Beranda / รักโบราณ / ซือซือฮองเฮาพันโฉม / บทที่ 10 สัญญาของหมูโง่

Share

บทที่ 10 สัญญาของหมูโง่

last update Tanggal publikasi: 2026-01-26 16:51:02

         เมื่อเห็นร่างสูงของบุรุษหนุ่มทั้งสองที่เดินเคียงคู่กันมา หงซือซือก็หน้าเปลี่ยนสี เรื่องเมื่อคืนนางรู้ว่าคุณชายสามและนางเมามากจึงได้แต่ก่นด่าตนเองในใจ

‘ซือซือเอ๋ย! เจ้านี่มันช่างงี่เง่าสิ้นดี ดันปล่อยตัวเองให้เละเทะจนขึ้นเตียงกับมังกรขาวเจ้าเล่ห์ นี่หากเขานึกออก ข้าจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน’

         “น้องหง เจ้าอยู่นี่เอง! พวกเจ้ามิได้ไปดูการประลองดอกหรือ”

         ท่านน้าของนางว่องไวกว่าที่คิด ทันทีที่ได้ยินเสียงฝีเท้าของบุรุษสองคนเข้ามาใกล้นางก็เร้นกายจากไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งไว้หงซือซือกับหานซูลี่อยู่รับหน้า

         “พวกเราดูแล้ว แต่เพราะเกรงว่าจะมิได้ชมทิวทัศน์ให้เต็มที่ก็เลยชวนกันออกมาเดินเล่นแถวนี้เจ้าค่ะ”

         “จริงสินะ พรุ่งนี้พวกเราก็ต้องเดินทางกลับแต่เช้า” อ๋องเก้าหันไปมองพี่ชาย “แล้วท่านเล่าพี่สาม คิดจะอยู่สักกี่วัน ”

         “ข้าเองก็คิดจะกลับพรุ่งนี้เช่นกันอาจจะเป็นยามบ่ายเพราะข้านัดกับคนผู้หนึ่งเอาไว้” สีหน้าของคุณชายสามดูเป็นงานเป็นการเมื่อเอ่ยถึงนัดหมาย

หงซือซือแอบสงสัยว่าคนที่เขานัดหมายเอาไว้น่าจะเป็นคนสำคัญผู้หนึ่งในยุทธภพ เห็นทีนางคงต้องทิ้งหัวหน้า สวีเอาไว้ที่นี่เพื่อสืบดูว่าเขานัดหมายกับผู้ใด

         “ใกล้จะเที่ยงวันแล้ว พวกเราไปหาของอร่อยกินกันดีกว่า หม่อมฉันหิวแล้วเพคะท่านพี่”

หานซูลี่รีบหันไปเกาะแขนพระสวามี นางเกรงสายตาคมกริบของฮ่องเต้และอ๋องเก้าจะมองเห็นความผิดปกติในบริเวณที่นางและสหายรักยืนอยู่

กิ่งไม้ที่โดนกระบี่ฟันหลุดร่วงหลายกิ่ง ซ้ำใบไม้สีเขียวที่โดนคมอาวุธที่ท่านอาเจียงสาธิตท่าพิฆาตให้พวกนางดูนั่นยังร่วงกราวอยู่เต็มพื้น

         จอมยุทธ์หงก้าวยาวเท้าตามสองสามีภรรยาที่เดินนำกลับสู่ภายในโรงเตี๊ยมทว่าร่างสูงสง่าด้านหลังกลับไม่เปิดโอกาสให้นางได้เดินเดียวดาย

         “น้องหง เจ้ายังจำสัญญาเมื่อคืนของเราได้หรือไม่”

         “อะ หา!” นางลืมสัญญาบ้าๆ นั่นไปเสียสนิท หญิงสาวยกส้นมือขึ้นกระแทกส่วนขมับตนเอง

‘แย่ล่ะ! เมื่อคืนข้าดันไปแลกหยกกับป้ายประจำตัวกับเขาแล้ว’

         “ระหว่างเราสองคนแลกของเป็นสัญญาใจกันแล้ว เจ้าคงไม่ลืมดอกกระมัง” คุณชายสามเอียงคอเลิกคิ้วหันมาถามหนุ่มน้อย เขารู้สึกถูกชะตากับเด็กหนุ่มผู้นี้เป็นพิเศษ “สำหรับข้า เจ้าถือเป็นน้องชายคนหนึ่งแล้ว หยกชิ้นนั้นเจ้าจงเก็บไว้ให้ดีอย่าให้ผู้ใดเห็นเด็ดขาด”

