LOGINหญิงสาวยืดตัวขึ้นและอุทานออกมาเสียงดังอย่างลืมตัว แต่พอทำอย่างนั้นก็ต้องนิ่วหน้าเพราะความเจ็บ กระทั่งต้องขดตัวลงไปนั่งพิงพร้อมกับสูดลมหายใจเข้าลึก
“ระวังหน่อย เจ้าบอบช้ำมากขยับสุ่มสี่สุ่มห้าไม่ได้”
“จิ๋นซีฮ่องเต้ ช่วงใดหรือ”
คิดถึงประวัติศาสตร์ในช่วงที่จิ๋นซีฮ่องเต้ปกครอง แม้เรื่องดีๆ มีมากมาย แต่เรื่องที่โดดเด่นกลับเป็นเรื่องของความโหดเหี้ยม ไม่ว่าจะเป็นการลงโทษต่างๆ วิธีการประหาร การสั่งเผาตำราและฆ่าบัณฑิตด้วยการฝังทั้งเป็น
และที่สะท้อนความโหดเหี้ยมของจิ๋นซีฮ่องเต้ได้เป็นอย่างดีที่สุด เห็นจะเป็นกำแพงเมืองจีนที่ตั้งตระหง่าน กระทั่งคนรุ่นหลังเองก็ได้ประจักษ์แก่สายตา
ต้องเสียเลือดเนื้อและแรงกายของผู้คนมากมายเพียงใด จึงสามารถสร้างกำแพงเมืองจีนที่ยิ่งใหญ่ขนาดนั้นขึ้นมาได้...
“อันที่จริงแล้ว”
เฉินเซวียไม่ใคร่จะเข้าใจในท่าทีของหญิงสาว เขาเห็นนางนั่งเหม่อลอยครุ่นคิด เพียงแค่ได้รู้ว่าฉินฉื่อหวางตี้คือจักรพรรดิจึงได้แต่อ้ำอึ้ง
“ตอนนี้กำลังผลัดเปลี่ยนแผ่นดิน จักรพรรดิเพิ่งจะทรงสิ้นพระชนม์”
หญิงสาวกะพริบตามองเขา จำได้ว่าช่วงที่วุ่นวายที่สุดก็คือตอนนี้ “ผลัดเปลี่ยนแผ่นดิน ราชสำนักวุ่นวาย ทำไมเลือกมาที่นี่เวลานี้ หรือบ้านของคุณอยู่ที่นี่”
ชายหนุ่มพยายามทำความเข้าใจกับคำพูดของหญิงสาว “เรื่องของราชสำนัก ชาวบ้านธรรมดาสามัญไหนเลยจะต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยวเล่า”
จะว่าไปเขาก็พูดถูก เรื่องราวการแก่งแย่งในราชสำนักคงไม่ส่งผลมาถึงชาวบ้านธรรมดาที่ไม่เกี่ยวข้องมากนัก ขอเพียงไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยว ไหนเลยจะมีเรื่องเดือดร้อนมาถึงตัว
เมื่อรู้เหตุการณ์ล่วงหน้าแล้วย่อมได้เปรียบ หากพยายามหลีกเลี่ยง อย่าพูดมาก ไม่ทำตัวโดดเด่น ไม่ทำตัวเหมือนคนบ้าที่พูดพล่ามในสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น
คิดได้นั้นหญิงสาวก็หันไปสบตากับผู้ที่ช่วยชีวิตตนเองเอาไว้ เขายอมช่วยนั่นย่อมหมายความว่าเขาเป็นคนไม่เลว มือน้อยลูบไล้ไปบนปิ่นปักผมกล้วยไม้ ขณะรับฟังประโยคต่อมาของชายหนุ่ม
