Masuk“จวนของเขาอยู่ก่อนหรือถัดจากร้านสมุนไพรตระกูลโจวเจ้าคะ”ท่านป้าหวังทำท่านึก “เดินผ่านแยกนั้นไปเป็นจวนใต้เท้าวั่น ถัดจากนั้นก็จวนใต้เท้าหยวน”สวรรค์!!!ซูซีหลานลอบอุทานกับตัวเอง ในหัวอื้ออึงจนไม่รู้ว่าสีหน้าของตนเป็นเช่นไรในยามนี้ นางไม่นึกเลยว่าเฉินเซวียผู้นี้ช่างเลือดเย็นกับตัวเองอย่างถึงแก่น ทุกวันนั่งรถม้าผ่านจวนเดิมของตนอย่างใจเย็น นางไม่รู้จริงๆ ว่าในใจของเขาคิดอะไรอยู่บะหมี่เผ็ดทำได้ไม่ยาก ดังนั้นกลับจากตลาดได้ไม่นาน ซูซีหลานก็ลงมือเตรียมส่วนผสมและลงมือต้มน้ำซุป เนื่องจากนางตั้งใจจะทำเป็นมื้อเย็น การเคี่ยวน้ำซุปและตุ๋นเนื้อจนเปื่อยจึงสำคัญมาก เพราะต้องใช้เวลานานกว่าอย่างอื่นเฉินเซวียกลับมาจากร้านตามเวลาเดิม แต่วันนั้นกลับไม่เห็นหญิงสาวนั่งรอเช่นทุกวัน กระทั่งเสี่ยวชุนสังเกตเห็นว่าเขามองหาใครบางคน ดังนั้นนางจึงรีบบอกผู้เป็นนายว่าซูซีหลานยังคงง่วนอยู่ในครัวเขายังไม่ทันได้เปลี่ยนชุดก็เดินอ้อมไปยังเรือนครัวที่อยู่ด้านหลัง เมื่อไปถึงก็มองเห็นหญิงสาวกำลังหั่นผักและเครื่องเคียงแผ่นหลังอรชรที่ยืนอยู่ในครัวบวกกับท่าทางคล่องแคล่ว อดทำให้เขานึกถึงในวันที่เขาอยู่กับมารดาไม่ได้อาหารอย่า
“ช่างเถิด คิดมากไปก็เท่านั้น ตกลงตามนี้” ซูซีหลานปัดความรู้สึกแปลกๆ ออกไปจากใจ“เห็นเสี่ยวชุนบอกว่าวันนี้เจ้าเอาแต่ขลุกเขียนอักษรอยู่ในห้อง” เฉินเซวียเอ่ยถาม “เจ้าเคยพูดว่าจำนวนขีดของอักษรแต่ละตัวอ่านมีความแตกต่างกัน”“ใช่ แต่เมื่อมองลองดูข้าก็พออ่านได้ บางอักษรก็ใช้จำเอาจากตำราแพทย์ของท่านที่มีลองเทียบ คิดว่าไม่ยากขอเพียงใช้ความจำสักหน่อย” นางบอกด้วยท่าทีไม่ใคร่จะมั่นใจนัก“ตำราในห้องของข้า เจ้าเข้าไปหยิบได้เลยไม่ต้องเกรงใจ ตำราเหล่านั้นส่วนใหญ่เป็นตำราแพทย์ ข้าคัดลอกเอาไว้หลายชุดเจ้าลองเอามาศึกษาก็แล้วกัน”ซูซีหลานไหนเลยจะปฏิเสธเพราะตำราที่เขาให้มาล้วนเป็นศัพท์เฉพาะ หากจะจดจำและศึกษาคงต้องใช้หลายๆ เล่มมาควบคู่กัน ซึ่งเรื่องนี้เสี่ยวลู่จื่อเคยหลุดปากบอกนางแล้วว่าในห้องของเฉินเซวียนั้น เต็มไปด้วยตำราแพทย์มากมายที่เขานำมาด้วย“จริงสิ วันนี้ท่านป้าหวังช่วยข้าทำปลานึ่งบ๊วยเป็นมื้อเย็น นางยังช่วยบอกวิธีทำให้ข้ารู้ ข้าลองชิมดูอร่อยดี ท่านกลับเข้าไปเปลี่ยนเสื้อเถิด ข้าจะให้เสี่ยวชุนตั้งโต๊ะ”“ได้” เขารับปากก่อนเดินกลับห้องไปเมื่อมองเห็นร่างสูงเดินออกไปจากห้อง ซูซีหลานก็ได้แต่ลอบถอนหายใจ หล
