Mag-log inนางเคยโง่เขลาจนต้องสูญเสียบุตรในครรภ์ไป เพราะบุรุษที่เคยให้สัญญาว่าจะรักและไม่ทอดทิ้งนาง หวนคืนอีกครา นางกลับมาพร้อมกับความแค้น คนที่เคยทำร้ายนาง จะต้องตายด้วยน้ำมือของนางเท่านั้น !
view moreอาภรณ์มงคลสีแดงฉานกองแผ่บนพื้นดิน ดุจดั่งดอกบัวโลหิตที่กำลังผลิบาน งดงามพิศวงทว่ารวดร้าว ทำให้สตรีที่เรือนผมขาวโพลนดุจหิมะผู้นั้นโดดเด่นสะดุดตาเป็นพิเศษ
โฉมหน้านางงามล้ำเป็นยิ่งนัก ผิวนวลผ่องดุจจันทร์เพ็ญ คิ้วโก่งงามดุจขุนเขา นัยน์ตากระจ่างใสราวหมู่ดารา ทว่า…สิ่งที่โดดเด่นเป็นพิเศษคือดวงตาคู่ที่เคยเปี่ยมด้วยความสุขสมหวังใสซื่อบริสุทธิ์ บัดนี้…กลับฉายแววความเจ็บปวดรวดร้าวที่ฝังลึกถึงกระดูก
พระราชโองการสีเหลืองเข้มร่วงหล่นอยู่ข้างกายนาง อักษรที่จารึกเปรอะเปื้อนไปด้วยโลหิตและน้ำตาของสตรีผู้นั้น ปรากฏให้เห็นถ้อยคำทุกตัวอักษรอย่างชัดเจน
“ฮ่องเต้มีพระราชโองการว่า ‘ลั่วซื่อชิงหวง’ เนรคุณฟ้า ทรยศต่อพระเมตตา ไม่ซื่อสัตย์ ไม่บริสุทธิ์ ต้องด้วยความผิดแห่งเจ็ดสถานอันควรขับไล่ นับเป็นสตรีที่โหดเหี้ยมอำมหิตยิ่ง บัดนี้…ระลึกถึงความดีความชอบในอดีต จึงยกเว้นโทษตายให้ ริบตำแหน่งฐานันดรศักดิ์ เนรเทศเข้าตำหนักเย็น ให้สำนึกตนปรับปรุงแก้ไขความประพฤติ”
ในฤดูเหมันต์ อากาศหนาวเหน็บอย่างยิ่ง ความเย็นยะเยือกกัดกินกระดูกซึมซาบจากภายนอก ทยอยคืบคลานไปตามอวัยวะทั้งสี่ แผ่ซ่านเข้าสู่รูขุมขนทุกอณู และรินรดเข้าสู่จิตใจ ลั่วชิงหวงรู้สึกราวกับตนเองถูกกักขังอยู่ในอุโมงค์น้ำแข็ง ที่ไร้ซึ่งแสงสว่าง ไร้ซึ่งความอบอุ่นแม้เพียงเสี้ยว
บุตรีสายตรงของท่านแม่ทัพใหญ่ ครั้งเมื่อได้รับการสถาปนาเป็นฮองเฮา ช่างสง่างามน่าเกรงขามเพียงใด ไม่รู้ว่าความสุขสงบอ่อนโยนนั้น ได้แปรเปลี่ยนเป็นโศกนาฏกรรมที่โหดร้ายที่สุดตั้งแต่เมื่อใด สวามีของนางที่เคยสาบานต่อนางว่าจะไม่มีวันทรยศหักหลัง ทว่า…ในวันอภิเษกสมรสกลับใช้ข้อหาไม่ซื่อสัตย์ ไม่บริสุทธิ์ปลดนางออกจากตำแหน่ง เนรเทศนางเข้าตำหนักเย็น ทั้งยังอภิเษกกับน้องสาวต่างมารดาของนางแทน
รอยยิ้มที่เปี่ยมด้วยความรวดร้าวแฝงอยู่บนใบหน้า มือขาวผ่องลูบไล้เส้นผมที่เปลี่ยนเป็นสีขาวโพลน ในปีนั้น...นางยอมเสี่ยงชีวิตเพื่อช่วยเขาถอนพิษ นางตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยวว่าจะต้องตาย และยอมให้เขาร่วมรักเพื่อถ่ายพิษจากร่างเขามาสู่ร่างนาง แม้จะโชคดีที่รักษาชีวิตไว้ได้ แต่…นางก็ต้องมีผมขาวโพลน ในคืนนั้น สวามีของนางยังเคยจับเส้นผมของนาง สาบานต่อฟ้าดิน ว่าชีวิตนี้จะไม่ทรยศหักหลังนาง แต่ทว่า...สิ่งที่เรียกว่าไม่ทรยศหักหลัง คือการที่เขาใช้ข้อหาไม่ซื่อสัตย์ ไม่บริสุทธิ์ปลดนางเช่นนี้หรือ ?