         ‘แน่ล่ะสิ! นั่นมันหยกประจำตัวฮ่องเต้นี่นา ข้าจะกล้าเอาให้ผู้อื่นดูสุ่มสี่สุ่มห้าได้อย่างไร  รังแต่จะนำภัยมาถึงตัวก็เท่านั้น’  

         เมื่อเห็นจอมยุทธ์น้อยยังเคาะศีรษะแถมยังก้มหน้าเดินพร้อมบ่นพึมพำกับตนเอง คุณชายสามกลับคิดไปว่าหนุ่มน้อยคงยังจะมึนสุราไม่หายจึงล้วงเอาขวดกระเบื้องเคลือบเล็กๆ ออกจากสาบเสื้อเคาะเม็ดยาออกมาหนึ่งเม็ด

         “บางทีเจ้ากินน้ำแกงสร่างเมาแล้วอาจจะยังไม่ดีขึ้น กินยาปรับเลือดลมของข้าสักเม็ดจะได้หายมึนหัว”

ยาบำรุงที่คว้าจากตู้ใกล้หัวเตียงที่ตำหนักบรรทมนับได้ว่าเป็นของดีที่ขาดไม่ได้สำหรับหมิงเฟยหลง ดีนักที่ติดมือมาคราวนี้

         หงซือซือไม่กล้าปฏิเสธเพราะเกรงเขาจะยิ่งรบเร้าหนักขึ้น นางรับมาใส่ปากพร้อมกับกล่าวขอบคุณ แต่ไม่ยอมเงยหน้าขึ้นสบตาคนที่เดินเคียงข้าง เมื่อไปถึงโต๊ะอาหารคุณชายสามรีบรินน้ำชาแล้วเลื่อนให้นาง

         “น้องหง เจ้ารีบดื่มน้ำก่อน ประเดี๋ยวยาลูกกลอนจะติดคอเจ้า ข้าลืมบอกไปว่าถือไว้ก่อนแล้วค่อยมากินตอนที่มีน้ำดื่ม”

         พระชายาหานซูลี่มองกริยาฮ่องเต้หมิงที่เอาใจใส่สหายรักของตนอย่างแปลกใจ

“ดวลสุราเพียงคืนเดียว จอมยุทธ์หงท่านกลายเป็นน้องชายคนโปรดของพี่สามไปเสียแล้ว”

         “น้องหงนับว่าเป็นจอมยุทธ์ที่น่าคบหาจริงๆ น้องสะใภ้ข้าที่ใจที่ได้เจอเขา” หมิงเฟยหลงไม่พูดเปล่ายื่นมือมาโอบไหล่หงซือซืออย่างสนิทสนม

ร่างบางนั้นแข็งทื่อขึ้นมาครู่หนึ่ง มองอ๋องเก้ากับหานซูลี่เหมือนจะให้ช่วยพูดให้ฮ่องเต้เลิกสนใจตนเสียที

อ๋องเก้าเข้าใจว่าเป็นเพราะนางเป็นสตรีจึงไม่อยากให้พี่ชายของเขาโอบเช่นนั้น

ส่วนหานซูลี่รู้ว่าหงซือซือไม่ค่อยชอบฮ่องเต้นักพยายามจะบ่ายเบี่ยงไม่ให้พระองค์มาตีสนิท

         “เออ...พี่สาม จอมยุทธ์หงปกติเป็นคนรักสันโดษท่านอย่าไปแตะต้องตัวเขานักเลย ประเดี๋ยวจะอึดอัดไม่พอใจขึ้นมาจะพาลไม่คุยกับท่านอีกนะเจ้าคะ”

พระชายาหานซูลี่มิได้เกรงกลัวฮ่องเต้เท่าใดนัก นางเคยปะทะคารมและหลอกลวงคนผู้นี้ตั้งแต่คราแรกที่พบปะกัน หากคราวนั้นมิได้กินยาขยายร่างจนกลายเป็นสตรีอ้วนใหญ่อัปลักษณ์ป่านฉะนี้คงจะกลายเป็นสนมของคนโฉดผู้นี้ไปแล้ว

