Accueil / รักโบราณ / ซือซือฮองเฮาพันโฉม / บทที่ 8 ท่านอาพันหน้า

Partager

บทที่ 8 ท่านอาพันหน้า

last update Date de publication: 2026-01-26 16:50:22

         หงซือซือและพระชายาหานนั่งเคียงคู่กันชมการประลองอย่างตื่นตาตื่นใจ

         “ข้าไม่เคยเลยว่าการประลองของเหล่าจอมยุทธ์ที่นี่จะตื่นเต้นราวกับการประลองเจ้ายุทธภพ” หานซูลี่แทบจะปรบมืออยู่ตลอดเวลาจนจอมยุทธ์หงนึกรำคาญต้องจับมือของนางลง

         “เจ้าก็พอก่อนเถิดอย่าเอาแต่ปรบมืออยู่เลย นั่งดูเงียบๆ จะได้ไม่รบกวนพวกเขาประลองฝีมือ”

         “ใช่ๆ ข้าลืมไป ก็ข้าไม่เคยเห็นคนประลองด้วยวิทยายุทธ์ล้ำเลิศเพียงนี้นี่นา”

         “เมื่อกี้เจ้าพูดยังกับเคยไปดูการประลองชิงตำแหน่งเจ้ายุทธภพ”

         “เคยที่ไหนกันเล่า  ข้ามาเมืองหมิงตอนไหนเจ้าก็รู้อยู่ จากนั้นก็วุ่นวายแค่เรื่องหาเงินกับสามี ตอนนี้ยังมาลูก        ฝาแฝดอีก จะเอายามไหนไปดูกัน”

         พวกนางมัวแต่ต่อปากต่อคำ ไม่นานนักผลแพ้ชนะก็ปรากฏ ขณะที่ผู้ชนะกำลังยกมือขึ้นคารวะรอบตัวเพื่อขอบคุณผู้ชมรายรอบ พลันร่างหนึ่งก็ทะยานเข้ามากลางวง ยกมือคารวะผู้ชนะเมื่อครู่เป็นเชิงท้าทาย

         “เจ้าดูแม่นางผู้นี้สิ นางช่างงดงามซ้ำยังองอาจยิ่ง” เมื่อสตรีผู้นั้นผินหน้ามาทางที่ทั้งสองนั่งอยู่ “นางท่าจะอายุน้อยกว่าเราสองคนเสียอีก” หานซูลี่เอ่ยความตื่นเต้น

         หงซือซือสังเกตใบหน้า ลำคอ รูปร่าง และมือของนาง พลันผิดสังเกต “ข้าว่านางมิได้อายุเช่นที่เราเห็นดอก นี่ล่ะคนที่ข้ารอคอยอยู่”

         “เจ้าหมายถึง”

         “นางคือศิษย์ผู้น้องของท่านพ่อข้า ท่านอาเจียง”

         “อ้อ! นี่เองคนที่เจ้าบอกว่าต้องมาพบให้ได้ เหตุใดเจ้าจึงรู้ว่าเป็นนาง ”

         “เจ้าดูเส้นที่ลำคอของนางสิ มันบ่งบอกอายุ และที่มือของนางก็เช่นกัน นางคงมีเวลาน้อยจึงมิได้กลบเส้นเลือดที่โปนขึ้นมาบ่งบอกว่าผู้เป็นเจ้าของเริ่มเข้าสู่วัยกลางคนแล้ว”

         พระชายาหานมองตามแล้วพยักหน้า ค่อยๆ ไล่มองไปตามลำดับที่สหายนางกล่าว “จริงอย่างที่เจ้าว่า สังเกตดีๆ ก็จะรู้ว่านางมิใช่สตรีอายุน้อย”

         ใช้เวลาประลองฝีมือไม่นานนักท่านอาเจียงของหงซือซือก็ชนะได้ไม่ยากนัก ทว่าเมื่อชนะแล้วนางกลับขอตัวไม่ประลองต่อ ทำให้รอบข้างฮือฮาด้วยความเสียดาย ทว่าเมื่อนางยิ้มแย้มโปรยยิ้มไปโดยรอบ ความงามของนางก็ทำเอาบุรุษทั้งหลายมึนงงไปชั่วขณะล้วนอภัยให้นางแต่โดยดี

