LOGIN“พี่สามเมื่อเช้าคนที่เดินหน้าห้องนอนข้าเอ่ยถึงคนของสำนักมืออสูร” อ๋องเก้าสีหน้าเคร่งเครียด
“พวกมันปรากฏตัวที่แคว้นหมิงอีกแล้วหรือ” คนเป็นพี่ชายหน้าตาขึงขัง
“เห็นว่ามีผู้วิชากระบี่แบบเดียวกับพวกมัน ไม่รู้ว่าจะใช้พวกเดียวกันหรือไม่”
“เหตุใดจึงคิดว่าอาจมิใช่พวกเดียวกัน”
“นางเป็นสตรีสูงวัย”
“หือ” ฮ่องเต้ขมวดคิ้วตามพระอนุชา “ยังไม่เคยเห็นนักฆ่าของสำนักมืออสูรที่เป็นสตรีมาก่อน”
“ข้าจึงสงสัยว่านางอาจจะเป็นคนที่รู้ตื้นลึกหนาบางของพวกมันดี แต่อาจจะมิใช่พวกมัน”
ท่านอ๋องเก้าผู้ได้รับมอบหมายให้จัดการตามทำลายสำนักมืออสูรซึ่งมีนักฆ่าอันดับหนึ่งอยู่ในสังกัดมากมายและเคยบุกเข้ามาลอบสังหารฮ่องเต้ถึงสองครั้ง เคยลอบสังหารชินอ๋องพระเชษฐาของอ๋องเกาเอง รวมถึงเคยบุกเข้าไปสังหารคนในวังจีของท่านฝู่กั๋วกงที่เป็นเชื้อพระวงศ์ผู้หนึ่งด้วย
“เพราะเหตุใด”
“นางมิได้มีเจตนาฆ่าผู้ใด เพียงลงมือช่วยคนที่ถูกทำร้ายเท่านั้น”
“คนของสำนักมืออสูรครั้งสุดท้ายก็หมายจะสังหารคนในวังจีของฝู่กั๋วกงเมื่อครั้งคิดแย่งชิงตรามังกรคู่ของห้าตระกูล จากนั้นก็เงียบหายไปพักใหญ่ ข้าคิดว่าครั้งนี้เราเองต้องจริงจังกับการหารังของพวกมันให้พบ หากทำลายไม่สิ้นซากคงยากจะนอนหลับสนิท”
คุณชายสามหรือฮ่องเต้หมิงเฟยหลงยกมือขึ้นลูบหน้าตนเอง แม้เขาจะอยู่ในวังหลวงที่มีการคุ้มกันแน่นหนาแต่ก็มิเคยคลายพระทัยกับเรื่องนี้เลยสักครั้ง
“หากจะคิดไปตั้งแต่ข้าสืบข่าวสำนักอสูรมาโดยตลอด พวกเขาเหมือนจะไล่ล่าแต่เพียงคนในราชวงศ์และบุคคลสำคัญที่เกี่ยวพันกับวังหลวง”
“บางทีเบื้องหลังของสำนักมืออสูรอาจจะเป็นผู้ที่มีความแค้นกับตระกูลหมิงก็เป็นได้ ยุทธภพล้วนมีเรื่องความรักความแค้นซ่อนอยู่เบื้องหลังเสมอ แม้จะมีผู้ทำเพื่อเงินอยู่บ้าง แต่มิเคยอยู่เหนือเรื่องความแค้นส่วนตัวเลย”
ท่านอ๋องเก้าพยักหน้ารับว่าเสด็จพี่ของท่านวิเคราะห์ได้อย่างน่ารับฟังก็รีบกล่าวเสริม “ข้าก็รู้สึกอยู่ว่าหากพวกเขารับเงินจากผู้ว่าจ้างมาจริง ผู้ว่าจ้างคนนี้คงจะแค้นเคืองคนในราชวงศ์ยิ่งนัก ซ้ำยังรู้หลายเรื่องในตระกูลเราเสียด้วย”
“คนในอาจจะน่ากลัวกว่าคนนอก เจ้าว่าหรือไม่” ฮ่องเต้ใคร่ครวญอยู่ครู่จึงนึกถึงเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ “บางทีคนผู้นั้นอาจจะอยู่ไม่ไกลจากตัวข้า”
