Beranda / รักโบราณ / ซือซือฮองเฮาพันโฉม / บทที่ 9 ร่องรอยของนักฆ่า

Share

บทที่ 9 ร่องรอยของนักฆ่า

last update Tanggal publikasi: 2026-01-26 16:50:45

         “พี่สามเมื่อเช้าคนที่เดินหน้าห้องนอนข้าเอ่ยถึงคนของสำนักมืออสูร” อ๋องเก้าสีหน้าเคร่งเครียด

         “พวกมันปรากฏตัวที่แคว้นหมิงอีกแล้วหรือ” คนเป็นพี่ชายหน้าตาขึงขัง

         “เห็นว่ามีผู้วิชากระบี่แบบเดียวกับพวกมัน ไม่รู้ว่าจะใช้พวกเดียวกันหรือไม่”

         “เหตุใดจึงคิดว่าอาจมิใช่พวกเดียวกัน”

         “นางเป็นสตรีสูงวัย”

         “หือ” ฮ่องเต้ขมวดคิ้วตามพระอนุชา “ยังไม่เคยเห็นนักฆ่าของสำนักมืออสูรที่เป็นสตรีมาก่อน”

         “ข้าจึงสงสัยว่านางอาจจะเป็นคนที่รู้ตื้นลึกหนาบางของพวกมันดี แต่อาจจะมิใช่พวกมัน”

ท่านอ๋องเก้าผู้ได้รับมอบหมายให้จัดการตามทำลายสำนักมืออสูรซึ่งมีนักฆ่าอันดับหนึ่งอยู่ในสังกัดมากมายและเคยบุกเข้ามาลอบสังหารฮ่องเต้ถึงสองครั้ง เคยลอบสังหารชินอ๋องพระเชษฐาของอ๋องเกาเอง รวมถึงเคยบุกเข้าไปสังหารคนในวังจีของท่านฝู่กั๋วกงที่เป็นเชื้อพระวงศ์ผู้หนึ่งด้วย

         “เพราะเหตุใด”

         “นางมิได้มีเจตนาฆ่าผู้ใด เพียงลงมือช่วยคนที่ถูกทำร้ายเท่านั้น”

         “คนของสำนักมืออสูรครั้งสุดท้ายก็หมายจะสังหารคนในวังจีของฝู่กั๋วกงเมื่อครั้งคิดแย่งชิงตรามังกรคู่ของห้าตระกูล จากนั้นก็เงียบหายไปพักใหญ่ ข้าคิดว่าครั้งนี้เราเองต้องจริงจังกับการหารังของพวกมันให้พบ หากทำลายไม่สิ้นซากคงยากจะนอนหลับสนิท”

คุณชายสามหรือฮ่องเต้หมิงเฟยหลงยกมือขึ้นลูบหน้าตนเอง แม้เขาจะอยู่ในวังหลวงที่มีการคุ้มกันแน่นหนาแต่ก็มิเคยคลายพระทัยกับเรื่องนี้เลยสักครั้ง

         “หากจะคิดไปตั้งแต่ข้าสืบข่าวสำนักอสูรมาโดยตลอด พวกเขาเหมือนจะไล่ล่าแต่เพียงคนในราชวงศ์และบุคคลสำคัญที่เกี่ยวพันกับวังหลวง”

         “บางทีเบื้องหลังของสำนักมืออสูรอาจจะเป็นผู้ที่มีความแค้นกับตระกูลหมิงก็เป็นได้ ยุทธภพล้วนมีเรื่องความรักความแค้นซ่อนอยู่เบื้องหลังเสมอ แม้จะมีผู้ทำเพื่อเงินอยู่บ้าง แต่มิเคยอยู่เหนือเรื่องความแค้นส่วนตัวเลย”

         ท่านอ๋องเก้าพยักหน้ารับว่าเสด็จพี่ของท่านวิเคราะห์ได้อย่างน่ารับฟังก็รีบกล่าวเสริม “ข้าก็รู้สึกอยู่ว่าหากพวกเขารับเงินจากผู้ว่าจ้างมาจริง ผู้ว่าจ้างคนนี้คงจะแค้นเคืองคนในราชวงศ์ยิ่งนัก ซ้ำยังรู้หลายเรื่องในตระกูลเราเสียด้วย”

