로그인นางเคยโง่เขลาจนต้องสูญเสียบุตรในครรภ์ไป เพราะบุรุษที่เคยให้สัญญาว่าจะรักและไม่ทอดทิ้งนาง หวนคืนอีกครา นางกลับมาพร้อมกับความแค้น คนที่เคยทำร้ายนาง จะต้องตายด้วยน้ำมือของนางเท่านั้น !
더 보기อาภรณ์มงคลสีแดงฉานกองแผ่บนพื้นดิน ดุจดั่งดอกบัวโลหิตที่กำลังผลิบาน งดงามพิศวงทว่ารวดร้าว ทำให้สตรีที่เรือนผมขาวโพลนดุจหิมะผู้นั้นโดดเด่นสะดุดตาเป็นพิเศษ
โฉมหน้านางงามล้ำเป็นยิ่งนัก ผิวนวลผ่องดุจจันทร์เพ็ญ คิ้วโก่งงามดุจขุนเขา นัยน์ตากระจ่างใสราวหมู่ดารา ทว่า…สิ่งที่โดดเด่นเป็นพิเศษคือดวงตาคู่ที่เคยเปี่ยมด้วยความสุขสมหวังใสซื่อบริสุทธิ์ บัดนี้…กลับฉายแววความเจ็บปวดรวดร้าวที่ฝังลึกถึงกระดูก
พระราชโองการสีเหลืองเข้มร่วงหล่นอยู่ข้างกายนาง อักษรที่จารึกเปรอะเปื้อนไปด้วยโลหิตและน้ำตาของสตรีผู้นั้น ปรากฏให้เห็นถ้อยคำทุกตัวอักษรอย่างชัดเจน
“ฮ่องเต้มีพระราชโองการว่า ‘ลั่วซื่อชิงหวง’ เนรคุณฟ้า ทรยศต่อพระเมตตา ไม่ซื่อสัตย์ ไม่บริสุทธิ์ ต้องด้วยความผิดแห่งเจ็ดสถานอันควรขับไล่ นับเป็นสตรีที่โหดเหี้ยมอำมหิตยิ่ง บัดนี้…ระลึกถึงความดีความชอบในอดีต จึงยกเว้นโทษตายให้ ริบตำแหน่งฐานันดรศักดิ์ เนรเทศเข้าตำหนักเย็น ให้สำนึกตนปรับปรุงแก้ไขความประพฤติ”
ในฤดูเหมันต์ อากาศหนาวเหน็บอย่างยิ่ง ความเย็นยะเยือกกัดกินกระดูกซึมซาบจากภายนอก ทยอยคืบคลานไปตามอวัยวะทั้งสี่ แผ่ซ่านเข้าสู่รูขุมขนทุกอณู และรินรดเข้าสู่จิตใจ ลั่วชิงหวงรู้สึกราวกับตนเองถูกกักขังอยู่ในอุโมงค์น้ำแข็ง ที่ไร้ซึ่งแสงสว่าง ไร้ซึ่งความอบอุ่นแม้เพียงเสี้ยว
บุตรีสายตรงของท่านแม่ทัพใหญ่ ครั้งเมื่อได้รับการสถาปนาเป็นฮองเฮา ช่างสง่างามน่าเกรงขามเพียงใด ไม่รู้ว่าความสุขสงบอ่อนโยนนั้น ได้แปรเปลี่ยนเป็นโศกนาฏกรรมที่โหดร้ายที่สุดตั้งแต่เมื่อใด สวามีของนางที่เคยสาบานต่อนางว่าจะไม่มีวันทรยศหักหลัง ทว่า…ในวันอภิเษกสมรสกลับใช้ข้อหาไม่ซื่อสัตย์ ไม่บริสุทธิ์ปลดนางออกจากตำแหน่ง เนรเทศนางเข้าตำหนักเย็น ทั้งยังอภิเษกกับน้องสาวต่างมารดาของนางแทน
รอยยิ้มที่เปี่ยมด้วยความรวดร้าวแฝงอยู่บนใบหน้า มือขาวผ่องลูบไล้เส้นผมที่เปลี่ยนเป็นสีขาวโพลน ในปีนั้น...นางยอมเสี่ยงชีวิตเพื่อช่วยเขาถอนพิษ นางตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยวว่าจะต้องตาย และยอมให้เขาร่วมรักเพื่อถ่ายพิษจากร่างเขามาสู่ร่างนาง แม้จะโชคดีที่รักษาชีวิตไว้ได้ แต่…นางก็ต้องมีผมขาวโพลน ในคืนนั้น สวามีของนางยังเคยจับเส้นผมของนาง สาบานต่อฟ้าดิน ว่าชีวิตนี้จะไม่ทรยศหักหลังนาง แต่ทว่า...สิ่งที่เรียกว่าไม่ทรยศหักหลัง คือการที่เขาใช้ข้อหาไม่ซื่อสัตย์ ไม่บริสุทธิ์ปลดนางเช่นนี้หรือ ?
