เข้าสู่ระบบบทที่ 12 เจ้าก้อนแป้ง3
เสียงนกขับขานส่งเสียงร้องราวสอดประสานจนเป็นทำนองธรรมชาติที่ไพเราะ เปลือกตาบางค่อยๆลืมขึ้น แต่แสงที่สาดส่องเข้ามาทำให้นางต้องหลับตาลงอีกครั้ง และค่อยๆเปิดตาขึ้นอย่างช้าๆ สิ่งแรกที่นางมองเห็นเป็นดวงหน้าเล็กของเด็กสาว
“หลินเฟย ทำไมมาอยู่ที่นี่ได้เล่า” ซูเม่ยเปิดปากพูดขึ้นด้วยเสียงแหบแห้ง
หลินเฟยที่ได้ยินเสียงพี่สาวก็เรียกเอาน้ำจากสาวใช้ของพี่สาวทันที จอกชาเล็กถูกยื่นชิดริมฝีปากบางที่แห้งเล็กน้อยของพี่สาว ซูเม่ยเมื่อได้กลิ่นน้ำที่คุ้นเคยก็ดื่มทันที เรี่ยวแรงที่หดหายฟื้นกลับมารวมถึงร่างกายที่มีร่องรอยความเจ็บป่วยก็ค่อยๆหายไป
“เฟยเฟยมาดูแลพี่ใหญ่ แทนพี่รองและพี่สามที่วุ่นวายอยู่กับหลานๆที่ห้องข้างๆเจ้าค่ะ” หลินเฟยที่อยากไปดูหลานๆ แต่ก็เป็นห่วงพี่ใหญ่ นางจึงเลือกเฝ้าพี่ใหญ่อยู่ที่นี่
ซูเม่ยหันไปข้างๆ ใช้สายตาถามชิงชิง สาวใช้ส่วนตัวว่ามีเรื่องวุ่นวายใดกับเจ้าก้อนแป้งทั้งสาม
“คุณชายน้อยคุณหนูน้อยไม่ยอมดื่มนมจากแม่นม จึงร้องไห้โยเยมาสักพักแล้วเจ้าค่ะ บ่าวไม่กล้าปลุกคุณหนูใหญ่ คุณชายรองกับคุณหนูสามจึงไปอุ้มคุณชายน้อยกับคุณหนูน้อย ในที่สุดก็หยุดร้องไห้ได้แต่นอนดูดนิ้วกันไปแล้วเจ้าค่ะ” ชิงชิงอธิบายเรื่องราว ก่อนจะก้มหน้าอย่างรู้สึกผิดกับบรรดาคุณหนูคุณชายน้อยที่กำลังหิว
“ไปพาพวกเขาเข้ามาเถอะ ข้าดีขึ้นแล้ว คงจะหิวกันน่าดู”
“เจ้าค่ะ คุณหนูใหญ่”
ไม่นานนักเสียงฝีเท้าของคนหลายคนก็มุ่งหน้ามายังห้องนอนของนาง ซูเม่ยที่รอคอยจะมองหน้าเจ้าก้อนแป้งทั้งสามของนางอย่างชัดๆ ก็น้ำตาปริ่มเมื่อเห็นร่างเล็กๆสามร่างที่ถูกเข็นเข้ามาด้วยกระบะใส่ทารกแบบมีล้อที่นางออกแบบขึ้น
ชิงชิงประคองคุณหนูของตนลุกขึ้นนั่ง ก่อนที่ซูเจียวจะอุ้มหลานคนเล็กสุดให้พี่สาว เพราะสาวน้อยร้องไห้จนหน้าแดงน่าสงสารที่สุด
ซูเม่ยรับร่างเล็กในห่อผ้าสีชมพู มาแนบอกก่อนจะก้มลงมองวงหน้าเล็กกว่าฝ่ามือของนาง ดวงตากลมโตที่คลอไปด้วยน้ำตา จมูกและปากจิ้มลิ้มน่าเอ็นดู ทำให้นางรู้สึกหลงรักเจ้าก้อนแป้งก้อนนี้ทันที
“เยว่ซิน... ตวนมู่เยว่ซิน ดวงจันทร์แห่งความสุข เจ้าก้อนแป้งน้อยของแม่ชอบหรือไม่” ซูเม่ยถามพร้อมเขี่ยแก้มกลมๆเล่น จนร่างเล็กหัวเราะคิกอย่างอารมณ์ดี
