LOGINปรวีร์ ไวยวัจน์ วัย 33 ศัลยแพทย์ออโธปิดิกส์หนุ่มอนาคตไกลควบตำแหน่งผู้บริหารโรงพยาบาลเอกชนที่ครอบครัวถือหุ้นใหญ่ เขาเติบโตมาท่ามกลางความเพียบพร้อมโดยมีพ่อแม่เป็นแบบอย่างที่ดี นิทานเรื่องนี้จึงสอนให้เขารู้ว่า ควรคู่กับคนที่คู่ควร “ดูพ่อแม่เราสิปั้น อยู่กันไปก็รักกันเอง ผิดคำย่าเสียที่ไหน” “ย่าว่าดี ปั้นก็ว่าดีครับ” อะไรก็ตามที่ทำให้ชีวิตของหลานชายที่ได้ดั่งใจย่าที่สุดอย่างหมอปั้นเข้าใกล้คำว่า ‘สมบูรณ์แบบ’ ยิ่งขึ้น เขาย่อมไม่ปฏิเสธ สลิล แปลว่า น้ำ เธอจึงเย็นชื่นฉ่ำเหมือนสายน้ำ เพราะรู้ดีว่าเป็นได้เพียงคนในเงาที่เขาไม่คิดเชิดชูออกหน้า จึงไม่เคยเรียกร้องเกินควร แต่อย่างน้อยก็ขอบคุณ ในวันที่ต้องจากลา เขายังมอบของขวัญล้ำค่าให้เธอ
View Moreบทนำ
ปรวีร์ ไวยวัจน์ จ้องมองหญิงสาวรูปร่างบอบบางตรงหน้า เธอดูอ่อนกว่าอายุจริง ดวงตาใสซื่อคู่นั้นที่สะกดเขาตั้งแต่แรกเจอมองตอบอย่างสงบนิ่ง เหมือนเธอจะรู้...รู้มาตลอดว่าวันใดวันหนึ่งเรื่องระหว่างเราก็ต้องจบลง
“ลิล ผม...” ในหัวพยายามนึกหาคำพูดถนอมน้ำใจเธอมากที่สุด
“ลิลเข้าใจค่ะ คุณหมอไม่ต้องกังวล ลิลจะย้ายออกพรุ่งนี้ค่ะ” น้ำเสียงสั่นเครือแม้ไม่อยากอ่อนแอ ในเมื่อเขาชัดเจนแต่แรกและเธอเองก็สมัครใจ
“ขอบคุณครับ” เขาลังเลเล็กน้อยก่อนเอ่ย
“คืนนี้ผมเข้าเวร คงไม่ได้กลับมาอีก” บอกเป็นนัยว่าคงได้พบกันเป็นครั้งสุดท้าย
“ค่ะ” ในอกจุกเจ็บ จะพูดอะไรได้อีก เพราะการกระทำของเขาอธิบายทุกอย่างหมดแล้ว
จากเคยชิดใกล้กลับห่างเหินเย็นชา ถามคำตอบคำ ไม่ยอมสบตาหรือมองหน้าเธอตรงๆ บางสัปดาห์ก็ไม่มาหา นั่นไม่ได้บอกให้เธอเตรียมตัวเตรียมใจหรือไง
และทุกอย่างก็จบลงง่ายๆ...เหมือนตอนเริ่ม
…………………………………………………………………………………………………………………..
