Mag-log inไม่รู้สวรรค์บันดาลหรือเวรกรรมนำพา ทำให้ ‘ลิลลี่’ หญิงสาวที่ติดนิยายเป็นชีวิตจิตใจ จับพลัดจับผลูตื่นขึ้นมาในร่างของ ‘เซียงป่ายเหอ’ ปราชญ์หญิงผู้ซึ่งสิ้นใจเพราะถูกวางยาพิษ จากงานศพกลายเป็นงานแต่งงาน เพราะทันทีที่พบ ‘หลินหยาง’ ชีวิตของนางก็เริ่มวุ่นวาย ฉากเข่นฆ่ากลับกลายเป็น วีรบุรษช่วยโฉมงาม งานแต่งงานซึ่งนางวางแผนเพื่อให้ตัวเองหลุดพ้น ไหนเลยจะคิดว่านั่นเป็นการหาเรื่องเดือดร้อนเข้าหาตัว จากที่คิดจะใช้เขาเป็นเครื่องมือให้ตัวเองออกจากวังหลวง กลับกลายมาเป็นถูกชายหนุ่มหล่อเหลายั่วยวนจนน้ำลายหก วิญญาณสาวหื่นอย่างลิลลี่ จะทนถูกเขายั่วยวนได้นานแค่ไหน เพราะในขณะที่เขาวางแผนเอาชนะนาง นางกลับเอาแต่คิดเรื่องจับเขารวบหัวรวบหางกินกลางตลอดตัว ทั้งยังเอาแต่คิดว่าหากไม่ได้ทำ ชาตินี้ทั้งชาตินางต้องรู้สึกติดค้างตัวเองเป็นแน่
view moreท่ามกลางความเย็นเยียบของฤดูหนาว ดอกเหมยเบ่งบานสะพรั่งท้าทายหิมะที่เริ่มโปรยปราย มองไปเหนือผิวน้ำของแม่น้ำแห่งโชคชะตา แพลำน้อยที่ลอยล่องเหนือผิวน้ำ ไหลเอื่อยไปโดยไร้จุดหมาย
บนแพถูกตบแต่งด้วยดอกป่ายเหอ[1]สีขาว ส่งกลิ่นหอมตลบอบอวลไปทั่ว กระนั้นร่างอรชรงดงามดุจหยกซึ่งนอนแน่นิ่งอยู่ กลับไม่สะท้านต่อความหนาวเหน็บ
เสียงร่ำไห้ที่ดังอยู่เบื้องหลัง ขณะที่แพลำน้อยไหลออกห่างจากชายฝั่ง ทำให้บรรยากาศเศร้าโศกปกคลุมไปทั่วพื้นที่ ว่ากันว่าปราชญ์หญิงแห่งแคว้นฉิน ผู้ซึ่งนำพาแคว้นให้พ้นภัยพิบัติได้สั่งเสียเอาไว้เช่นนั้น
...หากแม้นนางสิ้นลมเมื่อใด ขอให้นำร่างของนางใส่ลงบนแพ นางต้องการให้แม่น้ำโอบกอดนาง ให้มหาสมุทรเปิดรับนางสู่อ้อมแขน
เสียงร้องไห้ดังระงม ในยามที่แพลำน้อยไหลเรื่อยไปกับสายน้ำ ประชาชนมากมายร่ำไห้ นับจากนี้ไม่มีอีกแล้วปราชญ์หญิงผู้ปราดเปรื่อง
ไม่มีแล้ว...เซียงป่ายเหอ
หากแต่...
ดวงตาที่ปิดสนิทของหญิงสาวกะพริบเปิด ใบหน้าและดวงตาขาวซีดพลันเริ่มมีสีสัน ทรวงอกสะท้อนขึ้นลงเป็นจังหวะหายใจ หลังจากที่แน่นิ่งไปนาน
เสียงสำลักคราหนึ่งดังให้ได้ยิน ก่อนที่เสียงไอถี่ๆ จะตามมา อากาศหนาวเหน็บอาจไม่ส่งผลต่อร่างอรชรบอบบางที่สิ้นลมไปแล้ว แต่มาบัดนี้ลมหายใจของเซียงป่ายเหอกลับมา จึง ส่งผลให้ร่างเล็กขดตัวเข้าหากัน
แพลำน้อยส่ายไหวเพราะการขยับตัว เสียงฮือฮาดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง กระทั่งเงาร่างหนึ่งเหินกายขึ้นไปเหยียบลงบนแพกลางแม่น้ำ
“ท่านปราชญ์”
เสียงตื่นเต้นดังขึ้นเหนือศีรษะ ทำให้หญิงสาวลืมตาขึ้นมอง แต่ถึงอย่างนั้นทันทีที่มองเห็นใบหน้าของสตรีอีกคน ความง่วงงุนและความเจ็บร้าวกลางอก กลับทำให้ใบหน้างดงามบิดเบ้
เสียงไอแรงๆ ยังคงดังขึ้น กระทั่งนางกระอักเลือดสีดำคล้ำออกมา ก่อนที่นางจะทันได้เอ่ยถามสิ่งที่คาใจ สติรับรู้พลันดับวูบ ทิ้งเอาไว้เพียงความสงสัยที่ดังระงมในหัวใจ
‘ที่นี่ที่ไหน...’
