เข้าสู่ระบบหญิงสาวยืดตัวขึ้นและอุทานออกมาเสียงดังอย่างลืมตัว แต่พอทำอย่างนั้นก็ต้องนิ่วหน้าเพราะความเจ็บ กระทั่งต้องขดตัวลงไปนั่งพิงพร้อมกับสูดลมหายใจเข้าลึก
“ระวังหน่อย เจ้าบอบช้ำมากขยับสุ่มสี่สุ่มห้าไม่ได้”
“จิ๋นซีฮ่องเต้ ช่วงใดหรือ”
คิดถึงประวัติศาสตร์ในช่วงที่จิ๋นซีฮ่องเต้ปกครอง แม้เรื่องดีๆ มีมากมาย แต่เรื่องที่โดดเด่นกลับเป็นเรื่องของความโหดเหี้ยม ไม่ว่าจะเป็นการลงโทษต่างๆ วิธีการประหาร การสั่งเผาตำราและฆ่าบัณฑิตด้วยการฝังทั้งเป็น
และที่สะท้อนความโหดเหี้ยมของจิ๋นซีฮ่องเต้ได้เป็นอย่างดีที่สุด เห็นจะเป็นกำแพงเมืองจีนที่ตั้งตระหง่าน กระทั่งคนรุ่นหลังเองก็ได้ประจักษ์แก่สายตา
ต้องเสียเลือดเนื้อและแรงกายของผู้คนมากมายเพียงใด จึงสามารถสร้างกำแพงเมืองจีนที่ยิ่งใหญ่ขนาดนั้นขึ้นมาได้...
“อันที่จริงแล้ว”
เฉินเซวียไม่ใคร่จะเข้าใจในท่าทีของหญิงสาว เขาเห็นนางนั่งเหม่อลอยครุ่นคิด เพียงแค่ได้รู้ว่าฉินฉื่อหวางตี้คือจักรพรรดิจึงได้แต่อ้ำอึ้ง
“ตอนนี้กำลังผลัดเปลี่ยนแผ่นดิน จักรพรรดิเพิ่งจะทรงสิ้นพระชนม์”
หญิงสาวกะพริบตามองเขา จำได้ว่าช่วงที่วุ่นวายที่สุดก็คือตอนนี้ “ผลัดเปลี่ยนแผ่นดิน ราชสำนักวุ่นวาย ทำไมเลือกมาที่นี่เวลานี้ หรือบ้านของคุณอยู่ที่นี่”
ชายหนุ่มพยายามทำความเข้าใจกับคำพูดของหญิงสาว “เรื่องของราชสำนัก ชาวบ้านธรรมดาสามัญไหนเลยจะต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยวเล่า”
จะว่าไปเขาก็พูดถูก เรื่องราวการแก่งแย่งในราชสำนักคงไม่ส่งผลมาถึงชาวบ้านธรรมดาที่ไม่เกี่ยวข้องมากนัก ขอเพียงไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยว ไหนเลยจะมีเรื่องเดือดร้อนมาถึงตัว
เมื่อรู้เหตุการณ์ล่วงหน้าแล้วย่อมได้เปรียบ หากพยายามหลีกเลี่ยง อย่าพูดมาก ไม่ทำตัวโดดเด่น ไม่ทำตัวเหมือนคนบ้าที่พูดพล่ามในสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น
คิดได้นั้นหญิงสาวก็หันไปสบตากับผู้ที่ช่วยชีวิตตนเองเอาไว้ เขายอมช่วยนั่นย่อมหมายความว่าเขาเป็นคนไม่เลว มือน้อยลูบไล้ไปบนปิ่นปักผมกล้วยไม้ ขณะรับฟังประโยคต่อมาของชายหนุ่ม
“ข้ารู้ว่าเจ้ายังไม่อยากพูดถึงเรื่องของตัวเอง เช่นนั้นชั่วระยะที่ยังคงรักษาตัวให้หายดี เจ้าก็อยู่ที่นี่ไปก่อนเถิด เจ้าเป็นสตรีตัวคนเดียวออกไปอยู่ข้างนอกตามลำพังย่อมไม่ปลอดภัย”
