เข้าสู่ระบบบทที่ 19 ข้ามขั้น3
เป้ง เป้ง เป้ง เป้ง เป้ง เป้ง เป้ง เป้ง เป้ง
เสียงระฆังบนหอสูงสุดของสำนักแพทย์โอสถกลางดังขึ้น 9 ครั้ง ทำให้แพทย์โอสถรวมถึงคนงานที่ทำงานในสำนักแพทย์โอสถกลางต่างหยุดมือจากงานทุกสิ่งอย่าง ทุกคนต่างแหงนหน้ามองไปยังชั้นบนสุดของสำนักแห่งนี้
สัญญาณที่ไม่เคยดังมานับแต่ก่อตั้งสถานที่แห่งนี้ สัญญาณที่เล่าขานกันว่า เมื่อเสียงระฆังจากหอคอยชั้นบนสุดส่งเสียงครบ 9 ครั้งจะปรากฏผู้มากพรสวรรค์สูงสุดของแพทย์โอสถ และจะนำความยิ่งใหญ่มาสู่วงการแพทย์โอสถตราบเท่านาน
“เสียงระฆังจากหอคอย มันดังเองได้จริงๆ”
“ใช่ๆ หอระฆังที่ไม่มีทางขึ้น ระฆังที่ไม่มีไม้ใดตีดัง มันดังขึ้นแล้ว”
“แปลว่า ท่านผู้นั้น...เซียนแพทย์โอสถปรากฏตัวที่นี่แล้ว”
เสียงเซ็งแซ่จากคนของสำนักโอสถกลางที่ทั้งตื่นตระหนก และตื่นเต้นในคราวเดียวกันเรียกความสนใจจากผู้คนจำนวนไม่น้อย และข่าวการปรากฏตัวของเซียนแพทย์โอสถก็กระจายออกไปอย่างรวดเร็ว คนของตระกูลตวนมู่ที่รอฟังข่าวจากคุณหนูใหญ่ก็พลอยได้รับข่าวนี้เช่นกัน
ตอนนี้หน้าสำนักโอสถกลางเต็มไปด้วยผู้คนที่รอยลโฉมหน้าของเซียนแพทย์ที่คาดว่าอยู่ในสำนักโอสถกลางยังไม่ออกมา
คนทั้งสองในชั้นที่ 5 ไม่ทราบว่าชั้นล่างและข้างนอกสำนักโอสถเป็นเช่นไร ตัวซูเม่ยเองก็ไม่ทราบความหมายของเสียงระฆังที่ดังขึ้นก็ไม่ได้สนใจอันใดมาก แต่ท่านปรมาจารย์หลัวอี้โจวกลับไม่เป็นเช่นนั้น
เขาได้รับมอบหมายจากปรมาจารย์แต่ละรุ่นให้รอคอยการมาถึงของเซียนแพทย์โอสถ หากรุ่นใดได้พบกับท่าน จงรับใช้ท่านผู้นั้นโดยไร้ข้อกังขา นำพาความเจริญก้าวหน้าสู่แพทย์โอสถให้ถึงจุดสูงสุด
“คารวะท่านเซียนแพทย์โอสถ ปรมาจารย์แพทย์รุ่นที่ 6 ยินดีรับใช้” หลัวอี้โจวไม่ถือความอาวุโส ที่นี่นับกันตามความสามารถ ผู้ที่มีขั้นต่ำกว่าต้องเคารพคนที่มีขั้นสูงกว่า
“ท่านปรมาจารย์หลัวอี้โจวอย่าได้ทำเช่นนั้น ตัวข้าอายุเพียงน้อยนิดไม่กล้ารับการคารวะจากท่าน ได้โปรดเห็นข้าเป็นเพียงบุตรหลานของท่านเถิดเจ้าค่ะ” ซูเม่ยที่อยู่ในสังคมที่เคารพนับถือตามวัยวุฒิจึงรู้สึกไม่ดียามมีผู้สูงวัยกว่ามาคำนับนบนอบผู้วัยเยาว์เช่นนี้ จึงปราดเข้าประคองท่านปรมาจารย์แพทย์ทันที
