เข้าสู่ระบบบทที่ 12 เจ้าก้อนแป้ง2
ซูเม่ยที่อ่อนแรงลง เปร่งเสียงออกมารั้งบ่าวรับใช้ส่วนตัวเอาไว้ก่อนที่นางจะตื่นตะหนกจนวุ่นวาย แต่อาจจะรักษาชีวิตของตนเองที่กำลังแย่ไม่ได้
มู่หว่านชิงที่ได้ยินเสียงแผ่วเบานั้นก็นึกขึ้นได้ ล้วงขวดยาออกมาจากอกเสื้อ มองไปรอบด้านที่ต่างคนต่างวุ่นวายทำอันใดมิถูก และตัดสินใจเปิดขวดนั้นทันที
ควันยาสลบชนิดรุนแรงแต่ไร้สีไร้กลิ่นฟุ้งกระจายไปทั่วห้องอย่างเงียบๆ เพียงเสี้ยวลมหายใจ ทุกคนที่อยู่ภายในห้องรวมทั้งชิงชิงก็ทิ้งกายฟุบลงกับพื้นสิ้นสติไปทั้งหมด
ซูเม่ยที่แวบหายเข้ามาในมิติทันทีที่เปิดขวด ก็รีบฉีดยาระงับอาการตกเลือดให้ตนเอง เจาะสายให้น้ำเกลือพร้อมครอบหน้ากากให้ออกซิเจน ทันทีที่เลือดหยุดไหลความเจ็บปวดก็ทุเลาลงบางส่วนแต่ไม่กี่อึดใจความเจ็บปวดจากเด็กที่ยังอยู่ภายในก็ตีตื้นขึ้นมาอีกครั้ง
“กรี้ดดดดดด ฮูๆๆๆๆ ฮึบบบบบบบ กรี้ดดดดดดดด ” ซูเม่ยกรีดร้องออกแรงเบ่งเพียงไม่นานทารกที่ใกล้คลอดเต็มทีก็ออกมาลืมตาดูโลก
“อุแว้ อุแว้ อุแว้!!!” เมื่อก้อนความเจ็บปวดหลุดออกจากร่างกาย ซูเม่ยที่ยังคงเหลือความเจ็บปวดอยู่บ้าง ก็เป่าลมออกจากปากยาวๆทันที ซูเม่ยไม่รอช้าถอดอุปกรณ์ทุกอย่างและแวบกลับออกจากมิติ
เมื่ออกจากมิติมาแล้วซูเม่ยสะบัดมือโปรยผงคลายฤทธิ์ยาสลบ ทุกคนที่อยู่ในห้องลุกขึ้นและลืมตาด้วยความมึนงง แต่ก็ไม่มีเวลาได้ทบทวนความจำ
“อุแว้ อุแว้ อุแว้!!!” เสียงเด็กน้อยที่เปร่งเสียงร้องจ้า เรียกสติของหมอตำแย ที่สาวใช้ทั้งหลายให้ปฏิบัติหน้าที่ของตน ทุกคนช่วยกันคนละไม้ละมือจนลืมเลือนเรื่องที่เกิดขึ้นก่อนหน้าไปทันที
“คนสุดท้ายเป็น คุณหนูน้อยเจ้าค่ะ” หมอตำแยหงเอ่ยบอกเมื่อทำความสะอาดทารกจนเสร็จเรียบร้อย
ภายนอกห้องคลอดเมื่อยามได้ยินเสียงร้องของเด็กคนแรกก็พากันตื่นเต้นจนทำอะไรไม่ถูกได้แต่เดินวนเวียนไปมา ยิ่งตามมาด้วยเสียงคนที่สองยิ่งตื่นเต้นจนเหงื่อชุ่มมือไปหมด โดยเฉพาะน้องชายน้องสาวของคุณหนูใหญ่ที่แทบจะเกาะติดแนบชิดประตู เพื่อฟังเสียงจากด้านใน
แต่แล้วเสียงความวุ่นวายภายในก็เงียบลง ไม่ได้ยินเสียงก็ใครเลยไปไม่กี่ลมหายใจ ก็ได้ยินเสียงทารกคนสุดท้ายร้องออกมาทันที
