Masukโลกทั้งใบพลันหยุดนิ่ง เสียงจอแจ เสียงตะหลิวเคาะกระทะ เสียงหัวเราะหยาบโลนที่เคยดังลั่น บัดนี้เงียบสงัดราวกับมีใครมากดปุ่มปิดเสียงของโลก เหลือเพียงเสียงเครื่องยนต์ดีเซลที่เพิ่งดับไป แต่แรงสั่นสะเทือนของมันยังคงค้างอยู่ในอากาศและในทรวงอกของขวัญข้าว
หล่อนไม่ได้หันไปมอง และไม่กล้า หล่อนรู้ มีเพียงคนเดียวที่ขับรถสิบล้อได้เถื่อนและไม่เกรงใจใครเช่นนี้
สิงห์ ชายที่หล่อนเกลียดชังสุดขั้วหัวใจ ชายที่พ่อของหล่อนกำลังจะขายหล่อนให้เพื่อใช้หนี้
ความเย็นแล่นวาบไปทั่วทั้งร่าง ไล่มาตั้งแต่สันหลังจนถึงปลายเท้า ความเหนื่อยล้าและความหิวที่เคยรู้สึกหายวับไปในบัดดล ถูกแทนที่ด้วยความตื่นตระหนกที่พุ่งขึ้นมาจุกอยู่ที่ลำคอ
เขามาได้ยังไง เขารู้ได้ยังไงว่าหล่อนอยู่ที่นี่
ขวัญข้าวบีบสายกระเป๋าเป้แน่นจนข้อนิ้วซีดขาว หล่อนสั่งตัวเองในใจว่าอย่ากลัว อย่าให้เขาเห็นว่าหล่อนกลัวเด็ดขาด ดังนั้นหล่อนจึงรวบรวมความกล้าที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิด ค่อยๆ หันหน้าไป และหัวใจของหล่อนก็แทบจะหยุดเต้น
ดวงตาคมกริบสีนิลจ้องตรงมาที่หล่อนเพียงผู้เดียว สายตานั้นเย็นชาไร้ความรู้สึก เหมือนสายตาของนักล่าที่มองเหยื่อ ไม่ใช่สิ เขากำลังประเมินค่าต่างหาก
วินาทีนั้นขวัญข้าวลืมไปเลยว่าในร้านยังมีคนอื่นอยู่ โลกหดแคบลงเหลือเพียงหล่อนกับเขา พวกคนขับรถที่เมื่อครู่นี้ยังส่งเสียงแซวแทะโลมหล่อน ตอนนี้กลับก้มหน้าก้มตากินข้าวต้มของตัวเอง ไม่มีใครแม้แต่จะเหลือบมองไปทางประตู
พวกเขากลัวสิงห์ ความจริงข้อนี้ตอกย้ำให้ขวัญข้าวรู้สึกโดดเดี่ยวและสิ้นหวังยิ่งกว่าเดิม
ร่างสูใหญ่ค่อย ๆ คืบคลานเข้ามา ทุกย่างก้าวหนักแน่นและมั่นคง รองเท้าคอมแบตเก่า ๆ กระทืบลงบนพื้นปูนดัง กึก...กึก...กึก เป็นจังหวะที่สม่ำเสมอราวกับเสียงกลองที่กำลังตีนำขบวนแห่ศพ และศพนั้นคือหล่อนเอง
ขวัญข้าวพยายามยันตัวลุกขึ้น ขาสั่นจนแทบจะยืนไม่อยู่ หล่อนไม่อยากให้เขาเห็นหล่อนในสภาพของคุณหนูที่สิ้นท่าไรทางไปเช่นนี้
“ถอยไปนะ อย่าเข้ามา!” หล่อนเค้นเสียงที่สั่นเครือออกมา
สิงห์ยุดห่างจากโต๊ะของหล่อนแค่สองก้าว ใกล้จนหล่อนได้กลิ่นเหงื่อ กลิ่นควันบุหรี่ กลิ่นเหล้าขาวจาง ๆ และกลิ่นไอเหล็กจากเครื่องยนต์ กลิ่นผู้ชายที่รุนแรงจนทำให้หล่อนแทบสำลัก
มุมปากหยักลึกของเขาเหยียด แสยะยิ้มอย่างเหยียดหยาม
“จะหนีไปไหนคุณหนู” น้ำเสียงแหบห้าวและทุ้มต่ำเสียดแทงเข้ามาในโสตประสาท ทำให้ขนอ่อนทั่วร่างลุกชัน
“ฉันจะไปไหนมันก็เรื่องของฉัน!” ขวัญข้าวตะโกนกลับไป พยายามรวบรวมความพยศที่เป็นเกราะป้องกันตัวเพียงอย่างเดียวที่หล่อนมี “แกไม่มีสิทธิ์มายุ่งกับฉัน!”