สามปีก่อน
“ลิลๆ เห็นคุณหมอคนใหม่ยัง ล้อหล่อ เหมือนเดินออกมาจากซีรีส์เกาหลีเลยแก” เดมี ชื่อเล่นที่ดมิสาให้ทุกคนเรียก สะกิดเธอขณะกำลังสาละวนกับออร์เดอร์ลูกค้า
“ยังเลยเดมี” ตอบพลางเร่งมือชงกาแฟ
“ขนาดฉันสายฝอยังอยากขอแซ่บบ้าง ว่าแต่คุณหมอเล่นทินเดอร์รึเปล่าน้า...” เพื่อนสาวทำท่าจะหยิบสมาร์ตโฟนขึ้นมาดู
“จริงสิ ส่งกาแฟชั้นไหนล่ะลิล เดี๋ยวฉันเอาขึ้นไปเอง เผื่อพรหมลิขิตจะทำงาน” ดมิสาหัวเราะคิกคัก กุลีกุจอช่วยเธอจัดกาแฟใส่ถาด
“ชั้นเก้าจ้ะ”
“ว้า แผนกสูติฯ นี่นา คนละโยชน์เลย” หญิงสาวพ่นลมหายใจด้วยความเซ็ง แต่ได้รับอาสาแล้วจึงถือขึ้นไปส่งให้
สลิลเพิ่งทำงานที่ร้านอาหารและกาแฟของโรงพยาบาลแห่งนี้ได้ไม่ถึงปี แรกเริ่มเดิมทีเธอเป็นพนักงานชงกาแฟคนโปรดของพี่อุ้มเจ้าของร้าน เพราะบรรดาคุณหมอและพยาบาลต่างชมเป็นเสียงเดียวกันว่ารสมือสลิลเข้มข้นถึงใจ ตาค้างอยู่เวรได้สบาย
พอทำงานได้สักพักพี่อุ้มก็ค้นพบว่านอกจากชงกาแฟอร่อยแล้ว สลิลยังทำอาหารเก่งอีกด้วย สามารถพลิกแพลงทุกเมนูให้เป็นอาหารจานด่วน ประหยัดเวลา ไม่ต้องให้บุคลากรทางการแพทย์หิ้วท้องรอ
พี่อุ้มผู้เห็นค่าของเงินไม่รอช้า รีบเสนอตำแหน่งแม่ครัวให้สลิลโดยทำงานสองกะแลกกับเงินเดือนที่เพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว เด็กบ้านนอกที่มีเพียงวุฒิม.6 ไม่นึกไม่ฝันว่าจะได้รับโอกาสจากเจ้าของร้าน ดีใจจนตัวลอย รีบโทร.บอกยายซึ่งเป็นครอบครัวคนเดียวของเธอ
“ยายจ๋า พี่อุ้มเขาให้ลิลทำงานเพิ่มด้วยจ้ะ” เสียงใสปิดบังความตื่นเต้นไม่มิด
“ไหวหรือเปล่าล่ะลูก อย่าหักโหมเกินไปนัก” ยายทิพย์หรือน้ำทิพย์อดห่วงหลานสาวคนเดียวไม่ได้
“ไหวจ้ะ ลิลไม่เหนื่อยเลย ยายอยู่บ้านคนเดียวดูแลตัวเองดีๆ ด้วยนะจ๊ะ”
“ยายอยู่ได้ หนูมีเงินพอใช้ไหม ไม่ต้องส่งให้ยายบ่อยๆ นะลูก” ผู้สูงวัยเสียงเครือ สงสารหลานที่ต้องทำงานงกๆ เลี้ยงตน
สลิลเพิ่งอายุยี่สิบเอ็ด ย่างยี่สิบสอง แต่กลับต้องแบกรับชะตากรรมและภาระที่ผู้เป็นแม่ทิ้งไว้ ลูกสาวนางท้องไม่มีพ่อ พอคลอดได้ไม่กี่วันก็จากไปพร้อมเงินก้อนสุดท้ายของครอบครัว หายเข้ากลีบเมฆ ไม่เคยกลับมาเหลียวแล ‘แม่’ จึงเป็นเพียงคำนามกลวงเปล่าสำหรับสลิล
หลายปีก่อนนางพาหลานนั่งรถไฟจากบ้านเกิดในจังหวัดหนึ่งทางภาคอีสานเข้ามาตะลอนหางานในกรุงเทพฯ แม้จะเริ่มอายุมากแต่ยังพอมีกำลังวังชา หวังทำงานส่งเสียหลานจนจบปริญญาตรีให้มีหน้าที่การงาน มีชีวิตที่ดีกว่าแม่และยาย