หญิงสาวสบตากับเขานิ่ง ในดวงตาคมคู่นั้นล้ำลึกไม่อาจรู้ว่าเขาคิดเช่นไร แต่ที่รู้ๆ คือหญิงสาวมั่นใจว่าเขาหาใช่คนเลวร้าย
แม้ในยามที่ไม่ได้สติหลงเหลือความทรงจำเพียงเลือนราง กระนั้นน้ำเสียงปลอบโยน และกลิ่นอายที่ทำให้ผ่อนคลายจากเขา ก็ช่วยปลอบประโลมหัวใจที่หวาดกลัวในความมืดเอาไว้ได้
เฉินเซวียยังคงสบตากับนางนิ่ง รู้ว่านางกำลังพิจารณาเขาอย่างไม่ปิดบัง “ข้าแซ่เฉิน มีนามสั้นๆ ว่าเซวีย ชื่อแซ่ของเจ้าเล่า”
“ซูซี่...เอ่อ ข้าหมายถึงซูซี...หลาน”
ประโยคสุดท้ายเพิ่งจะตามมาเพราะเหลือบมองปิ่นปักผมหยกแกะสลักกล้วยไม้ในมือ
“ซูซีหลาน” เฉินเซวียทวนชื่อของนางเบาๆ “แม่นางซู เช่นนั้นก็อยู่ที่นี่เถิด”
นางพยักหน้า “ได้ เช่นนั้นรบกวนท่านแล้ว”
เรื่องอื่นก่อนหน้านี้หญิงสาวคิดว่าสมควรทิ้งให้เป็นอดีต ในเมื่อสวรรค์กำหนดแล้วว่าที่นี่ต้องมีสตรีนามซูซีหลาน ดังนั้นยังอีกโลกก็จะไม่มีซูซี่
ความเจ็บปวดจากการถูกหักหลัง หญิงสาวจะทิ้งเอาไว้เบื้องหลัง ความผิดพลาดที่ไม่รักตัวเองมากพอ กระทั่งเปิดโอกาสให้คนอื่นมาทำร้ายจิตใจ ซูซีหลานคนนี้จะชดเชยความรู้สึกเหล่านั้น ต่อไปจะได้ไม่รู้สึกผิดต่อตัวเองอีก
หลังจากค่อยๆ ป้อนโจ๊กปลาให้ซูซีหลานจนเกือบหมดเฉินเซวียที่ลอบสังเกตหญิงสาวอยู่เงียบๆ ก็ตระหนักเรื่องหนึ่ง
มองดูท่าทีเรียบเฉยและใบหน้าเฉยชาของอีกฝ่าย ตัวเขาเองยังไม่มั่นใจว่าเป็นเพราะนางยังสับสน หรืออาจเป็นเพราะนางเป็นคนเยือกเย็นเช่นนี้มาก่อนแล้ว
บางครั้งดวงตาเศร้าสร้อยท้อแท้ของนาง อดทำให้เขาสงสัยขึ้นมาไม่ได้ ที่เป็นเช่นนี้เพราะนางกำลังปกปิดตัวตนที่แท้จริงเอาไว้ หรือตอนนี้มีบางอย่างกำลังกวนใจนางอยู่กันแน่
“ดื่มยาหน่อยเถิด เจ้าต้องดื่มยาอย่างต่อเนื่อง บาดแผลจึงจะสมานตัวได้เร็ว อีกทั้งเจ้ายังเสียเลือดไปมาก ต้องใช้เวลาในการฟื้นฟูร่างกาย” เขากล่าวเป็นเชิงชวนสนทนา
ซูซีหลานมองออกถึงจุดประสงค์ของเขา แม้พยายามไม่เหม่อลอยครุ่นคิด แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังยากยิ่งจะเผชิญกับเรื่องทั้งหมดนี้ในเวลาอันสั้น
“เล่าเรื่องของท่านให้ข้าฟังได้หรือไม่”
เฉินเซวียชะงักมือที่กำลังยกถ้วยยาร้อนกรุ่น เขามองนางก่อนจะครุ่นคิด “เจ้าอยากรู้อะไรหรือ”
“เช่นว่าท่านเป็นหมอวันๆ ต้องทำสิ่งใดบ้าง หรือไม่ก็ท่านมาที่เสียนหยางทำไม”
ที่แท้นางก็อยากจะรู้เรื่องทั่วไป ชายหนุ่มยิ้มออกมาจางๆ พร้อมยกถ้วยยาขึ้นมาคนเบาๆ