         “คนในอาจจะน่ากลัวกว่าคนนอก เจ้าว่าหรือไม่” ฮ่องเต้ใคร่ครวญอยู่ครู่จึงนึกถึงเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ “บางทีคนผู้นั้นอาจจะอยู่ไม่ไกลจากตัวข้า”

         อ๋องเก้าจ้องหน้าพระเชษฐาเขม็ง “แสดงว่าท่านมีผู้ต้องสงสัยในใจ”

         “ข้าขอกลับไปดูให้แน่ใจแล้วจะมาบอกเจ้า ส่วนสำนักมืออสูรฝากเป็นธุระให้เจ้าช่วยจัดการให้เรียบร้อยด้วย ปีนี้เราควรจะคว้านหาพวกเขาพบได้แล้ว”

         “ได้! ข้าจะวางทุกอย่างเพื่อทำเรื่องนี้ให้กระจ่างเทียว”

         “ดี!” ฮ่องเต้ตบบ่าท่านอ๋องหนักๆ “เช่นนั้นเราไปดูการประลองสักหน่อยเถิด ไม่รู้ว่าพวกเขาใกล้จะเลิกกันหรือยัง”

         คุณชายสามเดินเคียงข้างไปกับอ๋องเก้าถึงลานประลองหน้าโรงเตี๊ยมยุทธภพ พวกเขาไปทันได้ชมการประลองของสองคู่สุดท้าย จอมยุทธ์ผู้ใช้ขวานคู่ช่างแปลกตายิ่งทว่าวิชาของเขาก็ร้ายกาจ ขวานคู่นั้นสามารถขว้างออกไปแล้วหมุนวนกลับมาหาเจ้าของได้อย่างน่าเกรงขาม

         “อา...ขว้างเป็นวงกลมได้เสียด้วย ไม่ธรรมดาจริงๆ”

         “เจ้าดูกระบวนท่าของเขาสิ! เหมาะกับการล้มคู่ต่อตัวที่ร่างกายสูงใหญ่กว่าตนเอง เขาใช้ขวานคู่รับแรงที่โถมเข้าย่อกายแล้วใช้ขาขัดอีกฝ่ายให้ล้ม เพราะยามนี้คู่ต่อสู้มิได้ระวังขาเสียแล้ว” คุณชายสามผู้มีสายตาคมกริบมองทุกท่วงท่าการต่อสู้อย่างไม่ละสายตา

         “พี่สาม ท่านยังคงชอบวิเคราะห์ทุกสถานการณ์จริงๆ นี่หากพี่ห้ามาด้วยพวกท่านคงสนุกกันน่าดู”

         “นั่นสินะ! รอให้เจ้าห้าจัดการเมืองฉู่จิ้งเรียบร้อยเสียก่อนเถิด กองทัพทางนั้นต้องจัดระเบียบให้เรียบร้อยต่อไปการศึกจะได้เบาบางลงเสียบ้าง ข้ายังเสียดายที่หาตรากระเรียนทองคำมาเปิดขุมทรัพย์พระบิดาไม่ได้”

         ชายหนุ่มผู้พี่มัวแต่มองการแข่งขันจึงมิได้เห็นว่าอ๋องเก้าใบหน้าเผือดสีลงเล็กน้อยยามพี่ชายเอ่ยถึงตรากระเรียนทองคำ นั่นเป็นตราประจำราชวงศ์โจวของแคว้นผิงที่ท่านตาของเขาลอบชิงกลับไปให้ฮ่องเต้โจวใช้รวบรวมพระราชอำนาจ ทว่าน่าแปลกยิ่งที่ตราที่ว่านี้กลับมีความสำคัญต่อพระบิดาของเขาในการกำหนดให้เป็นกุญแจในการเปิดขุมทรัพย์ที่ทรงซ่อนเอาไว้

‘ถ้าหากต้องการตรากระเรียนทองคำก็ต้องไปขโมยมาจากแคว้นผิงน่ะสิ แล้วผู้ใดจะกล้าให้ยืมตราสำคัญของแว่นแคว้นเช่นนั้นเล่า’