นางไม่ซื่อสัตย์ ไม่บริสุทธิ์งั้นหรือ ?! นางมิได้เป็นหญิงสาวพรหมจรรย์จริง แต่นั่น…ก็เพราะนางต้องช่วยเขาถอนพิษ และคนที่ทำลายพรหมจรรย์ของนางก็คือตัวเขาเองมิใช่หรือ ?! บัดนี้…เขาถึงกับกล่าวหานางว่าไม่ซื่อสัตย์ ไม่บริสุทธิ์ได้อย่างไร ?!
“ฮ่องเต้เสด็จ” เสียงประกาศของขันทีที่แฝงไว้ด้วยความดูแคลนในตำหนักเย็นนั้น ดังก้องชัดเจน
ดุจดังคนจมน้ำที่คว้าได้ไม้แพ ดวงตาที่เคยหม่นหมองของลั่วชิงหวงกลับสว่างไสวขึ้นทันที นางพยายามดิ้นรนลุกขึ้นยืน ในที่สุดเขาก็ยังจำความรักเก่า ๆ ได้ใช่หรือไม่ ? ในที่สุด เขาก็ยังมาพบนางใช่หรือไม่ ?!
“ไยพี่หญิงถึงได้นั่งอยู่บนพื้นเช่นนี้เล่า ? นี่ฤดูหนาวแล้วนะเจ้าคะ ระวังจะหนาวจนล้มป่วยนะเจ้าคะ”
เสียงหวานหยดย้อยชวนหลงใหลของ ‘ลั่วชิงเฉิง’ ดังเข้าสู่โสตประสาทของลั่วชิงหวง กลิ่นเครื่องหอมและแป้งผัดหน้าคละคลุ้งทำให้นางต้องเงยหน้าขึ้นมอง สิ่งที่ปรากฏแก่สายตานั้นคือแสงสีแดงฉาน สวามีของนางและน้องสาวต่างมารดาของนาง สวมใส่อาภรณ์มงคลสีแดงเข้ม อาภรณ์มงคลบนกายลั่วชิงเฉิงนั้นกลับวิจิตรงดงามกว่าของนางเสียอีก เห็นชัดว่าพวกเขาเตรียมการทุกอย่างไว้ล่วงหน้าแล้ว
เหตุใดพวกเขาจึงกระทำต่อนางเช่นนี้ ?! ลั่วชิงหวงผู้นี้ผิดบาปต่อพวกเขาในด้านใดกันแน่ ?! นางมอบทั้งกายและใจให้แก่ ‘จวินเฉียนหลิง’ ไม่เสียดายแม้กระทั่งชีวิตเพื่อช่วยชีวิตเขา ทว่า…สิ่งที่ได้กลับคืนมาคือการทอดทิ้งอย่างเลือดเย็น นางปกป้องดูแลลั่วชิงเฉิงอย่างเต็มที่ ยอมรับโทษทัณฑ์แทนนางครั้งแล้วครั้งเล่า ทว่า…สิ่งที่ได้กลับคืนมาคือการที่นางชักดาบมาแย่งชิงคนรักนางไป
“ฝ่าบาท หม่อมฉันกลัวเหลือเกิน” ลั่วชิงเฉิงเห็นแววตาเปี่ยมด้วยความแค้นของลั่วชิงหวง จึงแสดงท่าทีอ่อนแอหลบอยู่ด้านหลังจวินเฉียนหลิง ทำราวกับว่าตนเองกำลังหวาดผวาจนตัวสั่นเทา จวินเฉียนหลิงโอบกอดลั่วชิงเฉิงไว้ในอ้อมแขน ปลอบโยนอย่างอ่อนโยนว่า
“อย่าได้หวาดกลัวไปเลยชิงเฉิง มีข้าอยู่ตรงนี้แล้ว สตรีใจอำมหิตผู้นี้ไม่กล้าทำอันตรายเจ้าหรอก”
ลั่วชิงเฉิงซบอยู่กับอกจวินเฉียนหลิง เหลือบมองลั่วชิงหวงอย่างยั่วยุ ในแววตาเปี่ยมด้วยความปิติยินดีและความท้าทาย
“สตรีใจอำมหิตงั้นหรือ ?!” เมื่อลั่วชิงหวงได้ยินคำกล่าวของจวินเฉียนหลิง ในที่สุด นางก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา
ผู้ใดกันที่เคยโอบกอดนางแล้วกล่าวว่านางคือสตรีที่งดงามและจิตใจดีงามที่สุดในใต้หล้า ? บัดนี้…นางกลับกลายเป็นสตรีใจอำมหิตไปเสียแล้วหรือ ? นางอยากถามเหลือเกินว่า นางไปอำมหิตในด้านใดกัน ?