นางไม่ซื่อสัตย์ ไม่บริสุทธิ์งั้นหรือ ?! นางมิได้เป็นหญิงสาวพรหมจรรย์จริง แต่นั่น…ก็เพราะนางต้องช่วยเขาถอนพิษ และคนที่ทำลายพรหมจรรย์ของนางก็คือตัวเขาเองมิใช่หรือ ?! บัดนี้…เขาถึงกับกล่าวหานางว่าไม่ซื่อสัตย์ ไม่บริสุทธิ์ได้อย่างไร ?!
“ฮ่องเต้เสด็จ” เสียงประกาศของขันทีที่แฝงไว้ด้วยความดูแคลนในตำหนักเย็นนั้น ดังก้องชัดเจน
ดุจดังคนจมน้ำที่คว้าได้ไม้แพ ดวงตาที่เคยหม่นหมองของลั่วชิงหวงกลับสว่างไสวขึ้นทันที นางพยายามดิ้นรนลุกขึ้นยืน ในที่สุดเขาก็ยังจำความรักเก่า ๆ ได้ใช่หรือไม่ ? ในที่สุด เขาก็ยังมาพบนางใช่หรือไม่ ?!
“ไยพี่หญิงถึงได้นั่งอยู่บนพื้นเช่นนี้เล่า ? นี่ฤดูหนาวแล้วนะเจ้าคะ ระวังจะหนาวจนล้มป่วยนะเจ้าคะ”
เสียงหวานหยดย้อยชวนหลงใหลของ ‘ลั่วชิงเฉิง’ ดังเข้าสู่โสตประสาทของลั่วชิงหวง กลิ่นเครื่องหอมและแป้งผัดหน้าคละคลุ้งทำให้นางต้องเงยหน้าขึ้นมอง สิ่งที่ปรากฏแก่สายตานั้นคือแสงสีแดงฉาน สวามีของนางและน้องสาวต่างมารดาของนาง สวมใส่อาภรณ์มงคลสีแดงเข้ม อาภรณ์มงคลบนกายลั่วชิงเฉิงนั้นกลับวิจิตรงดงามกว่าของนางเสียอีก เห็นชัดว่าพวกเขาเตรียมการทุกอย่างไว้ล่วงหน้าแล้ว
เหตุใดพวกเขาจึงกระทำต่อนางเช่นนี้ ?! ลั่วชิงหวงผู้นี้ผิดบาปต่อพวกเขาในด้านใดกันแน่ ?! นางมอบทั้งกายและใจให้แก่ ‘จวินเฉียนหลิง’ ไม่เสียดายแม้กระทั่งชีวิตเพื่อช่วยชีวิตเขา ทว่า…สิ่งที่ได้กลับคืนมาคือการทอดทิ้งอย่างเลือดเย็น นางปกป้องดูแลลั่วชิงเฉิงอย่างเต็มที่ ยอมรับโทษทัณฑ์แทนนางครั้งแล้วครั้งเล่า ทว่า…สิ่งที่ได้กลับคืนมาคือการที่นางชักดาบมาแย่งชิงคนรักนางไป
“ฝ่าบาท หม่อมฉันกลัวเหลือเกิน” ลั่วชิงเฉิงเห็นแววตาเปี่ยมด้วยความแค้นของลั่วชิงหวง จึงแสดงท่าทีอ่อนแอหลบอยู่ด้านหลังจวินเฉียนหลิง ทำราวกับว่าตนเองกำลังหวาดผวาจนตัวสั่นเทา จวินเฉียนหลิงโอบกอดลั่วชิงเฉิงไว้ในอ้อมแขน ปลอบโยนอย่างอ่อนโยนว่า
“อย่าได้หวาดกลัวไปเลยชิงเฉิง มีข้าอยู่ตรงนี้แล้ว สตรีใจอำมหิตผู้นี้ไม่กล้าทำอันตรายเจ้าหรอก”