         คุณชายสามได้ยินเช่นนั้นก็ก้มลงมองเสี้ยวหน้าของหนุ่มน้อย แล้วก็รีบยกแขนออกจากไหล่ของคนที่นั่งข้างๆ “อ้อ! ข้าขออภัยจริงๆ ไม่รู้ว่าเจ้าไม่ชอบให้ผู้ใดเข้าใกล้”

         “มิเป็นไรพี่สาม” หงซือซือค่อยสบายใจขึ้นมานิดหน่อย หวังว่าคราวหน้าเขาจะไม่ลืมตัวมาทำรุ่มร่ามกับนางอีก ทว่าสิ่งที่นางคิดกลับไปไม่ถึงความเอาใจใส่ของฮ่องเต้ที่พยายามคีบอาหารและยกถ้วยแกงพร้อมช้อนมาให้นาง ตลอดเวลาการรับประทาน

คนตั้งโต๊ะรู้สึกว่าคุณชายสามจะเอาใส่ใจสหายน้อยผู้นี้เป็นพิเศษ

         “ท่านคงจะชื่นชอบจอมยุทธ์หงจริงๆ” อ๋องเก้าส่ายพระพักตร์เมื่อเห็นกริยาที่พี่ชายผู้แสนเย่อหยิ่งอยู่เสมอของตนลงมือเอาอกเอาใจบุรุษน้อยตรงหน้า

         “นานทีข้าจะมีสหายรู้ใจ หากเอาใจน้องหงมากหน่อย วันข้างหน้าเขายังจะพอระลึกถึงข้าบ้าง” หมิงเฟยหลงนึกถึงป้ายประจำตัวที่จอมยุทธ์น้อยให้ตนไว้เมื่อคืนก่อน เขามีลางสังหรณ์ว่าวันข้างหน้าอาจจะได้พึ่งพาคนผู้นี้

         “ไยพวกท่านจึงดูมีลับลมคมในกันเล่าเจ้าคะ พี่สาม” พระชายาหานแสร้งโยนหินถามทาง พลันสีหน้าของคนทั้งสองที่นั่งอยู่โต๊ะฝั่งตรงข้ามก็ดูมีพิรุธพร้อมกัน “มีจริงๆ สินะ”

         “อืม...พวกเรามีสัญญาให้ความช่วยเหลือกันและกัน”

         “น่าสนใจนัก สัญญาอันใดหรือ” ท่านอ๋องเก้าวางจอกน้ำชาลง จ้องพี่ชายเขม็ง

‘เพียงคืนเดียวมังกรขาวตัวนี้ก็ลอบทำสัญญากับหัวหน้าสำนักคุ้มภัยเสียแล้วร้ายกาจนัก นี่หากรู้ว่านางเป็นสตรีจะมิเกี้ยวพาจนได้นำกลับวังหลวงเลยหรือ’

         “ก็แค่สัญญาของหมูโง่ขอรับ ท่านอ๋อง” จอมยุทธ์หงตอบสะบัดเสียง หานซูลี่หรี่ตาลงเล็กน้อย คิ้วของนางปลายเฉียงต่ำมองสหายอย่างคิดจะจับผิด

         “ใช่! สัญญาของหมูโง่กับเต่าไร้ลาย” คุณชายสามตอบอย่างอารมณ์ดี ใบหน้ายิ้มแย้มนั้นทำให้น้องชายอยากซักไซ้ไล่เลียงหนักขึ้น

         “ทำไมท่านจึงมีสัญญาเช่นนั้นกับคนที่เพิ่งพบหน้าได้ ทีกับข้าท่านมิเคยคิดจะทำสัญญาช่วยเหลือสักครั้ง” น้ำเสียงของท่านอ๋องเก้าดูไม่พอใจพี่ชายอย่างเปิดเผย

         “อ๊ะ! น้องเก้าเจ้าอย่าน้อยใจไปเลย สำหรับข้าเจ้าคือคนในครอบครัว สำหรับน้องหงเขาถือเป็นสหายสนิท กับเจ้าเราคือสายเลือดเดียวกันไยต้องทำสัญญาด้วยเราจะอย่างไรก็ต้องช่วยกันจนสุดความสามารถอยู่แล้วนี่ แต่น้องหงกับข้านับเป็นผู้มีวาสนาชะตาต้องกัน เราจึงมีสัญญาแฉกเช่นสหายที่ดี”