         ครั้งก่อนหากมิได้เป็นเพราะนินจาหมีขาวตัวนั้นได้ช่วยขโมยมาก็ไม่รู้ว่าท่านตาฝู่กั๋วกงแห่งแคว้นผิงของเขาจะสามารถนำตรากระเรียนทองคำกลับไประงับสงครามในแผ่นดินเกิดได้อย่างไร  

ท่านอ๋องเก้าได้แต่มองเสี้ยวหน้าของพระเชษฐา

‘หากเสด็จพี่อยากได้ตรากระเรียนทองคำก็หายอดฝีมือไปช่วยขโมยกลับมาเองก็แล้วกัน’

         สองพี่น้องยืนดูอยู่จนกระทั่งการประลองฝีมือของคู่ที่สองจบสิ้นลง

         “ภรรยาของเจ้าหายไปไหนแล้วเจ้าเก้า”

         “นางอาจจะไปเดินเล่นแถวนี้”

         คุณชายสามได้ยินน้ำเสียงที่ดูไม่กระวนกระวายของน้องชายแล้วก็แปลกใจ “เจ้าดูไว้ใจจอมยุทธ์หงผู้นี้เสียจริง ทั้งๆ ที่เขาเป็นหนุ่มน้อยหน้าตาค่อนข้างจะใช้ได้ เจ้าไม่กลัวเขาจะนึกชอบภรรยาเจ้าบ้างหรือ ”

         ท่านอ๋องเก้านิ่งอึ้งก่อนจะหัวเราะเสียงดังออกมา ทำเอาคนเป็นพี่ยิ่งทำสายตาฉงน “สองคนนั้นสนิทสนมกันมาก่อนจะแต่งงานกับข้าตั้งหลายปี ท่านไม่สังเกตหรือว่าความสัมพันธ์ของพวกเขาเป็นพี่น้องมากกว่าอย่างอื่น”

         “อืม เจ้าพูดมีเหตุผล มิน่าจึงไม่หึงหวงอย่างที่ข้าเคยเห็น”

         “ท่านเคยเห็นข้าหึงหวงเมื่อใดกัน” อ๋องเก้าตีหน้าเคร่งขรึม

         “น้องเก้า เจ้าหึงบ่อย ข้าเห็นจนเบื่อล่ะ ยิ่งในงานเลี้ยงที่วังหลวง แค่มีคนเดินเฉียดกรายหานซูลี่ข้าก็เห็นเจ้าแทบจะเอากระบี่ปาดคอคนผู้นั้น ฮ่าๆ” พี่ชายทำเสียงเล็กเสียงน้อยยั่วเย้าแล้วเดินนำหน้าหัวเราะดังๆ

         อ๋องเก้าไม่ยอมแพ้ ตะโกนตามหลังพี่ชายไป “ใครจะเหมือนท่านกันเล่า  ไม่มีคนจะให้หึงหวงน่ะสิ”

         คำพูดนั้นแทงใจดำพี่ชายสามยิ่งนัก เขาหันกลับมาชี้หน้าน้องชาย “เจ้าจำไว้ ข้าจะหาคนเอาไว้ให้หึงหวงให้ได้ ตำแหน่งฮองเฮาที่ว่างเว้นตอนนี้ข้าจะเหลือไว้ให้คนผู้นั้น”

         น้องชายร่างสูงโย่งยิ้มเย้ย “ขอให้ท่านหาสตรีโชคร้ายคนนั้นให้เจอเถอะ ข้าเกรงว่าท่านจะได้นักฆ่ามาร่วมเรียงเคียงหมอนอีกคนมากกว่า”

         ฮ่องเต้ส่ายหน้าความเจ็บปวดใจที่ฮองเฮาคนก่อนวางแผนฆ่าเขาเพื่อชิงบัลลังก์กลายเป็นเรื่องขบขันในหมู่พี่น้อง ระหว่างเขา ชินอ๋อง และอ๋องเก้าเรื่องภรรยาที่คิดฆ่าสามีได้คงมีแต่เขาหมิงเฟยหลงผู้เดียวเท่านั้นที่ต้องเผชิญ

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • ซือซือฮองเฮาพันโฉม    บทที่ 246 หลงเชื่อท่าน (ตอนจบ)