ลั่วชิงเฉิงซบอยู่กับอกจวินเฉียนหลิง เหลือบมองลั่วชิงหวงอย่างยั่วยุ ในแววตาเปี่ยมด้วยความปิติยินดีและความท้าทาย
“สตรีใจอำมหิตงั้นหรือ ?!” เมื่อลั่วชิงหวงได้ยินคำกล่าวของจวินเฉียนหลิง ในที่สุด นางก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา
ผู้ใดกันที่เคยโอบกอดนางแล้วกล่าวว่านางคือสตรีที่งดงามและจิตใจดีงามที่สุดในใต้หล้า ? บัดนี้…นางกลับกลายเป็นสตรีใจอำมหิตไปเสียแล้วหรือ ? นางอยากถามเหลือเกินว่า นางไปอำมหิตในด้านใดกัน ?
จวินเฉียนหลิงทอดสายตาเย็นชาไปยังลั่วชิงหวง ในแววตาเต็มไปด้วยความดูแคลนและความเหยียดหยาม พร้อมกับเผยรอยยิ้มเย็นยะเยือกโหดเหี้ยมออกมา
“มิใช่เช่นนั้นหรือ ?! เจ้าคิดว่าเรื่องที่เจ้าทารุณกรรมชิงเฉิงในจวนเสนาบดีตลอดหลายปี เจ้าคิดว่าข้าไม่รู้หรือ ?”
ลั่วชิงหวงมองจวินเฉียนหลิงอย่างไม่เชื่อสายตา ดวงตาที่เคยอ่อนโยนดุจสายน้ำนั้น บัดนี้…กลับไร้ซึ่งความอ่อนโยนใด ๆ เหลืออยู่เลย มีแต่การดูถูกเยาะเย้ยอันไม่มีที่สิ้นสุด นางทารุณกรรมลั่วชิงเฉิงงั้นหรือ ?! นางเกือบจะหัวเราะออกมาเสียงดังด้วยความขบขัน ตั้งแต่เกิดมาก็ไม่เคยได้ยินเรื่องที่ตลกถึงเพียงนี้มาก่อน
ลั่วชิงหวงอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา นางหัวเราะจนเสียงแหบแห้ง หัวเราะจนน้ำตาไหลออกมาเป็นสาย บิดาของนางซึ่งเป็นท่านแม่ทัพใหญ่ ต้องออกไปทำศึกสงครามภายนอกทุกปี จวนแม่ทัพใหญ่จึงตกอยู่ภายใต้การดูแลของอนุรอง แม้แต่นางที่เป็นบุตรีสายตรงยังมิอาจหลีกเลี่ยงจากการถูกรังแกได้ ลั่วชิงเฉิงซึ่งเป็นบุตรีอนุ สถานะย่อมต่ำต้อยกว่าเป็นธรรมดา
ทว่า...นางปฏิบัติต่อลั่วชิงเฉิงด้วยความรักและปกป้องดูแลมาโดยตลอด ถึงขั้นยอมขัดแย้งกับอนุรองแทนนางซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่…สุดท้าย สิ่งที่ได้กลับมาคือความแค้นชิงชังไม่พอ ยังแย่งชิงสวามีของนางไป ทั้งยังกล่าวหานางว่าเป็นสตรีใจอำมหิตที่ทารุณกรรมลั่วชิงเฉิงอีกด้วย น่าขันสิ้นดี!
