เข้าสู่ระบบบทที่ 19 ข้ามขั้น2
เทพโอสถเฝ้ามองการปรุงโอสถของเด็กสาวอย่างพอใจผ่านกระจกมนตราที่ตำหนักเทพของเขา ปล่อยให้มิติแห่งนั้นมีเพียงผู้ทดสอบเท่านั้น
“เด็กสาวคนนั้นน่าสนใจใช่หรือไม่ เจ้าจึงเฝ้ามองนางทุกเวลาเช่นนี้” เทพชะตาซือมิ่งที่มาเยี่ยมสหายที่ตำหนักกลับพบว่าสหายรักกำลังแอบนั่งดูหญิงสาวที่เขาคุ้นเคยเป็นอย่างดีผ่านกระจกมนตรา
“นางมีพรสวรรค์ และพิเศษกว่ามนุษย์คนใด” เทพโอสถละสายตาเพียงครู่หันมาตอบสหาย
“นานแล้วที่ไม่ได้ยินเจ้าเอ่ยชมผู้ใด” เทพชะตาซือมิ่งทำท่าทีไม่สนใจในตัวซูเม่ยที่อยู่ในกระจกนัก เดินไปนั่งจิบชาอย่างห่างๆ แต่สายตาก็ไม่วายลอบมองไปยังกระจกนั่น
“เจ้าก็ชมชอบนางไม่น้อยไม่ใช่หรือถึงได้มอบมิติสวรรค์ให้นาง” เทพโอสถหันมาเย้าสหาย แต่เมื่อหันกลับไปพบว่า หญิงสาวที่น่าสนใจผู้นั้นกลับทำการทดสอบเรียบร้อยแล้ว
“ข้าย่อมต้องดูแลนางให้ดี...แทนบิดามารดาของนาง” ประโยคนี้เทพโอสถไม่ได้ยินแล้ว เพราะเขาหายตัวไปก่อนจะได้ฟังมัน
ซึ่งแท้ที่จริงแล้วนั้นซูเม่ยไม่ได้เป็นดวงจิตที่เทพชะตาซื่อมิ่งเลินเล่อทำมันแตกกระจาย แต่เขากำลังพยายามรวมรวมดวงจิตที่เปรียบเสมือนหลานของเขาผู้หนึ่งที่แตกสลายจากเหตุการณ์ใหญ่ที่เกิดขึ้นบนสวรรค์ และเหตุการณ์นั้นก็พรากสหายของเขาผู้หนึ่งไปอย่างมีอาจหวนคืน มีเพียงเศษเสี้ยวดวงจิตเล็กๆของบุตรสาวของสหายเท่านั้นที่ยังคงหลงเหลืออยู่ เขาจึงเวียนวนตามหาเพื่อให้ดวงจิตกลับมาสมบูรณ์อีกครั้งและสามารถผ่านเคราะห์กรรมหวนกลับคืนสวรรค์ได้ในกาลข้างหน้า
ภายในมิติการทดสอบโอสถนับพันชนิดถูกจัดเรียงบนชั้นโอสถอย่างเรียบร้อย โดยโอสถที่ซูเม่ยปรุงขึ้นมีทั้งแบบใช้ภายในและภายนอก การปรุงโอสถครั้งนี้นางได้ใช้อุปกรณ์ในห้องแล็บมาช่วยลดระยะเวลาในการปรุงและเพิ่มประสิทธิภาพของโอสถ ซึ่งไม่นับว่าโกงการทดสอบแต่อย่างใด
โอสถขวดสุดท้ายถูกวางบนชั้นวางถือเป็นการสิ้นสุดการทดสอบ เทพโอสถปรากฏกายขึ้นทันทีหลังจากขวดสุดท้ายถูกวางลงไป