    หงซือซือได้แต่โทษตนเองที่หลงเชื่อมังกรขาวเจ้าเล่ห์ตนนี้ นับตั้งแต่วันที่นางยอมเข้าห้องบรรทมใหม่กับเขาวันนั้น ทุกหัวค่ำนางก็ถูกเขาอุ้มเข้าไปใช้เตียงบรรทมก่อนจะออกมาในช่วงหนึ่งชั่วยามต่อจากนั้นเพื่อดูแลลูกๆ “เดี๋ยวๆ พี่สาม ระยะนี้ข้าไม่มีเวลาจะดูแลลูกๆ แล้ว” ฮ่องเต้หัวเราะหึๆ “ไม่ทันแล้ว ซือซือ เจ้าตกลงกับข้าแล้ว อย่าได้บิดพลิ้วเด็ดขาด” “แต่ลูกๆ ของเราจะเหงานะ” “เอาน่า! แค่หนึ่งชั่วยามเอง” “แต่นี่ ทุกวันเลยนะ” หมิงเฟยหลงยิ้มกริ่ม “ข้าว่าก็พอดีแล้วนะ หรือว่าเราจะเพิ่มเวลาอีกสักหน่อยดี” หงซือซือได้แต่ส่ายหน้า ไม่ถึงสามเดือน นางก็ตั้งท้องอีกครา “เห็นหรือไม่! เป็นเพราะท่านแท้เทียว ทำให้ข้าต้องลำบากอีกแล้ว”เมื่อฮ่องเต้ได้ยินหมอหลวงกราบทูลผลการตรวจร่างกายของฮองเฮาก็ทรงพระราชทานรางวัลก้อนใหญ่ให้“ฮ่าๆ ดีจริง! ข้าต้องชนะเจ้าชินอ๋องให้จงได้”“นี่ท่าน! ท่านอยากเอาชนะชินอ๋องถึงเพียงนั้นเชียวรึ!” หงซือซือพูดพลางใช้มือลูบท้องตนเอง บัดนี้ในท้องของนางมีชีพจรถึงสองชีวิต “คราวนี้มีมังกรน้อยอีกตั้งสอง ช่างน่าตื่นเต้นนัก ข้

  • ซือซือฮองเฮาพันโฉม    บทที่ 245 มีลูกมากกว่าก็ชนะ

    ร่างเล็กๆ ทั้งสามที่นอนเรียงรายกันอยู่บนเบาะกำมือตะกุยบนอากาศอย่างไร้ทิศทาง ถัดไปเป็นร่างของหลิวเอ๋อร์พระธิดาองค์โตที่ขอมานอนเฝ้าพระอนุชาฮ่องเต้ทรงทอดพระเนตรพระโอรสใบหน้าจิ้มลิ้มริมฝีปากเป็นสีผลอิงเถาระเรื่อที่นอนเรียงรายกันด้วยความอิ่มเอมพระทัย นับตั้งแต่มังกรน้อยทั้งสามถูกหงซือซือเบ่งออกมา ไม่มีคืนใดที่พระองค์มิได้นอนเฝ้าพวกเขา องค์หญิงหมิงซีหลิวเองก็พลอยเห่อจนขอมานอนที่ตำหนักเป่าฉีอยู่บ่อยๆ ทำให้ฮ่องเต้ต้องทรงเปลี่ยนแปลงบางสิ่งให้เหมาะสมหงซือซือหันมามองสามีที่นอนตะแคงข้างอยู่ที่ฟากหนึ่งของเตียงขนาดยาวและกว้างที่ถูกสั่งทำขึ้นใหม่เพื่อหกคนพ่อแม่ลูกจะได้นอนด้วยกัน “เจ้าจะไปที่ใด” ฮ่องเต้ทรงเลิกพระขนงข้างหนึ่ง เอียงพระพักตร์มาทางผู้เป็นยอดดวงใจที่ทำท่าเหมือนจะออกไปจากห้องบรรทม “ข้าจะไปถ่ายเบาเจ้าค่ะ พี่สามเฝ้าลูกๆ ให้ดีเถอะ” ท่าทางละล้าละลังของหมิงเฟยหลงทำให้นางอดจะขำมิได้ “ท่านไม่ต้องห่วงข้ามากเช่นนั้นดอกเจ้าค่ะ” “ข้าอยากอุ้มเจ้าไปห้องส้วมเองเสียด้วยซ้ำ” ใบหน้าของนางแดงระเรื่อเมื่อสบตามีเลศนัยคู่นั้น ในยามจวนจะค