จวินเฉียนหลิงมองลั่วชิงหวงจากที่สูง ดวงตาไร้ความสงสาร ก่อนจะพ่นถ้อยคำสองคำออกมาอย่างเย็นชาว่า
“สตรีวิปลาส!”
“ข้าคือสตรีวิปลาสงั้นหรือ ?!” ลั่วชิงหวงพลันตะโกนขึ้นพร้อมกับเพิ่มเสียงให้ดังขึ้น เพราะลุกขึ้นเร็วเกินไป นางจึงเซถลาไปหลายก้าว มองจวินเฉียนหลิงด้วยความเจ็บปวดสุดแสน และกล่าวประชดประชันว่า
“เมื่อก่อน ผู้ใดกันที่สาบานต่อฟ้าดินต่อหน้าสตรีวิปลาสผู้นี้ ว่าจะไม่มีวันทรยศหักหลังข้าไปชั่วชีวิต! จวินเฉียนหลิง! ท่านเคยกล่าวไว้ว่า หากผิดคำสาบานนี้ จะต้องถูกฟ้าผ่าดินทลาย!”
ลั่วชิงหวงใช้พละกำลังทั้งหมดที่มีตะโกนก้องถ้อยคำฟ้าผ่าดินทลาย ดังเข้าสู่โสตประสาทของจวินเฉียนหลิง ทำให้สีหน้าของเขาสั่นไหว แต่…สุดท้ายก็แปรเปลี่ยนเป็นความเหี้ยมโหดที่ล้ำลึกกว่าเดิม จวินเฉียนหลิงทอดสายตาที่เยียบเย็นและดุดันไปยังลั่วชิงหวง มุมปากของเขาเผยรอยยิ้มที่อำมหิตเหี้ยมเกรียมกล่าวว่า
“ลั่วชิงหวง เจ้าอาลัยอาวรณ์ในตัวข้าถึงเพียงนี้เชียวหรือ ? ในเมื่อเป็นเช่นนั้น คืนนี้…ข้าจะอยู่ร่วมกับเจ้า ณ ที่แห่งนี้”
แววตาของลั่วชิงหวงฉายแววประหลาดใจ นางมองจวินเฉียนหลิงด้วยความตกตะลึง ทว่า…จวินเฉียนหลิงกลับโค้งริมฝีปากอย่างอำมหิตและกล่าวว่า
“ร่างกายของเจ้าใกล้จะดับสิ้นแล้ว ข้าเกรงว่าชั่วชีวิตนี้จะไม่มีโอกาสได้พบกันอีก คืนนี้…ข้าจะค้างแรมกับชิงเฉิง ณ ที่แห่งนี้ ส่วนเจ้า…จงทำหน้าที่เฝ้ายามให้ข้าเสีย จงทะนุถนอมโอกาสครั้งนี้ไว้ให้ดี นี่เป็นโอกาสสุดท้ายที่เจ้าจะได้เห็นเรือนกายของข้า”
ลั่วชิงเฉิงได้ยินดังนั้น ความอาฆาตมาดร้ายปรากฏขึ้นในแววตา แต่…กลับแสดงท่าทีลังเลกล่าวว่า
“จะดีหรือเพคะ ? เกรงว่าพี่หญิงจะไม่ยินดี”
“ไม่เป็นไร ข้าเห็นว่าพี่หญิงของเจ้ายินดีเป็นอย่างยิ่ง” จวินเฉียนหลิงยิ้มมุมปาก กล่าวพลางเอื้อมมือโอบกอดเอวอันบอบบางของลั่วชิงเฉิง และเดินตรงไปข้างหน้า
ลั่วชิงหวงยืนมองจวินเฉียนหลิงที่โอบกอดลั่วชิงเฉิงเดินผ่านหน้านางไป นางมองดูพวกเขาขึ้นไปบนเตียงของนาง ลั่วชิงเฉิงยังเหลือบมองเตียงอย่างรังเกียจแล้วกล่าวว่า
“เตียงในตำหนักเย็นนี้สกปรกเสียจริง พี่หญิงหลับนอนได้อย่างไรกัน”