สีหน้าคนที่อยู่หน้าห้องยิ้มออกมาด้วยความโล่งอก มือเล็กทั้งสองของเด็กชายหญิงจับกันและยิ้มออกมา
“หลานๆคลอดออกมาแล้วเจ้าค่ะพี่รอง” ซูเจียวยิ้มออกมาทั้งน้ำตา เมื่อได้ยินเสียงความยินดีภายในห้องที่ดังเล็ดลอดออกมาเล็กน้อย
“อืม ปลอดภัยแล้ว ดีแล้ว” ซูเหวินที่เคร่งเครียดอยู่หลายชั่วยามก็ผ่อนคลายลง เช่นเดียวกับหูอันฉีที่ถอนหายใจออกมาเบาๆ
ไม่นานนักประตูห้องคลอดก็เปิดออกมา สาวใช้สามคนที่ถูกรับเข้ามาเป็นพี่เลี้ยงเด็ก อุ้มทารกน้อยในห่อผ้าต่างสีเดินเรียงออกมา เพื่อให้คนด้านนอกได้เชยชมแม้จะไม่มีบิดาของเด็กตามธรรมเนียมก็ตาม
“เป็นคุณชายน้อย 2 คน คุณหนูน้อย 1 คนเจ้าค่ะ” สาวใช้ทั้งสามคนค่อยๆย่อตัวเพื่อให้คุณชายรอง และคุณหนูสามได้ดูหลานๆของตนเอง
“พี่รองเจ้าคะ หลานๆของเราดูสิเจ้าคะ” ซูเจียวมองเด็กทั้งสามในห่อผ้าด้วยแววตาเป็นประกาย โดนความน่ารักของหลานตัวน้อยตกทันทีโดยไม่รู้ตัว
“คนไหนคนโต” ซูเหวินเอ่ยถามสาวใช้ทั้งสาม
“ห่อผ้าสีน้ำเงินคนแรก ตามด้วยสีเหลือง และสีแดง คุณหนูน้อยคลอดลำดับสุดท้ายเจ้าค่ะ” ซูเหวินและซูเจียวพยักหน้าอย่างเข้าใจ
‘แบบนี้สิเหมาะสม พี่ชายคลอดก่อนจะได้ดูแลน้องสาว’ ซูเหวินคิดในใจอย่างหมายมาดว่าจะสั่งสอนหลานชายทั้งสองให้ปกป้องน้องสาวให้ดีที่สุด
“ท่านลุงอันฉีเข้ามาดูหลานๆเร็วเจ้าค่ะ น่ารักน่าชังนัก ดูสิคลอดออกมาแค่แปปเดียวก็ลืมตาแป๋วแล้วไม่ร้องไม่งอแงเลย” ซูเจียวเริ่มอวดหลาน
ซูเหวินที่เห็นซูเจียวยังเห่อหลานก็เข้าไปในห้องดูพี่สาว กลิ่นคาวเลือดจางๆที่หลงเหลืออยู่ไม่ได้ทำให้เด็กชายหยุดหรือลังเลที่จะเข้าไป เขาเข้าไปกวาดสายตามองหาพี่สาวที่ยังนอนอยู่บนเตียง แววตาที่เริ่มคมขึ้นตามอายุจ้องมองไปยังร่างบางของพี่สาวที่หลับตาพริ้มอยู่บนเตียง สาวใช้รวมทั้งหมอตำแยยังช่วยกันทำความสะอาดและเก็บอุปกรณ์ ข้างๆพี่สาวมีชิงชิง สาวใช้ประจำตัวที่นั่งเฝ้านายของตนเองไม่ห่าง
“ชิงชิง พี่ใหญ่เป็นเช่นไรบ้าง” ชิงชิงได้ยินสียงเรียกก็หันไปมองทันที พบคุณชายรองของจวนที่สายตายังอยู่ที่ร่างนายสาวของตน
“เรียนคุณชายรอง คุณหนูใหญ่เพิ่งหลับไปเมื่อสักครู่ไม่มีปัญหาใดมีแค่อาการอ่อนเพลียเท่านั้น พรุ่งนี้เช้าก็น่าจะตื่นเจ้าค่ะ” ชิงชิงตอบอย่างรวดเร็ว