ทว่าความเหลื่อมล้ำในเมืองฟ้าอมรไม่เคยปรานีใคร สลิลเรียนจบแค่ม.6 ก็ต้องออกมาทำงานเลี้ยงปากท้องสองยายหลาน เนื่องจากสุขภาพของยายน้ำทิพย์ทรุดโทรมลงทุกวัน ไม่สามารถออกไปรับจ้างทำงานหนักๆ ได้อีก กอปรกับค่ารักษาพยาบาลและค่าเดินทางไปหาหมอที่สูงขึ้น ทำให้เงินที่มีจำกัดจำเขี่ยไม่พออีกต่อไป
ยายทิพย์จำต้องย้ายกลับภูมิลำเนาเดิมเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย ส่วนสลิลยังทำงานในกรุงเทพฯ และส่งเงินให้ยายเป็นประจำทุกเดือน
นางได้แต่โทษสังขารตัวเองที่เป็นเหตุให้หลานหมดอนาคตเรียนต่อ สลิลเป็นแก้วตาดวงใจของนางและไม่เคยนึกเสียใจที่ลูกสาวไม่รักดีทิ้งหลานไว้ให้เลี้ยง หลานนางว่านอนสอนง่ายแต่เล็ก ไม่เคยสร้างความเดือดเนื้อร้อนใจให้ กตัญญูเป็นที่หนึ่ง ใจเย็น อ่อนโยนและเข้มแข็ง
นางภูมิใจที่สลิลเติบโตมาเป็นคนดีและคนงาม แม้หลายคราหญิงชราสายตาฝ้าฟางคนนี้จะสับสนว่าคนงามที่ว่าคือลูกหรือหลาน นั่นก็เพราะสลิลได้ใบหน้ารูปไข่ ปากนิดจมูกหน่อย ดวงตาดำขลับดูใสซื่อจริงใจ ผิวขาวนวลเนียนและรูปร่างอรชรอ้อนแอ้นมาจากผู้เป็นแม่
“พอจ้ะ ยายอย่าลืมกินยาตามหมอสั่งด้วยนะจ๊ะ” เสียงตอบกลับของหลานดึงผู้สูงวัยหลุดจากภวังค์ความคิด
“หนูก็พักผ่อนบ้างนะลูก”
“จ้ะ ปีนี้ลิลคงยังไม่ได้กลับไปหายายนะจ๊ะ” หญิงสาวกล่าวเศร้าๆ
“ว่างๆ ค่อยมาก็ได้ลูก” นางเข้าใจดีว่าหลานทำงานหามรุ่งหามค่ำหาเงินส่งให้ตน
“ลิลไปทำงานต่อก่อนนะจ๊ะ เดี๋ยวลิลโทร.หา” เธอต้องรีบวางสายเพราะเป็นเวลางาน
“อย่าต้องหักโหมนะ รู้ไหม” ผู้เป็นยายย้ำอีกครั้ง
“จ้ะยาย”
หญิงสาวทำงานอย่างขยันขันแข็ง หกวันต่อสัปดาห์ตั้งแต่เก้าโมงเช้าถึงสี่ทุ่ม ในชั่วโมงเร่งด่วนที่มีออร์เดอร์ทะลักทลายก็ต้องวิ่งแข่งกับเวลา ส่งอาหารกับกาแฟตามชั้นต่างๆ ทำให้พลอยคุ้นหน้าคุ้นตาคุณหมอและพยาบาลเกือบทุกวอร์ด
และด้วยความที่สลิลเป็นคนสวย สัดส่วนโค้งเว้าชวนมอง บุคลิกนอบน้อม ทุกอย่างประกอบกันดูละมุนตา บรรดาหมอหนุ่มจึงผลัดกันแวะเวียนมาหาจนหัวกระไดร้านไม่เคยแห้ง โดยเฉพาะหมอณพ หรืออรรณพ กุมารแพทย์หนุ่มผู้ให้ความเอ็นดูหญิงสาวร่างเล็กอย่างออกนอกหน้า
“ลิล หมอณพรีเควสต์ บ่ายสามขอกาแฟเหมือนเดิมที่ห้องด้วย” พี่อุ้มร้องบอกหลังรับออร์เดอร์ทางโทรศัพท์
“ค่ะ พี่อุ้ม” เธอเหลือบมองนาฬิกา เหลือเวลาอีกสิบห้านาทีจึงเริ่มลงมือ