“ขอรับนายท่าน” เสี่ยวลู่จื่อส่งเสียงตอบรับ จากนั้นไม่นานก็เปิดประตูเข้ามา“เจ้าไปที่หอจดหมายฝั่งตรงข้าม ส่งจดหมายฉบับนี้ไปที่จวนตระกูลจูเมืองหนานฉาง จากมาเกือบเดือนเพราะเกิดเรื่องวุ่นวายที่เมืองหลวง ข้าลืมส่งข่าวกลับไปบอกท่านลุงเสียสนิท ป่านนี้คงกังวลแย่แล้ว” เฉินเซวียยื่นจดหมายที่เพิ่งจะปิดผนึกให้เสี่ยวลู่จื่อ“ขอรับนายท่าน”หลังมองเสี่ยวลู่จื่อปิดประตูห้องพักส่วนตัวแล้ว เฉินเซวียก็เอนหลังพิงเก้าอี้ เขาหลับตาลงพร้อมกับยกมือขึ้นนวดหว่างคิ้วทุกอย่างที่วางแผนเอาไว้ต้องชะงัก เนื่องจากการผลัดเปลี่ยนบัลลังก์ ตอนนี้ดูเหมือนหลายๆ อย่างจะสงบลงบ้างตอนนี้เขาเองก็ควรเริ่มดำเนินการตามแผนเดิม แต่นอกเหนือไปจากนั้น อีกหนึ่งแผนการที่จำต้องกระทำเขาก็ควรทำให้รอบคอบ หลังจากที่มีเรื่องเหนือความคาดหมายเกิดขึ้น“ซูซีหลาน ซูซีหลาน”เฉินเซวียพึมพำเสียงเบา เรื่องเหนือความคาดหมายดังกล่าวก็คือเรื่องของนางนั่นเองซูซีหลานนั่งครุ่นคิดอยู่ในห้อง มองดูเครื่องเขียนและตำราแพทย์บนโต๊ะ ความรู้สึกหลายหลากกำลังพันกันยุ่ง เมื่อเช้านางเอ่ยปากขอสิ่งเหล่านี้มาจากเฉินเซวีย ทั้งยังบอกว่านางรู้สึกเบื่อจึงอยากจะคัดอักษรและลองอ
เหตุการณ์วุ่นวายหลายวันที่ผ่านมา เฉินเซวียล้วนรับรู้มาจากการบอกเล่าของนายท่านโจว ร้านสมุนไพรปิดทำการถึงหกวัน เพื่อหลีกเลี่ยงความเสียหายนายท่านโจวผู้นี้ยังโอ้อวดว่าที่กิจการของตระกูลโจวรุ่งเรืองมั่นคงมาจนถึงทุกวันนี้ เป็นเพราะเขามีเส้นสายมากมายในราชสำนักที่สำคัญไปกว่านั้นตระกูลโจวมีความสัมพันธ์อันดีต่อจวนอัครมหาเสนาบดี ดังนั้นนอกจากร้านสมุนไพรตระกูลโจวจะได้รับการยกเว้น ไม่มีทหารบุกเข้าไปตรวจค้นแล้ว บ้านเช่าของเฉินเซวียเองก็ได้รับการยกเว้นเช่นกันเสียงเปิดประตูเข้ามาทำให้เฉินเซวียชะงัก เขาหันไปมองนายท่านโจวที่ยืนอยู่ด้านหน้าประตูด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยคำถาม“นายท่านโจว” เขายืนขึ้นคารวะอีกฝ่าย “หลายวันมานี้ได้ยินว่าที่จวนยุ่งจนท่านแทบไม่มีเวลามาที่ร้าน ยินดีด้วยกับเรื่องมงคล”การตั้งครรภ์ของบุตรสาวคนเล็กของนายท่านโจว ซึ่งมีฐานะเป็นอนุของหลี่หมิน บุตรชายคนที่สามของหลี่ซือ อัครมหาเสนาบดี ทำให้ฐานะตระกูลโจวมั่นคงขึ้นมากตระกูลหลี่มีทายาทน้อยยิ่งกว่าน้อย ยิ่งเป็นทายาทซึ่งเป็นชายก็ยิ่งหาได้ยาก ดังนั้นข่าวมงคลนี้จึงยังความยินดีมาสู่คนตระกูลหลี่ไม่น้อยแม้ว่าจะเลี้ยงฉลองออกหน้าออกตาไม่ได้ เนื่