นางยืนอยู่กับที่ ไม่ไหวติงราวกับรูปปั้นที่ถูกผนึก ดวงตาสีดำสนิทที่เคยมีประกายแห่งชีวิต บัดนี้…กลับเหลือเพียงความว่างเปล่าที่เงียบสงัด
ลั่วอวิ๋นจื่อถูกน้องสาวล้อเลียนจนหน้าแดงขึ้นมาบ้าง เขาหยิกจมูกลั่วชิงหวงเบาๆ ด้วยความเอ็นดูแกมระอา“ชิงหวง เจ้านี่นับวันจะยิ่งเหลวไหลมิรู้จักกาลเทศะขึ้นเรื่อยๆ แล้วนะ”ลั่วชิงหวงแลบลิ้นใส่พี่ชาย ก่อนจะหันไปล้อหลินปี๋เยว่ต่อ“ท่านพี่และพี่สะใภ้เพิ่งแต่งงานกันใหม่ๆ ความรักกำลังหวานชื่น ข้าคงมินั่งเป็นก้างขวางคออยู่ที่นี่แล้วเจ้าค่ะ เรื่องการวางค่ายกลเดินทัพนั้น ท่านพี่เก่งกว่าข้าหลายขุมนัก หากพี่สะใภ้สนใจก็ลองขอคำชี้แนะจากท่านพี่ดูเถิด”“ฝีปากของชิงหวงช่างร้ายกาจนัด มิน่าเล่า เมื่ออยู่ต่อหน้าองค์ชายเจ็ด เจ้ากลับรับมือเขาได้คล่องแคล่วนักนั้น” หลินปี๋เยว่ยิ้มบางๆ พลางค้อนลั่วชิงหวงแล้วเอ่ยล้อกลับ“พิธีอภิเษกขององค์ชายเจ็ด ดูเหมือนจะเหลือเวลาอีกเพียงเดือนเดียวเท่านั้นมิใช่หรือ ?”เมื่อได้ยินคำว่าพิธีอภิเษก ใบหน้าของลั่วชิงหวงก็ปรากฏรอยแดงระเรื่อขึ้นมาบ้าง นางเอ่ยอย่างขัดเขินเล็กน้อยว่า“พี่สะใภ้ล้อข้าหรือ ?” เมื่อเห็นท่าทางประดุจแม่นางน้อยของน้องสาว มุมปากของลั่วอวิ๋นจื่อก็ประดับไปด้วยรอยยิ้มเอ็นดู ทว่า...พลันนึกบางอย่างขึ้นมาได้ ขนคิ้วของเขาก็ขมวดเข้าหากัน แววตาฉายประกายความกังวลออกมาลั
“จริงรึ ?!” ลั่วอวิ๋นจื่อได้ยินดังนั้น ความยินดีก็พาดผ่านใบหน้าทันที เขามองไปที่จวินชิงอวี่ด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสงสัยและคำถาม เพราะเกรงว่าลั่วชิงหวงจะแสร้งกล่าวเช่นนี้เพียงเพื่อให้เขาหายเศร้า“จริงสิเจ้าคะ” แม้จวินชิงอวี่จะรู้สึกอิจฉาในความสนิทสนมระหว่างลั่วอวิ๋นจื่อและลั่วชิงหวงอยู่บ้าง ทว่า...เขาก็รับรู้ได้ถึงความปรารถนาดีที่ลั่วอวิ๋นจื่อมีต่อน้องสาว ในใจจึงรู้สึกขอบคุณเขาอยู่มิน้อย มุมปากหยักยิ้มพลางเอ่ยต่อว่า“ใต้เท้าหลินเป็นคนฉลาด ย่อมรู้ดีว่าการติดตามเจ้านายเช่นไรจึงจะดีที่สุด”เมื่อได้รับคำยืนยันจากจวินชิงอวี่ ความโสมนัสก็เอ่อล้นในดวงตาของลั่วอวิ๋นจื่อ เขาหันขวับไปมองหลินปี๋เยว่ที่อยู่ไม่ไกลทันทีด้วยความดีใจที่ปิดมิมิด เขาเร่งฝีเท้าเข้าไปหาหลินปี๋เยว่ คว้ามือนางไว้พลางเอ่ยคำพูดบางอย่างด้วยรอยยิ้มที่เจิดจ้าลั่วชิงหวงและจวินชิงอวี่ยืนมองคนทั้งคู่อยู่ที่เดิม เมื่อเห็นรอยยิ้มที่เปี่ยมสุขของพี่ชาย แววตาของนางก็พลอยติดรอยยิ้มที่อบอุ่นไปด้วย ริมฝีปากของนางคลี่ยิ้มอย่างอ่อนโยนโดยมิรู้ตัว พี่ชายของนางควรจะยิ้มอย่างสดใสเช่นนี้ รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยแสงสว่างและความแจ่มใสเมื่อมองไปไกล
“เขาคิดว่าทำเช่นนี้คือการปกป้องข้ารึ ?” จวินชิงอวี่ มองไปยังร่างอันแก่ชราของจวินอู่เฉิน แววตาฉายความซาบซึ้งใจออกมาวูบหนึ่ง ทว่า...ปากยังคงดื้อรั้น“ต่อให้หลอกคนได้ทั้งใต้หล้า แล้วจะหลอกซือเข่อได้อย่างไร ?”“หลอกคนส่วนใหญ่ได้ก็นับว่าดีมากแล้วมิใช่รึ ?” ลั่วชิงหวงเป็นผู้ที่เข้าใจจวินชิงอวี่ที่สุด นางเห็นสีหน้าเขาก็รู้ว่าเขาเริ่มอ่อนลงแล้ว ทว่า...ปมในใจที่อยู่มานานนับสิบปีมิอาจคลายได้เพียงคำพูดไม่กี่คำ ขอเพียงจวินชิงอวี่เปิดใจยอมรับความรักที่เสด็จพ่อมีให้บ้าง มิผลักไสออกไปก็ถือว่าดีนักหนาแล้ว“ลำบากให้เขาต้องเปลืองสมองวางแผนแล้ว” จวินชิงอวี่เม้มปากเอ่ยอย่างไม่เต็มใจนัก ดวงตาของลั่วชิงหวงเป็นประกาย นางคลี่ยิ้มพลางเอ่ยต่อ“โบตั๋นขาว ตัวอักษรสีขาวผสมกับคำว่าราชาหรืออ๋อง รวมกันเป็นคำว่าจักรพรรดิมิใช่หรือ ?”จวินชิงอวี่หยักยิ้มที่มุมปาก เขาเอื้อมมือไปหยิกปลายจมูกของลั่วชิงหวงเบาๆ พลางหัวเราะ“หวงเอ๋อร์ของข้าฉลาดที่สุด” หลังจากนั้นเหล่าองค์ชายต่างก็ได้รับพระราชทานบุปผาตามลำดับ ยกเว้นองค์ชายสิบสามที่ได้รับดอกโบตั๋นป่า ซึ่ง...ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์เล็กน้อย ส่วนที่เหลือก็นับเป็นดอกไม้ธรรมดา
ขณะที่สีหน้าของหลิวหยวนเจิงและลั่วหยวนกลับเต็มไปด้วยความครุ่นคิด ยามนี้...พระพลานามัยของฮ่องเต้นับวันยิ่งทรุดโทรม เกรงว่า...จะทรงยืนหยัดอยู่ได้อีกไม่กี่ปี ตำแหน่งรัชทายาทก็ถูกปลดและยังมิได้แต่งตั้งใหม่ ฮ่องเต้ทรงพระราชทานบุปผาในยามนี้ ชะรอยจะทรงใช้การมอบดอกไม้เพื่อสื่อถึงพระทัยที่แท้จริงเป็นแน่“พระราชทานองค์ชายใหญ่จวินเสียนฉีดอกท้อ” ขันทีขานราชโองการตามที่จวินอู่เฉินเขียนไว้ล่วงหน้าสีหน้าของจวินเสียนฉีเปลี่ยนไปทันที ใบหน้าของเขาหมองคล้ำลง มิใช่โบตั๋น ! ดอกโบตั๋นคือราชาแห่งมวลบุปผา ตัวเขานั้นเคยเป็นถึงรัชทายาท ตามหลักแล้วควรจะได้รับดอกโบตั๋น ทว่า...