“ข้ารู้ว่าเจ้ายังไม่อยากพูดถึงเรื่องของตัวเอง เช่นนั้นชั่วระยะที่ยังคงรักษาตัวให้หายดี เจ้าก็อยู่ที่นี่ไปก่อนเถิด เจ้าเป็นสตรีตัวคนเดียวออกไปอยู่ข้างนอกตามลำพังย่อมไม่ปลอดภัย”
หญิงสาวสบตากับเขานิ่ง ในดวงตาคมคู่นั้นล้ำลึกไม่อาจรู้ว่าเขาคิดเช่นไร แต่ที่รู้ๆ คือหญิงสาวมั่นใจว่าเขาหาใช่คนเลวร้าย
แม้ในยามที่ไม่ได้สติหลงเหลือความทรงจำเพียงเลือนราง กระนั้นน้ำเสียงปลอบโยน และกลิ่นอายที่ทำให้ผ่อนคลายจากเขา ก็ช่วยปลอบประโลมหัวใจที่หวาดกลัวในความมืดเอาไว้ได้
เฉินเซวียยังคงสบตากับนางนิ่ง รู้ว่านางกำลังพิจารณาเขาอย่างไม่ปิดบัง “ข้าแซ่เฉิน มีนามสั้นๆ ว่าเซวีย ชื่อแซ่ของเจ้าเล่า”
“ซูซี่...เอ่อ ข้าหมายถึงซูซี...หลาน”
ประโยคสุดท้ายเพิ่งจะตามมาเพราะเหลือบมองปิ่นปักผมหยกแกะสลักกล้วยไม้ในมือ
“ซูซีหลาน” เฉินเซวียทวนชื่อของนางเบาๆ “แม่นางซู เช่นนั้นก็อยู่ที่นี่เถิด”
นางพยักหน้า “ได้ เช่นนั้นรบกวนท่านแล้ว”
เรื่องอื่นก่อนหน้านี้หญิงสาวคิดว่าสมควรทิ้งให้เป็นอดีต ในเมื่อสวรรค์กำหนดแล้วว่าที่นี่ต้องมีสตรีนามซูซีหลาน ดังนั้นยังอีกโลกก็จะไม่มีซูซี่
ความเจ็บปวดจากการถูกหักหลัง หญิงสาวจะทิ้งเอาไว้เบื้องหลัง ความผิดพลาดที่ไม่รักตัวเองมากพอ กระทั่งเปิดโอกาสให้คนอื่นมาทำร้ายจิตใจ ซูซีหลานคนนี้จะชดเชยความรู้สึกเหล่านั้น ต่อไปจะได้ไม่รู้สึกผิดต่อตัวเองอีก
หลังจากค่อยๆ ป้อนโจ๊กปลาให้ซูซีหลานจนเกือบหมดเฉินเซวียที่ลอบสังเกตหญิงสาวอยู่เงียบๆ ก็ตระหนักเรื่องหนึ่ง
มองดูท่าทีเรียบเฉยและใบหน้าเฉยชาของอีกฝ่าย ตัวเขาเองยังไม่มั่นใจว่าเป็นเพราะนางยังสับสน หรืออาจเป็นเพราะนางเป็นคนเยือกเย็นเช่นนี้มาก่อนแล้ว
บางครั้งดวงตาเศร้าสร้อยท้อแท้ของนาง อดทำให้เขาสงสัยขึ้นมาไม่ได้ ที่เป็นเช่นนี้เพราะนางกำลังปกปิดตัวตนที่แท้จริงเอาไว้ หรือตอนนี้มีบางอย่างกำลังกวนใจนางอยู่กันแน่
“ดื่มยาหน่อยเถิด เจ้าต้องดื่มยาอย่างต่อเนื่อง บาดแผลจึงจะสมานตัวได้เร็ว อีกทั้งเจ้ายังเสียเลือดไปมาก ต้องใช้เวลาในการฟื้นฟูร่างกาย” เขากล่าวเป็นเชิงชวนสนทนา
