Mag-log inนางเคยโง่เขลาจนต้องสูญเสียบุตรในครรภ์ไป เพราะบุรุษที่เคยให้สัญญาว่าจะรักและไม่ทอดทิ้งนาง หวนคืนอีกครา นางกลับมาพร้อมกับความแค้น คนที่เคยทำร้ายนาง จะต้องตายด้วยน้ำมือของนางเท่านั้น !
view moreลั่วอวิ๋นจื่อถูกน้องสาวล้อเลียนจนหน้าแดงขึ้นมาบ้าง เขาหยิกจมูกลั่วชิงหวงเบาๆ ด้วยความเอ็นดูแกมระอา“ชิงหวง เจ้านี่นับวันจะยิ่งเหลวไหลมิรู้จักกาลเทศะขึ้นเรื่อยๆ แล้วนะ”ลั่วชิงหวงแลบลิ้นใส่พี่ชาย ก่อนจะหันไปล้อหลินปี๋เยว่ต่อ“ท่านพี่และพี่สะใภ้เพิ่งแต่งงานกันใหม่ๆ ความรักกำลังหวานชื่น ข้าคงมินั่งเป็นก้างขวางคออยู่ที่นี่แล้วเจ้าค่ะ เรื่องการวางค่ายกลเดินทัพนั้น ท่านพี่เก่งกว่าข้าหลายขุมนัก หากพี่สะใภ้สนใจก็ลองขอคำชี้แนะจากท่านพี่ดูเถิด”“ฝีปากของชิงหวงช่างร้ายกาจนัด มิน่าเล่า เมื่ออยู่ต่อหน้าองค์ชายเจ็ด เจ้ากลับรับมือเขาได้คล่องแคล่วนักนั้น” หลินปี๋เยว่ยิ้มบางๆ พลางค้อนลั่วชิงหวงแล้วเอ่ยล้อกลับ“พิธีอภิเษกขององค์ชายเจ็ด ดูเหมือนจะเหลือเวลาอีกเพียงเดือนเดียวเท่านั้นมิใช่หรือ ?”เมื่อได้ยินคำว่าพิธีอภิเษก ใบหน้าของลั่วชิงหวงก็ปรากฏรอยแดงระเรื่อขึ้นมาบ้าง นางเอ่ยอย่างขัดเขินเล็กน้อยว่า“พี่สะใภ้ล้อข้าหรือ ?” เมื่อเห็นท่าทางประดุจแม่นางน้อยของน้องสาว มุมปากของลั่วอวิ๋นจื่อก็ประดับไปด้วยรอยยิ้มเอ็นดู ทว่า...พลันนึกบางอย่างขึ้นมาได้ ขนคิ้วของเขาก็ขมวดเข้าหากัน แววตาฉายประกายความกังวลออกมาลั
“จริงรึ ?!” ลั่วอวิ๋นจื่อได้ยินดังนั้น ความยินดีก็พาดผ่านใบหน้าทันที เขามองไปที่จวินชิงอวี่ด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสงสัยและคำถาม เพราะเกรงว่าลั่วชิงหวงจะแสร้งกล่าวเช่นนี้เพียงเพื่อให้เขาหายเศร้า“จริงสิเจ้าคะ” แม้จวินชิงอวี่จะรู้สึกอิจฉาในความสนิทสนมระหว่างลั่วอวิ๋นจื่อและลั่วชิงหวงอยู่บ้าง ทว่า...เขาก็รับรู้ได้ถึงความปรารถนาดีที่ลั่วอวิ๋นจื่อมีต่อน้องสาว ในใจจึงรู้สึกขอบคุณเขาอยู่มิน้อย มุมปากหยักยิ้มพลางเอ่ยต่อว่า“ใต้เท้าหลินเป็นคนฉลาด ย่อมรู้ดีว่าการติดตามเจ้านายเช่นไรจึงจะดีที่สุด”เมื่อได้รับคำยืนยันจากจวินชิงอวี่ ความโสมนัสก็เอ่อล้นในดวงตาของลั่วอวิ๋นจื่อ เขาหันขวับไปมองหลินปี๋เยว่ที่อยู่ไม่ไกลทันทีด้วยความดีใจที่ปิดมิมิด