         หงซือซือที่นั่งจ้องตากับหานซูลี่กรอกตาไปมาก่อนเหลือบมองเพดาน

         ‘ผู้ใดอยากวาสนากับเจ้ากัน  หากข้าไม่เมาขนาดนั้นก็ไม่มีวันจะพลาดท่าเสียทีหรอก’

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • ซือซือฮองเฮาพันโฉม    บทที่ 246 หลงเชื่อท่าน (ตอนจบ)

    หงซือซือได้แต่โทษตนเองที่หลงเชื่อมังกรขาวเจ้าเล่ห์ตนนี้ นับตั้งแต่วันที่นางยอมเข้าห้องบรรทมใหม่กับเขาวันนั้น ทุกหัวค่ำนางก็ถูกเขาอุ้มเข้าไปใช้เตียงบรรทมก่อนจะออกมาในช่วงหนึ่งชั่วยามต่อจากนั้นเพื่อดูแลลูกๆ “เดี๋ยวๆ พี่สาม ระยะนี้ข้าไม่มีเวลาจะดูแลลูกๆ แล้ว” ฮ่องเต้หัวเราะหึๆ “ไม่ทันแล้ว ซือซือ เจ้าตกลงกับข้าแล้ว อย่าได้บิดพลิ้วเด็ดขาด” “แต่ลูกๆ ของเราจะเหงานะ” “เอาน่า! แค่หนึ่งชั่วยามเอง” “แต่นี่ ทุกวันเลยนะ” หมิงเฟยหลงยิ้มกริ่ม “ข้าว่าก็พอดีแล้วนะ หรือว่าเราจะเพิ่มเวลาอีกสักหน่อยดี” หงซือซือได้แต่ส่ายหน้า ไม่ถึงสามเดือน นางก็ตั้งท้องอีกครา “เห็นหรือไม่! เป็นเพราะท่านแท้เทียว ทำให้ข้าต้องลำบากอีกแล้ว”เมื่อฮ่องเต้ได้ยินหมอหลวงกราบทูลผลการตรวจร่างกายของฮองเฮาก็ทรงพระราชทานรางวัลก้อนใหญ่ให้“ฮ่าๆ ดีจริง! ข้าต้องชนะเจ้าชินอ๋องให้จงได้”“นี่ท่าน! ท่านอยากเอาชนะชินอ๋องถึงเพียงนั้นเชียวรึ!” หงซือซือพูดพลางใช้มือลูบท้องตนเอง บัดนี้ในท้องของนางมีชีพจรถึงสองชีวิต “คราวนี้มีมังกรน้อยอีกตั้งสอง ช่างน่าตื่นเต้นนัก ข้

  • ซือซือฮองเฮาพันโฉม    บทที่ 245 มีลูกมากกว่าก็ชนะ

    ร่างเล็กๆ ทั้งสามที่นอนเรียงรายกันอยู่บนเบาะกำมือตะกุยบนอากาศอย่างไร้ทิศทาง ถัดไปเป็นร่างของหลิวเอ๋อร์พระธิดาองค์โตที่ขอมานอนเฝ้าพระอนุชาฮ่องเต้ทรงทอดพระเนตรพระโอรสใบหน้าจิ้มลิ้มริมฝีปากเป็นสีผลอิงเถาระเรื่อที่นอนเรียงรายกันด้วยความอิ่มเอมพระทัย นับตั้งแต่มังกรน้อยทั้งสามถูกหงซือซือเบ่งออกมา ไม่มีคืนใดที่พระองค์มิได้นอนเฝ้าพวกเขา องค์หญิงหมิงซีหลิวเองก็พลอยเห่อจนขอมานอนที่ตำหนักเป่าฉีอยู่บ่อยๆ ทำให้ฮ่องเต้ต้องทรงเปลี่ยนแปลงบางสิ่งให้เหมาะสมหงซือซือหันมามองสามีที่นอนตะแคงข้างอยู่ที่ฟากหนึ่งของเตียงขนาดยาวและกว้างที่ถูกสั่งทำขึ้นใหม่เพื่อหกคนพ่อแม่ลูกจะได้นอนด้วยกัน “เจ้าจะไปที่ใด” ฮ่องเต้ทรงเลิกพระขนงข้างหนึ่ง เอียงพระพักตร์มาทางผู้เป็นยอดดวงใจที่ทำท่าเหมือนจะออกไปจากห้องบรรทม “ข้าจะไปถ่ายเบาเจ้าค่ะ พี่สามเฝ้าลูกๆ ให้ดีเถอะ” ท่าทางละล้าละลังของหมิงเฟยหลงทำให้นางอดจะขำมิได้ “ท่านไม่ต้องห่วงข้ามากเช่นนั้นดอกเจ้าค่ะ” “ข้าอยากอุ้มเจ้าไปห้องส้วมเองเสียด้วยซ้ำ” ใบหน้าของนางแดงระเรื่อเมื่อสบตามีเลศนัยคู่นั้น ในยามจวนจะค