ซูซีหลานมองออกถึงจุดประสงค์ของเขา แม้พยายามไม่เหม่อลอยครุ่นคิด แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังยากยิ่งจะเผชิญกับเรื่องทั้งหมดนี้ในเวลาอันสั้น
“เล่าเรื่องของท่านให้ข้าฟังได้หรือไม่”
เฉินเซวียชะงักมือที่กำลังยกถ้วยยาร้อนกรุ่น เขามองนางก่อนจะครุ่นคิด “เจ้าอยากรู้อะไรหรือ”
“เช่นว่าท่านเป็นหมอวันๆ ต้องทำสิ่งใดบ้าง หรือไม่ก็ท่านมาที่เสียนหยางทำไม”
ที่แท้นางก็อยากจะรู้เรื่องทั่วไป ชายหนุ่มยิ้มออกมาจางๆ พร้อมยกถ้วยยาขึ้นมาคนเบาๆ
“เดิมทีที่นี่คือบ้านเกิดของข้า แต่เพราะเมืองหลวงวุ่นวาย ห้าปีก่อนข้าจึงพาท่านแม่ย้ายไปเมืองหนานเฉิง กลับมาครานี้ข้าทำสัญญากับนายท่านตระกูลโจว ทั้งนี้ก็เพื่อเป็นหมอประจำยังร้านสมุนไพรของเขาหนึ่งปี เช่นกันกับบ้านหลังนี้ที่ทำสัญญาเช่าเอาไว้หนึ่งปี”
หญิงสาวมองบ้านหลังใหญ่ที่ค่อนข้างสะดวกสบายด้วยความสงสัย “ไม่คิดจะรั้งอยู่ที่นี่ถาวรกระมัง หาไม่ท่านคงเปิดร้านเป็นของตัวเอง หรือว่าทำสัญญาหนึ่งปีเพียงเพื่อดูทิศทางลมก่อนเล่า”
เช้าวันถัดมาเฉินเซวียเข้าไปตรวจดูอาการของซูซีหลาน นางตื่นแล้วทั้งยังอาการดีขึ้นตามลำดับ ตอนนี้สามารถลงจากเตียงได้แล้ว แม้จะยังเดินเหินไม่สะดวกก็ตามท่านป้าหวังมาถึงแต่เช้า พร้อมรับปากเฉินเซวียว่าจะดูแลหญิงสาวเป็นอย่างดี นางนำเสื้อผ้าสตรีห้าชุดที่ชายหนุ่มฝากไว้เป็นธุระมาด้วย ดังนั้นหญิงสาวจึงมีเสื้อผ้าเป็นของตัวเอง ไม่จำเป็นต้องสวมเสื้อผ้าของบุรุษอีก“ท่านหมอเฉินช่างเอาใจใส่เจ้าเหลือเกิน นับว่าเป็นวาสนายิ่งนัก เขาเป็นหมอทั้งยังเพิ่งย้ายมา แต่ตอนนี้คนในเมืองเสียนหยางกลับเริ่มรู้จักเขาแล้ว ได้ยินมาว่าวันแรกที่เขาตรวจอาการคนไข้ เขามีท่าทีอ่อนโยนแสนสุภาพ คนไข้ส่วนใหญ่ที่ไปตรวจอาการกับเขาล้วนเอ่ยปากชม” สตรีสูงวัยกว่าช่วยพาซูซีหลานออกมาเดินเล่นซูซีหลานรับฟังเงียบๆ ในใจเห็นด้วยกับท่านป้าหวัง เพราะเคยเห็นแล้วว่าเขาปฏิบัติต่อคนเจ็บได้อย่างอ่อนโยนเพียงใดเขาระมัดระวังและเอาใจใส่นางมาก ทั้งยังทำไปราวกับเคยชิน มากกว่าจะเป็นการเสแสร้ง คนเป็นหมอหากทำได้อย่างเขาทุกคน เกรงว่าคนที่เจ็บป่วยคงมีกำลังใจขึ้นมาก“ได้ยินมาว่าเขากำลังมองหาสาวใช้ ทั้งยังเจาะจงเลือกคนที่อายุยังน้อยและผ่านการฝึกฝนมาแล้ว คิดว่าค