เสด็จพ่อกลับมอบดอกท้อให้ แม้ดอกท้อจะงดงามสะคราญตา แต่...ความหมายแฝงนั้นกลับเทียบมิได้กับโบตั๋นเลยแม้แต่น้อย ดูท่า...เสด็จพ่อคงทรงตัดสินพระทัยเด็ดขาดแล้วว่าจะมิคืนตำแหน่งให้เขา เขาอยากจะรู้นักว่าเสด็จพ่อจะมอบโบตั๋นนี้ให้แก่ผู้ใด ? จวินเฉียนหลิงหรือจวินชิง อวี่ ?“พระราชทานองค์ชายรอง จวินเฉียนหลิงดอกโบตั๋นแดง”เสียงขันทีขานตะเบ็งแหลมสูงด้วยจังหวะที่สม่ำเสมอดังเดิม ทว่า...ประโยคนี้กลับทำให้ทุกคนในงานหน้าถอดสี ใบหน้าของจวินเฉียนหลิงฉายแววยินดี
“แต่ว่า...คุณหนูเป็นสตรีนะเจ้าคะ” เซียงหลิงขมวดคิ้วด้วยความร้อนใจ นางไม่สนว่าคุณหนูจะตำหนินางหรือไม่ นางเพียงปรารถนาให้คุณหนูอยู่อย่างสงบสุขและปลอดภัยเท่านั้นลั่วชิงหวงเห็นท่าทางกังวลของเซียงหลิง รอยยิ้มบนใบหน้าก็อ่อนโยนลงเล็กน้อย ทว่า…น้ำเสียงยังคงหนักแน่นเช่นเดิม“เป็นสตรีแล้วอย่างไร ? ทุกคนล้วน
เมื่อลั่วชิงหวงเอ่ยถึงเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้น ร่างของจื่อเยวี่ยก็ทรุดฮวบลงกับพื้นทันที นางหน้าถอดสีมองลั่วชิงหวงพลางละล่ำละลักว่า“คะ...คุณหนู...”“ไม่ต้องมาเรียกข้าว่าคุณหนู เจ้านายของเจ้าคือลั่วชิงเฉิงต่างหาก”ลั่วชิงหวงค่อย ๆ ลุกขึ้นนั่งตัวตรง นัยน์ตาคู่นั้นแฝงไว้ด้วยความเฉียบคมสามส่วนและรอยเยาะห
“เจ้า...!” ต่อให้ลั่วหยวนจะมีแผนการและมีความอดทนสูงเพียงใด ก็ไม่อาจทนต่อการถูกลูกสาวถอนหงอกซ้ำแล้วซ้ำเล่าได้ เขาชี้หน้านางด้วยความขุ่นเคืองจนหน้าแดงก่ำลั่วชิงหวงยังคงนิ่งสงบ ไม่ร้อนรน สีหน้าเรียบเฉย นางยื่นมือออกไปปัดนิ้วของลั่วหยวนที่ชี้หน้าตนเองให้พ้นทางเบาๆ แล้วกล่าวเสียงเรียบว่า“ท่านพ่อต้องกา
จวินหงเฟิงกวาดสายตามองไปรอบด้าน เขาเห็นสีหน้าวิตกกังวลอย่างปิดไม่มิดของจวินอู่เฉิน จวินชิงอวี่ หลิวซือเข่อ และลั่วอวิ๋นจื่อ ทว่า...เขากลับทำเป็นไม่ได้ยินคำเตือน และไม่แยแสต่อจิตสังหารของจวินชิงอวี่เลยแม้แต่น้อย เขาหัวเราะอย่างบ้าคลั่งพลางจ้องมองลั่วชิงหวงด้วยสีหน้าบิดเบี้ยวสยดสยอง“ลั่วชิงหวง ! เจ้












리뷰