“ระหว่างคลอดมีปัญหาหรือไม่” ซูเหวินที่เห็นรอยเลือดเปื้อนผ้าจำนวนมากก็ถามขึ้น
“เอ่อ มีนิดหน่อยตอนใกล้จะคลอดคุณหนูน้อยเจ้าค่ะ คุณหนูใหญ่เหมือนจะมีอาการตกเลือด แต่...” ชิงชิงที่นึกถึงช่วงเวลานั้น ก็เหมือนมีอะไรขาดหายไป หลังจากนางเปิดขวดพอลืมตาอีกครั้งคุณหนูใหญ่ก็คลอดเสียแล้ว
“แต่อันใด รีบกล่าวมา!!” ซูเหวินที่ร้อนใจจึงเร่งคำตอบจากสาวใช้
“แต่...เอ่อ..แค่ไม่กี่อึดใจ เลือดก็หยุดไหลและคลอดคุณหนูน้อยออกมา หลังจากนั้นคุณหนูใหญ่ก็มีอาการปกติ และหลับไปเจ้าค่ะ” ชิงชิงสรุปจากสิ่งที่นางเห็นและรับรู้บอกกล่าวแก่คุณชายรองของจวน
“พรุ่งนี้ไปตามหมอในเมืองมาตรวจอาการให้พี่ใหญ่อีกครั้ง”
“เจ้าค่ะ คุณชายรอง”
บทที่ 26 กลับเมืองหลวง3สารจากจวนตระกูลตวนมู่ถูกส่งมาวังชินอ๋องเสมอ ทั้งที่ตอนนี้ชินอ๋องโอวหยางหนิงเฉิงมีงานรัดตัว เดินทางเข้าวังหลวงเป็นว่าเล่น และอยู่พูดคุยกับพระอนุชาจนดึกดื่นเสมอ แต่สารจากเมืองหยางไม่มีฉบับไหนที่ตกหล่นในขณะเดียวกันที่รับสารก็จะมีจดหมาย 1 ฉบับถูกส่งออกไป แม้จะไม่ได้รับการตอบกลับมาเลยสักครั้ง กว่า 20 วันที่ผ่านมาเขาส่งไปถึง 3 ฉบับด้วยกันแต่ไร้วี่แววการตอบกลับมา‘เฮ้อ... นางช่างใจแข็งยิ่งนัก’ชินอ๋องโอวหยางหนิงเฉิงเปิดสารฉบับปัจจุบันที่ถูกส่งมาถึงมือเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา แต่กว่าเขาจะได้เปิดอ่านก็ปลายยามห้าย(23.00น.) ไปแล้ว มือหนาคลี่สารที่ถูกส่งมาจากคนของเขาในจวนตระกูลตวนมู่ ก่อนจะกวาดสายตามองตัวอักษรที่เขียนมา‘เตรียมออกเดินทางไปแคว้นหนาน’ ข้อความสั้นๆที่ถูกส่งมาแทบจะไม่อยู่ในสายตาของเขาตอนนี้ เพราะมีข้อความที่เขียนด้วยตัวอักษรขนาดเล็กแต่งดงามอยู่ตรงมุมกระดาษ‘โรงน้ำชาเฟยหย่าตอบได้ทุกอย่าง ท่านต้
บทที่ 26 กลับเมืองหลวง2“เรียนคุณหนูใหญ่ คุณชายหยางทิ้งจดหมายฉบับนี้ไว้จ่าหน้าซองถึงคุณหนูเจ้าค่ะ” สาวใช้จากเรือนฝูหลงเข้ามาถึงก็กล่าวรายงานตามหน้าที่ทันที“เขาไปแล้ว?” ซูเม่ยมองจดหมายที่อยู่ในมือสาวใช้ก่อนจะเอ่ยคำถามที่นางก็พอจะรู้คำตอบอยู่แล้ว“น่าจะเป็นเช่นนั้นเจ้าค่ะ ภายในเรือนไม่เหลือสิ่งของของคุณชายแล้ว”“อืม วางจดหมายไว้แล้วกลับไปทำหน้าที่เดิมของเจ้า