อ๋องเก้าจ้องหน้าพระเชษฐาเขม็ง “แสดงว่าท่านมีผู้ต้องสงสัยในใจ”
“ข้าขอกลับไปดูให้แน่ใจแล้วจะมาบอกเจ้า ส่วนสำนักมืออสูรฝากเป็นธุระให้เจ้าช่วยจัดการให้เรียบร้อยด้วย ปีนี้เราควรจะคว้านหาพวกเขาพบได้แล้ว”
“ได้! ข้าจะวางทุกอย่างเพื่อทำเรื่องนี้ให้กระจ่างเทียว”
“ดี!” ฮ่องเต้ตบบ่าท่านอ๋องหนักๆ “เช่นนั้นเราไปดูการประลองสักหน่อยเถิด ไม่รู้ว่าพวกเขาใกล้จะเลิกกันหรือยัง”
คุณชายสามเดินเคียงข้างไปกับอ๋องเก้าถึงลานประลองหน้าโรงเตี๊ยมยุทธภพ พวกเขาไปทันได้ชมการประลองของสองคู่สุดท้าย จอมยุทธ์ผู้ใช้ขวานคู่ช่างแปลกตายิ่งทว่าวิชาของเขาก็ร้ายกาจ ขวานคู่นั้นสามารถขว้างออกไปแล้วหมุนวนกลับมาหาเจ้าของได้อย่างน่าเกรงขาม
“อา...ขว้างเป็นวงกลมได้เสียด้วย ไม่ธรรมดาจริงๆ”
“เจ้าดูกระบวนท่าของเขาสิ! เหมาะกับการล้มคู่ต่อตัวที่ร่างกายสูงใหญ่กว่าตนเอง เขาใช้ขวานคู่รับแรงที่โถมเข้าย่อกายแล้วใช้ขาขัดอีกฝ่ายให้ล้ม เพราะยามนี้คู่ต่อสู้มิได้ระวังขาเสียแล้ว” คุณชายสามผู้มีสายตาคมกริบมองทุกท่วงท่าการต่อสู้อย่างไม่ละสายตา
“พี่สาม ท่านยังคงชอบวิเคราะห์ทุกสถานการณ์จริงๆ นี่หากพี่ห้ามาด้วยพวกท่านคงสนุกกันน่าดู”
“นั่นสินะ! รอให้เจ้าห้าจัดการเมืองฉู่จิ้งเรียบร้อยเสียก่อนเถิด กองทัพทางนั้นต้องจัดระเบียบให้เรียบร้อยต่อไปการศึกจะได้เบาบางลงเสียบ้าง ข้ายังเสียดายที่หาตรากระเรียนทองคำมาเปิดขุมทรัพย์พระบิดาไม่ได้”
ชายหนุ่มผู้พี่มัวแต่มองการแข่งขันจึงมิได้เห็นว่าอ๋องเก้าใบหน้าเผือดสีลงเล็กน้อยยามพี่ชายเอ่ยถึงตรากระเรียนทองคำ นั่นเป็นตราประจำราชวงศ์โจวของแคว้นผิงที่ท่านตาของเขาลอบชิงกลับไปให้ฮ่องเต้โจวใช้รวบรวมพระราชอำนาจ ทว่าน่าแปลกยิ่งที่ตราที่ว่านี้กลับมีความสำคัญต่อพระบิดาของเขาในการกำหนดให้เป็นกุญแจในการเปิดขุมทรัพย์ที่ทรงซ่อนเอาไว้
‘ถ้าหากต้องการตรากระเรียนทองคำก็ต้องไปขโมยมาจากแคว้นผิงน่ะสิ แล้วผู้ใดจะกล้าให้ยืมตราสำคัญของแว่นแคว้นเช่นนั้นเล่า’
ครั้งก่อนหากมิได้เป็นเพราะนินจาหมีขาวตัวนั้นได้ช่วยขโมยมาก็ไม่รู้ว่าท่านตาฝู่กั๋วกงแห่งแคว้นผิงของเขาจะสามารถนำตรากระเรียนทองคำกลับไประงับสงครามในแผ่นดินเกิดได้อย่างไร