เขามองไม่ผิด สตรีตรงหน้าไม่เหมือนคุณหนูในห้องหอ ซึ่งถูกปลูกฝังเรื่องสี่คุณธรรมสามคล้อยตาม[1]เพียงอย่างเดียว นางไม่เพียงแตกต่างในด้านนั้น แต่กลับมีความคิดความอ่าน ความเฉลียวฉลาด รู้จักมองสถานการณ์ไม่ใช้อารมณ์ตัดสิน“ท่านคงไม่ได้กำลังคิดจะรับศิษย์กระมัง ข้าไม่เรียนวิชาแพทย์นะ” นางนิ่วหน้าตอนสมัยเรียนมหาวิทยาลัย กว่าจะเรียนจบแทบเอาชีวิตไม่รอด จะให้เรียนวิชาแพทย์แผนโบราณตอนนี้นะหรือ มิสู้ฆ่านางให้ตายเลยเถอะ!!!เฉินเซวียยิ้มออกมาโดยไม่แสดงท่าทีอื่นออกมาให้นางคาดเดา “ข้าไม่เคยมีความคิดที่จะรับศิษย์ วิชาแพทย์ตระกูลเฉินถ่ายทอดรุ่นสู่รุ่นเท่านั้น”มองเห็นหญิงสาวลอบถอนหายใจ เฉินเซวียแทบจะกลั้นยิ้มเอาไว้ไม่ได้ เขาไม่ได้พูดผิดเขาไม่ได้คิดจะรับนางเป็นศิษย์ของเขาแต่อย่างใด“เจ้าอายุเท่าไรแล้ว”“ยี่สิบห้า แก่เกินกว่าที่ท่านจะรับเป็นศิษย์แล้วใช่หรือไม่” นางรีบบอกด้วยดวงตาที่เต็มเปี่ยมความคาดหวัง“ยี่สิบห้าหรือ” คิ้วเข้มเลิกขึ้นสูง มองดูใบหน้าอ่อนเยาว์ของนาง เขายังนึกว่านางอายุได้ไม่ถึงยี่สิบสองด้วยซ้ำ “ห่างกันเพียงสี่ปี ข้าจะรับเจ้าเป็นศิษย์ได้อย่างไรเล่า” เขายิ้มเมื่อเห็นท่าทีโล่งใจของหญิงสาว“ดี”
แม้ประหลาดใจในความเฉลียวฉลาดของนาง ถึงอย่างนั้นเฉินเซวียก็ไม่ได้แสดงออก เขายังคงท่าทีสุขุมในยามที่พูดประโยคถัดมา“ข้าไม่คิดรั้งอยู่ที่นี่จริงๆ”ซูซีหลานพยักหน้ารับเงียบๆ มองดูช้อนที่มียาน้ำสีดำยื่นมาตรงหน้า ใบหน้างดงามฉายแววลังเล หลายวันมานี้คนที่ตระหนักดีถึงพิษสงของความขมในตัวยา หากไม่ใช่นางแล้วยังจะเป็นใครได้อีก“ข้าดื่มเอง” เมื่อยื่นมือออกไปรับเขากลับรั้งถ้วยยาออกห่าง“ข้าดื่มทีเดียวง่ายกว่า ต้องกินทีละช้อนขมนาน มิสู้กรอกเข้าไปทีเดียว” นางพูดราวกับคนกำลังจะร้องไห้ เห็นชัดว่ายานั้นขมจริงๆเฉินเซวียส่งถ้วยยาที่เขาเป่าจนอุ่นพอเหมาะให้นาง มองนางกรอกเข้าปากในคราวเดียวดังพูด