  • ซือซือฮองเฮาพันโฉม    บทที่ 244 รักษาฮ่องเต้

    เป็นเพราะการรักษาต้องแข่งกับเวลา ในสองวันแรกเหล่าองครักษ์และทหารล่อเอานักฆ่าออกมาตายอยู่ในค่ายกลได้หลายร้อยคน ทว่าเมื่อฝ่ายนั้นรู้กลอุบายก็ไม่ยอมออกมาอีกจินวั่งซูที่ลอบยิงธนูคอยเก็บนักฆ่ามิให้กลับเข้าสำนักรู้สึกสะใจยิ่งนักในคราวแรก ทว่าวันต่อมากลับต้องสบถเสียหลายครั้งเมื่อนักฆ่าพวกนั้นก็นำเอาธนูมายิงโต้ตอบ เขาจึงต้องสั่งให้พลธนูเตรียมโล่กำบังมาด้วย พอถึงวันที่สามการยั่วยุก็ไม่เป็นผล จินวั่งซูจึงได้แผนเดิมก็ลอบเข้าทางลัดไปยิงธนูไฟเพื่อเผาเรือนในสำนักไหม้ไปอีกสองเรือน “ข้าเผาโรงครัวพวกมันแล้ว เจ้าก็คอยดูเถิดว่าพวกมันจะทำเยี่ยงไร ส้วมกับครัวไหม้ไปหมดแล้ว เช่นนี้จะดำรงชีวิตกันอย่างไร ความอดอยากนี่ล่ะจะทำให้พวกมันต้องดิ้นรนออกมาเอง” ชินอ๋องผงกศีรษะรับ จินวั่งซูช่างเป็นคนโฉดตัวจริง หากให้พระองค์ทรงคิดก็ไม่เคยคิดจะเผาส้วมและโรงครัวในค่ายทหารของแคว้นใดมาก่อน “เจ้าคิดได้ร้ายกาจนัก...” จินวั่งซูฟังแล้วก็ยังไม่แน่ใจว่าจะเป็นคำชมเพราะสีพระพักตร์ของชินอ๋องดูคล้ายจะแสยะยิ้มแบบแหยงๆ อยู่สักหน่อย....แต่คุณชายจินก็รู้สึกภาคภูมิใจเพราะไม่ถึงสองวันเหล่านักฆ

  • ซือซือฮองเฮาพันโฉม    บทที่ 243 ชิงกระบี่

    เกล็ดหิมะโอบล้อมร่างทั้งสองเอาไว้จนแทบจะมองไม่เห็น หมิงเฟยหลงเกร็งพลังภายในขึ้นไปรวมยังแขนสองข้างอย่างเต็มที่เพราะกระบี่ดูดวิญญาณสั่นแรงขึ้นจนเขาแทบจะต้านทานพลังของมันไว้ไม่ได้ “อ๊าก!!!!” เสียงของเถียนลู่หลินร้องเสียงดังก้องทุกคนต่างยืนตะลึงมองพายุเกล็ดหิมะที่หมุนวนอยู่ตรงกลางทุ่งหญ้าด้วยใจลุ้นระทึก หมิงเฟยหลงตัดสินใจออกกระบวนท่าสุดท้ายของเพลงกระบี่กระชากวิญญาณแบบย้อนกลับ เขาออกแรงดึงกระบี่ที่ดูดอยู่กับกระบี่สีดำสุดแรง ก่อนจะฟาดลงไปกลางกระหม่อมของประมุขเถียน ในขณะที่เถียนลู่หลินเองก็ย่อตัวลงยกกระบี่ขึ้นขวางรับไว้ เปรี้ยง! กระบี่ทั้งสองกระทบอีกครั้ง และครานี้ก็มีเสียงกัมปนาทราวกับดินปืนระเบิดลังใหญ่ ร่างของคนทั้งสองอยู่ในพายุหิมะเมื่อครู่กระเด็นหวือออกมาคนละทิศคนละทางร่างของฮ่องเต้หนุ่มแผ่หงายลงบนทุ่งหญ้าในพระหัตถ์ยังคงมีกระบี่สีขาว ส่วนร่างของประมุขสำนักมืออสูรลอยคว้างหมุนกลิ้งไปบนทุ่งหญ้านับสิบตลบ กระบี่สีดำในมือกระเด็นกระดอนออกจากมือไป พลั่ก! ปึ๊ก! แรงกระแทกทำเอาฮ่องเต้ทรงมึนไปครู่ใหญ่ “ฝ่าบาท ทรงเป็นอย่างไรบ้างพ่ะย่