ส่วนเรือนฝูหลงปิดไว้ดังเดิมค่อยทำความสะอาดสัปดาห์ละครั้งก็เพียงพอ”“เจ้าค่ะ” เมื่อเสร็จหน้าที่สาวใช้สาวน้อยก็หมุนตัวยอบกายจากไปทำตามคำสั่งที่ได้รับมอบหมายส่วนซูเม่ยก็หันกลับไปยุ่งกับการทำอาหารให้เจ้าก้อนแป้งโดยไม่ได้สนใจจดหมายฉบับนั้นมากนัก จนสาวใช้คนสนิทอย่างชิงชิงอดพูดบางอย่างขึ้นมาไม่ได้“คุณหนูจะไม่เปิดดูจดหมายจริงๆหรือเจ้าคะ” ชิงชิงที่มีใจเอนเอียงไปทางคุณชายหยางที่บางคราอาจจะดูเงียบขรึม แต่ยามอยู่กับเจ้านายสาวกลับอ่อนโยนยิ่งนัก
บทที่ 26 กลับเมืองหลวง1เรือนฝูหลงซูเม่ยยังคงมาตรวจดูอาการของแขกทั้งสองตามปกติ ซึ่งวันนี้ชีพจรของทั้งสองกลับเป็นปกติ พิษแมงมุมเลือดได้สลายหายไปจนหมดแล้ว ส่วนบาดแผลก็แห้งสนิทเหลือเพียงร่องรอยเล็กน้อยเท่านั้น“พิษสลายไปหมดแล้ว ส่วนบาดแผลทาโอสถในตลับนี้วันละครั้งก่อนนอนก็เพียงพอแล้ว” ซูเม่ยยื่นตลับโอสถ 2 ตลับให้ทั้งสองคน ชินอ๋องหนิงเฉิงยื่นมือมารับทั้งสองตลับไว้ด้วยตนเอง ก่อนจะมองหน้าเม่ยเม่ยของเขาให้ชัดเจนอีกครั้งหนึ่ง จดจำภาพของนางไว้ระลึกถึงยามที่คะนึงหานาง ก่อนที่เขาจะเดินทางกลับเมืองหลวงไปจัดการพวกขุนนางที่กำลังทำเรื่องล้ำเส้นกันเกินไป“เม่ยเม่ย พี่คงต้องเดินทางกลับเมืองหลวงในวันพรุ่งนี้” ชินอ๋องหนิงเฉิงพูดหย่งเชิงดูท่าทีว่านางมีความรู้สึกต่อเขาบ้างหรือไม่ หากเขาจากไป ซูเม่ยเมื่อได้ยินดังนั้นก็ชะงักไปเล็กน้อย“ขอให้พี่หนิงเฉิงเดินทางปลอดภัย” ชินอ๋องหนุ่ม
บทที่ 25 ปลอดภัยและเรื่องในราชสำนัก3“ฮูหยินหม่า นี่เป็นโอสถบรรเทาอาการปวดอักเสบของบาดแผล กินครั้งละ 1 เม็ด วันละ 3 ครั้งหลังอาหาร” ซูเม่ยหันไปทางฮูหยินของท่านเจ้าเมืองที่ยืนอยู่ไม่ไกล ก่อนจะมอบขวดโอสถที่นางปรุงขึ้นสำหรับท่านเจ้าเมืองโดยเฉพาะ เพื่อการสมานบาดแผลที่รวดเร็วขึ้นและไม่นานนักซูเม่ยก็ขอตัวกลับจวนโดยมีคุณชายหม่าที่อาสาไปส่งคุณหนูใหญ่ตวนมู่ด้วยตนเอง และถือโอกาสนี้ขออภัยการกระทำของเขาที่เสียมารยาทยิ่งนัก ซึ่งซูเม่ยเองก็ไม่ได้ติดใจอันใด เรียกว่านางไม่สนใจเสียยังดีกว่าส่วนคนที่หายไปตั้งแต่มาส่งซูเม่ยถึงจวนเจ้าเมือง ตอนนี้ยังสนทนากับสหายโดยที่ไม่รู้เลยว่ากำลังจะมีภมรตัวผู้แอบมาดอมดมดอกไม้ของเขา จนยามถึงจวนตระกูลตวนมู่จึงได้รับรายงานจากองครักษ์คนสนิทอย่างเฟยฉีที่ส่งให้คอยดูแลว่าที่หวางเฟยแต่ก็เป็นช่วงเวลาหลังจากนี้หลายชั่วยามแล้ว“มหาเสนาบดีฝ่ายซ้ายเก็บหางไม่ไหวเสียแล้ว”กรอบ... เสียงจอกชาที่แตกล