“เรื่องของมึง...” สิงห์พูดสวนกลับมาทันควัน เสียงเรียบแต่เย็นเยียบ “ก็คือเรื่องของกูตอนนี้”
“แก...ไอ้...!”
หมับ!
ขวัญข้าวพูดไม่ทันจบมือใหญ่หยาบกร้านที่เต็มไปด้วยเส้นเอ็นและรอยแผลเป็นก็พุ่งคว้าเข้าที่ต้นแขนของหล่อน มันคือการบีบตะครุบไว้แน่น
ความเจ็บปวดแล่นปราดราวกับถูกคีมเหล็กหนีบ ผิวเนื้ออ่อน ๆ ของหล่อนที่ถูกถนอมมาทั้งชีวิตไม่เคยเจอกับสัมผัสที่ป่าเถื่อนเช่นนี้
“กรี๊ดดด! ปล่อยฉันนะ! ไอ้คนเถื่อน! ปล่อย!” ขวัญข้าวหวีดร้อง ใช้มืออีกข้างทุบตีแขนที่แข็งราวกับท่อนเหล็กของเขาแต่เขาไม่สะเทือนแม้แต่น้อย
สิงห์ออกแรงกระชากเพียงครั้งเดียวร่างทั้งร่างของขวัญข้าวก็ถลาหลุดออกจากเก้าอี้.ล้มคะมำเข้าไปซบอกกว้างที่แข็งเป็นหิน
โครม! จานชามบนโต๊ะร่วงหล่นแตกกระจาย
“ช่วยด้วย! ช่วยด้วยค่ะ! เขาจะทำร้ายฉัน!”
“ไม่...เสือ...อย่าทำแบบนี้ ฉันกลัวแล้ว...ฮือ...” “กลัวเหรอ เก็บความกลัวของมึงไว้ครางชื่อกูดีกว่า” เสือไม่ปรานี เขาจับท่อนขาเรียวขาวของเธอพาดขึ้นบนบ่ากว้างข้างหนึ่ง เผยให้เห็นจุดศูนย์กลางความอ่อนนุ่มที่เปิดเปลือยต่อหน้าเขาอย่างหมดจด เขาโน้มตัวลงไปเบื้องล่าง ใช้ความแข็งขืนที่ร้อนดั่งเหล็กเผาไฟถูไถไปตามรอยแยกที่ชุ่มฉ่ำเพื่อปลุกเร้าและทรมานให้เหยื่อสาวแทบขาดใจ “อ๊ะ...อ๊า...อย่า...” น้ำหวานครางเสียงหลง ความเสียวซ่านแล่นปราดไปทั่วสรรพางค์กาย สมองของเธอขาวโพลน ร่างกายบิดเร่าไปมาด้วยความทรมานที่แสนหวาน “แฉะขนาดนี้ ร่างกายมึงมันร่านอยากได้ของคนป่าอย่างกูแล้วนี่คุณหนู” เสือพูดจาหยาบโลนเพื่อเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของเธอให้จมดิน “ไอ้บ้า อื้อ
เสือไม่รอช้า มือใหญ่ที่ว่างอยู่อีกข้างเอื้อมไปกระชากบราเซียลูกไม้สีอ่อนที่เปียกชุ่มจนขาดผึงออกจากกันอย่างป่าเถื่อน ทรวงอกสล้างที่ซ่อนตัวอยู่เบื้องหลังความหรูหราดีดเด้งออกมาอวดสายตาคมกริบของนักล่า ยอดปทุมถันสีหวานชูชันท้าทายความเย็นของอากาศและสายตาหิวกระหายของเขา เสือกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ ความแค้นที่เคยมีเริ่มถูกแทนที่ด้วยความตัณหาดิบที่พุ่งทะยานจนปวดร้าวไปทั้งแกนกาย “สวยชิบหาย สวยจนกูอยากจะขยี้ให้แหลกคามือ” เขากระซิบเสียงพร่า “อย่านะ อ๊ะ ไอ้เลว!” น้ำหวานสะดุ้งเฮือกเมื่อฝ่ามือหยาบกร้านที่เต็มไปด้วยตาปลาจากการทำงานหนักตะปบลงบนความนุ่มหยุ่นของทรวงอกทั้งสองข้าง เขารวบขยำมันอย่างรุนแรงและเอาแต่ใจ ไร้ซึ่งความปรานีหรือการเล้าโลมใด ๆ น้ำหนักมือที่บีบเค้นลงมาทำให้เธอเจ็บจนต้องนิ่วหน้า แต่ในความเจ็บปวดนั้นกลับมีความเสียวซ่านแปลกประหลาดแล่นปราดเข้าสู่แกนกลา