         “ท่านอาเจียง เพลงกระบี่ที่ท่านใช้คราวนี้แปลกกว่าครั้งก่อนมาก ตกลงว่าท่านไปได้วิชามาจากสำนักไหนหรือ”

         “จุ๊ๆ เจ้าอย่าเอ่ยเสียงดัง เราไปคุยกันที่ห้องพักเจ้าดีกว่า”

         จอมยุทธ์หงนำทางคนทั้งคู่ไปยังห้องพักใหม่ของนางที่ยังไม่ยอมบอกให้คุณชายสามได้ทราบ

เจียงเผิงเผิงเล่าให้หงซือซือฟังถึงวิชาที่ตนแอบแปลงโฉมเข้าไปในสำนักมืออสูรแล้วลอบเรียนรู้

         “ข้าเดินทางขึ้นเหนือเพื่อหวังจะไปตามเจ้าผีไร้หลุมที่แคว้นเว่ย แต่เพราะเจอร่องรอยของคนสำนักมืออสูร จึงแปลงโฉมเป็นคนผู้หนึ่งติดตามพวกมันไปบนเขาซงซานทางตอนเหนือ ที่นั่นเป็นสำนักที่พวกเขาใช้ฝึกวิชากัน เมื่อข้าได้เรียนรู้วิชากระบี่ของพวกเขาแล้วก็ไม่กล้าอยู่นานเพราะคนที่นั่นหูว่องตาไวนัก หากผิดสังเกตเข้าข้าเกรงตนเองจะลำบากจึงรีบหนีออกมา"

         “ท่านอาเจียงสอนข้าด้วยเถิด หากข้าได้เจอกับพวกเขาจริงๆ จะได้รู้วิธีต่อกร”

หงซือซือแม้ในยามนี้วิทยายุทธ์จะไม่ล้ำเลิศแต่เพราะนางรู้เคล็ดลับวิชาของสำนักต่างๆ ในยุทธภพแทบจะครบถ้วนทำให้สามารถป้องกันตนเองและต่อสู้กับคนพวกนั้นได้ทุกครั้ง

ท่านอาเจียงพยักหน้าแล้วก็เริ่มแสดงกระบวนท่าพื้นฐานให้พวกนางได้ดู “เสียดายห้องนี้แคบไปนิดข้าไม่อาจแสดงท่าพิสดารกว่านี้ได้”

         “เช่นนั้นเราไปสวนด้านหลังยามนี้แขกทั้งหมดน่าจะไปดูการประลองคงจะไม่มีผู้ใดไปที่นั่น”

เจียงเผิงเผิงนำหน้าสตรีทั้งสองกระโจนลงทางหน้าต่างลงไปสวนด้านหลังรีบร้อนสอนเคล็ดวิชากระบี่กระชากวิญญาณอย่างเร่งร้อน

เมื่อสอบถามแล้วพบว่าหงซือซือจำได้ครบถ้วนก็ล้วงผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาปาดเหงื่อสองสามครั้ง

หงซือซือบ่นพึมพำ “ข้าเหนื่อยจนหน้ากากจะลอกอยู่แล้วนี่”

         “อย่ามาหลอกข้าเลย ท่านไปอยู่สำนักมืออสูรจนฝึกวิชาเขาสำเร็จมาได้ แค่นี้คงไม่ทำให้หน้ากากท่านลอกดอกกระมัง”

         “เจ้าอย่ามารู้ทันข้า เออ...จริงสิ! คราวนี้เจ้ามีเรื่องใดจะถามข้าถึงได้ส่งจดหมายไปนัด” อาเจียงเดินไปนั่งที่ม้าหินใต้ต้นไม้ใหญ่  โดยมีสตรีทั้งสองตามไปนั่งด้วย “หรือว่าเป็นเรื่องที่เจ้าไม่อาจสืบหาด้วยตนเอง”

         “ใช่! ข้าอยากจะถามเรื่องต้นตระกูลของข้า ท่านพอจะเคยได้ยินท่านอาจารย์ย่าหรือท่านพ่อข้าเอ่ยถึงหรือไม่”