“เดิมทีที่นี่คือบ้านเกิดของข้า แต่เพราะเมืองหลวงวุ่นวาย ห้าปีก่อนข้าจึงพาท่านแม่ย้ายไปเมืองหนานเฉิง กลับมาครานี้ข้าทำสัญญากับนายท่านตระกูลโจว ทั้งนี้ก็เพื่อเป็นหมอประจำยังร้านสมุนไพรของเขาหนึ่งปี เช่นกันกับบ้านหลังนี้ที่ทำสัญญาเช่าเอาไว้หนึ่งปี”
หญิงสาวมองบ้านหลังใหญ่ที่ค่อนข้างสะดวกสบายด้วยความสงสัย “ไม่คิดจะรั้งอยู่ที่นี่ถาวรกระมัง หาไม่ท่านคงเปิดร้านเป็นของตัวเอง หรือว่าทำสัญญาหนึ่งปีเพียงเพื่อดูทิศทางลมก่อนเล่า”
มือสองข้างสอดเข้ากอบกุมสะโพกผาย จากนั้นร่างสูงก็เดินตรงไปยังเตียงนอน ทุกย่างก้าวเขาไม่ยอมปล่อยเวลาให้สูญเปล่า กลับกดสะโพกนิ่มบดเบียดและกระทั้นแก่นกายเป็นจังหวะรับกับก้าวเดินยิ่งนางส่งเสียงครวญเขาก็ยิ่งฮึกเหิม เมื่อไปถึงหน้าเตียงเขาไม่ได้วางร่างงามลงแต่กลับปีนขึ้นไปนั่ง โดยให้นางนั่งคร่อมลงไปยังแก่นกายผงาดกล้าร่างงามสะท้านพร้อมกับสูดลมหายใจ จุดประสานอันล้ำลึก ทำให้นางถึงกับส่งเสียงครวญครางออกมาอย่างหวามไหว ได้ยินเสียงของนาง ความอดทนอดกลั้นก็ปลิวหาย เฉินเซวียค่อยๆ เอนกายลงนอนราบ จากนั้นสบตากับนางอย่างรอคอยซูซีหลานวางมือลงไปยังอกกว้าง สองขาแยกออกเพื่อให้นางสามารถทรงตัวได้ในยามควบขับ ดวงตาสานสบนิ่งในยามที่นางเริ่มขยับบนเรือนกายแกร่งภาพตรงหน้าอันแสนงดงาม ทำให้เฉินเซวียยอมตายเพียงแค่ให้นางได้ขับเคลื่อนเขาเช่นนี้ ร่างงามเริ่มขยับไหวทำให้อกอิ่มกระเพื่อมเป็นจังหวะ สองมือของเขาอดไม่ได้ที่จะยกขึ้นกอบกุม ยิ่งในยามที่นางคว้าสองมือของเขาให้บีบเคล้นหนักหน่วงขึ้น หัวใจของเขาก็ยิ่งเต้นรัวใบหน้างามแหงนหงาย จังหวะควบขับเริ่มหนักหน่วง จุดประสานเกิดเป็นเสียงกระทบกระทั้น เอวสอบยกขึ้นเพื่อรับจังหวะของน
สองมือกอบกุมความต้องการของเขาเอาไว้ ส่งผลให้ร่างแกร่งสะท้านเยือก เขาเอนกายลงพิงขอบถังน้ำ ในยามที่ดวงตาคมยังคงสานสบกับนางจุมพิตอ่อนโยนแตะลงไปยังสันกรามที่ขบแน่นของเขา ในยามที่มือน้อยทั้งสองข้างขยับไหวเป็นจังหวะ นางเริ่มจากจังหวะเนิบนาบ ก่อนจะเพิ่มความเร็วขึ้นเล็กน้อย โดยสังเกตจากสีหน้าของผู้เป็นสามีแม้เขินอายหากแต่นางก็พอใจที่ได้เห็นสีหน้าอันสุขสมของเฉินเซวีย ยิ่งในยามที่เขาหลุดความควบคุม กระทั่งเผลอจุมพิตนางรุนแรงจนเกือบจะเป็นขบกัด ซูซีหลานก็ยิ่งเร่งจังหวะ เสียงครางเล็ดลอดออกมา