จวินเฉียนหลิงทอดสายตาเย็นชาไปยังลั่วชิงหวง ในแววตาเต็มไปด้วยความดูแคลนและความเหยียดหยาม พร้อมกับเผยรอยยิ้มเย็นยะเยือกโหดเหี้ยมออกมา
“มิใช่เช่นนั้นหรือ ?! เจ้าคิดว่าเรื่องที่เจ้าทารุณกรรมชิงเฉิงในจวนเสนาบดีตลอดหลายปี เจ้าคิดว่าข้าไม่รู้หรือ ?”
ลั่วชิงหวงมองจวินเฉียนหลิงอย่างไม่เชื่อสายตา ดวงตาที่เคยอ่อนโยนดุจสายน้ำนั้น บัดนี้…กลับไร้ซึ่งความอ่อนโยนใด ๆ เหลืออยู่เลย มีแต่การดูถูกเยาะเย้ยอันไม่มีที่สิ้นสุด นางทารุณกรรมลั่วชิงเฉิงงั้นหรือ ?! นางเกือบจะหัวเราะออกมาเสียงดังด้วยความขบขัน ตั้งแต่เกิดมาก็ไม่เคยได้ยินเรื่องที่ตลกถึงเพียงนี้มาก่อน
ลั่วชิงหวงอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา นางหัวเราะจนเสียงแหบแห้ง หัวเราะจนน้ำตาไหลออกมาเป็นสาย บิดาของนางซึ่งเป็นท่านแม่ทัพใหญ่ ต้องออกไปทำศึกสงครามภายนอกทุกปี จวนแม่ทัพใหญ่จึงตกอยู่ภายใต้การดูแลของอนุรอง แม้แต่นางที่เป็นบุตรีสายตรงยังมิอาจหลีกเลี่ยงจากการถูกรังแกได้ ลั่วชิงเฉิงซึ่งเป็นบุตรีอนุ สถานะย่อมต่ำต้อยกว่าเป็นธรรมดา
ทว่า...นางปฏิบัติต่อลั่วชิงเฉิงด้วยความรักและปกป้องดูแลมาโดยตลอด ถึงขั้นยอมขัดแย้งกับอนุรองแทนนางซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่…สุดท้าย สิ่งที่ได้กลับมาคือความแค้นชิงชังไม่พอ ยังแย่งชิงสวามีของนางไป ทั้งยังกล่าวหานางว่าเป็นสตรีใจอำมหิตที่ทารุณกรรมลั่วชิงเฉิงอีกด้วย น่าขันสิ้นดี!
จวินเฉียนหลิงมองลั่วชิงหวงจากที่สูง ดวงตาไร้ความสงสาร ก่อนจะพ่นถ้อยคำสองคำออกมาอย่างเย็นชาว่า
“สตรีวิปลาส!”