“มิได้ขอรับ สำนักโอสถกลางมีข้อปฏิบัติมากมาย แต่มีข้อหนึ่งที่ไม่อาจละเลยก็คือ...หากวันใดเซียนแพทย์โอสถปรากฏตัวขึ้นต้องนับถือท่านประหนึ่งอาจารย์ที่สั่งสอนวิชา” หลัวอี้โจวท่องจำไว้อย่างขึ้นใจนับตั้งแต่วันที่กราบอาจารย์เข้าเรียนแพทย์โอสถของสำนักแพทย์โอสถกลาง
ซูเม่ยจนใจจะขัดขวางได้แต่ปล่อยให้ท่านปรมาจารย์ได้ทำตามเจตจำนงของตนเองตามที่เคยได้สั่งสอนฝากฝังมาหลายต่อหลายรุ่น
หลังจากเดินมาจากชั้นที่ 5 ซูเม่ยก็พบแพทย์โอสถแต่ละขั้นมากมายที่กำลังเฝ้ารอการมาถึงของเซียนแพทย์โอสถ ซึ่งนางได้ทราบความหมายของเสียงระฆังจากท่านปรมาจารย์แพทย์หลัวอี้โจวแล้วก็พบว่านางไม่อาจปกปิดตัวตนจากผู้คนของสำนักแพทย์โอสถกลางได้ แต่สำหรับบุคคลภายนอกนางยังขอเป็นเซียนแพทย์ลึกลับ และรับเพียงตำแหน่งแพทย์โอสถขั้นสูงเท่านั้น
เมื่อได้รับสัญญาณจากท่านปรมาจารย์แพทย์โอสถ สำนักแพทย์โอสถกลางจึงปิดประตูไม่ให้บุคคลภายนอกเข้าทันที ทุกคนรวมตัวกันที่โถงกลางในชั้นที่ 1 อย่างเงียบสงบ แต่สายตาก็จดจ้องไปยังบันไดที่ทอดยาวไปแต่ละชั้นอย่างรอคอย
‘รอคอยบุคคลตามคำกล่าวของบรรพจารย์ที่ปลูกฝังมาหลายร้อยปีส่งต่อรุ่นสู่รุ่น’
ซูเม่ยในอาภรณ์สีขาวราวกับเปล่งแสงสว่างในตัวเอง เยื้องย่างลงมาปรากฏกายต่อหน้าทุกคน พาให้ทุกคนลมหายใจสะดุด ทั้งรูปโฉมที่เปิดเผยไร้ผ้าปิดบังใบหน้า ทั้งความเยาว์วัย ทั้งความเป็นอิสตรี ทุกอย่างในตัวนางคล้ายจะเป็นเทพธิดาบนสรวงสวรรค์มากกว่าจะเป็นเซียนแพทย์ในความคิดของทุกคน แต่ป้ายหยกบนกายของนางไม่อาจเป็นอื่น
“คารวะ ท่านเซียนแพทย์โอสถขอรับ/เจ้าค่ะ”
“ทุกท่านอย่าได้มากพิธีเช่นนี้เลย ตัวข้าเป็นเพียงสตรีวัย 16 ปีเท่านั้น แม้มีความรู้สามารถผ่านการทดสอบ แต่การเรียนรู้ไม่มีทางสิ้นสุดยังมีสิ่งต่างๆมากมายให้ต้องขวนขวาย เป้าหมายสูงสุดของการเป็นแพทย์โอสถ ไม่ใช่แค่การเป็นเซียนแพทย์โอสถ แต่เป็นการปรุงโอสถและใช้โอสถนั้นช่วยเหลือสรรพชีวิตให้พ้นจากความเจ็บป่วยให้ได้มากที่สุด นั่นถึงจะเป็นจุดสูงสุดของการเป็นแพทย์โอสถที่แท้จริง”
สิ้นคำกล่าวของซูเม่ยทุกอย่างตกอยู่ในความเงียบ ถ้อยคำนั้นตราตรึงลงในใจของทุกคน บางคนถึงกับจำถ้อยคำนี้ไปคัดลอกเพื่อเป็นปณิธานของตนเองในการเรียนรู้
“เซียนแพทย์โอสถ สั่งสอนได้ถูกต้อง” ปรมาจารย์หลัวอี้โจวแอบปาดน้ำตาแห่งความยินดีที่ได้ยินคำกล่าวเช่นนี้ ซึ่งเป็นคำกล่าวเดียวกันกับปรามาจารย์ผู้ก่อตั้งสำนักแพทย์โอสถกลางรุ่นแรกได้บันทึกไว้