  • ซือซือฮองเฮาพันโฉม    บทที่ 244 รักษาฮ่องเต้

    เป็นเพราะการรักษาต้องแข่งกับเวลา ในสองวันแรกเหล่าองครักษ์และทหารล่อเอานักฆ่าออกมาตายอยู่ในค่ายกลได้หลายร้อยคน ทว่าเมื่อฝ่ายนั้นรู้กลอุบายก็ไม่ยอมออกมาอีกจินวั่งซูที่ลอบยิงธนูคอยเก็บนักฆ่ามิให้กลับเข้าสำนักรู้สึกสะใจยิ่งนักในคราวแรก ทว่าวันต่อมากลับต้องสบถเสียหลายครั้งเมื่อนักฆ่าพวกนั้นก็นำเอาธนูมายิงโต้ตอบ เขาจึงต้องสั่งให้พลธนูเตรียมโล่กำบังมาด้วย พอถึงวันที่สามการยั่วยุก็ไม่เป็นผล จินวั่งซูจึงได้แผนเดิมก็ลอบเข้าทางลัดไปยิงธนูไฟเพื่อเผาเรือนในสำนักไหม้ไปอีกสองเรือน “ข้าเผาโรงครัวพวกมันแล้ว เจ้าก็คอยดูเถิดว่าพวกมันจะทำเยี่ยงไร ส้วมกับครัวไหม้ไปหมดแล้ว เช่นนี้จะดำรงชีวิตกันอย่างไร ความอดอยากนี่ล่ะจะทำให้พวกมันต้องดิ้นรนออกมาเอง” ชินอ๋องผงกศีรษะรับ จินวั่งซูช่างเป็นคนโฉดตัวจริง หากให้พระองค์ทรงคิดก็ไม่เคยคิดจะเผาส้วมและโรงครัวในค่ายทหารของแคว้นใดมาก่อน “เจ้าคิดได้ร้ายกาจนัก...” จินวั่งซูฟังแล้วก็ยังไม่แน่ใจว่าจะเป็นคำชมเพราะสีพระพักตร์ของชินอ๋องดูคล้ายจะแสยะยิ้มแบบแหยงๆ อยู่สักหน่อย....แต่คุณชายจินก็รู้สึกภาคภูมิใจเพราะไม่ถึงสองวันเหล่านักฆ

  • ซือซือฮองเฮาพันโฉม    บทที่ 243 ชิงกระบี่

    เกล็ดหิมะโอบล้อมร่างทั้งสองเอาไว้จนแทบจะมองไม่เห็น หมิงเฟยหลงเกร็งพลังภายในขึ้นไปรวมยังแขนสองข้างอย่างเต็มที่เพราะกระบี่ดูดวิญญาณสั่นแรงขึ้นจนเขาแทบจะต้านทานพลังของมันไว้ไม่ได้ “อ๊าก!!!!” เสียงของเถียนลู่หลินร้องเสียงดังก้องทุกคนต่างยืนตะลึงมองพายุเกล็ดหิมะที่หมุนวนอยู่ตรงกลางทุ่งหญ้าด้วยใจลุ้นระทึก หมิงเฟยหลงตัดสินใจออกกระบวนท่าสุดท้ายของเพลงกระบี่กระชากวิญญาณแบบย้อนกลับ เขาออกแรงดึงกระบี่ที่ดูดอยู่กับกระบี่สีดำสุดแรง ก่อนจะฟาดลงไปกลางกระหม่อมของประมุขเถียน ในขณะที่เถียนลู่หลินเองก็ย่อตัวลงยกกระบี่ขึ้นขวางรับไว้ เปรี้ยง! กระบี่ทั้งสองกระทบอีกครั้ง และครานี้ก็มีเสียงกัมปนาทราวกับดินปืนระเบิดลังใหญ่ ร่างของคนทั้งสองอยู่ในพายุหิมะเมื่อครู่กระเด็นหวือออกมาคนละทิศคนละทางร่างของฮ่องเต้หนุ่มแผ่หงายลงบนทุ่งหญ้าในพระหัตถ์ยังคงมีกระบี่สีขาว ส่วนร่างของประมุขสำนักมืออสูรลอยคว้างหมุนกลิ้งไปบนทุ่งหญ้านับสิบตลบ กระบี่สีดำในมือกระเด็นกระดอนออกจากมือไป พลั่ก! ปึ๊ก! แรงกระแทกทำเอาฮ่องเต้ทรงมึนไปครู่ใหญ่ “ฝ่าบาท ทรงเป็นอย่างไรบ้างพ่ะย่