เสียงผ้าที่ฉีกขาดออกจากกันดังก้องกังวานในกระท่อมสี่เหลี่ยมแคบ ๆ แข่งกับเสียงฟ้าร้องคำรามเบื้องนอก มันเป็นเสมือนเสียงประกาศิตที่ตัดขาดอิสรภาพและศักดิ์ศรีของคุณหนูผู้สูงส่งให้ขาดสะบั้นลงในพริบตา เศษผ้าเชิ้ตสีเข้มที่เปียกชุ่มหลุดลุ่ยร่วงหล่นลงไปกองกับพื้นไม้กระดาน เผยให้เห็นทรวงอกอวบอิ่มที่ซ่อนอยู่ภายใต้บราเซียลูกไม้สีอ่อนซึ่งเปียกปอนจนแนบสนิทไปกับผิวเนื้อขาวจัด หยดน้ำฝนที่เกาะพราวบนผิวเนียนละเอียดสะท้อนแสงไฟสลัวจากตะเกียงน้ำมันก๊าด ยิ่งขับเน้นความงดงามที่ตัดกับบรรยากาศอันซอมซ่อและสกปรกของกระท่อมร้างท้ายสวนยางพาราแห่งนี้อย่างสิ้นเชิง น้ำหวานเบิกตากว้างด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด ลมหายใจของเธอสะดุดกึก ร่างกายสั่นสะท้านอย่างรุนแรงเมื่อสัมผัสได้ถึงลมเย็นเยียบที่ปะทะเข้ากับผิวกายส่วนบน สัญชาตญาณเอาตัวรอดสั่งให้เธอรีบยกท่อนแขนเรียวบางขึ้นมาไขว้บังหน้าอกของตัวเองเอาไว้แน่น เธอกระถดร่างหนีถอยหลังไปบนฟูกนอนเก่า ๆ ที่ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดน่ารำคาญ จนกระทั่งแผ่นหลังบางชนเข้ากับฝาผนังไม้ข
“นายหัวเสือ...” เธอเค้นเสียงที่สั่นเครือออกมาอย่างยากลำบาก “เออ...กูนี่แหละ” เขาตอบกลับด้วยน้ำเสียงกระโชกโฮกฮาก ก่อนจะลดปืนลงช้าๆ แต่กลับใช้มือใหญ่ที่หยาบกร้านดุจคีมเหล็กพุ่งเข้าคว้าหมับที่ข้อมือของเธอแล้วกระชากร่างเล็กให้เข้าหาตัวอย่างแรงจนหน้าอกนุ่มหยุ่นบดเบียดกับแผงอกที่แข็งปานหินของเขา “โอ๊ย! เจ็บนะ! ปล่อยฉัน!” น้ำหวานหวีดร้อง พยายามสะบัดตัวดิ้นรนแต่กลับเหมือนยิ่งทำให้พันธนาการนั้นแน่นหนาขึ้น กลิ่นกายดิบเถื่อนที่ผสมปนเปไปกับกลิ่นดิน กลิ่นบุหรี่ และกลิ่นเหล้าป่าจากร่างกายเขาปะทะเข้ากับจมูกของเธอจนชวนให้เวียนหัว “เจ็บเหรอ สิ่งที่มึงเจ็บมันยังไม่ถึงเศษเสี้ยวที่ครอบครัวกูเจอเพราะความชั่วของพ่อมึงเลย” เสือคำรามใส่หน้าเธอ ลมหายใจอุ่นร้อนของเขาทำให้เธอสั่นสะท้านไปทั้งทรวง “ส่งลูกสาวมาทำงานสกปรกแทนเหรอ ไอ้ธเนศมันคงคิดว่ากูจะใจดีกับมึงสินะ”&nb