  • ซือซือฮองเฮาพันโฉม    บทที่ 242 ประลองสองกระบี่

    หลวนฮองเฮาประทับอยู่ลึกเข้าไปด้านในเพราะเกรงจะเป็นเป้าหมายของเหล่านักฆ่า คนของทั้งสองฝ่ายล้วนเตรียมพร้อม ไม่ว่าผลการประลองจะเป็นอย่างใด วันนี้ต้องมีการนองเลือดอย่างแน่นอน “ในฐานะที่เขาเป็นญาติผู้น้องของเถียนฮองเฮา ข้าถือว่าให้เกียรติเขาในการแก้แค้นอย่างหมดจด” “ความจริงท่านไม่จำเป็นต้องทำเช่นนี้” “ข้าเองก็เป็นจอมยุทธ์ผู้หนึ่ง หากมีผู้กล้าท้าซ้ำยังมีความแค้นอันใหญ่หลวงต่อกัน เหตุใดจึงจะไม่ยอมทำเล่า เขาแค้นที่ข้าล้างตระกูลเขา ข้าก็แค้นที่พวกเขาอยากจะฆ่าข้า เราสองคนสมควรจะดวลกันให้รู้ดีรู้ชั่ว” หมิงเฟยหลงนึกถึงการบาดเจ็บล้มตายของเหล่าทหารและองครักษ์รอบข้างที่เกิดจากฝีมือของเถียนลู่หลินผู้นี้ ความหวาดระแวงนับสิบปีกับความอาฆาตมาดร้ายหมายชีวิตของศัตรูสมควรจะจบลงเสียที ฮ่องเต้ทรงอาภรณ์ขาวปักลายมังกรงดงามในพระหัตถ์คือกระบี่ดูดวิญญาณที่สูญหายไปในยุทธภพหลายสิบปีเถียนลู่หลินในคราแรกมิได้สนใจมองกระบี่ที่ฮ่องเต้จะใช้ ทว่าเมื่ออีกฝ่ายก้าวเท้าเข้ามาในทุ่งหญ้าในระยะที่สังเกตรายละเอียดของกระบี่ได้ชัดขึ้นก็ตกใจ “เจ้าได้กระบี่นั่นมาจากที่ใด”เดิมทีเ