เขาเร่งฝีเท้าเข้าไปหาหลินปี๋เยว่ คว้ามือนางไว้พลางเอ่ยคำพูดบางอย่างด้วยรอยยิ้มที่เจิดจ้าลั่วชิงหวงและจวินชิงอวี่ยืนมองคนทั้งคู่อยู่ที่เดิม เมื่อเห็นรอยยิ้มที่เปี่ยมสุขของพี่ชาย แววตาของนางก็พลอยติดรอยยิ้มที่อบอุ่นไปด้วย ริมฝีปากของนางคลี่ยิ้มอย่างอ่อนโยนโดยมิรู้ตัว พี่ชายของนางควรจะยิ้มอย่างสดใสเช่นนี้ รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยแสงสว่างและความแจ่มใสเมื่อมองไปไกล
“เขาคิดว่าทำเช่นนี้คือการปกป้องข้ารึ ?” จวินชิงอวี่ มองไปยังร่างอันแก่ชราของจวินอู่เฉิน แววตาฉายความซาบซึ้งใจออกมาวูบหนึ่ง ทว่า...ปากยังคงดื้อรั้น“ต่อให้หลอกคนได้ทั้งใต้หล้า แล้วจะหลอกซือเข่อได้อย่างไร ?”“หลอกคนส่วนใหญ่ได้ก็นับว่าดีมากแล้วมิใช่รึ ?” ลั่วชิงหวงเป็นผู้ที่เข้าใจจวินชิงอวี่ที่สุด นางเห็นสีหน้าเขาก็รู้ว่าเขาเริ่มอ่อนลงแล้ว ทว่า...ปมในใจที่อยู่มานานนับสิบปีมิอาจคลายได้เพียงคำพูดไม่กี่คำ ขอเพียงจวินชิงอวี่เปิดใจยอมรับความรักที่เสด็จพ่อมีให้บ้าง มิผลักไสออกไปก็ถือว่าดีนักหนาแล้ว“ลำบากให้เขาต้องเปลืองสมองวางแผนแล้ว” จวินชิงอวี่เม้มปากเอ่ยอย่างไม่เต็มใจนัก ดวงตาของลั่วชิงหวงเป็นประกาย นางคลี่ยิ้มพลางเอ่ยต่อ“โบตั๋นขาว ตัวอักษรสีขาวผสมกับคำว่าราชาหรืออ๋อง รวมกันเป็นคำว่าจักรพรรดิมิใช่หรือ ?”จวินชิงอวี่หยักยิ้มที่มุมปาก เขาเอื้อมมือไปหยิกปลายจมูกของลั่วชิงหวงเบาๆ พลางหัวเราะ“หวงเอ๋อร์ของข้าฉลาดที่สุด” หลังจากนั้นเหล่าองค์ชายต่างก็ได้รับพระราชทานบุปผาตามลำดับ ยกเว้นองค์ชายสิบสามที่ได้รับดอกโบตั๋นป่า ซึ่ง...ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์เล็กน้อย ส่วนที่เหลือก็นับเป็นดอกไม้ธรรมดา
ขณะที่สีหน้าของหลิวหยวนเจิงและลั่วหยวนกลับเต็มไปด้วยความครุ่นคิด ยามนี้...พระพลานามัยของฮ่องเต้นับวันยิ่งทรุดโทรม เกรงว่า...จะทรงยืนหยัดอยู่ได้อีกไม่กี่ปี ตำแหน่งรัชทายาทก็ถูกปลดและยังมิได้แต่งตั้งใหม่ ฮ่องเต้ทรงพระราชทานบุปผาในยามนี้ ชะรอยจะทรงใช้การมอบดอกไม้เพื่อสื่อถึงพระทัยที่แท้จริงเป็นแน่“พระราชทานองค์ชายใหญ่จวินเสียนฉีดอกท้อ” ขันทีขานราชโองการตามที่จวินอู่เฉินเขียนไว้ล่วงหน้าสีหน้าของจวินเสียนฉีเปลี่ยนไปทันที ใบหน้าของเขาหมองคล้ำลง มิใช่โบตั๋น ! ดอกโบตั๋นคือราชาแห่งมวลบุปผา ตัวเขานั้นเคยเป็นถึงรัชทายาท ตามหลักแล้วควรจะได้รับดอกโบตั๋น ทว่า...