“ข้าคือสตรีวิปลาสงั้นหรือ ?!” ลั่วชิงหวงพลันตะโกนขึ้นพร้อมกับเพิ่มเสียงให้ดังขึ้น เพราะลุกขึ้นเร็วเกินไป นางจึงเซถลาไปหลายก้าว มองจวินเฉียนหลิงด้วยความเจ็บปวดสุดแสน และกล่าวประชดประชันว่า
“เมื่อก่อน ผู้ใดกันที่สาบานต่อฟ้าดินต่อหน้าสตรีวิปลาสผู้นี้ ว่าจะไม่มีวันทรยศหักหลังข้าไปชั่วชีวิต! จวินเฉียนหลิง! ท่านเคยกล่าวไว้ว่า หากผิดคำสาบานนี้ จะต้องถูกฟ้าผ่าดินทลาย!”
ลั่วชิงหวงใช้พละกำลังทั้งหมดที่มีตะโกนก้องถ้อยคำฟ้าผ่าดินทลาย ดังเข้าสู่โสตประสาทของจวินเฉียนหลิง ทำให้สีหน้าของเขาสั่นไหว แต่…สุดท้ายก็แปรเปลี่ยนเป็นความเหี้ยมโหดที่ล้ำลึกกว่าเดิม จวินเฉียนหลิงทอดสายตาที่เยียบเย็นและดุดันไปยังลั่วชิงหวง มุมปากของเขาเผยรอยยิ้มที่อำมหิตเหี้ยมเกรียมกล่าวว่า
“ลั่วชิงหวง เจ้าอาลัยอาวรณ์ในตัวข้าถึงเพียงนี้เชียวหรือ ? ในเมื่อเป็นเช่นนั้น คืนนี้…ข้าจะอยู่ร่วมกับเจ้า ณ ที่แห่งนี้”
แววตาของลั่วชิงหวงฉายแววประหลาดใจ นางมองจวินเฉียนหลิงด้วยความตกตะลึง ทว่า…จวินเฉียนหลิงกลับโค้งริมฝีปากอย่างอำมหิตและกล่าวว่า
“ร่างกายของเจ้าใกล้จะดับสิ้นแล้ว ข้าเกรงว่าชั่วชีวิตนี้จะไม่มีโอกาสได้พบกันอีก คืนนี้…ข้าจะค้างแรมกับชิงเฉิง ณ ที่แห่งนี้ ส่วนเจ้า…จงทำหน้าที่เฝ้ายามให้ข้าเสีย จงทะนุถนอมโอกาสครั้งนี้ไว้ให้ดี นี่เป็นโอกาสสุดท้ายที่เจ้าจะได้เห็นเรือนกายของข้า”
ลั่วชิงเฉิงได้ยินดังนั้น ความอาฆาตมาดร้ายปรากฏขึ้นในแววตา แต่…กลับแสดงท่าทีลังเลกล่าวว่า
“จะดีหรือเพคะ ? เกรงว่าพี่หญิงจะไม่ยินดี”
“ไม่เป็นไร ข้าเห็นว่าพี่หญิงของเจ้ายินดีเป็นอย่างยิ่ง” จวินเฉียนหลิงยิ้มมุมปาก กล่าวพลางเอื้อมมือโอบกอดเอวอันบอบบางของลั่วชิงเฉิง และเดินตรงไปข้างหน้า
ลั่วชิงหวงยืนมองจวินเฉียนหลิงที่โอบกอดลั่วชิงเฉิงเดินผ่านหน้านางไป นางมองดูพวกเขาขึ้นไปบนเตียงของนาง ลั่วชิงเฉิงยังเหลือบมองเตียงอย่างรังเกียจแล้วกล่าวว่า
“เตียงในตำหนักเย็นนี้สกปรกเสียจริง พี่หญิงหลับนอนได้อย่างไรกัน”
นางยืนอยู่กับที่ ไม่ไหวติงราวกับรูปปั้นที่ถูกผนึก ดวงตาสีดำสนิทที่เคยมีประกายแห่งชีวิต บัดนี้…กลับเหลือเพียงความว่างเปล่าที่เงียบสงัด