“โอสถที่ข้าปรุงขึ้นในชั้นที่ 5 จะมอบให้สำนักแพทย์โอสถกลางทั้งหมด เพื่อใช้ในการศึกษาเรียนรู้ และตำราที่ข้าคัดลอก และเขียนขึ้นก็จะมอบให้ทางสำนักเอาไว้ศึกษาเช่นกัน”
“ท่านเซียนแพทย์โอสถ ตำราการปรุงโอสถส่วนใหญ่มักถ่ายทอดให้ลูกหลานหรือลูกศิษย์เท่านั้น หากมอบให้ทางสำนัก เกรงว่า...” แพทย์โอสถขั้นสูงชราผู้หนึ่งกล่าวขึ้น
“ข้าเข้าใจในสิ่งที่ผู้อาวุโสจะกล่าว แต่หากมัวหวงวิชาหวงความรู้ ชีวิตอีกหลายชีวิตที่ไม่อาจรั้งรอการรักษาจากแพทย์โอสถที่มีเพียงหยิบมือเล่าจะทำเช่นไร มิสู้ให้ความรู้สร้างแพทย์โอสถให้ได้มากที่สุด เพื่อให้ทุกชีวิตได้เข้าถึงการรักษาอย่างทันท่วงที ท่านว่าดีกว่าหรือไม่เจ้าคะ”
“เป็นข้าที่คิดน้อยไป เซียนแพทย์โอสถความคิดกว้างไกล” ชายชรา รวมทั้งแพทย์โอสถทั้งหมดต่างนับถือเซียนแพทย์อายุน้อยท่านนี้มากขึ้นจากทัศนคติที่ดีและตรงกับคำกล่าวของบรรพจารย์ที่ว่า....
‘การแพทย์โอสถจะรุ่งเรืองถึงขีดสุดเมื่อพบเซียนแพทย์โอสถ’
“ตัวข้านามว่า ตวนมู่ซูเม่ย อาศัยที่เมืองหยางแคว้นซ่ง ตระกูลตวนมู่เป็นเจ้าของหอโอสถเฟิ่งหวง หากทางสำนักแพทย์โอสถกลางมีสิ่งใดต้องการให้ช่วยเหลือสามารถแจ้งได้ทุกเมื่อ ข้ายินดีช่วยเท่าที่ข้าจะสามารถทำได้”
บทที่ 26 กลับเมืองหลวง3สารจากจวนตระกูลตวนมู่ถูกส่งมาวังชินอ๋องเสมอ ทั้งที่ตอนนี้ชินอ๋องโอวหยางหนิงเฉิงมีงานรัดตัว เดินทางเข้าวังหลวงเป็นว่าเล่น และอยู่พูดคุยกับพระอนุชาจนดึกดื่นเสมอ แต่สารจากเมืองหยางไม่มีฉบับไหนที่ตกหล่นในขณะเดียวกันที่รับสารก็จะมีจดหมาย 1 ฉบับถูกส่งออกไป แม้จะไม่ได้รับการตอบกลับมาเลยสักครั้ง กว่า 20 วันที่ผ่านมาเขาส่งไปถึง 3 ฉบับด้วยกันแต่ไร้วี่แววการตอบกลับมา‘เฮ้อ... นางช่างใจแข็งยิ่งนัก’ชินอ๋องโอวหยางหนิงเฉิงเปิดสารฉบับปัจจุบันที่ถูกส่งมาถึงมือเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา แต่กว่าเขาจะได้เปิดอ่านก็ปลายยามห้าย(23.00น.) ไปแล้ว มือหนาคลี่สารที่ถูกส่งมาจากคนของเขาในจวนตระกูลตวนมู่ ก่อนจะกวาดสายตามองตัวอักษรที่เขียนมา‘เตรียมออกเดินทางไปแคว้นหนาน’ ข้อความสั้นๆที่ถูกส่งมาแทบจะไม่อยู่ในสายตาของเขาตอนนี้ เพราะมีข้อความที่เขียนด้วยตัวอักษรขนาดเล็กแต่งดงามอยู่ตรงมุมกระดาษ‘โรงน้ำชาเฟยหย่าตอบได้ทุกอย่าง ท่านต้