หยาดพิรุณที่เทกระหน่ำลงมาอย่างบ้าคลั่งในเขตเทือกเขาบรรทัดดูเหมือนจะเป็นความตั้งใจของสรวงสวรรค์ที่ต้องการจะชะล้างโลกให้จมดิ่งลงสู่ความมืดมิด เสียงฟ้าคะนองดังกึกก้องสะท้อนผ่านหุบเขาที่สลับซับซ้อน ราวกับเสียงกัมปนาทของอสูรกายที่กำลังตื่นจากจำศีล ลมพายุพัดหอบเอาไอเย็นจัดและกลิ่นอายดินโคลนที่ชุ่มน้ำจนเหนียวข้นปะทะเข้ากับทุกสรรพสิ่ง ป่าดงดิบรอยต่อจังหวัดพัทลุงในยามนี้ไม่ใช่ที่พักพิงที่ปลอดภัย แต่มันคือเขาวงกตที่เต็มไปด้วยอันตรายที่ซ่อนตัวอยู่ใต้เงามืดของแมกไม้ น้ำหวานพยายามบังคับร่างกายที่สั่นเทาให้ก้าวข้ามขอนไม้ผุพังที่ขวางกั้นเส้นทางเบื้องหน้าอย่างยากลำบาก รองเท้าผ้าใบราคาแพงที่เธอเคยใส่เดินในห้างสรรพสินค้าหรู บัดนี้หนักอึ้งไปด้วยโคลนสีแดงข้นที่เกาะหนาจนแทบยกขาไม่ขึ้น ทุกย่างก้าวคือความเจ็บปวดที่แหลมปราดจากหนามป่าที่เกี่ยวพันเรียวขาขาวภายใต้กางเกงผ้าเนื้อดีที่บัดนี้ขาดวิ่นและเปียกชุ่ม เธอรู้ดีว่าการลอบเข้ามาในหุบเขาเสือแห่งนี้คือการเอาชีวิตมาทิ้ง แต่ความกดดันจากหนี้สินมหาศาลที่พ่อของเธอทิ้งไว้ก่อนจะล้มละลาย และภาพใบหน้าอันระทมทุกข์ของบุพการีคือแรงผลักดันเดียว
ท่ามกลางเสียงฝนที่ตกกระหน่ำไม่ขาดสายของภาคใต้ กลิ่นอายของดินโคลนที่ชุ่มน้ำและกลิ่นยางดิบดูเหมือนจะเข้มข้นขึ้นจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของมวลอากาศที่หนาวเหน็บ ที่นี่ อาณาจักรไร่ปาล์มและสวนยางพาราที่กว้างขวางสุดลูกหูลูกตาบนรอยต่อเทือกเขาบรรทัดคือดินแดนที่ขนานนามว่า 'หุบเขาเสือ' และเจ้าของอาณาจักรที่น่าเกรงขามที่สุดก็คือชายผู้มีนามว่า ‘เสือ’ ภายในห้องทำงานชั้นบนของบ้านไม้กึ่งปูนหลังใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่บนเนินเขา แสงไฟจากหลอดนีออนสลัวรางส่องกระทบร่างสูงใหญ่ปานยักษ์ปักหลั่นของชายหนุ่มวัยสามสิบปี เสือยืนนิ่งอยู่ริมหน้าต่างกระจกบานกว้าง จ้องมองออกไปในความมืดมิดที่มีเพียงสายฝนโปรยปรายอย่างไม่มีที่ท่าว่าจะหยุด เขาไม่ได้สวมเสื้อ เผยให้เห็นแผ่นหลังกว้างสีทองแดงกร้านแดดที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามแข็งแรงราวกับถูกสลักด้วยหินแกรนิต รอยสักยันต์เสือเผ่นที่แผ่นหลังดูขยับไหวตามจังหวะการหายใจที่หนักแน่นและสม่ำเสมอ ผิวเนื้อของเขาเต็มไปด้วยรอยแผลเป็นเล็กใหญ่ที่เป็นดั่งเหรียญตราแห่งการต่อสู้ดิ้นรนจากเด็กหนุ่มที่ไม่มีอะไรเลย สู่เจ้าของกิจการพันล้านในวันนี้ ในมือหยาบกร้