ท่านอ๋องเก้าได้แต่มองเสี้ยวหน้าของพระเชษฐา
‘หากเสด็จพี่อยากได้ตรากระเรียนทองคำก็หายอดฝีมือไปช่วยขโมยกลับมาเองก็แล้วกัน’
สองพี่น้องยืนดูอยู่จนกระทั่งการประลองฝีมือของคู่ที่สองจบสิ้นลง
“ภรรยาของเจ้าหายไปไหนแล้วเจ้าเก้า”
“นางอาจจะไปเดินเล่นแถวนี้”
คุณชายสามได้ยินน้ำเสียงที่ดูไม่กระวนกระวายของน้องชายแล้วก็แปลกใจ “เจ้าดูไว้ใจจอมยุทธ์หงผู้นี้เสียจริง ทั้งๆ ที่เขาเป็นหนุ่มน้อยหน้าตาค่อนข้างจะใช้ได้ เจ้าไม่กลัวเขาจะนึกชอบภรรยาเจ้าบ้างหรือ ”
ท่านอ๋องเก้านิ่งอึ้งก่อนจะหัวเราะเสียงดังออกมา ทำเอาคนเป็นพี่ยิ่งทำสายตาฉงน “สองคนนั้นสนิทสนมกันมาก่อนจะแต่งงานกับข้าตั้งหลายปี ท่านไม่สังเกตหรือว่าความสัมพันธ์ของพวกเขาเป็นพี่น้องมากกว่าอย่างอื่น”
“อืม เจ้าพูดมีเหตุผล มิน่าจึงไม่หึงหวงอย่างที่ข้าเคยเห็น”
“ท่านเคยเห็นข้าหึงหวงเมื่อใดกัน” อ๋องเก้าตีหน้าเคร่งขรึม
“น้องเก้า เจ้าหึงบ่อย ข้าเห็นจนเบื่อล่ะ ยิ่งในงานเลี้ยงที่วังหลวง แค่มีคนเดินเฉียดกรายหานซูลี่ข้าก็เห็นเจ้าแทบจะเอากระบี่ปาดคอคนผู้นั้น ฮ่าๆ” พี่ชายทำเสียงเล็กเสียงน้อยยั่วเย้าแล้วเดินนำหน้าหัวเราะดังๆ
อ๋องเก้าไม่ยอมแพ้ ตะโกนตามหลังพี่ชายไป “ใครจะเหมือนท่านกันเล่า ไม่มีคนจะให้หึงหวงน่ะสิ”
คำพูดนั้นแทงใจดำพี่ชายสามยิ่งนัก เขาหันกลับมาชี้หน้าน้องชาย “เจ้าจำไว้ ข้าจะหาคนเอาไว้ให้หึงหวงให้ได้ ตำแหน่งฮองเฮาที่ว่างเว้นตอนนี้ข้าจะเหลือไว้ให้คนผู้นั้น”
น้องชายร่างสูงโย่งยิ้มเย้ย “ขอให้ท่านหาสตรีโชคร้ายคนนั้นให้เจอเถอะ ข้าเกรงว่าท่านจะได้นักฆ่ามาร่วมเรียงเคียงหมอนอีกคนมากกว่า”
ฮ่องเต้ส่ายหน้าความเจ็บปวดใจที่ฮองเฮาคนก่อนวางแผนฆ่าเขาเพื่อชิงบัลลังก์กลายเป็นเรื่องขบขันในหมู่พี่น้อง ระหว่างเขา ชินอ๋อง และอ๋องเก้าเรื่องภรรยาที่คิดฆ่าสามีได้คงมีแต่เขาหมิงเฟยหลงผู้เดียวเท่านั้นที่ต้องเผชิญ