         เจียงเผิงเผิงมองหน้าศิษย์รุ่นหลานแล้วเอ่ยขึ้นด้วยความหนักใจ “มิใช่ว่าข้าไม่อยากจะบอกเจ้า แต่ข้าเคยได้ยินเพียงเล็กน้อยเท่านั้น”

         “ท่านโปรดบอกข้าเถิด”

         “ท่านพ่อของเจ้าเคยเล่าว่าเขาเป็นบุตรของลูกบุญธรรมฮ่องเต้รัชกาลก่อน แต่เกิดเหตุวุ่นวายในวังทำให้ต้องหนีออกไปสู่ยุทธภพ และเมื่อได้ฝึกวิชาแปลงโฉมกับท่านอาจารย์แล้วจึงสามารถเร้นกายอยู่ได้ทุกที่ แต่ถึงกระนั้น เขาก็ยังไม่ค่อยจะปรากฏตัวที่เมืองหมิงบ่อยนัก”

         หงซือซือคิ้วขมวดมุ่น “เรื่องใดกันทำให้ท่านพ่อถึงกับต้องหนีออกสู่ยุทธภพ”

         “ในวังหลวงล้วนเต็มไปด้วยเรื่องชิงดีชิงเด่น ซ้ำยังอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ทุกเมื่อ หากมิใช่เรื่องอำนาจวาสนา ก็อาจจะเป็นการขวางทางผู้ใดสักคน”

         หานซูลี่เห็นด้วยกับคำกล่าวของท่านอาเจียง เมื่อนางหันไปเห็นสหายกำลังอยู่ในภวังค์ก็นึกรู้ว่าความตั้งใจที่จะเข้าวังของหงซือซือคงไม่มีวันที่จะล้มล้างได้

“จอมยุทธ์หงหากเจ้าคิดจะไปสืบความจริงก็คงต้องวางแผนให้รัดกุมเสียหน่อย”

         “ได้! ข้าจะคิดให้รอบคอบก่อนจะเข้าไป”

         เจียงเผิงเผิงเห็นหลานต้องการจะไปค้นหาเรื่องที่เกี่ยวกับชาติกำเนิดของตนถึงเพียงนั้นก็นึกเป็นห่วง นางเองก็ท่องยุทธภพมาหลายสิบปีก็เข้าใจได้ว่าการห้ามมิใช่หนทางแก้ปัญหา

“ข้าจะให้ยาที่เพิ่งได้มาจากผีไร้หลุมก็แล้วกัน เพราะขากลับจากเขาซงซานข้าได้พบเขาพอดี ยาสองชนิดนี้ยังมิเคยวางจำหน่ายมาก่อน เห็นแก่เคยเป็นสหายเก่าแก่เขาจึงให้ข้าในราคาย่อมเยา” นางยื่นขวดยาขนาดเล็กสองขวดให้กับหลานสาว “จงพกไว้ติดตัวเถิด”

         “ขอบคุณท่านอาเจียง”

         “เย็นนี้มีนิทานด้วยนี่ เมื่อวานเป็นเรื่องใดหรือ”

         เมื่อหลานสาวบอกชื่อเรื่องให้นางได้ฟัง เจียงเผิงเผิงถึงกับสะอึก “นี่พวกเขาเอาเรื่องอาจารย์กับท่านพ่อของเจ้าไปตกแต่งให้พิสดารอีกแล้วล่ะสินะ ล้วนแล้วมีแต่เรื่องไม่จริงเสียเกือบครึ่ง”

         “ข้าก็อยากรู้เหมือนกัน พวกเขาจะรู้ไหมว่าเซียนพันหน้ายังมีศิษย์น้องอย่างท่านอยู่อีกคน ”

Continuez à lire ce livre gratuitement
Scanner le code pour télécharger l'application

Dernier chapitre

  • ซือซือฮองเฮาพันโฉม    บทที่ 246 หลงเชื่อท่าน (ตอนจบ)