ลั่วชิงหวงตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ลั่วหยวนได้ยินดังนั้นก็เริ่มรู้สึกถึงความไม่ชอบมาพากล เรื่องที่หวังโยวรั่วแอบหักเบี้ยหวัดของลั่วชิงหวงในยามปกติ เขาก็รู้ เพียงแต่แสร้งทำเป็นไม่รู้เท่านั้น หวังโยวรั่วเป็นคนแบบไหน ใช่ว่าเขาจะไม่รู้ แต่…เขาแค่ไม่ใส่ใจ เขาแค่ต้องการให้หวังโยวรั่วเชื่อฟังเขาเมื่ออยู่ต่อหน้าเขาเท่านั้น“ปกติเจ้าไม่เคยไปที่นั่นไม่ใช่รึ ? ทำไมอยู่ ๆ ถึงไปที่นั่น ? ไม่รู้หรือว่าอาหารที่นั่นแพงแค่ไหน ?”หวังโยวรั่วเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงไม่สบอารมณ์นัก ดวงตาของลั่วชิงหวงหันไปมอง ก่อนจะหัวเราะเยาะในใจ ถามได้ดีมาก นางกำลังรอให้หวังโยวรั่วถามคำถามนี้อยู่พอดีในดวงตาคู่สวยเอ่อคลอไปด้วยหยาดน้ำตา ลั่วชิงหวงมองไปทางหวังโยวรั่วที มองไปทางลั่วหยวนที ทำท่าทางเหมือนอยากจะพูดแต่ก็ไม่กล้าพูด สุดท้าย…นางก็กัดฟันกล่าวออกมาว่า“เมื่อหลายวันก่อน ลูกคุกเข่าอยู่ที่หน้าเรือนของอี๋เหนียงเพื่อขอความเมตตาให้ชิงเฉิง ตากฝนแล้วล้มป่วย มีไข้สองวันเต็ม หลังจากฟื้นขึ้นมาร่างกายยังอ่อนแอนัก แต่…อาหารที่ถูกส่งมาให้นั้น ล้วนแต่เป็นของที่กลืนไม่ลง ลูกไม่มีทางเลือกอื่น จึงจำต้องออกไปทานอาหารที่โรงเตี๊ยมฟางเซียงจวีเ
เยว่ยวี่หลิวหลีและจวินรั่วเซวียนคือยอดหญิงงามคู่แฝดแห่งแคว้นจิ่น ซึ่งเป็นสตรีที่งามที่สุดในแคว้นจิ่น แต่…น่าเสียดายที่ต้องเป็นไปตามคำโบราณที่กล่าวไว้ ตั้งแต่โบราณมา คนงามมักอาภัพ สตรีทั้งสองได้เสียชีวิตไปเมื่อหลายปีก่อน จวินอู่เฉินถึงกับโศกเศร้าอยู่เป็นเวลานาน ก็เพราะการจากไปของจวินรั่วเซวียนและเยว่ยวี่หลิวหลี จวินอู่เฉินจึงถ่ายโอนความรักความเอ็นดูที่เคยมีให้สตรีทั้งสองไปสู่บุตรธิดาของพวกนางเกือบทั้งหมดนี่จึงเป็นเหตุผลที่เขาต้องแสร้งทำเป็นรักและเอ็นดูต่อลั่วอวิ๋นจื่อและลั่วชิงหวงเป็นพิเศษ ด้วยเหตุผลของจวินรั่วเซวียน เขาเองก็ไม่ชอบลั่วอวิ๋นจื่อและลั่วชิงหวงเช่นกัน โดยเฉพาะลั่วชิงหวง นางเติบโตมามีใบหน้าที่คล้ายจวินรั่วเซวียนมากเกินไป แม้ว่านิสัยจะอ่อนโยนน่ารัก แต่…ใบหน้าของนางก็ไม่อาจซ่อนเร้นความสูงศักดิ์ที่มีอยู่ในตัวได้ เมื่อใดที่มองหน้านาง ก็ทำให้เขานึกถึงท่าทีใช้อำนาจกดขี่ของจวินรั่วเซวียนทุกครั้ง ดังนั้น…แม้จะรู้ว่าหวังโยวรั่วแอบรังแกลั่วชิงหวงในยามปกติ เขาก็ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นด้วยความรักใคร่เอ็นดูจากจวินอู่เฉิน และลั่วชิงหวงที่อ่อนโยนว่าง่ายมาโดยตลอด เขาจึงไม่เคยลงโทษลั่วชิงหวงเ