“แหม หมอณพรุกหนักเชียวนะ” ดมิสาเดินมากระซิบให้ได้ยินเพียงสองคน
“ใช่ที่ไหนเล่า” สลิลปฏิเสธ
“มองจากดาวอังคารก็รู้ย่ะ ว่าเขาจีบแกอยู่” เพื่อนสาวสายฝอยืนยัน
“เป็นไปไม่ได้หรอก คุณหมอสาวๆ สวยๆ ก็ตั้งเยอะ” เธอไม่เชื่อว่าหมออย่างเขาจะคิดเกินเลยกับพนักงานร้านกาแฟ
“จ้า” ดมิสากลอกตาให้กับความซื่อจนบื้อของสลิล ถึงไม่ได้กันท่าคุณหมอคนอื่น แต่หมอณพก็รุกคืบอย่างเปิดเผยมาตั้งหลายเดือน มีที่ไหนสั่งอาหารกับกาแฟวันละสามเวลาและรีเควสต์ให้เพื่อนเธอขึ้นไปส่งเองทุกครั้ง วันไหนไม่ได้เห็นหน้าสลิลคงไม่มีแรงรับเคสคนไข้
หญิงสาวจัดแก้วอเมริกาโนร้อนใส่ถาดให้เรียบร้อยก่อนเดินออกจากร้านตรงไปยังลิฟต์ กดชั้นสิบสี่ ซึ่งเป็นแผนกกุมารเวชกรรม
“รอด้วยครับ” มือใหญ่ข้างหนึ่งยื่นมาคั่นประตูลิฟต์ที่กำลังเลื่อนปิด เธอจึงรีบกดปุ่มเปิดให้
ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่สวมเสื้อเชิ้ตสีน้ำเงินเข้มก้าวเข้ามายืนข้างๆ
“ชั้นไหนคะ” เธอถามด้วยยืนใกล้แผงปุ่มกด
“ชั้นเดียวกันครับ”
เมื่อถึงที่หมายเขาก็เดินออกจากลิฟต์ ตรงไปทางเดียวกับเธอ
‘ผู้ปกครองเด็กละมั้ง’ สลิลมองแผ่นหลังกว้างที่เดินนำอยู่สองสามก้าว ชะลอฝีเท้าลงเล็กน้อย ทิ้งระยะห่างให้เขาเดินลับไปก่อน
พอถึงหน้าห้องพักนายแพทย์อรรณพจึงเคาะประตูขออนุญาตเช่นเคย
“เชิญครับ” เขาร้องตอบ
“ขอโทษที่มาช้าค่ะ” เธอค้อมศีรษะให้หลังเปิดประตูเข้ามา
“ไม่เป็นไรครับ” หมอหนุ่มหน้าตี๋ สวมแว่นไร้กรอบยิ้มกว้าง ปรี่มารับแก้วกาแฟจากเธอ
“ยุ่งเหรอครับ” เขาตั้งท่าชวนคุยเมื่อเห็นว่าเธอกำลังจะผละไปทันทีที่เสร็จธุระ
“นิดหน่อยค่ะ” สลิลเงยหน้าขึ้นตอบจึงเหลือบไปเห็นบุคคลที่สามในห้อง ชายหนุ่มสวมเสื้อเชิ้ตสีน้ำเงินเข้มที่ขึ้นลิฟต์มาพร้อมกันคนนั้นกำลังยืนกอดอก พิงสะโพกกับขอบโต๊ะทำงาน ประสานสายตากับเธอ
หญิงสาวมองเขาเต็มตาเป็นครั้งแรก คิ้วเข้มพาดเฉียงเหนือดวงตาสีดำสนิท ริมฝีปากแดงตัดกับผิวขาวจัดเหมือนผู้หญิง จมูกโด่งเป็นสัน สีหน้าราบเรียบปราศจากอารมณ์ โดยรวมดูหล่อเหลา สุภาพและ...อันตราย
บางอย่างร้องเตือนให้เธอรีบหันหลังออกจากห้องนี้ เจ้าของใบหน้านิ่งเฉยนั้นยังคงจ้องเธอกับหมอณพไม่ลดละ พานให้รู้สึกหนาวๆ ร้อนๆ
“ลิลขอตัวก่อนนะคะ” เธอไม่อยากอยู่นาน อึดอัดกับสายตาว่างเปล่าเหมือนอากาศแต่กดทับจนหายใจไม่ออก
“ครับ” หมอณพดึงประตูเปิดให้เธอ