  • ซือซือฮองเฮาพันโฉม    บทที่ 242 ประลองสองกระบี่

    หลวนฮองเฮาประทับอยู่ลึกเข้าไปด้านในเพราะเกรงจะเป็นเป้าหมายของเหล่านักฆ่า คนของทั้งสองฝ่ายล้วนเตรียมพร้อม ไม่ว่าผลการประลองจะเป็นอย่างใด วันนี้ต้องมีการนองเลือดอย่างแน่นอน “ในฐานะที่เขาเป็นญาติผู้น้องของเถียนฮองเฮา ข้าถือว่าให้เกียรติเขาในการแก้แค้นอย่างหมดจด” “ความจริงท่านไม่จำเป็นต้องทำเช่นนี้” “ข้าเองก็เป็นจอมยุทธ์ผู้หนึ่ง หากมีผู้กล้าท้าซ้ำยังมีความแค้นอันใหญ่หลวงต่อกัน เหตุใดจึงจะไม่ยอมทำเล่า เขาแค้นที่ข้าล้างตระกูลเขา ข้าก็แค้นที่พวกเขาอยากจะฆ่าข้า เราสองคนสมควรจะดวลกันให้รู้ดีรู้ชั่ว” หมิงเฟยหลงนึกถึงการบาดเจ็บล้มตายของเหล่าทหารและองครักษ์รอบข้างที่เกิดจากฝีมือของเถียนลู่หลินผู้นี้ ความหวาดระแวงนับสิบปีกับความอาฆาตมาดร้ายหมายชีวิตของศัตรูสมควรจะจบลงเสียที ฮ่องเต้ทรงอาภรณ์ขาวปักลายมังกรงดงามในพระหัตถ์คือกระบี่ดูดวิญญาณที่สูญหายไปในยุทธภพหลายสิบปีเถียนลู่หลินในคราแรกมิได้สนใจมองกระบี่ที่ฮ่องเต้จะใช้ ทว่าเมื่ออีกฝ่ายก้าวเท้าเข้ามาในทุ่งหญ้าในระยะที่สังเกตรายละเอียดของกระบี่ได้ชัดขึ้นก็ตกใจ “เจ้าได้กระบี่นั่นมาจากที่ใด”เดิมทีเ