บทที่ 25 ปลอดภัยและเรื่องในราชสำนัก2“เจ้ากรมการค้าฮั่วซางอย่างนั้นหรือ”“ใช่ เจ้ากรมฮั่วมาขอพบข้าที่จวนรับรองขุนนาง ยื่นข้อเสนอเลื่อนขั้นแลกเปลี่ยนกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจของเมืองหยางทั้งสองฉบับ รวมถึงข้อมูลของผู้สนับสนุนแผนงานนี้ ก่อนวันที่จะถวายงานนี้แก่ฮ่องเต้เพียง 1 วันเท่านั้น”“เจ้ากรมการค้าฮั่วเป็นหนึ่งในขุนนางฝ่ายมหาเสนาบดีฝ่ายซ้ายจินเจ๋อฮ่าว แผนพัฒนาเศรษฐกิจนี้กระทบกับเส้นทางการค้าของตระกูลจินไม่น้อย จึงดิ้นพล่านหาทางขัดขวางทุกทางสินะ”“แต่ข้า....ไม่ตกลง รุ่งขึ้นก็รีบเข้าถวายรายงานทันที ฮ่องเต้พอพระทัยแผนงานนี้มากจึงตรัสชมเชยในท้องพระโรง ทำให้ฝ่ายนั้นทราบว่าแผนงานนี้ได้รับการสนับสนุนจากตระกูลตวนมู่ แต่สิ่งที่สอดแทรกไปพระองค์ไม่ได้เอ่ยถึง แต่กลับเรียกข้าไปพบเป็นการส่วนตัว เพราะอยากจะทอดพระเนตรของจริง” ท่านเจ้าเมืองหยางกล่าวด้วยความหนักใจ เพราะตระกูลตวนมู่เป็นตระกูลก่อตั้งใหม่ไม่ได
บทที่ 25 ปลอดภัยและเรื่องในราชสำนัก1กลางดึกคืนนั้นเป็นไปตามที่ซูเม่ยคาดการณ์ไว้ ท่านเจ้าเมืองหยางหม่าเนี่ยนเจินมีอาการไข้ขึ้นสูงจากพิษบาดแผลที่ฉกรรจ์หลายแผลโดยเฉพาะในช่องท้องที่มีการผ่าตัด แต่ด้วยความเชี่ยวชาญของท่านหมอตงหยางที่เป็นหมอมาค่อนชีวิตก็สามารถทำให้ไข้ที่สูงลิ่วลดต่ำลงในยามรุ่งสาง แต่คนในจวนเจ้าเมืองไม่มีผู้ใดได้หลับตานอนเลย เนื่องจากกังวลในอาการป่วยไข้ของเจ้าของจวน โดยเฉพาะฮูหยินหม่าที่เฝ้าสามีไม่ห่างหวังว่าจะเห็นสามีลืมตาตื่นเสียทีปลายยามเฉิน (09.00 น.) ดวงตาของชายวัยกลางคนที่นอนนิ่งอยู่บนเตียงค่อยๆเปิดขึ้นอย่างช้าๆ แต่ด้วยต้องปรับสายตาให้ชินกับแสงจึงยังเปิดตาได้ไม่เต็มที่นักแค่ก แค่ก แค่กเสียงไอแหบแห้งเบาๆจากคนบนเตียงเรียกสายตาของฮูหยินหม่าที่เฝ้าสามีอยู่ตลอดเวลาให้หันไปมองด้วยความตกใจปนยินดี นางไม่รอช้ารีบลุกเข้าไปชิดเตียงโดยไม่สนใจอาการอ่อนแรงจากการพักผ่อนน้อยของตัวเอง“ท่านพี่ ท่านพี