“คนนี้เหรอ” คล้อยหลังเธอไปไม่นาน บุคคลที่สามในห้องก็ถามขึ้น
“มีคนนี้คนเดียวครับ หมอปั้น”
ปรวีร์ทำหน้าเหมือนไม่เชื่อเพื่อนหมอที่เรียนด้วยกันมาตั้งแต่มัธยมปลาย เขารู้จักอรรณพดี ใจกว้างดั่งมหาสมุทรสมชื่อ ไม่เคยจริงจังกับสาวคนไหนและไม่มีสาวคนไหนจริงจังด้วย
“ไม่ใช่อย่างที่มึงคิดเลยไอ้ปั้น คนนี้กูจริงจัง” หลังเรียนจบเฉพาะทางและทำงานในโรงพยาบาลรัฐจึงลาออกจากราชการย้ายมาโรงพยาบาลเอกชนของครอบครัวปรวีร์
หมอหนุ่มได้ประสบพบเห็นเด็กหลายชีวิตเจ็บตายก่อนวัยอันควร ทำให้ตระหนักได้ว่าชีวิตนี้แสนสั้นนัก เขาอยากใช้มันอย่างคุ้มค่ากับใครสักคน ไม่ใช่แค่ชั่วข้ามคืนอย่างที่ผ่านมา
เมื่อเจอสลิลที่ร้านกาแฟใต้ตึก สัญชาตญาณบอกเขาทันทีว่านี่คือรักแรกพบ แต่ตามเทียวไล้เทียวขื่อมาหลายเดือน สาวเจ้ายังไม่มีวี่แววจะตอบรับไมตรีสักที ได้แต่เก็บไปพร่ำเพ้อกับปรวีร์ เพื่อนหมอที่สนิทสุด
“อืม” ชายหนุ่มพึมพำรับในลำคอ
“ยังไม่มีแฟน กูสืบมาหมดแล้ว ถึงได้เร่งจีบนี่ไง กลัวหมาคาบไปแดก” อรรณพถอนหายใจ “แล้วมาหากูทำไมวะ” เขาถามขึ้นด้วยความประหลาดใจ จู่ๆ ปรวีร์ก็เปิดประตูเข้ามาก่อนสลิลเสียอีก
“แวะมาฝากตัว ในฐานะผู้บริหารใหม่” เส้นทางเขาไม่แตกต่างจากเพื่อนสนิทนัก หลังใช้ทุนเสร็จและทำงานเก็บเกี่ยวประสบการณ์ในโรงพยาบาลรัฐต่อสักพัก คุณหญิงกัลยา ไวยวัจน์ ผู้เป็นย่าก็ดึงตัวมาทำงานที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งนี้พร้อมมอบตำแหน่งผู้บริหารให้
“แหม กว่าจะยอมรับราชโองการฮองไทเฮานะครับไอ้ปั้น” หมออรรณพแซว
เพื่อนเขาถ่วงเวลามาพอสมควรเพราะมุ่งมั่นในอุดมการณ์ ‘การแพทย์เพื่อความเท่าเทียม’ ให้การรักษาและให้คนทั่วไปเข้าถึงการรักษาอย่างเท่าเทียมกัน
“อือ มันคงถึงเวลาแล้วละ” เขาเองอยู่ในวัยขึ้นเลขสาม ควรเข้ามาสานต่อภาระหน้าที่ตามที่คุณย่ามอบหมายให้เป็นเรื่องเป็นราวเสียที
“ย่ามึงต้องภูมิใจ เดินเข้าโรงพยาบาลวันแรก สาวๆ ก็กรี๊ดลั่นจนกูนึกว่าไฟไหม้ที่ไหน” หมอหนุ่มหัวเราะลั่น
ปรวีร์ส่ายหน้าระอา บรรดาสาวน้อยสาวใหญ่ต่างเข้ามารุมล้อมระหว่างเดินทักทายและฝากตัวกับวอร์ดต่างๆ กว่าจะสลัดหลุดก็เล่นเอาเหงื่อตก
“ไปละ ยังไม่ได้กินข้าวเที่ยง” เขายืดตัวตรง ก้าวไปที่ประตูทันที
“ลงไปอุดหนุนร้านน้องลิลด้วยนะเว้ย” อรรณพบอก แต่ไม่มีเสียงตอบรับจากปรวีร์