  • ซือซือฮองเฮาพันโฉม    บทที่ 241 กระบี่ดูดวิญญาณ

    “กระบี่ทั้งสองจะสะท้อนพลังของกันและกันเพคะ หากฝ่าบาทถือกระบี่ดูดวิญญาณก็สะท้อนอาการหลอนนั้นไปยังประมุขเถียน ส่วนฝ่าบาทเองก็จะกลายเป็นผู้ที่รู้สึกว่าวิทยายุทธ์ตนเองลดลงจนกลายเป็นหวาดกลัวประมุขเถียน” เมื่อได้ยินฮองเฮาทรงอธิบายเช่นนั้น ทุกคนก็ยิ่งประหลาดใจ “ฮองเฮา เช่นนั้นแล้วฝ่าบาทจะทรงได้เปรียบประมุขเถียนได้อย่างไรพ่ะย่ะค่ะ”ชินอ๋องได้ฟังก็ยิ่งสับสน หากพระเชษฐาต้องรับผลสะท้อนจากกระบี่จะมิกลายเป็นกลัวจนต้องยอมแพ้หรอกหรือ “สิ่งที่คนในยุทธภพยังไม่รู้เกี่ยวกับกระบี่ดูดวิญญาณก็คือ มันกระบี่ที่ถูกหลอมขึ้นมาในภายหลังจึงมีพลังเหนือกว่ากระบี่กระชากวิญญาณ หากใช้วิชากระบี่กระชากวิญญาณแบบย้อนกลับจะทำให้สามารถดูดพลังของกระบี่กระชากวิญญาณเข้ามารวมอยู่ในกระบี่ดูดวิญญาณได้” หลวนฮองเฮาแสยะยิ้มเมื่อเอ่ยจนจบ พลางหันไปมองพระสวามีและชินอ๋องที่ยืนตะลึงมองมายังนางเป็นจุดเดียว “นี่มัน.....” “เป็นความลับของยุทธภพที่มีเพียงคนในครอบครัวของข้าล่วงรู้” นางหันไปยิ้มให้กับหมิงเฟยหลง “คืนนี้หม่อมฉันจะสอนวิธีการใช้วิชากระบี่กระชากวิญญาณแบบย้อนกลับให้ฝ่าบาทเอง”

  • ซือซือฮองเฮาพันโฉม    บทที่ 8 ท่านอาพันหน้า

    หงซือซือและพระชายาหานนั่งเคียงคู่กันชมการประลองอย่างตื่นตาตื่นใจ “ข้าไม่เคยเลยว่าการประลองของเหล่าจอมยุทธ์ที่นี่จะตื่นเต้นราวกับการประลองเจ้ายุทธภพ” หานซูลี่แทบจะปรบมืออยู่ตลอดเวลาจนจอมยุทธ์หงนึกรำคาญต้องจับมือของนางลง “เจ้าก็พอก่อนเถิดอย่าเอาแต่ปรบมืออยู่เลย นั่งดูเงียบๆ

  • ซือซือฮองเฮาพันโฉม    บทที่ 7 ร่วมเตียงกับฮ่องเต้

    เมื่อเมากันจนลิ้นเริ่มแข็งจนพูดจาอ้อแอ้ทั้งคู่แล้ว คุณชายสามเป็นฝ่ายกึ่งโอบกึ่งลากเอาจอมยุทธ์หงขึ้นเตียงนอน“ปาย...น้องโหง...เจ้านอนข้างใน ส่วนข้าจานอนข้างนอนเตียงเอง” “เอือม...เอิ๊ก....เอื๊อก..ดะ...ด้ายยยยยย ตามใจพี่สาม” หงซือซือร้องอ้อแอ้ ครึ่งตัวนางอยู่บนเตียงแต่ขายังชี้โด่เด่

  • ซือซือฮองเฮาพันโฉม    บทที่ 6 เจ้าเป็นน้องชายข้าแล้ว

    พลันมือใหญ่นั้นคว้าข้อมือน้อยเอาไว้ “เจ้าจะทิ้งข้าไปแบบนี้เลยหรือ จอมยุทธ์หงกว่าข้าจะได้ออกจากเรือนอันยุ่งเหยิงมาหาที่เมาแสนสงบได้ช่างยากเย็น ซ้ำยังคุยกับผู้รู้ใจ ช่างหากได้ยากยิ่งนัก” หงซือซือทำหน้าเลิ่กลั่ก นางกลายเป็นผู้รู้ใจเจ้ามังกรขาวตัวนี้ไปเมื่อใดกัน มีแต่เขาที่พูดๆ ส่วนนา

  • ซือซือฮองเฮาพันโฉม    บทที่ 10 สัญญาของหมูโง่

    เมื่อเห็นร่างสูงของบุรุษหนุ่มทั้งสองที่เดินเคียงคู่กันมา หงซือซือก็หน้าเปลี่ยนสี เรื่องเมื่อคืนนางรู้ว่าคุณชายสามและนางเมามากจึงได้แต่ก่นด่าตนเองในใจ‘ซือซือเอ๋ย! เจ้านี่มันช่างงี่เง่าสิ้นดี ดันปล่อยตัวเองให้เละเทะจนขึ้นเตียงกับมังกรขาวเจ้าเล่ห์ นี่หากเขานึกออก ข้าจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน’

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status