รอยยิ้มบางยังคงประดับบนใบหน้า เมื่อถ้วยยาเปล่าๆ ถูกส่งกลับมาเขาจึงส่งถ้วยน้ำชาให้นางกลั้วปากแทน“พรุ่งนี้เช้าข้าต้องออกไปยังร้านสมุนไพรตระกูลโจวแต่เช้า ท่านป้าหวังจะมาอยู่เป็นเพื่อนเจ้า”“ท่านป้าหวังหรือ”“นางเป็นเพื่อนบ้านติดกันนี่เอง เพราะข้าไม่อาจดูแลเจ้าได้ทุกเรื่องในยามที่เจ้าไม่ได้สติ ดังนั้นจึงรบกวนท่านป้าหวังให้มาช่วย จากนี้จนกว่าข้าจะหาสาวใช้มาดูแลเจ้าได้ ท่านป้าหวังจะมาอยู่เป็นเพื่อนเจ้าที่นี่ ส่วนเรื่องเสื
หญิงสาวยืดตัวขึ้นและอุทานออกมาเสียงดังอย่างลืมตัว แต่พอทำอย่างนั้นก็ต้องนิ่วหน้าเพราะความเจ็บ กระทั่งต้องขดตัวลงไปนั่งพิงพร้อมกับสูดลมหายใจเข้าลึก“ระวังหน่อย เจ้าบอบช้ำมากขยับสุ่มสี่สุ่มห้าไม่ได้”“จิ๋นซีฮ่องเต้ ช่วงใดหรือ”คิดถึงประวัติศาสตร์ในช่วงที่จิ๋นซีฮ่องเต้ปกครอง แม้เรื่องดีๆ มีมากมาย แต่เรื่องที่โดดเด่นกลับเป็นเรื่องของความโหดเหี้ยม ไม่ว่าจะเป็นการลงโทษต่างๆ วิธีการประหาร การสั่งเผาตำราและฆ่าบัณฑิตด้วยการฝังทั้งเป็นและที่สะท้อนความโหดเหี้ยมของจิ๋นซีฮ่องเต้ได้เป็นอย่างดีที่สุด เห็นจะเป็นกำแพงเมืองจีนที่ตั้งตระหง่าน กระทั่งคนรุ่นหลังเองก็ได้ประจักษ์แก่สายตาต้องเสียเลือดเนื้อและแรงกายของผู้คนมากมายเพียงใด จึงสามารถสร้างกำแพงเมืองจีนที่ยิ่งใหญ่ขนาดนั้นขึ้นมาได้...“อันที่จริงแล้ว”เฉินเซวียไม่ใคร่จะเข้าใจในท่าทีของหญิงสาว เขาเห็นนางนั่งเหม่อลอยครุ่นคิด เพียงแค่ได้รู้ว่าฉินฉื่อหวางตี้คือจักรพรรดิจึงได้แต่อ้ำอึ้ง“ตอนนี้กำลังผลัดเปลี่ยนแผ่นดิน จักรพรรดิเพิ่งจะทรงสิ้นพระชนม์”หญิงสาวกะพริบตามองเขา จำได้ว่าช่วงที่วุ่นวายที่สุดก็คือตอนนี้ “ผลัดเปลี่ยนแผ่นดิน ราชสำนักวุ่นวาย ทำไมเล
ได้ยินดังนั้นหญิงสาวก็พลันนึกขึ้นได้...ดินเนอร์หรูในร้านอาหารเหนือจุดชมวิววันนั้นมีผู้หญิงท้องมาประกาศตัวว่าเป็นภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายของแฟนที่คบกันมานาน เพราะเสียใจมากดังนั้นจึงขับรถออกมาจนเกิดอุบัติเหตุตอนที่ครุ่นคิดสายตาหรือก็มองเห็นสองมือของตัวเองที่กำสาบเสื้อของชายหนุ่มเอาไว้แน่น