หงซือซือได้แต่ถอนหายใจที่บุรุษข้างกายนางทั้งสองดูระมัดระวังนางมากจนจินวั่งซูเริ่มสงสัย “จอมยุทธ์หง เหตุใดสองคนนั้นถึงได้จับตามองเจ้าตลอดเวลา ” “ท่านคิดว่าเพราะเหตุใด” นางเอียงคอถาม “หงซือ เจ้าไม่เองก็ไม่รู้หรือ” จินวั่งซูเลิกคิ้วคล้ายไม่เชื่อ เขาเห็นจอมยุทธ์หลงคล้ายประคองหนุ่มน้อยผู้นี้อยู่บ่อยๆ‘เอาเถอะ! ข้าจะจับผิดพวกเจ้าให้ได้คาหนังคาเขาเอง แล้วพวกเจ้าจะพูดไม่ออก’ เมื่อรถม้าเดินทางถึงเมืองหลวงแคว้นผิง หงอี้เทียนพาเข้าไปพักเรือนด้านหลังของสำนักกู้ภัยหงส์ไฟสาขาแคว้นผิง“ที่นี่ปลอดภัยที่สุด ข้าวางกำลังคุ้มกันแน่นหนา”หมิงเฟยหลงยิ้มน้อยๆ เงยหน้าขึ้นมองหลังคาเรือน เงาวูบผ่านไปสองสาย เหล่าแมวดำมาถึงแล้ว เท่านี้ก็วางใจได้! ข้อมูลจากอ๋องเก้าบอกไว้ว่าตรากระเรียนทองคำถูกเก็บรักษาไว้ในพระราชวังหลวงของแคว้นผิงการขึ้นครองราชย์ของฮ่องเต้องค์ปัจจุบันได้อาศัยตรานี้เป็นเครื่องรับรอง ครั้งนั้นท่านตาของฝู่กั๋วกงของท่านอ๋องเก้าได้เป็นผู้ว่าจ้างให้ขโมยตราทองคำกลับมาจากตำหนักเสียนเหลียงของอดีตฮองเฮาหงซือซือร่วมมือกับนินจาหานซู่ลี่เข้าไปบุกตำหนักเถียนฮองเฮาแต่นางกลั
หงซือซือบังคับพี่ชายให้เฝ้าดูแลหมิงเฟยหลงที่นอนหลับอยู่ในห้องพัก ส่วนตนเองแอบออกไปข้างนอก แปลงโฉมเป็นสตรีชาวบ้านเขาไปตรวจในโรงหมอ “ยินดีด้วยนะแม่นาง เจ้าตั้งครรภ์แล้ว” “ไอ้หยา!” หงซือซือตาโต “ท่านหมอแน่ใจหรือ” “ข้าเป็นหมอมาตั้งแต่เป็นเด็กหนุ่มจนแก่ปูนนี้คนครึ่งเมืองนี้ ข้าเคยตรวจชีพจรพวกเขาตั้งแต่อยู่ในท้อง เจ้ายังจะคิดว่าข้าเข้าใจผิดได้อีกหรือ เจ้าตั้งครรภ์ได้เดือนกว่าแล้ว เดี๋ยวข้าจัดเทียบยาบำรุงให้” พลันนางคิดขึ้นได้ “ท่านหมอ ท่านตรวจยาลูกกลอนนี้ให้ข้าที” หมอวัยกลางคนรับขวดยากระเบื้องเคลือบสีขาวแล้วเทเม็ดยาลงในอุ้งมือ ก่อนจะยกขึ้นดมกลิ่น“อ้อ! เจ้าก็กินยาบำรุงครรภ์อย่างดีอยู่แล้วนี่ เช่นนั้นข้าก็ไม่ต้องเขียนเทียบยาให้เจ้าแล้ว กินให้หมดนี่ล่ะ ส่วนผสมแพงเสียด้วยที่บ้านเจ้าคงฐานะดี” “มิได้ๆ” หงซือซือรู้สึกคล้ายวิงเวียนขึ้นมาทันทียาห้ามครรภ์ที่นางกินอยู่ทุกคืนก่อนนอนกลับกลายเป็นยาบำรุงครรภ์ไปตั้งแต่เมื่อใดกัน นางรับขวดยาจากท่านหมอพร้อมฟังคำแนะนำในการดูแลตนเองระยะแรกในการตั้งท้องอยู่พักใหญ่ เมื่อแวะแปลงโฉมกลับเป็น