“เย่วซิน ช่างไพเราะยิ่งนัก ช่างพอเหมาะกับยามเกิดของหลานนักเจ้าค่ะ” ซูเจียวพูดขึ้นพร้อมรับเย่วซินน้อยกลับไป ก่อนซูเหวินจะส่งเจ้าก้อนแป้งก้อนที่สองมาให้ผู้เป็นมารดา ซูเม่ยมองท่าทางเก้ๆกังๆของน้องชายอย่างขบขัน แต่ก็อดเอ็นดูท่าทางประคองหลานชายเบาๆของน้องชายไม่ได้
“คนนี้คนที่สองขอรับ พี่ใหญ่”
ซูเม่ยรับลูกชายคนที่สองมาไว้ในอ้อมแขน เจ้าตัวน้อยเมื่อเห็นหน้ามารดาก็เตะเท้าตึงตัง แถมยังทำปากบู้ๆใส่นางอีกด้วย
“แสนซนเสียจริงนะเจ้าลูกคนนี้ ให้ชื่อ หยู่หลง ดีหรือไม่ ฮึ” นางแกล้งถามเจ้าตัวน้อยในอ้อมแขน ก่อนจะได้คำตอบเป็นกำปั้นน้อยๆ ทุบลงบนอกเสียอย่างนั้น
“หยู่หลงที่แปลว่า... มังกรหยก ใช่หรือไม่ขอรับ” ซูเหวินที่ก้มลงมองท่าทางของหลานชายเอ่ยขึ้น ก่อนจะเอื้อมมือใช้นิ้วเขี่ยปากที่ทำบู้ๆใส่มารดาอย่างหยอกล้อ
“ใช่จ้ะ เดี๋ยวนี้เสี่ยวเหวินของพี่การเรียนก้าวหน้าไปไกลเสียแล้ว” ซูเม่ยหันไปยิ้มกับน้องชาย และเอ่ยชมเล็กน้อย แต่สำหรับน้องชายมันคือความภาคภูมิใจเล็กๆที่เป็นแรงกระตุ้นให้เขาพยายามทำมากยิ่งขึ้น
ตวนมู่หยู่หลงถูกส่งกลับให้กับน้องชาย ก่อนซูเม่ยจะรับพี่ชายคนโตจากชิงชิง นางมองใบหน้าที่เหมือนกันกับหยู่หลง และมองหาความแตกต่าง ซึ่งไม่พบความแตกต่างจากบนใบหน้าเลย
“ซูเหวินบนตัวยู่หลงมีปานหรือตำหนิส่วนใดบ้าง” ซูเม่ยให้น้องชายช่วยหา ก่อนที่นางจะหาของเด็กน้อยในอ้อมแขนเช่นกัน
“ไหล่ซ้ายของยู่หลงมีปานคล้ายเสี้ยวพระจันทร์อยู่ขอรับ” ซูเหวินเอ่ยบอกพร้อมชี้ให้พี่สาวดูปานสีแดงเล็กๆบนไหล่ซ้ายของหลานชายคนที่สอง
“อ่า ของเจ้าก้อนแป้งในอ้อมแขนพี่ มีปานแบบเดียวกันบนไหล่ขวา”
เจ้าตัวเล็กในอ้อมแขนของซูเม่ยมองการกระทำของมารดาด้วยท่าทีเงียบสงบ ยอมให้พลิกซ้ายขวาอย่างว่าง่าย แตกต่างจากยู่หลงที่เตะมือท่านน้าซูเหวินไปเสียหลายครั้ง
“ลูกชายคนโตของแม่ช่างเคร่งขรึมเสียจริง งั้นชื่อ เทียนหยู ก็แล้วกัน เจ้าหยกสวรรค์ของแม่” เทียนหยูน้อยจ้องมองมารดาอย่างตั้งใจฟัง จนซูเม่ยจิ้มแก้มกลมๆนั้นอย่างหมั่นเขี้ยว
“เทียนหยู หยู่หลง เย่วซิน เป็นชื่อที่ไพเราะและเหมาะกับหลานๆมากเลยเจ้าค่ะ พี่ใหญ่” ซูเจียวที่กำลังอุ้มเย่วซินน้อยทวนชื่อของหลานๆ ด้วยรอยยิ้ม