ในยามที่เขาเลื่อนริมฝีปากลงไปจุมพิตลำคอขาวผ่องของนางร่างแกร่งเกร็งแน่นขณะที่จังหวะรีดเค้นของสองมือเร็วขึ้น เฉินเซวียอ้าปากหอบหายใจ เขาหลับตาลงคว้าสองมือเข้ากับกับขอบถังไม้ บีบแน่นจนข้อซีดขาวเพราะความพลุ่งพล่าน กลางร่างแอ่นขึ้นสูงในยามที่จังหวะปลดปล่อยทะลักทลายเสียงหอบหายใจหนักหน่วงส่งผลให้ซูซีหลานพอใจ นางก้มหน้าลงจุมพิตเขาราวกับอยากปลอบโยน แต่เขากลับรัดร่างนางเข้าสู่อ้อมแขน มือข้างหนึ่งคลึงเคล้นลงไปยังสะโพกผาย จากนั้นส่งตัวตนของเขาที่เพิ่งปลดปล่อยหากแต่ยังคงพร้อมพรักเข้าสู่กายหอมกรุ่นหญิงสาวกายอ่อนยวบ เมื่
ค่ำคืนอากาศหนาวเหน็บ ในครัวไฟกลับยังคงมีไฟส่องสว่าง เฉินเซวียก้าวเดินเข้าไปด้านในช้าๆ มองร่างเล็กกำลังเหม่อมองเข้าไปในเตาไฟที่ลุกโชติช่วง ในนั้นมีตำราและหนังสือหลายเล่มกำลังลุกไหม้“ทำอะไรอยู่หรือ”เขามองเข้าไปในเตาไฟพบว่าหนังสือเหล่านั้นที่กำลังลุกไหม้ เป็นตำรา หรือบันทึกอะไรสักอย่างที่นางเคยเขียนรวบรวมเอาไว้ แต่ถึงอย่างนั้นอักษรที่นางเขียน กลับไม่มีผู้ใดอ่านออก ตัวเขาเองก็เช่นกัน“ข้าไม่จำเป็นต้องใช้แล้ว เก็บเอาไว้คงไม่ดี”หากเล็ดลอดไปยังยุคปัจจุบันไม่เกิดเรื่องวุ่นวายก็บ้าแล้วหญิงสาวได้แต่คิดในใจแล้วถอนหายใจออกมา “ข้าต้มน้ำเอาไว้แล้ววันนี้อยากสระผม”“เช่นนั้นข้าช่วยเจ้าสระผม”นางยิ้มกว้างทันทีพร้อมกับลุกขึ้นยืน ทั้งสองเดินออกมาจากเรือนครัว โดยไม่หันกลับไปมองเตาไฟที่บัดนี้บันทึกและตำราทั้งหลายถูกไฟไหม้จนสิ้นเส้นผมที่ยาวสลวยของซูซีหลาน ยากต่อการดูแลรักษา นางเคยคิดจะตัดให้สั้นเท่าเดิม แต่เพียงแค่คิดก็ถูกผู้เป็นสามีมองค้อนดังนั้นนางจึงได้แต่ล้มเลิกถึงอย่างนั้นนางไหนเลยจะคาดว่าทุกครั้งที่อยากจะสระผม ผู้เป็นสามีของนางจะปรากฏตัวในห้องอาบน้ำเสมอ นางเพิ่งรู้ ...เขากลัวว่านางจะแอบตัดผมถึง
ในช่วงสุดท้ายเฉินเซวียและซูซีหลานไม่ได้ติดตามกองทัพบุกเข้าไปในเสียนหยาง นี่คือข้อตกลงที่เคยทำไว้กับหลิวปัง และเขาก็รักษาคำพูด ดังนั้นทั้งสองจึงย้อนกลับไปยังหนานเฉิง ย้ายสุสานของบิดาและมารดาของเฉินเซวีย กลับมายังหมู่บ้านเฝินหยู โดยฝังทั้งสองเอาไว้บนเขาที่เงียบสงบไร้ผู้คนสัญจรผ่านหลังจากทัพของหลิวปังเดินหน้าเข้าสู่เสียนหยาง ซูซีหลานตัดสินใจไม่สืบข่าวคราวต่ออีก นางไม่อยากรับรู้และไม่อยากใส่ใจอีกต่อไปแล้ว เพราะยิ่งรู้ก็รังแต่จะทำให้หัวใจของนางเป็นทุกข์นางรู้ถึงผลสรุปของเรื่องทั้งหมด