ชั่วขณะที่ลืมตาตื่นขึ้นนั้น ลิลลี่ที่เฝ้าภาวนาให้ทุกอย่างเป็นเพียงความฝันก็ต้องผิดหวังซ้ำๆ เนื่องจากนี่เป็นวันที่ห้าแล้วที่ลืมตาตื่นขึ้นมา ก่อนจะพบว่าตัวเองกลายเป็นเซียงป่ายเหอ หญิงสาววัยสิบเก้าปี ผู้ซึ่งนับว่าเป็นสาวงามสะคราญโฉม ทั้งยังมีฐานะเป็นถึงปราชญ์หญิงแคว้นฉินที่ถูกผู้คนในตำหนักฮุ่ยเจ๋อประคบประหงมมาตลอดระยะหลายวันมานี้
จากหญิงสาววัยทำงานผ่านร้อนผ่านหนาวมาถึงยี่สิบแปดปี กลับกลายมาเป็นเด็กสาววัยสิบเก้า
แหม...กำไลเห็นๆ!!!
ความทรงจำสุดท้ายที่ลิลลี่นึกออก ก็คือตนกำลังอ่านนิยายอยู่บนเตียงนอน จากนั้นเพราะง่วงจัดจึงผล็อยหลับไป ทั้งที่หนังสือเล่มนั้นยังถูกกุมเอาไว้ในมือ
ที่น่าแปลกใจกว่าก็คือ เนื้อหาในนิยายเรื่องนั้นเกี่ยวกับใคร เนื้อเรื่องเป็นอย่างไรตนกลับลืมเลือนไปจนสิ้น
ตำหนักฮุ่ยเจ๋อแห่งนี้ เป็นตำหนักซึ่งจักรพรรดินีจูเชวี่ยพระราชทานให้เซียงป่ายเหอ หลังจากที่หญิงสาวมีส่วนช่วยวางแผนจนทรงขึ้นครองบัลลังก์อย่างราบรื่น
ว่ากันว่าก่อนที่เซียงป่ายเหอจะติดตามจักรพรรดินีจูเชวี่ยซึ่งเมื่อก่อนยังคงเป็นเพียงองค์หญิง แต่เดิมนางเป็นศิษย์สำนักหย่งจื้อ สำนักปราชญ์ซึ่งไม่เคยเข้ามายุ่งเกี่ยวกับเรื่องการแก่งแย่งของราชสำนัก
ไม่ว่าจะเป็นแคว้นฉิน แคว้นฉู่ แคว้นหาน หรือแคว้นจ้าว ในอดีตทั้งสี่แคว้นต่างก็คาดหวังที่จะชักจูงปราชญ์สักคนให้เข้าร่วม แต่ถึงอย่างนั้นเซียงป่ายเหอก็นับเป็นปราชญ์คนแรกที่ตอบรับคำเชิญ
หลังจากหญิงสาวบังเอิญพบกับจักรพรรดินีจูเชวี่ยที่เมืองหวงเฉียน ทั้งสองร่วมมือกันฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆ กระทั่งจักรพรรดินีจูเชวี่ยขึ้นครองบัลลังก์สมพระทัย จึงทรงแต่งตั้งให้เซียงป่ายเหอเป็นปราชญ์แคว้นฉิน ทั้งยังรั้งตำแหน่งขุนนางขั้นหนึ่ง ซึ่งเทียบเท่ากับตำแหน่งอัครมหาเสนาบดี
[1] ดอกลิลลี่
เปิดหน้าถัดไป ถัดไป และถัดไป เนื้อเรื่องตรงกับเรื่องราวก่อนหน้านี้ กระทั่งมาเปลี่ยนแปลงไปเล็กน้อย ตรงที่ชายหนุ่มในนิยายเป็นฝ่ายช่วยชีวิตหญิงสาว ทั้งยังอุ้มนางขึ้นมาจากทะเลสาบ“ท่านปราชญ์”มองดูเซียงป่ายเหอมือกำสมุดภาพเล่มนั้นแน่นจนข้อซีดขาว หลิ่งจือพลันรู้สึกเย็นวาบที่แผ่นหลัง