“เจ้าทำเวลาได้ดี” เทพโอสถกล่าวขึ้นและไม่รอการกล่าวตอบจากซูเม่ย วาดมือคราเดียวก็ปรากฏแสงสีขาวโอบล้อมชั้นวางโอสถ โอสถแต่ละชนิดถูกตรวจสอบอย่างรวดเร็ว
“หากโอสถขวดใดไม่ผ่านการทดสอบจะถูกดึงออกจากชั้นวาง แต่โอสถใดที่ผ่านจะยังคงอยู่เช่นนั้น หากโอสถที่ผ่านการทดสอบมีมากกว่า 200 ชนิดเจ้าจะกลายเป็นแพทย์โอสถขั้นสูง มากกว่า 500 ชนิดเป็นปรมาจารย์แพทย์โอสถ แต่หากมากกว่า 1,000 ชนิดก็เป็นเซียนแพทย์โอสถ ซึ่งเป็นขั้นสูงสุดของมนุษย์แล้ว”
ซูเม่ยฟังอย่างตั้งใจ ที่แท้แล้วแพทย์โอสถมีมากถึง 5 ขั้น แต่เพราะไม่เคยมีใครเคยไปถึงขั้นสูงสุดจึงไม่มีใครกล่าวถึง
‘แค่พันชนิดก็เป็นเซียนแพทย์โอสถแล้วเหรอ ช่างน้อยนิดนัก’ นางได้แต่คิดรำพึงรำพันในใจ ซึ่งหากเทพโอสถได้ยินคงกระอักเลือดออกมา แต่เขาง่วนอยู่กับการตรวจสอบจึงไม่ได้ยินความในใจนี้
โอสถยังคงตรวจสอบจนสุดท้าย....ก็มิมีโอสถชนิดใดถูกดึงออกจากชั้นเลย และ..มีโอสถมากถึง....
“ 3,560 ชนิด!!!!!” เทพโอสถผู้งดงามอ้าปากค้างกับจำนวนโอสถที่มนุษย์ตัวเล็ก และยังเป็นแค่สตรีน้อยนางหนึ่งปรุงขึ้นเท่านั้น
“นะ...นี่ เจ้ายังใช่มนุษย์อยู่หรือไม่!!!!” เทพผู้งดงามหันมามองสตรีที่ทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้อย่างน่าหมั่นไส้ด้วยความตกตะลึง
ซูเม่ยมองตาปริบๆอย่างไร้เดียงสา นางก็แค่ปรุงโอสถที่นางรู้จักและคิดค้นโอสถใหม่ๆขึ้นมาตามความเข้าใจของนางเอง นอกเหนือจากตำราที่ศึกษา
‘ตาเฒ่าซือมิ่งเลี้ยงตัวอันใดกันแน่ ลับลมคมในยิ่งนัก’ เขาหมายมาดในใจว่าต้องสืบสาวเรื่องนี้ให้จงได้
“ท่านเทพโอสถ ท่านเทพโอสถ” ซูเม่ยเรียกท่านเทพรูปงามหลายครั้ง เพราะดูเหมือนเขาจะจิตหลุดไปไกลแล้ว
“เสียงดังอันใดของเจ้ากัน เอาล่ะ...การทดสอบสิ้นสุดลงแล้ว” เทพโอสถพูดจบ แสงสีทองก็ล้อมรอบกายของซูเม่ย ชุดที่ใส่มาทดสอบกลับแปรเปลี่ยนเป็นชุดสีขาวล้วนระยิบระยับคล้ายของเทพโอสถอี้เจ๋อหยวน แต่ของนางเป็นชุดแบบสตรี และมีหยกแขวนแปลกตาปรากฏขึ้นด้วยเช่นกัน
“หยกนี่....”
“หยกเป็นป้ายตำแหน่งแพทย์โอสถของเจ้า.....เซียนแพทย์โอสถ!!!!!”