‘My favorite song (เพลงที่ชอบ)’หญิงสาวน้ำตาร่วงเผาะขณะนั่งทำการบ้านเรียงความในหัวข้อเพลงภาษาอังกฤษที่ชอบ ความเศร้าหมองตรอมตรมที่ข่มไว้ ย่ำค่ำทีไรเป็นต้องออกมาทักทายทุกที เธอใช้พลังใจมหาศาลในการดำเนินชีวิตโดยไม่มีเขา สองเดือนที่ผ่านมาไม่มีคืนไหนหมอนหนุนไม่เปียกน้ำตา‘เพลงที่ชอบเหรอ’ ไม่มีหรอก เขาเปิดอะไรให้ฟังก็ฟังด้วย วงโปรดของเขาชื่อ cigarettes after sex หนีไม่พ้นบุหรี่กับกิจกรรมที่ชอบทำร่วมกับเธอตามเคย สลิลขำขื่น วันหยุดเขาชอบนอนเอกเขนกบนโซฟาขนาดใหญ่กลางห้องนั่งเล่น อ่านหนังสือบ้าง นอนคลอเคลียเธอเฉยๆ หรือไม่เฉยบ้างโดยเปิดเพลงวงนี้คลอไปด้วย“เพราะไหม” ปรวีร์กระซิบถามข้างหู ยังไม่ยอมผละไปไหนหลังเพลงรักรอบแรกจบลง จมูกโด่งซุกไซ้กลุ่มผมนุ่มอย่างสบายอารมณ์“ลิลฟังไม่ออกหรอกค่ะ” ขดตัวนอนตะแคงหันหลังให้ในอ้อมกอดเขาบนโซฟา“ดนตรีเป็นภาษาสากล ไม่ต้องแปลก็เข้าใจ”“อะ อื้อ...” จู่ๆ เขาก็แทรกกายเข้ามาทั้งที่เพิ่งได้พักไม่ถึงสิบนาที(your lips, my lips)บรรเลงเชื่องช้าตามจังหวะเพลง พรมจูบแผ่นหลังบางแผ่วเบาราวขนนกแตะแต้ม(apocalypse)มือหนาบีบเคล้นอกอวบ โหมกระพือไฟสวาท(You’ve been locked in here
ประตูห้องปิดลงเสมือนหัวใจที่ปิดตาย เธอหันหลังเดินจากมา ไม่คิดหวนคืน นับจากนี้จะทำเพื่อตัวเอง คิดถึงตัวเองให้มาก ปรวีร์ไม่เพียงพรากความบริสุทธิ์แต่รวมถึงความไร้เดียงสาของเธอไปด้วย เขาได้เปลี่ยนเด็กสาวบ้านนอกไม่ประสีประสา ไร้ซึ่งความทะเยอทะยานคนหนึ่งให้เป็นผู้หญิงที่มองโลกตามความเป็นจริง ในอดีตเธอเคยมีความฝันแสนเรียบง่าย ตั้งหน้าตั้งตาทำงานเก็บเงินเพื่อจะได้กลับไปอยู่ต่างจังหวัดกับยาย และเป็นเขาเองที่สอนเธอว่า เส้นทางนั้นไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบระหว่างที่อยู่ด้วยกันเขาให้มุมมองและแนวคิดดีๆ หลายอย่าง พร่ำสอนราวกับเธอเป็นน้องสาวอีกคน จะได้ใช้ประโยชน์จริงๆ ก็วันที่คนสอนไม่อยู่นี่แหละ สลิลย้ายกลับมาอยู่หอพักเดิมชั่วคราวเพื่อให้เวลาตัวเองได้คิดทบทวนและตั้งหลักใหม่ เธอยังมีเงินเก็บก้อนใหญ่จากเงินที่เขาให้ไว้ใช้จ่าย คิดว่าคงพอกินอยู่ได้อีกพักหนึ่งเพราะตอนนี้เธอมืดแปดด้านจริงๆ...................................................................................................ชายหนุ่มพ่นควันบุหรี่สีเทาพลางแหงนหน้ามองท้องฟ้ายามรัตติกาล เธอไปแล้ว จากไปอย่างไร้ร่องรอยราวกับไม่เคยมีตัวตน กระนั้นยังไ