นางรับรู้ได้ถึงอารมณ์โกรธกรุ่นของอีกฝ่ายได้อย่างชัดเจน“ตอนจบปราชญ์หญิงเกิดความซาบซึ้งจึงแต่งเขาเป็นนายท่านอย่างนั้นเรอะ”น้ำเสียงเย็นเยียบทำเอาหลิ่งจือคุกเข่าลงอย่างแรง “ขอท่านปราชญ์อย่าได้มีโทสะ เรื่องนี้ข้าน้อยจะสอบสวนหาตัวคนผิดมาลงโทษให้ได้”มองดูอีกฝ่ายคุกเข่าลงพร้อมเอ่ยด้วยท่าทีจริงจัง เซียงป่ายเหอครุ่นคิดครู่หนึ่งจึงบอกให้นางยืนขึ้น “ช่างเถิด จะทำอย่างไรได้เล่า พวกเขาวันๆ อยู่แต่ในกำแพงสูง การเล่นสนุกนี้ก็เป็นเพียงเรื่องที่ทำเพื่อความสำราญเล็กๆ น้อย หากข้ามีโทสะและเอาความ รังแต่จะเป็นการยอมรับและทำให้ผู้อื่นหัวเราะเยาะ”“ท่านปราชญ์” หลิ่งจือมองหญิงสาวราวกับมองคนแปลกหน้า“หลิ่งจือ”“เจ้าคะ”“ข้าขอบอกเจ้าตามตรง” หญิงสาวใคร่ครวญดีแล้ว อย่างน้อยนางก็ควรจะพูดกับคนสนิทให้กระจ่าง หาไม่คงไม่อาจเอาตัวรอดไปได้อย่าง
ชายหนุ่มยอมอยู่นิ่งในที่สุด เขามองดูการต่อสู้ที่อยู่เบื้องหลัง ก่อนลอบมองใบหน้าของคนที่กำลังพาเขาว่ายน้ำกลับขึ้นฝั่ง เสี้ยวหน้าจริงจังของนางทำให้คิ้วเข้มของเขามุ่นลง“ท่านปราชญ์” เขากระซิบเมื่อเท้าแตะพื้นดินใต้น้ำดูเหมือนนางจะพาเขามาถึงฝั่งได้จริงๆ ครานี้นางสอดสองแขนเข้ากับตัวเขาเพื่อลากร่างสิ้นเรี่ยวแรงขึ้นฝั่ง“ข้าไม่เคยรู้ว่าท่านปราชญ์ว่ายน้ำเป็น”ได้ยินดังนั้นเซียงป่ายเหอพลันปล่อยมือ ร่างสูงจมลงไปในน้ำทันที หญิงสาวนึกขึ้นได้ก็รีบควานลงไปงมเขาขึ้นมา ชายหนุ่มสำลักน้ำก่อนมองนางด้วยรอยยิ้ม“เรื่องนี้...คงไม่ถึงขั้นต้องคิดฆ่าคนปิดปากกระมัง เป็นความลับถึงเพียงนั้นเลยหรือ” เขาหัวเราะเซียงป่ายเหอถลึงตาใส่เขา“หุบปาก!” นางตวาดก่อนลากเขาขึ้นไปส่งให้ขันทีและนางกำนัลที่รออยู่บนฝั่ง ดูเหมือนการต่อสู้ที่เก๋งกลางทะเลสาบจะยุติลงไปแล้ว อีกทั้งร่างที่กำลังถูกหิ้วออกไปนั้น คงจะเป็นมือสังหารที่บุกเข้ามาเมื่อครู่กระมังหลิ่งจือปราดเข้ามาพร้อมกับเสื้อคลุม นางมองผู้เป็นนายสลับกับใบหน้าขาวซีดของชายหนุ่ม รู้สึกประหลาดใจกับรอยยิ้มของเขาซึ่งมองตรงมายังผู้เป็นนาย“ท่านปราชญ์ ปลอดภัยดีหรือไม่เจ้าคะ” นางเอ่ย