    หงซือซือได้แต่โทษตนเองที่หลงเชื่อมังกรขาวเจ้าเล่ห์ตนนี้ นับตั้งแต่วันที่นางยอมเข้าห้องบรรทมใหม่กับเขาวันนั้น ทุกหัวค่ำนางก็ถูกเขาอุ้มเข้าไปใช้เตียงบรรทมก่อนจะออกมาในช่วงหนึ่งชั่วยามต่อจากนั้นเพื่อดูแลลูกๆ “เดี๋ยวๆ พี่สาม ระยะนี้ข้าไม่มีเวลาจะดูแลลูกๆ แล้ว” ฮ่องเต้หัวเราะหึๆ “ไม่ทันแล้ว ซือซือ เจ้าตกลงกับข้าแล้ว อย่าได้บิดพลิ้วเด็ดขาด” “แต่ลูกๆ ของเราจะเหงานะ” “เอาน่า! แค่หนึ่งชั่วยามเอง” “แต่นี่ ทุกวันเลยนะ” หมิงเฟยหลงยิ้มกริ่ม “ข้าว่าก็พอดีแล้วนะ หรือว่าเราจะเพิ่มเวลาอีกสักหน่อยดี” หงซือซือได้แต่ส่ายหน้า ไม่ถึงสามเดือน นางก็ตั้งท้องอีกครา “เห็นหรือไม่! เป็นเพราะท่านแท้เทียว ทำให้ข้าต้องลำบากอีกแล้ว”เมื่อฮ่องเต้ได้ยินหมอหลวงกราบทูลผลการตรวจร่างกายของฮองเฮาก็ทรงพระราชทานรางวัลก้อนใหญ่ให้“ฮ่าๆ ดีจริง! ข้าต้องชนะเจ้าชินอ๋องให้จงได้”“นี่ท่าน! ท่านอยากเอาชนะชินอ๋องถึงเพียงนั้นเชียวรึ!” หงซือซือพูดพลางใช้มือลูบท้องตนเอง บัดนี้ในท้องของนางมีชีพจรถึงสองชีวิต “คราวนี้มีมังกรน้อยอีกตั้งสอง ช่างน่าตื่นเต้นนัก ข้

  • ซือซือฮองเฮาพันโฉม    บทที่ 245 มีลูกมากกว่าก็ชนะ

    ร่างเล็กๆ ทั้งสามที่นอนเรียงรายกันอยู่บนเบาะกำมือตะกุยบนอากาศอย่างไร้ทิศทาง ถัดไปเป็นร่างของหลิวเอ๋อร์พระธิดาองค์โตที่ขอมานอนเฝ้าพระอนุชาฮ่องเต้ทรงทอดพระเนตรพระโอรสใบหน้าจิ้มลิ้มริมฝีปากเป็นสีผลอิงเถาระเรื่อที่นอนเรียงรายกันด้วยความอิ่มเอมพระทัย นับตั้งแต่มังกรน้อยทั้งสามถูกหงซือซือเบ่งออกมา ไม่มีคืนใดที่พระองค์มิได้นอนเฝ้าพวกเขา องค์หญิงหมิงซีหลิวเองก็พลอยเห่อจนขอมานอนที่ตำหนักเป่าฉีอยู่บ่อยๆ ทำให้ฮ่องเต้ต้องทรงเปลี่ยนแปลงบางสิ่งให้เหมาะสมหงซือซือหันมามองสามีที่นอนตะแคงข้างอยู่ที่ฟากหนึ่งของเตียงขนาดยาวและกว้างที่ถูกสั่งทำขึ้นใหม่เพื่อหกคนพ่อแม่ลูกจะได้นอนด้วยกัน “เจ้าจะไปที่ใด” ฮ่องเต้ทรงเลิกพระขนงข้างหนึ่ง เอียงพระพักตร์มาทางผู้เป็นยอดดวงใจที่ทำท่าเหมือนจะออกไปจากห้องบรรทม “ข้าจะไปถ่ายเบาเจ้าค่ะ พี่สามเฝ้าลูกๆ ให้ดีเถอะ” ท่าทางละล้าละลังของหมิงเฟยหลงทำให้นางอดจะขำมิได้ “ท่านไม่ต้องห่วงข้ามากเช่นนั้นดอกเจ้าค่ะ” “ข้าอยากอุ้มเจ้าไปห้องส้วมเองเสียด้วยซ้ำ” ใบหน้าของนางแดงระเรื่อเมื่อสบตามีเลศนัยคู่นั้น ในยามจวนจะค