  • ซือซือฮองเฮาพันโฉม    บทที่ 241 กระบี่ดูดวิญญาณ

    “กระบี่ทั้งสองจะสะท้อนพลังของกันและกันเพคะ หากฝ่าบาทถือกระบี่ดูดวิญญาณก็สะท้อนอาการหลอนนั้นไปยังประมุขเถียน ส่วนฝ่าบาทเองก็จะกลายเป็นผู้ที่รู้สึกว่าวิทยายุทธ์ตนเองลดลงจนกลายเป็นหวาดกลัวประมุขเถียน” เมื่อได้ยินฮองเฮาทรงอธิบายเช่นนั้น ทุกคนก็ยิ่งประหลาดใจ “ฮองเฮา เช่นนั้นแล้วฝ่าบาทจะทรงได้เปรียบประมุขเถียนได้อย่างไรพ่ะย่ะค่ะ”ชินอ๋องได้ฟังก็ยิ่งสับสน หากพระเชษฐาต้องรับผลสะท้อนจากกระบี่จะมิกลายเป็นกลัวจนต้องยอมแพ้หรอกหรือ “สิ่งที่คนในยุทธภพยังไม่รู้เกี่ยวกับกระบี่ดูดวิญญาณก็คือ มันกระบี่ที่ถูกหลอมขึ้นมาในภายหลังจึงมีพลังเหนือกว่ากระบี่กระชากวิญญาณ หากใช้วิชากระบี่กระชากวิญญาณแบบย้อนกลับจะทำให้สามารถดูดพลังของกระบี่กระชากวิญญาณเข้ามารวมอยู่ในกระบี่ดูดวิญญาณได้” หลวนฮองเฮาแสยะยิ้มเมื่อเอ่ยจนจบ พลางหันไปมองพระสวามีและชินอ๋องที่ยืนตะลึงมองมายังนางเป็นจุดเดียว “นี่มัน.....” “เป็นความลับของยุทธภพที่มีเพียงคนในครอบครัวของข้าล่วงรู้” นางหันไปยิ้มให้กับหมิงเฟยหลง “คืนนี้หม่อมฉันจะสอนวิธีการใช้วิชากระบี่กระชากวิญญาณแบบย้อนกลับให้ฝ่าบาทเอง”

  • ซือซือฮองเฮาพันโฉม    บทที่ 7 ร่วมเตียงกับฮ่องเต้

    เมื่อเมากันจนลิ้นเริ่มแข็งจนพูดจาอ้อแอ้ทั้งคู่แล้ว คุณชายสามเป็นฝ่ายกึ่งโอบกึ่งลากเอาจอมยุทธ์หงขึ้นเตียงนอน“ปาย...น้องโหง...เจ้านอนข้างใน ส่วนข้าจานอนข้างนอนเตียงเอง” “เอือม...เอิ๊ก....เอื๊อก..ดะ...ด้ายยยยยย ตามใจพี่สาม” หงซือซือร้องอ้อแอ้ ครึ่งตัวนางอยู่บนเตียงแต่ขายังชี้โด่เด่

  • ซือซือฮองเฮาพันโฉม    บทที่ 4 ฮ่องเต้มาทำไมกัน

    ครั้นทุกคนอิ่มหนำสำราญกันแล้ว หงซือซือก็ชวนทุกคนไปนั่งดื่มที่ระเบียงกว้างที่ยื่นลงไปในน้ำ“อีกไม่นานหมอกคงจะสลายแล้ว ยามนี้คงไม่มีใครคิดจะเข้ามาอีกหรอกเพราะค่ายกลจะน่ากลัวยิ่งกว่าค่ายกลหมอกแล้ว” ตงชางขอตัวไปส่งเสื้อผ้าให้เสี่ยวเอ้อเอาไปซักให้ใหม่ โรงเตี๊ยมแห่งนี้มักมีผู้พลาดพลั้งต

  • ซือซือฮองเฮาพันโฉม    บทที่ 6 เจ้าเป็นน้องชายข้าแล้ว

    พลันมือใหญ่นั้นคว้าข้อมือน้อยเอาไว้ “เจ้าจะทิ้งข้าไปแบบนี้เลยหรือ จอมยุทธ์หงกว่าข้าจะได้ออกจากเรือนอันยุ่งเหยิงมาหาที่เมาแสนสงบได้ช่างยากเย็น ซ้ำยังคุยกับผู้รู้ใจ ช่างหากได้ยากยิ่งนัก” หงซือซือทำหน้าเลิ่กลั่ก นางกลายเป็นผู้รู้ใจเจ้ามังกรขาวตัวนี้ไปเมื่อใดกัน มีแต่เขาที่พูดๆ ส่วนนา

  • ซือซือฮองเฮาพันโฉม    บทที่ 5 จับผิดผู้แปลงโฉม

    “พวกเขาเป็นชู้รักตัดแขนเสื้อที่รักใคร่กันอย่างยิ่ง ท่ามกลางไอน้ำบดบังนั้นเจ้าเมืองฉางเฉิงอุ้มร่างทาสชายที่กำยำไปยังเตียงนอนและเริ่มต้นบทรักอีกครา ทำเอาฮูหยินใจสลายจนสาวใช้ต้องช่วยกันหามร่างของนางกลับเรือนไป”กลองเริ่มรัวถี่กว่าเดิม เมื่อเล่ามาถึงตรงนี้ผู้ฟังทั้งหลายต่างส่งเสียงฮือ

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status