สิ้นประโยคซูเม่ยคล้ายโดนกระชากอย่างรุนแรง ลืมตาอีกครั้งก็กลับมายืนอยู่บนแท่นในชั้นที่ 5 ของสำนักแพทย์โอสถกลางอีกครั้ง นางกวาดตามองไปรอบๆเพื่อปรับสภาวะของตนเองจากการเดินทางออกจากมิติแห่งนั้น
ซูเม่ยที่ยังคงวิงเวียนมึนงงหยิบยาออกมาจากในแขนเสื้อ ก่อนจะตบโอสถบำรุงขั้นสูงเข้าปาก ลิ้นไม่ทันรับรสโอสถก็ละลายหายไปอย่างรวดเร็ว กำลังวังชาและสติกลับมาสมบูรณ์พร้อมอีกครั้ง
หลัวอี้โจวที่เห็นผู้เข้าทดสอบที่หายไป 1 ชั่วยาม กลับออกมาด้วยชุดใหม่ที่แปลกตาก็ทราบทันทีว่า ตวนมู่ซูเม่ยได้ผ่านการทดสอบเป็นแพทย์โอสถขั้นสูงแล้ว
‘เอ๊ะ!!! มะ..ไม่ใช่ซิ นั่นมัน...’
อาภรณ์ขาวบริสุทธิ์ส่องประกาย หยกแขวนสีขาวมันแพะสลักด้วยอักษร仙 (เซียน) สีทอง
เป้ง เป้ง เป้ง เป้ง เป้ง เป้ง เป้ง เป้ง เป้ง
บทที่ 26 กลับเมืองหลวง3สารจากจวนตระกูลตวนมู่ถูกส่งมาวังชินอ๋องเสมอ ทั้งที่ตอนนี้ชินอ๋องโอวหยางหนิงเฉิงมีงานรัดตัว เดินทางเข้าวังหลวงเป็นว่าเล่น และอยู่พูดคุยกับพระอนุชาจนดึกดื่นเสมอ แต่สารจากเมืองหยางไม่มีฉบับไหนที่ตกหล่นในขณะเดียวกันที่รับสารก็จะมีจดหมาย 1 ฉบับถูกส่งออกไป แม้จะไม่ได้รับการตอบกลับมาเลยสักครั้ง กว่า 20 วันที่ผ่านมาเขาส่งไปถึง 3 ฉบับด้วยกันแต่ไร้วี่แววการตอบกลับมา‘เฮ้อ... นางช่างใจแข็งยิ่งนัก’ชินอ๋องโอวหยางหนิงเฉิงเปิดสารฉบับปัจจุบันที่ถูกส่งมาถึงมือเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา แต่กว่าเขาจะได้เปิดอ่านก็ปลายยามห้าย(23.00น.) ไปแล้ว มือหนาคลี่สารที่ถูกส่งมาจากคนของเขาในจวนตระกูลตวนมู่ ก่อนจะกวาดสายตามองตัวอักษรที่เขียนมา‘เตรียมออกเดินทางไปแคว้นหนาน’ ข้อความสั้นๆที่ถูกส่งมาแทบจะไม่อยู่ในสายตาของเขาตอนนี้ เพราะมีข้อความที่เขียนด้วยตัวอักษรขนาดเล็กแต่งดงามอยู่ตรงมุมกระดาษ‘โรงน้ำชาเฟยหย่าตอบได้ทุกอย่าง ท่านต้
บทที่ 26 กลับเมืองหลวง2“เรียนคุณหนูใหญ่ คุณชายหยางทิ้งจดหมายฉบับนี้ไว้จ่าหน้าซองถึงคุณหนูเจ้าค่ะ” สาวใช้จากเรือนฝูหลงเข้ามาถึงก็กล่าวรายงานตามหน้าที่ทันที“เขาไปแล้ว?” ซูเม่ยมองจดหมายที่อยู่ในมือสาวใช้ก่อนจะเอ่ยคำถามที่นางก็พอจะรู้คำตอบอยู่แล้ว“น่าจะเป็นเช่นนั้นเจ้าค่ะ ภายในเรือนไม่เหลือสิ่งของของคุณชายแล้ว”“อืม