การเดินทางไปยังแคว้นผิงต้องผ่านเมืองเทียนคง จินวั่งซูที่เคยมาเยือนเมืองนี้เมื่อครั้งมาช่วยเสนาบดีฟ่าน หลี่เจี๋ย[1]กับท่านหญิงจีปราบกบฏเจ้าเมืองเทียนคงจึงแนะนำให้ทุกคนเข้าไปพักในโรงเตี๊ยมเมืองนี้สักคืนก่อน จินวั่งซูรู้สึกแปลกใจที่จอมยุทธ์หลงมักจะขอพักห้องเดียวกับจอมยุทธ์หง แม้เขาจะยืนยันว่าค่าที่พักที่เขาได้รับจากชินอ๋องมามากพอที่แต่ละคนจะพักแยกกันได้ แต่จอมยุทธ์หลงผู้นั้นก็ไม่ยอมแยกห้อง “ข้าสนิทกับน้องหงมาก ที่ผ่านมาพวกเราเดินทางไปที่ใดก็มักจะนอนห้องเดียวกันตลอดเพื่อระวังความปลอดภัย” “อ้อ!” ทีแรกจินวั่งซูก็รับรู้แบบผ่านๆ แต่พอเห็นจอมยุทธ์หลงดูใส่ใจกับหงซือมากจนเกินปกติเขาจึงคอยลอบสังเกต “จอมยุทธ์หง ปกติเจ้าก็ทำงานกับหัวหน้าหงมิใช่หรือ” จินวั่งซูปรายตาไปทางหงอี้เทียนจอมยุทธ์หงผู้นี้ มีชื่อแซ่ว่า หงซือ จินวั่งซูนึกแปลกใจที่หงซือเป็นหนุ่มน้อยรูปร่างผอมบางกลับได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งในผู้คุ้มภัยของสำนักหงส์ไฟ “ใช่! ข้าก็เป็นหนึ่งในผู้คุ้มภัยเช่นกัน” “เจ้ารูปร่างผอมบางหากข้าไม่รู้จักมาก่อนคงคิดว่าเจ้าเป็นผู้ว่าจ้าง เจ้าทำงานกั
ท่านอ๋องเก้าทรงฟังสิ่งที่ฮ่องเต้ทรงเล่าด้วยความตื่นเต้น เรือนน้อยของอนุถานช่างน่าสนใจนัก! หากพาพระชายาไปพักผ่อนแล้วได้อ๋องน้อยติดท้องมาอีกสักคนสองคนคงจะดี “เห็นหรือไม่ เจ้าได้ยินแล้วก็ยังสนใจเหมือนข้า” “อืม....” อ๋องเก้าเพียงอมยิ้มและผงกศีรษะเบาๆ อู๋กงกงที่เพิ่งเดินมาถึงหน้าตำหนักเป่าฉีพร้อมด้วยชินอ๋อง ครั้นเห็นหู่ซิ่นสือกับจูจิ้นติ้งยืนเฝ้าประตูอย่างแข็งขันรีบเดินมาทักทาย “ฝ่าบาทให้พวกเจ้าไปอารักขาท่านอ๋องเก้ากับพระชายาด้วยเหตุใด ” “อู๋กงกงท่านก็รู้ว่าเรื่องนี้พวกเราบอกไม่ได้” องครักษ์หู่ตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ เขารู้สึกตะหงิดๆ ว่าระยะหลังๆ อู๋กงกงดูจะร้อนรนที่มิได้เป็นคนสำคัญของฮ่องเต้เช่นแต่ก่อน อู๋กงกงหน้าม้าน “อ้อ! ข้าลืมไป ขออภัยพวกเจ้าด้วยก็แล้วกัน”ในเมื่อตนมิได้เป็นคนสำคัญแล้ว อู๋กงกงก็มิกล้าข่มขวัญองครักษ์ทั้งสองอีก ยามนี้ดูเหมือนฮองเฮาจะทรงถือหางคนทั้งสอง และฝ่าบาทก็ทรงเกรงพระทัยฮองเฮายิ่งนักสนมทั่วทั้งวังหลังต่างซุบซิบกันว่าไม่รู้เมื่อใดฮ่องเต้จะทรงให้ฮองเฮาเสด็จกลับไปประทับตำหนักเสียนเหลียงเพราะหากพระนางยังอ