  • ซือซือฮองเฮาพันโฉม    บทที่ 244 รักษาฮ่องเต้

    เป็นเพราะการรักษาต้องแข่งกับเวลา ในสองวันแรกเหล่าองครักษ์และทหารล่อเอานักฆ่าออกมาตายอยู่ในค่ายกลได้หลายร้อยคน ทว่าเมื่อฝ่ายนั้นรู้กลอุบายก็ไม่ยอมออกมาอีกจินวั่งซูที่ลอบยิงธนูคอยเก็บนักฆ่ามิให้กลับเข้าสำนักรู้สึกสะใจยิ่งนักในคราวแรก ทว่าวันต่อมากลับต้องสบถเสียหลายครั้งเมื่อนักฆ่าพวกนั้นก็นำเอาธนูมายิงโต้ตอบ เขาจึงต้องสั่งให้พลธนูเตรียมโล่กำบังมาด้วย พอถึงวันที่สามการยั่วยุก็ไม่เป็นผล จินวั่งซูจึงได้แผนเดิมก็ลอบเข้าทางลัดไปยิงธนูไฟเพื่อเผาเรือนในสำนักไหม้ไปอีกสองเรือน “ข้าเผาโรงครัวพวกมันแล้ว เจ้าก็คอยดูเถิดว่าพวกมันจะทำเยี่ยงไร ส้วมกับครัวไหม้ไปหมดแล้ว เช่นนี้จะดำรงชีวิตกันอย่างไร ความอดอยากนี่ล่ะจะทำให้พวกมันต้องดิ้นรนออกมาเอง” ชินอ๋องผงกศีรษะรับ จินวั่งซูช่างเป็นคนโฉดตัวจริง หากให้พระองค์ทรงคิดก็ไม่เคยคิดจะเผาส้วมและโรงครัวในค่ายทหารของแคว้นใดมาก่อน “เจ้าคิดได้ร้ายกาจนัก...” จินวั่งซูฟังแล้วก็ยังไม่แน่ใจว่าจะเป็นคำชมเพราะสีพระพักตร์ของชินอ๋องดูคล้ายจะแสยะยิ้มแบบแหยงๆ อยู่สักหน่อย....แต่คุณชายจินก็รู้สึกภาคภูมิใจเพราะไม่ถึงสองวันเหล่านักฆ

  • ซือซือฮองเฮาพันโฉม    บทที่ 243 ชิงกระบี่

    เกล็ดหิมะโอบล้อมร่างทั้งสองเอาไว้จนแทบจะมองไม่เห็น หมิงเฟยหลงเกร็งพลังภายในขึ้นไปรวมยังแขนสองข้างอย่างเต็มที่เพราะกระบี่ดูดวิญญาณสั่นแรงขึ้นจนเขาแทบจะต้านทานพลังของมันไว้ไม่ได้ “อ๊าก!!!!” เสียงของเถียนลู่หลินร้องเสียงดังก้องทุกคนต่างยืนตะลึงมองพายุเกล็ดหิมะที่หมุนวนอยู่ตรงกลางทุ่งหญ้าด้วยใจลุ้นระทึก หมิงเฟยหลงตัดสินใจออกกระบวนท่าสุดท้ายของเพลงกระบี่กระชากวิญญาณแบบย้อนกลับ เขาออกแรงดึงกระบี่ที่ดูดอยู่กับกระบี่สีดำสุดแรง ก่อนจะฟาดลงไปกลางกระหม่อมของประมุขเถียน ในขณะที่เถียนลู่หลินเองก็ย่อตัวลงยกกระบี่ขึ้นขวางรับไว้ เปรี้ยง! กระบี่ทั้งสองกระทบอีกครั้ง และครานี้ก็มีเสียงกัมปนาทราวกับดินปืนระเบิดลังใหญ่ ร่างของคนทั้งสองอยู่ในพายุหิมะเมื่อครู่กระเด็นหวือออกมาคนละทิศคนละทางร่างของฮ่องเต้หนุ่มแผ่หงายลงบนทุ่งหญ้าในพระหัตถ์ยังคงมีกระบี่สีขาว ส่วนร่างของประมุขสำนักมืออสูรลอยคว้างหมุนกลิ้งไปบนทุ่งหญ้านับสิบตลบ กระบี่สีดำในมือกระเด็นกระดอนออกจากมือไป พลั่ก! ปึ๊ก! แรงกระแทกทำเอาฮ่องเต้ทรงมึนไปครู่ใหญ่ “ฝ่าบาท ทรงเป็นอย่างไรบ้างพ่ะย่