ดังนั้นเฉินเซวียเองก็เห็นด้วยในเรื่องนี้ เนื่องจากไม่อยากให้นางต้องเป็นกังวลนับจากสงครามเริ่มลุกลาม ซูซีหลานไม่ได้ข่าวคราวของเสี่ยวชุนและครอบครัวอีก แม้นางให้สหายชาวยุทธ์ออกสืบหา แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังไร้วี่แววเมืองเฟิงเป็นแต่เพียงเมืองเล็กๆ หากเป็นในยามอดีตจะมีเพียงร้านสมุนไพรตั้งอยู่เพียงร้านเดียว มาในยามนี้เฉินเซวียและซูซีหลานกำลังขยายแปลงสมุนไพร ทั้งยังเปิดร้านหมอเล็กๆ ขึ้นยามทุกข์เข็ญบ้านเมืองระส่ำระสาย ร้านหมอในหมู่บ้านเฝินหยูกลับสามารถช่วยชีวิตชาวบ้านเอาไว้ได้มาก ครอบครัวเล็กๆ ของท่านหมอเฉินจึงได้รับ
เฉินเซวียจ้องมองเงาของซูซีหลานที่พิงไหล่เขา ตั้งแต่ได้พบกันทั้งเขาและนางต่างพึ่งพาซึ่งกันและกัน ไม่ใช่นางพึ่งเขาเพียงฝ่ายเดียว แต่บางครั้งความหลักแหลมของนางก็ช่วยเขาเอาไว้นับจากหย่าขาดจากอดีตฮูหยิน เขาเองก็ไม่เคยคิดเรื่องแต่งงานใหม่อีกครั้ง เพราะลึกๆ แล้วเขาไม่เชื่อในความรักและความผูกพันของคนสองคนอีกแล้ววันนี้เขาไหนเลยจะคาดว่าตนจะโชคดีที่ได้พบสตรีเช่นนาง และเมื่อพบแล้วเขาก็บอกกับตัวเอง เขาจะทำทุกทางไม่ให้เสียนางไป เพราะหากสูญเสียนางไปตัวเขาเองก็ไม่มั่นใจว่าหัวใจของเขาจะสามารถทานทนเขา...รักซูซีหลาน รักและพึงใจตั้งแต่แรกพบในรัชสมัยจักรพรรดิฉินที่สอง หรือฉินเอ้อซื่อ ทรงเป็นฮ่องเต้ที่โหดเหี้ยม แถมยังอยู่ใต้การชักใยของมหาขันทีจ้าวเกา ทรงใช้เงินทองจำนวนมหาศาล และเกณฑ์แรงงาน ในการก่อสร้างสุสานของจิ๋นซีฮ่องเต้และพระราชวังอาฝางกง รวมไปถึงยังรีดภาษีจากราษฎร ทำให้ประชาชนก่อกบฏขึ้นในช่วงเวลานั้นมีกบฏอยู่หลายกลุ่มสร้างข้อตกลงกัน หากใครบุกเข้าทางกวนจงของราชวงศ์ฉินได้ก่อนจะได้นั่งบัลลังก์มังกรเวลาเดียวกันนั้นจ้าวเกาได้ส่งขันทีไปลอบสังหารหลี่ซือ พร้อมกับสั่งประหารคนตระกูลหลี่ รวมไปถึงคนที่เกี่ย
รุ่งเช้าวันต่อมาซูซีหลานงัวเงียตื่นขึ้น ด้านนอกแสงสว่างสาดส่องเข้ามาทำให้รู้ว่าสายมากแล้ว ในยามปกตินางจะรู้สึกตัวตื่นตั้งแต่เช้ามืด ได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวเล็กน้อยนางก็รู้สึกตัวแล้ว หากแต่วันนี้นางกลับตื่นสายโด่งอย่างไม่น่าเชื่อมองดูท่อนแขนข้างหนึ่งที่นางหนุนนอน ส่วนอีกด้านวางโอบลำตัวนางหลวมๆ หญิงสาวยิ้มกว้างออกมา แผ่นอกอบอุ่นเปลือยเปล่าของเขา แนบชิดกับแผ่นหลังของนาง ทำให้นางรับรู้ถึงจังหวะการเต้นของหัวใจอันมั่นคงหญิงสาวค่อยๆ ขยับตัวหมุนกลับมามองหน้าเฉินเซวียก่อนจะพบว่าเขานอนหลับสนิทยิ่งนัก แต่ถึงอย่างนั้นในยามที่นางขยับตัว เฉินเซวียกลับยังคงรั้งนางเข้าสู่อ้อมแขน ถูปลายคางลงยังกลางกระหม่อมนางเบาๆ พึมพำราวกำลังละเมอ“ซีเอ๋อร์...”