สองวันหนึ่งคืนผ่านไปอย่างรวดเร็ว อย่างที่กล่าวกันว่าช่วงใดที่เรามีความสุขเวลามักจะผ่านไปเร็วเสมอ หมิงเฟยหลงก็ทรงรู้สึกเช่นนั้น การได้ใช้ชีวิตเยี่ยงชาวบ้านทั่วไปกันสองสามีภรรยาในเรือนหลังน้อยริมแม่น้ำฉางเจียงของอนุถานช่างเป็นภาพที่พระองค์มิเคยคิดว่าจะเกิดขึ้นจริงได้ หากสวรรค์มิได้ส่งให้หงซือซือเข้ามาในเส้นทางชีวิตอันโดดเดี่ยวนี้ เกรงว่าชั่วชีวิตพระองค์คงมิอาจจะได้ลิ้มรสความสุขที่มุ่งหวัง “ซือซือข้าไม่อยากกลับวังหลวงเลย น่าเสียดายนัก” “พี่สาม คราวหน้าเราก็มากันใหม่ก็ได้เจ้าค่ะ” ฮ่องเต้ทรงถอนพระปัสสาสะ “ข้ามีลางสังหรณ์ว่ากว่าเราจะได้กลับมาที่นี่อีกครั้งคงอีกนาน” “ทำไมหรือเจ้าคะ” หมิงเฟยหลงรวบภรรยาเข้ามาแนบอก “เราคงต้องเร่งมือตามหาตรากระเรียนทองคำมาเพื่อเปิดขุมทรัพย์ให้สำเร็จ ก่อนที่ฤดูฝนคราวหน้าจะมาถึง หากสร้างเขื่อนไม่ทันอาจจะเกิดอุทกภัยอีกครา เจ้าคงไม่อยากเห็นผู้คนล้มตายไร้ที่อยู่อาศัยเหมือนที่เมืองชิงหลิวอีกกระมัง ” “เจ้าค่ะ ราษฎรล้วนทุกข์ยาก ผู้คนพลัดพรากจากครอบครัว บ้านเรือน ไร้ที่อยู่ หากน้ำท่วมหรือฝนแล้ง พวกเขาล้วนต้อ
ฮ่องเต้ทรงส่งหูซิ่นสือไปขอเช่าเรือนน้อยริมน้ำของอนุถานสักสองวัน โดยให้หู่ซิ่นสือกับจูจิ้นติ้งแต่งกายเลียนแบบชาวบ้านลงไปสำรวจความปลอดภัยโดยรอบล่วงหน้าห้าวัน “ตรวจสอบให้เรียบร้อย หากเจิ้นกับฮองเฮาออกไปพักที่นั่น สิ่งสำคัญคือความปลอดภัย” หัวหน้าองครักษ์เสื้อแพรจัดการทุกอย่างเรียบร้อยกว่าฮ่องเต้ทรงคาดหวัง เขาส่งสาวใช้ที่จวนออกไปเปลี่ยนผ้าห่ม ผ้าปู และหมอนมุ้งใหม่ให้เรียบร้อย รวมจัดหาข้าวสารอาหารแห้งและเสื้อผ้าของใช้ให้พร้อมสำหรับการถูกปล่อยให้อยู่กันสองต่อสองเป็นเวลาสองวัน “พื้นที่โดยรอบสิบลี้กระหม่อมตรวจสอบความปลอดภัยและวางกำลังคนคอยดูแลไว้เรียบร้อยพ่ะย่ะค่ะ” “ดี! ระยะนี้มีข่าวว่านักฆ่าสำนักมืออสูรถูกปล่อยออกมาแล้ว แม้ข้าจะห่วงความปลอดภัย แต่หากยังไม่สามารถทำให้ฮองเฮาตั้งครรภ์ได้เสียทีก็ย่อมเป็นความสูญเสียความมั่นคงในบัลลังก์เช่นกัน” การออกจากวังหลวงถูกดำเนินการอย่างเงียบเชียบ อู๋กงกงที่พยายามเงี่ยหูฟังกลับมิได้ยินสิ่งใด ฮ่องเต้ทรงระมัดระวังพระองค์ยิ่งนักตกค่ำคืนนั้นทรงเล่าแผนการให้กับหงซือซือฟัง นางหัวเราะคิกคัก “พี่สาม ท่านจะทำเช่น