วางจดหมายไว้แล้วกลับไปทำหน้าที่เดิมของเจ้า ส่วนเรือนฝูหลงปิดไว้ดังเดิมค่อยทำความสะอาดสัปดาห์ละครั้งก็เพียงพอ”“เจ้าค่ะ” เมื่อเสร็จหน้าที่สาวใช้สาวน้อยก็หมุนตัวยอบกายจากไปทำตามคำสั่งที่ได้รับมอบหมายส่วนซูเม่ยก็หันกลับไปยุ่งกับการทำอาหารให้เจ้าก้อนแป้งโดยไม่ได้สนใจจดหมายฉบับนั้นมากนัก จนสาวใช้คนสนิทอย่างชิงชิงอดพูดบางอย่างขึ้นมาไม่ได้“คุณหนูจะไม่เปิดดูจดหมายจริงๆหรือเจ้าคะ” ชิงชิงที่มีใจเอนเอียงไปทางคุณชายหยางที่บางคราอาจจะดูเงียบขรึม แต่ยามอยู่กับเจ้านายสาวกลับอ่อนโยนยิ่งนัก
บทที่ 26 กลับเมืองหลวง1เรือนฝูหลงซูเม่ยยังคงมาตรวจดูอาการของแขกทั้งสองตามปกติ ซึ่งวันนี้ชีพจรของทั้งสองกลับเป็นปกติ พิษแมงมุมเลือดได้สลายหายไปจนหมดแล้ว ส่วนบาดแผลก็แห้งสนิทเหลือเพียงร่องรอยเล็กน้อยเท่านั้น“พิษสลายไปหมดแล้ว ส่วนบาดแผลทาโอสถในตลับนี้วันละครั้งก่อนนอนก็เพียงพอแล้ว” ซูเม่ยยื่นตลับโอสถ 2 ตลับให้ทั้งสองคน ชินอ๋องหนิงเฉิงยื่นมือมารับทั้งสองตลับไว้ด้วยตนเอง ก่อนจะมองหน้าเม่ยเม่ยของเขาให้ชัดเจนอีกครั้งหนึ่ง จดจำภาพของนางไว้ระลึกถึงยามที่คะนึงหานาง ก่อนที่เขาจะเดินทางกลับเมืองหลวงไปจัดการพวกขุนนางที่กำลังทำเรื่องล้ำเส้นกันเกินไป“เม่ยเม่ย พี่คงต้องเดินทางกลับเมืองหลวงในวันพรุ่งนี้” ชินอ๋องหนิงเฉิงพูดหย่งเชิงดูท่าทีว่านางมีความรู้สึกต่อเขาบ้างหรือไม่ หากเขาจากไป ซูเม่ยเมื่อได้ยินดังนั้นก็ชะงักไปเล็กน้อย“ขอให้พี่หนิงเฉิงเดินทางปลอดภัย” ชินอ๋องหนุ่ม
บทที่ 25 ปลอดภัยและเรื่องในราชสำนัก3“ฮูหยินหม่า นี่เป็นโอสถบรรเทาอาการปวดอักเสบของบาดแผล กินครั้งละ 1 เม็ด วันละ 3 ครั้งหลังอาหาร” ซูเม่ยหันไปทางฮูหยินของท่านเจ้าเมืองที่ยืนอยู่ไม่ไกล ก่อนจะมอบขวดโอสถที่นางปรุงขึ้นสำหรับท่านเจ้าเมืองโดยเฉพาะ เพื่อการสมานบาดแผลที่รวดเร็วขึ้นและไม่นานนักซูเม่ยก็ขอตัวกลับจวนโดยมีคุณชายหม่าที่อาสาไปส่งคุณหนูใหญ่ตวนมู่ด้วยตนเอง และถือโอกาสนี้ขออภัยการกระทำของเขาที่เสียมารยาทยิ่งนัก ซึ่งซูเม่ยเองก็ไม่ได้ติดใจอันใด เรียกว่านางไม่สนใจเสียยังดีกว่าส่วนคนที่หายไปตั้งแต่มาส่งซูเม่ยถึงจวนเจ้าเมือง ตอนนี้ยังสนทนากับสหายโดยที่ไม่รู้เลยว่ากำลังจะมีภมรตัวผู้แอบมาดอมดมดอกไม้ของเขา จนยามถึงจวนตระกูลตวนมู่จึงได้รับรายงานจากองครักษ์คนสนิทอย่างเฟยฉีที่ส่งให้คอยดูแลว่าที่หวางเฟยแต่ก็เป็นช่วงเวลาหลังจากนี้หลายชั่วยามแล้ว“มหาเสนาบดีฝ่ายซ้ายเก็บหางไม่ไหวเสียแล้ว”กรอบ... เสียงจอกชาที่แตกล