ดวงตาคู่งามกะพริบมองเขา ความเก้อกระดากวาบผ่านดวงตา ก่อนที่จะรีบหลบสายตาคมกริบที่คล้ายอ่านใจผู้คนได้ของเขา“เจ้าหมดสติไปหลายวันแล้ว นั่งพิงหลังนิ่งๆ สักครู่อาจรู้สึกดีขึ้น” เขาพูดเป็นเชิงถาม และรอกระทั่งหญิงสาวพยักหน้ารับขยับนิดเดียวหญิงสาวยังต้องสูดลมหายใจ พร้อมกับหลับตาลงเพื่อสะกดกลั้นความเจ็บปวด นับประสาอะไรกับการที่เขาพยุงนางเพื่อให้นั่งพิงหมอนแทนพิงร่างสูงของตนเล่าแม้เฉินเซวียจะเต็มไปด้วยความระมัดระวัง แต่ถึงอย่างนั้นหญิงสาวที่อ่อนแอจนถึงที่สุดก็ยังรู้สึกเจ็บอยู่ดีเมื่อเห็นแล้วว่าคนตรงหน้านั่งได้อย่างมั่นคง เฉินเซวียเอนตัวไปคว้าถาดไม้ซึ่งวางอยู่ไม่ไกลมาวางยังขอบเตียง ข้าวของซึ่งติดตัวหญิงสาวมายังคงอยู่ครบ แม้ว่าเสื้อผ้าของนางจะถูกเขาตัดออกเพราะช่วยชีวิตสำคัญกว่าหญิงสาวมองข้าวของเหล่านั้นด้วย
เสี่ยวลู่จื่ออ้าปากค้างมองภาพตรงหน้า หลังจากย้ายเข้ามายังบ้านเช่าซึ่งนายท่านโจวจัดหาเอาไว้ให้ เขาก็ออกไปส่งเหล่าผู้คุ้มกัน กระทั่งกลับมาพบว่าผู้เป็นนายยังคงง่วนอยู่กับหญิงสาวแปลกหน้าที่บาดเจ็บไม่ได้สติภาพที่เห็นคือนายท่านของเขากำลังป้อนยาหญิงสาวอย่างใจเย็นนายท่านบอกผู้อื่นว่าแม่นางที่พามาด้วยคือคู่หมาย ทั้งนี้ยังอ้างว่าต้องเลื่อนงานแต่งงานออกไป เพราะแคว้นฉินกำลังไว้ทุกข์ทั่วหล้า เขาได้แต่เออออและไม่กล้าเอ่ยถาม เพียงทำตามคำสั่งอย่างเคร่งครัดมองดูหญิงสาวร้องไห้ทั้งที่ไม่ได้สติ สองมือรวบกำสาบเสื้อของผู้เป็นนายเอาไว้แน่น เขายังไม่ตกตะลึงเท่าความอ่อนโยนที่อีกฝ่ายกอดประคองหญิงสาวแปลกหน้าเอาไว้ ทั้งยังคอยกระซิบปลอบโยนให้นางสงบลงนานเท่าไรแล้วที่เขาไม่ได้เห็นผู้เป็นนายมีท่าทีอ่อนโยนเช่นนี้...“เรียบร้อยดีหรือไม่” เฉินเซวียเอ่ยถามโดยไม่ได้หันไปมองคนของตนเสี่ยวลู่จื่อสะดุ้งเล็กน้อยจากนั้นจึงหันสายตาไปอีกด้าน พยายามไม่มองผู้เป็นนายกำลังแกะมือของหญิงสาวออกจากสาบเสื้อ“ผู้คุ้มกันทั้งหมดจากไปแล้วขอรับ ข้าเพิ่งสำรวจข้าวของและจัดวางของจำเป็นของท่านเอาไว้ยังห้องอีกฟาก”“ท่านป้าหวังมาแล้วหรือยัง” ท