“เฟยเฟยก็ชอบมากเจ้าค่ะ”
ไม่นานนักทุกคนก็ต้องแยกย้ายกัน โดยเฉพาะท่านน้าของหลานๆที่มีเรียนกับอาจารย์กง ที่เรือนเหลียนฮวาจึงเหลือเพียงไม่กี่คนเท่านั้น หมอตำแยได้รับเงินไปคนละ 10 ตำลึงทอง ก็กลับออกจากจวนไปตั้งแต่เช้า แม่นมก็ถูกส่งกลับไปแล้ว จึงมีเพียงสาวใช้พี่เลี้ยง 3 คนเท่านั้นที่ยังอยู่คอยดูแลเจ้าก้อนแป้งทั้งสามไม่ห่าง
ก้อนแป้งน้อยได้เข้าเต้ามารดาก็ดูดน้ำนมอย่างหิวโหยโดยเฉพาะหยู่หลงตัวแสบ ที่กว่าจะอิ่มเล่นเอามารดามือใหม่เช่นนางถึงกับเจ็บจนน้ำตาซึม เมื่อกินอิ่มก็หลับปุ๋ยกันทุกคน ซูเม่ยเฝ้ามองลูกน้อยไม่ห่างจนชิงชิงต้องเกลี้ยกล่อมให้นางไปพักผ่อนเสียบ้าง
‘เข้ามิติไปปรุงอาหารเสริมบำรุงน้ำนม กับสกัดนมผงสำหรับเด็กดีกว่า’
บทที่ 26 กลับเมืองหลวง3สารจากจวนตระกูลตวนมู่ถูกส่งมาวังชินอ๋องเสมอ ทั้งที่ตอนนี้ชินอ๋องโอวหยางหนิงเฉิงมีงานรัดตัว เดินทางเข้าวังหลวงเป็นว่าเล่น และอยู่พูดคุยกับพระอนุชาจนดึกดื่นเสมอ แต่สารจากเมืองหยางไม่มีฉบับไหนที่ตกหล่นในขณะเดียวกันที่รับสารก็จะมีจดหมาย 1 ฉบับถูกส่งออกไป แม้จะไม่ได้รับการตอบกลับมาเลยสักครั้ง กว่า 20 วันที่ผ่านมาเขาส่งไปถึง 3 ฉบับด้วยกันแต่ไร้วี่แววการตอบกลับมา‘เฮ้อ... นางช่างใจแข็งยิ่งนัก’ชินอ๋องโอวหยางหนิงเฉิงเปิดสารฉบับปัจจุบันที่ถูกส่งมาถึงมือเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา แต่กว่าเขาจะได้เปิดอ่านก็ปลายยามห้าย(23.00น.) ไปแล้ว มือหนาคลี่สารที่ถูกส่งมาจากคนของเขาในจวนตระกูลตวนมู่ ก่อนจะกวาดสายตามองตัวอักษรที่เขียนมา‘เตรียมออกเดินทางไปแคว้นหนาน’ ข้อความสั้นๆที่ถูกส่งมาแทบจะไม่อยู่ในสายตาของเขาตอนนี้ เพราะมีข้อความที่เขียนด้วยตัวอักษรขนาดเล็กแต่งดงามอยู่ตรงมุมกระดาษ‘โรงน้ำชาเฟยหย่าตอบได้ทุกอย่าง ท่านต้
บทที่ 26 กลับเมืองหลวง2“เรียนคุณหนูใหญ่ คุณชายหยางทิ้งจดหมายฉบับนี้ไว้จ่าหน้าซองถึงคุณหนูเจ้าค่ะ” สาวใช้จากเรือนฝูหลงเข้ามาถึงก็กล่าวรายงานตามหน้าที่ทันที“เขาไปแล้ว?” ซูเม่ยมองจดหมายที่อยู่ในมือสาวใช้ก่อนจะเอ่ยคำถามที่นางก็พอจะรู้คำตอบอยู่แล้ว“น่าจะเป็นเช่นนั้นเจ้าค่ะ ภายในเรือนไม่เหลือสิ่งของของคุณชายแล้ว”“อืม วางจดหมายไว้แล้วกลับไปทำหน้าที่เดิมของเจ้า