ลั่วชิงหวงมองดูจางม่าม้าและซ่งม่าม้ากรูกันเข้าไปในห้องของนางโดยไม่แสดงท่าทีขัดขวางใด ๆ ภายนอกดูราวกับตกใจกลัว ทว่า…ไม่มีใครเห็น ประกายแห่งการวางแผนและความเจ้าเล่ห์ที่ซ่อนอยู่ในส่วนลึกของดวงตานาง อยากค้นก็ค้นไปเถิด นางกลัวว่าหวังโยวรั่วจะไม่มาค้นห้องของนางต่างหากเล่า หากไม่ค้นห้องของนาง จะหาข้อหาดูหมิ่นกฎระเบียบของจวนแม่ทัพใหญ่มาลงโทษหวังโยวรั่วได้อย่างไรหากไม่ค้นห้องของนาง จะพิสูจน์ได้อย่างไรว่านางมีเงินมากมายขนาดนี้ และเงินที่ถูกตัดทอนไปนั้นหายไปไหน ? หากไม่ค้นห้องของนาง จะทำให้ทุกคนรู้ได้อย่างไรว่าคุณหนูสายตรงอย่างนางต้องใช้ชีวิตลำบากอย่างไรจางม่าม้าและซ่งม่าม้ากรูกันเข้าไป รื้อค้นห้องของลั่วชิงหวงจนข้าวของกระจัดกระจาย เซียงหลิงเห็นเสื้อผ้าและเครื่องประดับของคุณหนูถูกพวกนางจงใจทำแตกหักเสียหาย ก็อดไม่ได้ที่จะกัดริมฝีปาก คิดจะเดินเข้าไปห้าม“อดทนไว้” ลั่วชิงหวงเห็นการกระทำของเซียงหลิง นางเอียงหน้าเล็กน้อย แล้วกระซิบบอกเพียงคำเดียวเซียงหลิงได้ยินคำพูดของลั่วชิงหวง ก็พยายามระงับความอยากที่จะพุ่งเข้าไปห้ามไว้ได้ ในเวลาไม่นาน จางม่าม้าและซ่งม่าม้าก็รวบรวมเงินทั้งหมดที่อยู่ในห้องของลั่ว
ส่วนเหตุผลที่ทำเช่นนั้น ย่อมไม่ใช่เพราะความตั้งใจทำลายชื่อเสียงของตัวเอง แต่…เพื่อดึงดูดความสนใจของท่านพ่อและฮ่องเต้ เพื่อให้นางสามารถอธิบายเหตุผลที่นางมากินอาหาร และเหตุผลที่นางไม่มีเงินจ่ายค่าอาหารได้อย่างชัดเจน หากนางคิดไว้ไม่ผิด ท่านพ่อและพี่ใหญ่คงจะกลับมาถึงในวันพรุ่งนี้“เจ้าไปเถิด จำไว้ว่าเจ้าติดหนี้บุญคุณข้าอยู่ หวงเอ๋อร์” คุณชายหลิวจิ่งพับพัด แล้วยื่นหน้าเข้ามาใกล้หูลั่วชิงหวง กล่าวด้วยรอยยิ้มที่ยั่วยวน หัวใจของลั่วชิงหวงสั่นไหวอย่างรุนแรง การสนทนากับสถานการณ์นี้ไม่เหมือนกับครั้งก่อน แต่…คำพูดนั้น กลับเหมือนกันทุกประการ ทว่า…บัดนี้ นางได้มองเห็นความจริงของสิ่งที่เรียกว่าความรักแล้ว นางจะไม่มีทางหวั่นไหวกับผู้ใดอีกสวรรค์ให้โอกาสนางกลับมาเกิดใหม่ สิ่งที่นางจะต้องทำคือจดจำบทเรียนในครั้งก่อนให้ดี และทวงคืนความเจ็บปวดที่ผู้อื่นเคยทำไว้กับนาง ลั่วชิงหวงไม่ได้เอ่ยตอบ นางพยักหน้าแล้วพาเซียงหลิงเดินจากไป เมื่อกลับมาถึงจวนแม่ทัพใหญ่ เซียงหลิงก็ยกมือขึ้นลูบหน้าอกของตนเอง พลางถอนหายใจโล่งอกแล้วกล่าวว่า“เมื่อครู่นี้ตกใจแทบตายเจ้าค่ะคุณหนู” ลั่วชิงหวงเห็นท่าทางของเซียงหลิงก็อดไม่ได้ที่จะ

