ปากหยักหลอกล่อคนไม่เดียงสาให้ติดกับลมหายใจอุ่นจัดผสมกลิ่นหอมเย็นของบุหรี่ ดูดดึงหยอกเย้าก่อนส่งเรียวลิ้นเข้าไปชิมโพรงปากหวาน เกี่ยวกระหวัดลิ้นเล็ก สูบกลืนอย่างหิวกระหาย“ปะ เดี๋ยวสอนต่อ” เขาผละมาจูบหน้าผาก เว้นช่วงให้เธอหายใจก่อนช้อนร่างบางตรงไปยังเตียงนอนทันทีเสื้อผ้าติดกายของทั้งคู่ร่วงสู่พื้นอย่างรวดเร็ว ปรวีร์กลั้นหายใจกับความงามตรงหน้า เห็นตัวเล็กๆ แต่ส่วนที่ควรเต็มไม้เต็มมือกลับเยอะจนล้นเกิน คนถูกจ้องสะเทิ้นอายเสเบือนหน้าหนี นั่นกลับยิ่งเปิดทางให้จมูกโด่งฉกมาซุกไซ้ซอกคอหอมกรุ่น ปากหนาขบเม้ม ละเลียดชิมทิ้งไอร้อนแผดเผาทุกตารางนิ้วที่พาดผ่าน“กลัวเหรอ” เขาเงยหน้ากระซิบถามเมื่อสัมผัสได้ว่าคนใต้ร่างกำลังสั่นสลิลพยักหน้า“มันก็...คงจะเจ็บแต่สนุกนะ” เขาอมยิ้มน้อยๆ แล้วค่อยๆ ดึงแขนเรียวที่กอดอกแน่นออก“สวย”สิ้นคำก็ก้มลงไปคลุกเคล้าบัวตูมสีหวานเยี่ยงคนลุ่มหลงมัวเมา รสชาติสดใหม่ที่ได้ลิ้มลองเป็นคนแรกช่างหอมหวานเกินห้ามใจ ร่างบางนอนระทดระทวยสิ้นเรี่ยวแรงขัดขืน ลำพังความปั่นป่วนที่เขาเพียรปลุกเร้าก็ประคองสติลำบากแล้ว แต่จู่ๆ เขาก็หยุดไปปรวีร์ยืดตัวไปหยิบบางอย่างออกมาจากลิ้นชักโต๊ะข้างเตี
บทที่ 1 วันนี้มือบางปาดน้ำตาลวกๆ พลางกวาดสายตาดูรอบห้องที่อาศัยมาสามปี เธอเก็บข้าวของติดตัวไม่กี่ชิ้นลงกระเป๋าเรียบร้อย เหลือเพียงของใช้ร่วมกันบางชิ้นที่เจ้าของห้องคงไม่อยากเก็บไว้จึงต้องลงไปนอนกองรวมกันที่ก้นถุงดำ ปลอกหมอนอิงลายที่เธอเลือก ดอกไม้ในแจกัน เทียนหอมและอื่นๆ กลายเป็นขยะไร้ค่าไม่ต่างจากเธอตอนนี้โทษใครไม่ได้นอกจากความใจง่ายของตัวเอง ปรวีร์ถูกใจเธอตั้งแต่แรกเห็นและเข้าหาตอนเธอกำลังเคว้งคว้างกลางทะเลอย่างอ่อนแรงเมื่อได้รับข่าวร้ายว่ายายผู้เป็นหลักยึดเดียวหกล้มจำเป็นต้องผ่าตัดสะโพกด่วน ค่าใช้จ่ายทั้งหมดแม้ไม่มาก แต่เธอในตอนนั้นไม่มีสำรองสักบาท จึงบากหน้าไปขอเบิกล่วงหน้ากับพี่อุ้มแล้วลางานกลับต่างจังหวัดเพื่อดูแลยายกระทั่งกลับมาทำงานได้ไม่กี่วัน เจ้าของร้านก็แจ้งให้เธอขึ้นไปพบเขาที่ห้องผู้บริหาร สลิลไม่เข้าใจสักนิดแต่ยอมปฏิบัติตาม การพบกันครั้งที่สองไม่ได้ทำให้เธอครั่นคร้ามแต่อย่างใด ตรงกันข้ามเขากลับมีอิริยาบถผ่อนคลาย ถามถึงยาย ชวนคุยเรื่อยเปื่อยก่อนเฉลยสิ่งที่เธอสงสัย“ผมดูแลค่าใช้จ่ายให้แล้ว”หญิงสาวเงยหน้ามองเขาอย่างไม่เชื่อหูตัวเอง คำถามมากมายผุดขึ้นในหัว แต่ปากเอ่ยขอบค