ซูซีหลานกลั้นหัวเราะ นางเม้มปากเงยหน้าขึ้นมองใบหน้าหล่อเหลาที่อยู่ใกล้จนชิด วางคางลงกลางอกเขาพร้อมจุมพิตปลายคางที่อยู่ใกล้ริมฝีปากตนอ้อมกอดรัดแน่นเข้าแต่คนตัวโตกว่ากลับยังคงหลับตานิ่ง หญิงสาวกลั้นหัวเราะจนร่างสั่นสะท้าน นางซุกใบหน้าเข้ากับอกแกร่ง กระทั่งออกแรง...กัด!เฉินเซวียลืมตาพรวดเพราะนางไม่ออมแรงแม้แต่น้อย เห็นเขาสะดุ้งนางจึงส่งเสียงหัวเราะคิก “ในที
“ท่านบอกว่าพี่เซวียเคยช่วยท่านเอาไว้ ดังนั้นจึงอาสามาส่งเขายังเมืองเฟิง หากแต่ระยะทางจากเสียนหยางมายังเมืองเฟิงนั้นไม่นับว่าใกล้”ทั้งสองสบตากันนิ่งราวกำลังหยั่งเชิงกันและกัน หากแต่ซูซีหลานกลับยังคงใบหน้าสงบนิ่ง แม้ในใจของนางจะตื่นเต้น กระทั่งมือของนางที่กุมกันแน่เปียกชื้นไปด้วยเหงื่อไม่นานก็เป็นบ
รถม้าซึ่งมีชาวยุทธ์ห้าคนคุ้มกันเดินทางไปยังเมืองเฟิงช้าๆ เว่ยอิงหลิวมองดูท่าทีเหม่อลอยของซูซีหลาน นางกลัดกลุ้มจนไม่รู้ว่าจะทำเช่นไรดีแม้ตลอดมาซูซีหลานไม่เคยแสดงท่าทีห่วงกังวล หากแต่เมื่อใดที่นางอยู่คนเดียวกลับเผลอเหม่อลอย กระทั่งเรียกหลายครั้งก็ยังไม่ได้ยิน“หากยังเป็นเช่นนี้กว่าจะพบเขาเจ้าก็ล้มป่
“ข้าหมายถึงหากภายในหกเดือนดังเช่นที่เจ้าเคยคาดการณ์เอาไว้ยังไม่ได้ข่าวคราวจากพวกเขา นี่ก็ผ่านไปสองเดือนแล้ว หากพวกเขายังคง...มีชีวิตอยู่” หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าลึกเมื่อมองเห็นสีหน้าของซูซีหลาน กระนั้นนางก็ยังคงพูดต่อ “ป่านนี้ก็คงจะมาถึงแล้ว”“ข้ารู้ แต่ก็ยังไม่ถึงหกเดือนมิใช่หรือ” รอยยิ้มของซูซีหลาน
“ข้ามาส่งข่าวเพราะพี่ใหญ่ยังไม่กลับออกมาจากวังหลวง”“มีข่าวใดหรือ”โม่เซียงอวี่มองซ้ายขวาก่อนคว้าข้อมือหญิงสาวแล้วลากเข้าไปยังโถงรับรอง “จักรพรรดิทรงพิโรธมาก ทั้งใต้เท้าเหอ ใต้เท้ากวน รวมไปถึงแม่ทัพจางต่างก็พยายามช่วยท่านหมอเฉิน เห็นชัดว่าเรื่องที่ท่านหมอเฉินถูกส่งตัวไปขังนั้นร่ำลือกันไปทั่วแล้ว”ม







![สองขุนศึกขย่มนางพญาไม่อิ่มรัก (3p) – [PWP]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)