเอกสารรับเข้าทำงานของมินท์เอาไว้ได้แล้ว แต่ผมคงต้องเร่งรีบที่จะออกจากที่นี่ ทำทีว่ามีเรื่องด่วนไม่ให้มินท์สงสัย(โอเค ตามนั้น) ไอ้ภีมไม่ได้ถามอะไรต่อก็ยอมวางสายไป ผมถึงกับต้องถอนหายใจ ในที่สุดก็มีข้ออ้างที่จะไม่ได้ต้องเผชิญหน้ากับมินท์ต่อแล้วก่อนจะกลับไปที่ห้องทำงานของตัวเอง ผมแวะห้องทำงานไอ้ภีม กวาดเอกสารทั้งหมดที่อยู่บนโต๊ะทำงานของมันกลับไปด้วย หลังจากนั้นกลับไปที่ห้องตัวเอง หยิบเอ
เวลาเกือบบ่าย พวกผมลงจากเครื่องบินที่สนามบินกรุงเทพฯ เมื่อออกมาด้านนอกก็พบว่า มีรถและคนรถจากบ้านไอ้ภีมมาจอดรออยู่ที่ด้านหน้าแล้ว“มึงกลับไปก่อนเลยไอ้ภีม เดี๋ยวกูเรียกรถแวะไปที่โรงพยาบาลซะหน่อย” ผมบอกไอ้ภีมก่อนที่จะหยิบกระเป๋าจากรถเข็นเพื่อเดินเลี่ยงไปเรียกรถรับจ้างของสนามบิน“เดี๋ยวกูให้คนรถไปส่งมึงก่อนก็ได้” ไอ้ภีมพยายามรั้งผมเอาไว้ แต่ถึงยังไงก็ไม่เป็นผล ผมรู้ทันมันว่ามันต้องลากผมไปช่วยเผชิญหน้ากับแม่มันด้วยแน่ๆ“อย่าเลยหว่ะ วนไป วนมา มึงกลับไปเถอะ กูจัดการตัวเองได้ ไม่ต้องห่วง” ถ้าปกติแล้ว ผมคงยอมแต่โดยดี ยังไงซะการมีรถส่วนตัวรับส่งยังไงก็สบายกว่าอยู่แล้วเพียงแต่ว่าก่อนลงจากเครื่อง ผมเพิ่งได้อ่านข้อความที่ส่งมาตั้งแต่ช่วงสายว่า มีใครบางคนกำลังรออยู่ที่โรงพยาบาล ผมคงต้องรีบไปจัดการก่อน และต้องไม่ให้ไอ้ภีมโผล่ไปที่นั่นตอนนี้ด้วย“เออๆ เดี๋ยวเสร็จธุระจากแม่แล้วก
“อะไรยะ ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่กับมือถืออีกแล้ว” ฉันกับยัยอัยย์ กลับมานั่งรอรถเพื่อกลับขึ้นดอยที่ร้านขายอาหารเช้า เมื่อรถของสองหนุ่มนั้นวิ่งออกไปแล้ว ไม่นานนักยัยอัยย์ก็หยิบมือถือขึ้นมาเปิดดูแล้วแย้มยิ้มจนฉันคิดว่าหมอภีมส่งข้อความมาหาเธอ“ไม่มีอะไรหรอก คุณหมอเค้าตอบข้อความกลับมาน่ะ”“ยังไง ตอบกลับมายังไง ถึงได้ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่เชียว ตกลงเค้าจีบเธอจริงๆ ใช่มั้ยเนี่ย” ฉันแปลกใจกับอาการของเพื่อนที่มีต่อข้อความจากคุณหมอออนไลน์ มันทำให้ฉันมั่นใจมากขึ้นว่าหมอออนไลน์ต้องคิดจีบเพื่อนฉันแน่ๆ“ก็…น่าจะอย่างนั้นนะ” ยัยอัยย์ยังคงตอบกลับมาด้วยรอยยิ้มที่ดูเหมือนจะหุบไม่ลงแล้ว“จริงดิ แล้วเธออะ คุณหมอออนไลน์ดี หรือคุณหมอรักแรกดีจ๊ะ” เมื่อได้เห็นท่าทางของเพื่อนที่มีต่อหมอทั้งสองคน ฉันก็อดที่จะแซวไม่ได้ เพื่อนฉันมีคนเข้ามาให้เลือกแบบนี้ สงสัยไม่นานเพื่อนฉันคนนี้คงมีข่าวดีมาให้ชื่นใจแน่ๆ“อะไรนิต้า บ้าน่ะ ไปเถอะรถมาแล้ว” ยัยอัยย์เขินจนหันมาตีไหล่ฉัน แต่ฉันหลบได้พอดี และก็ยื่นหน้าออกไปหาเธอพยายามจ
ฉันพยายามจะขยับขาหนี แต่ก็ต้องถูกสายตาดุของเขารั้งเอาไว้อย่างง่ายดาย “อยู่เฉยๆ สิคุณ ผมจะตรวจแผลหน่อย” เขาเงยหน้าขึ้นมามองอย่างไม่สะทกสะท้าน มือยังคงค่อยพักขากางเกงของฉันขึ้น จนฉันต้องเป็นคนยอมแพ้หันหน้าหนีไปอีกทาง‘ดูแผลอะไรตอนนี้เนี่ยนะ แถมในสถานที่เปิดโล่งขนาดนี้อีก โอ้ย อีหมอบ้านี่ จะรักษาก็ไม่ดูเวลา ไม่สนใจสถานที่เลยหรือไง คนมองกันหมดแล้วเนี่ย’ ไม่ว่าจะนักท่องเที่ยว หรือชาวบ้านที่กำลังเดินผ่านไปผ่านมา ต่างก็จะต้องหันมามองทางเราสองคนที่นั่งถกขากางเกงกันอยู่ตรงนี้ ฉันเห็นแล้วก็เริ่มรู้สึกอายจนอยากจะมุดดินหนี“อุ๊ย...” ฉันสะดุ้งเบี่ยงขาหนี เมื่อรู้สึกถึงความเย็นเฉียบพลันตรงแผลที่ขา “เจ็บเหรอคุณ ผมแตะเบาๆ เองนะ” เมื่อก้มลงมองจึงรู้ว่า หมอวัตกำลังใช้เจลใสๆ ทาลงบนแผล “เปล่า แค่ตกใจเพราะมันเย็น”เขาได้ฟังก็ไม่ได้ตอบออกมา เพียงยกยิ้มมุมปากแล้วก้มหน้าทาเจลบางๆ ที่แผลต่อไปจนเสร็จ และช่วยปิดแผลไว้ให้อย่างเรียบร้อย “เสร็จแล้ว ต่อไปหลังอาบน้ำคุณก็เช็ดแผลให้แห้งแล้วหมั่นทาเจลนี้ห้ามลืมนะ จะได้ไม่เป็นรอยแผลเป็น อีกวันสองวันก็เปิดแผลได้แล้วไม่ต้องปิดแล้ว”หลังจากทำแผลให้ฉันเสร็จ เขาลุกขึ้นมานั่ง