ส่วนเรือนฝูหลงปิดไว้ดังเดิมค่อยทำความสะอาดสัปดาห์ละครั้งก็เพียงพอ”“เจ้าค่ะ” เมื่อเสร็จหน้าที่สาวใช้สาวน้อยก็หมุนตัวยอบกายจากไปทำตามคำสั่งที่ได้รับมอบหมายส่วนซูเม่ยก็หันกลับไปยุ่งกับการทำอาหารให้เจ้าก้อนแป้งโดยไม่ได้สนใจจดหมายฉบับนั้นมากนัก จนสาวใช้คนสนิทอย่างชิงชิงอดพูดบางอย่างขึ้นมาไม่ได้“คุณหนูจะไม่เปิดดูจดหมายจริงๆหรือเจ้าคะ” ชิงชิงที่มีใจเอนเอียงไปทางคุณชายหยางที่บางคราอาจจะดูเงียบขรึม แต่ยามอยู่กับเจ้านายสาวกลับอ่อนโยนยิ่งนัก
บทที่ 26 กลับเมืองหลวง1เรือนฝูหลงซูเม่ยยังคงมาตรวจดูอาการของแขกทั้งสองตามปกติ ซึ่งวันนี้ชีพจรของทั้งสองกลับเป็นปกติ พิษแมงมุมเลือดได้สลายหายไปจนหมดแล้ว ส่วนบาดแผลก็แห้งสนิทเหลือเพียงร่องรอยเล็กน้อยเท่านั้น“พิษสลายไปหมดแล้ว ส่วนบาดแผลทาโอสถในตลับนี้วันละครั้งก่อนนอนก็เพียงพอแล้ว” ซูเม่ยยื่นตลับโอสถ 2 ตลับให้ทั้งสองคน ชินอ๋องหนิงเฉิงยื่นมือมารับทั้งสองตลับไว้ด้วยตนเอง ก่อนจะมองหน้าเม่ยเม่ยของเขาให้ชัดเจนอีกครั้งหนึ่ง จดจำภาพของนางไว้ระลึกถึงยามที่คะนึงหานาง ก่อนที่เขาจะเดินทางกลับเมืองหลวงไปจัดการพวกขุนนางที่กำลังทำเรื่องล้ำเส้นกันเกินไป“เม่ยเม่ย พี่คงต้องเดินทางกลับเมืองหลวงในวันพรุ่งนี้” ชินอ๋องหนิงเฉิงพูดหย่งเชิงดูท่าทีว่านางมีความรู้สึกต่อเขาบ้างหรือไม่ หากเขาจากไป ซูเม่ยเมื่อได้ยินดังนั้นก็ชะงักไปเล็กน้อย“ขอให้พี่หนิงเฉิงเดินทางปลอดภัย” ชินอ๋องหนุ่ม
บทที่ 25 ปลอดภัยและเรื่องในราชสำนัก3“ฮูหยินหม่า นี่เป็นโอสถบรรเทาอาการปวดอักเสบของบาดแผล กินครั้งละ 1 เม็ด วันละ 3 ครั้งหลังอาหาร” ซูเม่ยหันไปทางฮูหยินของท่านเจ้าเมืองที่ยืนอยู่ไม่ไกล ก่อนจะมอบขวดโอสถที่นางปรุงขึ้นสำหรับท่านเจ้าเมืองโดยเฉพาะ เพื่อการสมานบาดแผลที่รวดเร็วขึ้นและไม่นานนักซูเม่ยก็ขอตัวกลับจวนโดยมีคุณชายหม่าที่อาสาไปส่งคุณหนูใหญ่ตวนมู่ด้วยตนเอง และถือโอกาสนี้ขออภัยการกระทำของเขาที่เสียมารยาทยิ่งนัก ซึ่งซูเม่ยเองก็ไม่ได้ติดใจอันใด เรียกว่านางไม่สนใจเสียยังดีกว่าส่วนคนที่หายไปตั้งแต่มาส่งซูเม่ยถึงจวนเจ้าเมือง ตอนนี้ยังสนทนากับสหายโดยที่ไม่รู้เลยว่ากำลังจะมีภมรตัวผู้แอบมาดอมดมดอกไม้ของเขา จนยามถึงจวนตระกูลตวนมู่จึงได้รับรายงานจากองครักษ์คนสนิทอย่างเฟยฉีที่ส่งให้คอยดูแลว่าที่หวางเฟยแต่ก็เป็นช่วงเวลาหลังจากนี้หลายชั่วยามแล้ว“มหาเสนาบดีฝ่ายซ้ายเก็บหางไม่ไหวเสียแล้ว”กรอบ... เสียงจอกชาที่แตกล