  • ซือซือฮองเฮาพันโฉม    บทที่ 242 ประลองสองกระบี่

    หลวนฮองเฮาประทับอยู่ลึกเข้าไปด้านในเพราะเกรงจะเป็นเป้าหมายของเหล่านักฆ่า คนของทั้งสองฝ่ายล้วนเตรียมพร้อม ไม่ว่าผลการประลองจะเป็นอย่างใด วันนี้ต้องมีการนองเลือดอย่างแน่นอน “ในฐานะที่เขาเป็นญาติผู้น้องของเถียนฮองเฮา ข้าถือว่าให้เกียรติเขาในการแก้แค้นอย่างหมดจด” “ความจริงท่านไม่จำเป็นต้องทำเช่นนี้” “ข้าเองก็เป็นจอมยุทธ์ผู้หนึ่ง หากมีผู้กล้าท้าซ้ำยังมีความแค้นอันใหญ่หลวงต่อกัน เหตุใดจึงจะไม่ยอมทำเล่า เขาแค้นที่ข้าล้างตระกูลเขา ข้าก็แค้นที่พวกเขาอยากจะฆ่าข้า เราสองคนสมควรจะดวลกันให้รู้ดีรู้ชั่ว” หมิงเฟยหลงนึกถึงการบาดเจ็บล้มตายของเหล่าทหารและองครักษ์รอบข้างที่เกิดจากฝีมือของเถียนลู่หลินผู้นี้ ความหวาดระแวงนับสิบปีกับความอาฆาตมาดร้ายหมายชีวิตของศัตรูสมควรจะจบลงเสียที ฮ่องเต้ทรงอาภรณ์ขาวปักลายมังกรงดงามในพระหัตถ์คือกระบี่ดูดวิญญาณที่สูญหายไปในยุทธภพหลายสิบปีเถียนลู่หลินในคราแรกมิได้สนใจมองกระบี่ที่ฮ่องเต้จะใช้ ทว่าเมื่ออีกฝ่ายก้าวเท้าเข้ามาในทุ่งหญ้าในระยะที่สังเกตรายละเอียดของกระบี่ได้ชัดขึ้นก็ตกใจ “เจ้าได้กระบี่นั่นมาจากที่ใด”เดิมทีเ

  • ซือซือฮองเฮาพันโฉม    บทที่ 241 กระบี่ดูดวิญญาณ

    “กระบี่ทั้งสองจะสะท้อนพลังของกันและกันเพคะ หากฝ่าบาทถือกระบี่ดูดวิญญาณก็สะท้อนอาการหลอนนั้นไปยังประมุขเถียน ส่วนฝ่าบาทเองก็จะกลายเป็นผู้ที่รู้สึกว่าวิทยายุทธ์ตนเองลดลงจนกลายเป็นหวาดกลัวประมุขเถียน” เมื่อได้ยินฮองเฮาทรงอธิบายเช่นนั้น ทุกคนก็ยิ่งประหลาดใจ “ฮองเฮา เช่นนั้นแล้วฝ่าบาทจะทรงได้เปรียบประมุขเถียนได้อย่างไรพ่ะย่ะค่ะ”ชินอ๋องได้ฟังก็ยิ่งสับสน หากพระเชษฐาต้องรับผลสะท้อนจากกระบี่จะมิกลายเป็นกลัวจนต้องยอมแพ้หรอกหรือ “สิ่งที่คนในยุทธภพยังไม่รู้เกี่ยวกับกระบี่ดูดวิญญาณก็คือ มันกระบี่ที่ถูกหลอมขึ้นมาในภายหลังจึงมีพลังเหนือกว่ากระบี่กระชากวิญญาณ หากใช้วิชากระบี่กระชากวิญญาณแบบย้อนกลับจะทำให้สามารถดูดพลังของกระบี่กระชากวิญญาณเข้ามารวมอยู่ในกระบี่ดูดวิญญาณได้” หลวนฮองเฮาแสยะยิ้มเมื่อเอ่ยจนจบ พลางหันไปมองพระสวามีและชินอ๋องที่ยืนตะลึงมองมายังนางเป็นจุดเดียว “นี่มัน.....” “เป็นความลับของยุทธภพที่มีเพียงคนในครอบครัวของข้าล่วงรู้” นางหันไปยิ้มให้กับหมิงเฟยหลง “คืนนี้หม่อมฉันจะสอนวิธีการใช้วิชากระบี่กระชากวิญญาณแบบย้อนกลับให้ฝ่าบาทเอง”