มองดูกลุ่มคนที่เดินมาถึงยังจุดที่นางยืนอยู่ วันนี้คงไม่อาจหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้า แม้ไม่รู้ว่าในบรรดาคนที่มานางเคยรู้จักหรือไม่ แต่หากยิ่งปลีกตัวไปก็รังแต่จะทำให้น่าสงสัย“คารวะท่านปราชญ์ ข้าน้อยเซี่ยซู อัครมหาเสนาบดีแคว้นฉู่”เซียงป่ายเหอมองอัครมหาเสนาบดีหนุ่มตรงหน้า ในใจก็ลอบสูดปากอย่างชื่นชม เขาเป็นเพียงชายหนุ่มวัยไม่เกินสามสิบ แต่กลับมีฐานะเป็นถึงอัครมหาเสนาบดี หน้าตาหรือก็หล่อเหลาคมเข้ม ท่วงท่าหรือก็สุขุมเยือกเย็น“นี่คือกุนซือผู้ติดตามของข้า หลินหยาง ด้านหลังคือองครักษ์นามเฟยอวี่”เซียงป่ายเหอมองกวาดไปยังบุรุษทั้งสองคน คนแรกนามหลินหยาง นางเพียงปรายตามองก็ต้องประหลาดใจ ชายหนุ่มอีกสองคนเองก็คงอายุไม่ต่างจากเซี่ยซู แต่คนที่นางสนใจมากกว่าผู้อื่นคือหลินหยาง เพราะอีกฝ่ายจ้องนางเขม็งราวกำลังพิจารณาดวงตาของเขาหรี่ลงเล็กน้อยยามที่นางสบตา กระนั้นนางก็หาได้ใส่ใจเพียงรับคารวะแล้วมองไปยังเฟยอวี่เฮ้อ นางลอบถอนหายใจกับตัวเองบุรุษที่นี่ไยจึงมีแต่คนหน้าตาดีทั้งสิ้น หัวใจของซือเจ้เต้นรัวจนไม่อาจหยุดแล้ว!!! ฮือ...งานดีจริงๆแม้ในใจกำลังตื่นเต้น แต่ใบหน้าและดวงตาของเซียงป่ายเหอยังคงเรียบเฉย นางกล
“เพื่อเป็นการตัดปัญหา ข้าน้อยคิดว่าท่านควรแต่งนายท่านเข้าตำหนัก มีเพียงทางนี้ท่านจึงจะสามารถออกจากวังหลวงได้”“เอ๋” เซียงป่ายเหอเลิกคิ้ว“คือ...ท่านอาจยังไม่ต้องแต่งนายท่านก็ได้ เพียงรับข้ารับใช้สักหลายๆ คน”“เดี๋ยวๆ ข้ารับใช้มิใช่เต็มตำหนักหรอกหรือ แล้วข้า...”“ข้าน้อยไม่ได้หมายถึงบ่าวรับใช้เจ้าค่ะ ข้าน้อยหมายถึงข้ารับใช้ เอ่อ ที่คอยอุ่นเตียง”สวรรค์!!! ลิลลี่จะเป็นลมอ่านนิยายมาก็หลายเรื่อง มีบ้างที่นางเอกมีสามีหลายๆ คน แต่นี่ถึงกับแยกนายท่านและข้ารับใช้ ราวกับมีเมียหลวงเมียน้อยโอย... ในที่สุดก็แยกออก‘นายท่าน’ ในที่นี้ก็คือบุรุษที่สตรีแคว้นฉินแต่งเข้าบ้าน หรือก็คือสามีหลวง...กระมังส่วน ‘ข้ารับใช้’ ก็คืออนุนั่นเอง“หลิ่งจือ”“เจ้าคะ”“ข้าอยากออกไปเดินเล่นข้างนอกสักพัก เจ้าไม่ต้องตามมา” นางต้องการเวลาในการตั้งสติเสียหน่อยในยามที่เดินออกมาจากห้อง หญิงสาวเดินสวนกับบ่าวรับใช้ในตำหนักฮุ่ยเจ๋อ ใบหน้าเยาว์วัยของเด็กหนุ่มหลายคน ทำให้นางอดที่จะสะท้อนใจขึ้นมาไม่ได้เด็กหลายคนยังอายุไม่ถึงสิบห้าด้วยซ้ำกระมัง แม้แคว้นฉินจะมีอิสตรีครองบัลลังก์ แต่เรื่องที่สตรีสามารถมีทั้งนายท่านและข้ารับใช้ที

