บทที่ 25 ปลอดภัยและเรื่องในราชสำนัก2“เจ้ากรมการค้าฮั่วซางอย่างนั้นหรือ”“ใช่ เจ้ากรมฮั่วมาขอพบข้าที่จวนรับรองขุนนาง ยื่นข้อเสนอเลื่อนขั้นแลกเปลี่ยนกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจของเมืองหยางทั้งสองฉบับ รวมถึงข้อมูลของผู้สนับสนุนแผนงานนี้ ก่อนวันที่จะถวายงานนี้แก่ฮ่องเต้เพียง 1 วันเท่านั้น”“เจ้ากรมการค้าฮั่วเป็นหนึ่งในขุนนางฝ่ายมหาเสนาบดีฝ่ายซ้ายจินเจ๋อฮ่าว แผนพัฒนาเศรษฐกิจนี้กระทบกับเส้นทางการค้าของตระกูลจินไม่น้อย จึงดิ้นพล่านหาทางขัดขวางทุกทางสินะ”“แต่ข้า....ไม่ตกลง รุ่งขึ้นก็รีบเข้าถวายรายงานทันที ฮ่องเต้พอพระทัยแผนงานนี้มากจึงตรัสชมเชยในท้องพระโรง ทำให้ฝ่ายนั้นทราบว่าแผนงานนี้ได้รับการสนับสนุนจากตระกูลตวนมู่ แต่สิ่งที่สอดแทรกไปพระองค์ไม่ได้เอ่ยถึง แต่กลับเรียกข้าไปพบเป็นการส่วนตัว เพราะอยากจะทอดพระเนตรของจริง” ท่านเจ้าเมืองหยางกล่าวด้วยความหนักใจ เพราะตระกูลตวนมู่เป็นตระกูลก่อตั้งใหม่ไม่ได
บทที่ 25 ปลอดภัยและเรื่องในราชสำนัก1กลางดึกคืนนั้นเป็นไปตามที่ซูเม่ยคาดการณ์ไว้ ท่านเจ้าเมืองหยางหม่าเนี่ยนเจินมีอาการไข้ขึ้นสูงจากพิษบาดแผลที่ฉกรรจ์หลายแผลโดยเฉพาะในช่องท้องที่มีการผ่าตัด แต่ด้วยความเชี่ยวชาญของท่านหมอตงหยางที่เป็นหมอมาค่อนชีวิตก็สามารถทำให้ไข้ที่สูงลิ่วลดต่ำลงในยามรุ่งสาง แต่คนในจวนเจ้าเมืองไม่มีผู้ใดได้หลับตานอนเลย เนื่องจากกังวลในอาการป่วยไข้ของเจ้าของจวน โดยเฉพาะฮูหยินหม่าที่เฝ้าสามีไม่ห่างหวังว่าจะเห็นสามีลืมตาตื่นเสียทีปลายยามเฉิน (09.00 น.) ดวงตาของชายวัยกลางคนที่นอนนิ่งอยู่บนเตียงค่อยๆเปิดขึ้นอย่างช้าๆ แต่ด้วยต้องปรับสายตาให้ชินกับแสงจึงยังเปิดตาได้ไม่เต็มที่นักแค่ก แค่ก แค่กเสียงไอแหบแห้งเบาๆจากคนบนเตียงเรียกสายตาของฮูหยินหม่าที่เฝ้าสามีอยู่ตลอดเวลาให้หันไปมองด้วยความตกใจปนยินดี นางไม่รอช้ารีบลุกเข้าไปชิดเตียงโดยไม่สนใจอาการอ่อนแรงจากการพักผ่อนน้อยของตัวเอง“ท่านพี่ ท่านพี