บทที่ 25 ปลอดภัยและเรื่องในราชสำนัก2“เจ้ากรมการค้าฮั่วซางอย่างนั้นหรือ”“ใช่ เจ้ากรมฮั่วมาขอพบข้าที่จวนรับรองขุนนาง ยื่นข้อเสนอเลื่อนขั้นแลกเปลี่ยนกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจของเมืองหยางทั้งสองฉบับ รวมถึงข้อมูลของผู้สนับสนุนแผนงานนี้ ก่อนวันที่จะถวายงานนี้แก่ฮ่องเต้เพียง 1 วันเท่านั้น”“เจ้ากรมการค้าฮั่วเป็นหนึ่งในขุนนางฝ่ายมหาเสนาบดีฝ่ายซ้ายจินเจ๋อฮ่าว แผนพัฒนาเศรษฐกิจนี้กระทบกับเส้นทางการค้าของตระกูลจินไม่น้อย จึงดิ้นพล่านหาทางขัดขวางทุกทางสินะ”“แต่ข้า....ไม่ตกลง รุ่งขึ้นก็รีบเข้าถวายรายงานทันที ฮ่องเต้พอพระทัยแผนงานนี้มากจึงตรัสชมเชยในท้องพระโรง ทำให้ฝ่ายนั้นทราบว่าแผนงานนี้ได้รับการสนับสนุนจากตระกูลตวนมู่ แต่สิ่งที่สอดแทรกไปพระองค์ไม่ได้เอ่ยถึง แต่กลับเรียกข้าไปพบเป็นการส่วนตัว เพราะอยากจะทอดพระเนตรของจริง” ท่านเจ้าเมืองหยางกล่าวด้วยความหนักใจ เพราะตระกูลตวนมู่เป็นตระกูลก่อตั้งใหม่ไม่ได
บทที่ 25 ปลอดภัยและเรื่องในราชสำนัก1กลางดึกคืนนั้นเป็นไปตามที่ซูเม่ยคาดการณ์ไว้ ท่านเจ้าเมืองหยางหม่าเนี่ยนเจินมีอาการไข้ขึ้นสูงจากพิษบาดแผลที่ฉกรรจ์หลายแผลโดยเฉพาะในช่องท้องที่มีการผ่าตัด แต่ด้วยความเชี่ยวชาญของท่านหมอตงหยางที่เป็นหมอมาค่อนชีวิตก็สามารถทำให้ไข้ที่สูงลิ่วลดต่ำลงในยามรุ่งสาง แต่คนในจวนเจ้าเมืองไม่มีผู้ใดได้หลับตานอนเลย เนื่องจากกังวลในอาการป่วยไข้ของเจ้าของจวน โดยเฉพาะฮูหยินหม่าที่เฝ้าสามีไม่ห่างหวังว่าจะเห็นสามีลืมตาตื่นเสียทีปลายยามเฉิน (09.00 น.) ดวงตาของชายวัยกลางคนที่นอนนิ่งอยู่บนเตียงค่อยๆเปิดขึ้นอย่างช้าๆ แต่ด้วยต้องปรับสายตาให้ชินกับแสงจึงยังเปิดตาได้ไม่เต็มที่นักแค่ก แค่ก แค่กเสียงไอแหบแห้งเบาๆจากคนบนเตียงเรียกสายตาของฮูหยินหม่าที่เฝ้าสามีอยู่ตลอดเวลาให้หันไปมองด้วยความตกใจปนยินดี นางไม่รอช้ารีบลุกเข้าไปชิดเตียงโดยไม่สนใจอาการอ่อนแรงจากการพักผ่อนน้อยของตัวเอง“ท่านพี่ ท่านพี