เฉินเซวียพูดจบก็พาหญิงสาวก้าวเดินเข้าไปด้านใน เขามองคนที่เอาแต่ซุกใบหน้ากับอกเขาด้วยความไม่สบายใจ เหตุการณ์เมื่อครู่ทำให้เขาหวนนึกถึงวันที่เขาพามารดาหนีการตามล่าออกจากเสียนหยางวันนั้นสภาพของเขาเองก็ไม่ต่างจากคนเหล่านี้ ไม่มีใครยื่นมือให้ความช่วยเหลือ ไม่มีใครสนใจ หรือแสดงความเห็นใจ หากแต่คนเหล่านี้กลับไม่โชคดีเหมือนเขาที่สามารถหนีออกไปจากเสียนหยางได้เขาไม่โทษคนเหล่านั้นที่ไม่อยากหาเรื่องเดือดร้อนใส่ตัว ไม่โกรธ ไม่เคียดแค้น วันนี้เขาไม่ได้เปิดประตู เพราะรู้ว่าอย่างไรก็ไม่อาจช่วยคนเอาไว้ได้ถนนเส้นนี้เป็นเส้นทางตัดตรงไปยังกำแพงเมืองหลวง ทหารย่อมดักเอาไว้ทั้งสองทางอยู่ก่อนแล้ว ไม่ว่าจะหนีไปทางใดล้วนถูกต้อนจนมุมทั้งสิ้นเพียงแต่...หญิงสาวจะโทษเขาที่ไม่เปิดประตูช่วยคนเหล่านั้น กระทั่งทำให้ผลออกมาเป็นเช่นนี้หรือไม่เมื่อกลับถึงห้องเฉินเซวียวางหญิงสาวให้นั่งลงเก้าอี้ “ข้าจะออกไปดูว่าด้านนอกสงบดีหรือยัง เจ้าอยู่ในห้อง...” เขาชะงักเมื่อเห็นหญิงสาวเงยหน้าขึ้นมองตนนางยังคงมีน้ำตานองใบหน้า อีกทั้งยังจ้องเขาเขม็ง ตอนนี้จากที่คิดจะออกไปข้างนอก เพื่อปล่อยให้นางได้อยู่เงียบๆ สักครู่ กลับเลือกที่จะ
ตอนเสี่ยวลู่จื่อก้าวเข้าไปยืนหน้าประตูห้อง ภาพที่เห็นก็คือนายท่านและนายหญิงของเขา กำลังนั่งสบตากันนิ่ง คราแรกเขานึกว่าตัวเองตาฝาด แต่เขาไปยืนอยู่ตั้งนานสองนาน คนทั้งสองกลับยังคงนั่งนิ่งเช่นนั้น โดยไม่รับรู้ถึงตัวตนของเขาแม้แต่น้อยเมื่อครู่ออกไปที่ตลาดเพื่อกักตุนเสบียง การเปลี่ยนแปลงในราชสำนัก ทำให้ทั่วทั้งท้องถนนวุ่นวายขึ้นจริงดังคาด เมื่อได้ของครบเขารีบพาเสี่ยวชุนกลับมา กำลังจะมารายงานผู้เป็นนาย แต่ตอนนี้กลับไม่กล้าแม้แต่จะหายใจเสียงดัง“นายหญิงเจ้าคะ! นายหญิง!” เสี่ยวชุนทะเล่อทะล่าวิ่งเข้ามา ทั้งยังชนกับแผ่นหลังของเสี่ยวลู่จื่อที่ยืนนิ่งเป็นรูปปั้นหินซูซีหลานสะดุ้งเล็กน้อยผิดกับเฉินเซวียที่ยังคงมีท่าทีสุขุม ชายหนุ่มค่อยๆ หันไปมองเสี่ยวลู่จื่อด้วยดวงตาคาดโทษ ส่วนหญิงสาวก็กระแอมกลบเกลื่อนความขัดเขิน พร้อมกับขยับตัวลุกขึ้นมือไม้ของนางให้ความรู้สึกเก้งก้าง ไม่รู้จะวางไว้ตรงที่ใดดี กระทั่งมองไปยังเฉินเซวียอย่างไม่ได้ตั้งใจ จึงเห็นว่าเขากำลังมองนางด้วยรอยยิ้ม“มีเรื่องอะไรหรือ” กล่าวพร้อมกับหลบสายตาแฝงประกายหยอกเย้าของชายหนุ่ม“ด้านนอกเจ้าค่ะ มีทหารวิ่งเต็มไปหมด”“แตกตื่นทำไมกัน ข้าให