  • ซือซือฮองเฮาพันโฉม    บทที่ 10 สัญญาของหมูโง่

    เมื่อเห็นร่างสูงของบุรุษหนุ่มทั้งสองที่เดินเคียงคู่กันมา หงซือซือก็หน้าเปลี่ยนสี เรื่องเมื่อคืนนางรู้ว่าคุณชายสามและนางเมามากจึงได้แต่ก่นด่าตนเองในใจ‘ซือซือเอ๋ย! เจ้านี่มันช่างงี่เง่าสิ้นดี ดันปล่อยตัวเองให้เละเทะจนขึ้นเตียงกับมังกรขาวเจ้าเล่ห์ นี่หากเขานึกออก ข้าจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน’

  • ซือซือฮองเฮาพันโฉม    บทที่ 9 ร่องรอยของนักฆ่า

    “พี่สามเมื่อเช้าคนที่เดินหน้าห้องนอนข้าเอ่ยถึงคนของสำนักมืออสูร” อ๋องเก้าสีหน้าเคร่งเครียด “พวกมันปรากฏตัวที่แคว้นหมิงอีกแล้วหรือ” คนเป็นพี่ชายหน้าตาขึงขัง “เห็นว่ามีผู้วิชากระบี่แบบเดียวกับพวกมัน ไม่รู้ว่าจะใช้พวกเดียวกันหรือไม่” “เหตุใดจึงคิดว่าอาจมิใช่พวกเดียว

  • ซือซือฮองเฮาพันโฉม    บทที่ 7 ร่วมเตียงกับฮ่องเต้

    เมื่อเมากันจนลิ้นเริ่มแข็งจนพูดจาอ้อแอ้ทั้งคู่แล้ว คุณชายสามเป็นฝ่ายกึ่งโอบกึ่งลากเอาจอมยุทธ์หงขึ้นเตียงนอน“ปาย...น้องโหง...เจ้านอนข้างใน ส่วนข้าจานอนข้างนอนเตียงเอง” “เอือม...เอิ๊ก....เอื๊อก..ดะ...ด้ายยยยยย ตามใจพี่สาม” หงซือซือร้องอ้อแอ้ ครึ่งตัวนางอยู่บนเตียงแต่ขายังชี้โด่เด่

  • ซือซือฮองเฮาพันโฉม    บทที่ 6 เจ้าเป็นน้องชายข้าแล้ว

    พลันมือใหญ่นั้นคว้าข้อมือน้อยเอาไว้ “เจ้าจะทิ้งข้าไปแบบนี้เลยหรือ จอมยุทธ์หงกว่าข้าจะได้ออกจากเรือนอันยุ่งเหยิงมาหาที่เมาแสนสงบได้ช่างยากเย็น ซ้ำยังคุยกับผู้รู้ใจ ช่างหากได้ยากยิ่งนัก” หงซือซือทำหน้าเลิ่กลั่ก นางกลายเป็นผู้รู้ใจเจ้ามังกรขาวตัวนี้ไปเมื่อใดกัน มีแต่เขาที่พูดๆ ส่วนนา

Plus de chapitres
Découvrez et lisez de bons romans gratuitement
Accédez gratuitement à un grand nombre de bons romans sur GoodNovel. Téléchargez les livres que vous aimez et lisez où et quand vous voulez.
Lisez des livres gratuitement sur l'APP
Scanner le code pour lire sur l'application
DMCA.com Protection Status