เสด็จพ่อกลับมอบดอกท้อให้ แม้ดอกท้อจะงดงามสะคราญตา แต่...ความหมายแฝงนั้นกลับเทียบมิได้กับโบตั๋นเลยแม้แต่น้อย ดูท่า...เสด็จพ่อคงทรงตัดสินพระทัยเด็ดขาดแล้วว่าจะมิคืนตำแหน่งให้เขา เขาอยากจะรู้นักว่าเสด็จพ่อจะมอบโบตั๋นนี้ให้แก่ผู้ใด ? จวินเฉียนหลิงหรือจวินชิง อวี่ ?“พระราชทานองค์ชายรอง จวินเฉียนหลิงดอกโบตั๋นแดง”เสียงขันทีขานตะเบ็งแหลมสูงด้วยจังหวะที่สม่ำเสมอดังเดิม ทว่า...ประโยคนี้กลับทำให้ทุกคนในงานหน้าถอดสี ใบหน้าของจวินเฉียนหลิงฉายแววยินดี
จวินชิงอวี่ได้ยินดังนั้น ประกายความสุขก็วาบผ่านนัยน์ตาราวกับดอกท้อที่เบ่งบานเต็มขุนเขา รุ่งโรจน์จนแสบตา เมื่อเห็นลั่วชิงหวงเอ่ยคำพูดเหล่านี้ออกมาอย่างเป็นธรรมชาติโดยไม่ขัดเขิน รอยยิ้มของเขาก็ยิ่งลึกซึ้ง เขาเอ่ยกระเซ้าว่า“หวงเอ๋อร์ยังห่วงข้าอีกรึ ? หรือว่าในใต้หล้านี้จะมีใครกล้าพอที่จะมาข่มขู่คุกคา
ประการแรก ฮ่องเต้มิได้ทรงโปรดปรานเขา หากจะกล่าวถึงราชบุตรที่พระองค์ทรงรักใคร่ที่สุดก็มิพ้นจวินชิงอวี่ แต่…จวินชิงอวี่กลับแสดงออกว่ามิได้ทะเยอทะยานต่อบัลลังก์ จึงมิมีผู้ใดสังเกตเห็นเขา ดังนั้น…ลำดับต่อมาที่องค์จักรพรรดิทรงให้ความเอ็นดูจึงตกเป็นของจวินเฉียนหลิงและจวินหงเฟิงแทนประการที่สอง ยามนี้…ขุม
“ฝีมือการบรรเลงของพี่หญิงเองก็มิธรรมดา มิสู้ให้พี่หญิงช่วยบรรเลงสักบทเพลงเพื่อเปิดงานก่อนมิดีกว่าหรือ ?”ลั่วชิงหวงเอ่ยด้วยรอยยิ้มละมุนดูถ่อมตนพลางจ้องมองลั่วชิงกั๋วแววตาของลั่วชิงกั๋วฉายแววเลิ่กลั่กวูบหนึ่ง นางฝืนปั้นยิ้มอย่างยากลำบากก่อนจะเอ่ยว่า“ฝีมืออันต้อยต่ำของข้าจะไปเทียบเคียงกับเจ้าได้อย่
ลั่วชิงหวงกวาดสายตามองกลุ่มนักฆ่าเหล่านั้น จิตสังหารในดวงตาของนางยิ่งทวีความเข้มข้นขึ้น นางยกยิ้มพลางเอ่ยว่า“ข้าคือจวิ้นจู่ที่ได้รับพระราชทานแต่งตั้งจากฮ่องเต้ หากพวกเจ้าสังหารข้า ชั่วชีวิตนี้พวกเจ้าจะต้องถูกตราหน้าว่าเป็นอาชญากรแผ่นดินและจะถูกไล่ล่าไปจนสุดหล้า นับจากนี้ไปพวกเจ้าจะไม่มีวันได้โผล่ห






Rebyu