บทที่ 26 กลับเมืองหลวง2“เรียนคุณหนูใหญ่ คุณชายหยางทิ้งจดหมายฉบับนี้ไว้จ่าหน้าซองถึงคุณหนูเจ้าค่ะ” สาวใช้จากเรือนฝูหลงเข้ามาถึงก็กล่าวรายงานตามหน้าที่ทันที“เขาไปแล้ว?” ซูเม่ยมองจดหมายที่อยู่ในมือสาวใช้ก่อนจะเอ่ยคำถามที่นางก็พอจะรู้คำตอบอยู่แล้ว“น่าจะเป็นเช่นนั้นเจ้าค่ะ ภายในเรือนไม่เหลือสิ่งของของคุณชายแล้ว”“อืม วางจดหมายไว้แล้วกลับไปทำหน้าที่เดิมของเจ้า ส่วนเรือนฝูหลงปิดไว้ดังเดิมค่อยทำความสะอาดสัปดาห์ละครั้งก็เพียงพอ”“เจ้าค่ะ” เมื่อเสร็จหน้าที่สาวใช้สาวน้อยก็หมุนตัวยอบกายจากไปทำตามคำสั่งที่ได้รับมอบหมายส่วนซูเม่ยก็หันกลับไปยุ่งกับการทำอาหารให้เจ้าก้อนแป้งโดยไม่ได้สนใจจดหมายฉบับนั้นมากนัก จนสาวใช้คนสนิทอย่างชิงชิงอดพูดบางอย่างขึ้นมาไม่ได้“คุณหนูจะไม่เปิดดูจดหมายจริงๆหรือเจ้าคะ” ชิงชิงที่มีใจเอนเอียงไปทางคุณชายหยางที่บางคราอาจจะดูเงียบขรึม แต่ยามอยู่กับเจ้านายสาวกลับอ่อนโยนยิ่งนัก
บทที่ 26 กลับเมืองหลวง1เรือนฝูหลงซูเม่ยยังคงมาตรวจดูอาการของแขกทั้งสองตามปกติ ซึ่งวันนี้ชีพจรของทั้งสองกลับเป็นปกติ พิษแมงมุมเลือดได้สลายหายไปจนหมดแล้ว ส่วนบาดแผลก็แห้งสนิทเหลือเพียงร่องรอยเล็กน้อยเท่านั้น“พิษสลายไปหมดแล้ว ส่วนบาดแผลทาโอสถในตลับนี้วันละครั้งก่อนนอนก็เพียงพอแล้ว” ซูเม่ยยื่นตลับโอสถ 2 ตลับให้ทั้งสองคน ชินอ๋องหนิงเฉิงยื่นมือมารับทั้งสองตลับไว้ด้วยตนเอง ก่อนจะมองหน้าเม่ยเม่ยของเขาให้ชัดเจนอีกครั้งหนึ่ง จดจำภาพของนางไว้ระลึกถึงยามที่คะนึงหานาง ก่อนที่เขาจะเดินทางกลับเมืองหลวงไปจัดการพวกขุนนางที่กำลังทำเรื่องล้ำเส้นกันเกินไป“เม่ยเม่ย พี่คงต้องเดินทางกลับเมืองหลวงในวันพรุ่งนี้” ชินอ๋องหนิงเฉิงพูดหย่งเชิงดูท่าทีว่านางมีความรู้สึกต่อเขาบ้างหรือไม่ หากเขาจากไป ซูเม่ยเมื่อได้ยินดังนั้นก็ชะงักไปเล็กน้อย“ขอให้พี่หนิงเฉิงเดินทางปลอดภัย” ชินอ๋องหนุ่ม
บทที่ 25 ปลอดภัยและเรื่องในราชสำนัก3“ฮูหยินหม่า นี่เป็นโอสถบรรเทาอาการปวดอักเสบของบาดแผล กินครั้งละ 1 เม็ด วันละ 3 ครั้งหลังอาหาร” ซูเม่ยหันไปทางฮูหยินของท่านเจ้าเมืองที่ยืนอยู่ไม่ไกล ก่อนจะมอบขวดโอสถที่นางปรุงขึ้นสำหรับท่านเจ้าเมืองโดยเฉพาะ เพื่อการสมานบาดแผลที่รวดเร็วขึ้นและไม่นานนักซูเม่ยก็ขอตัวกลับจวนโดยมีคุณชายหม่าที่อาสาไปส่งคุณหนูใหญ่ตวนมู่ด้วยตนเอง และถือโอกาสนี้ขออภัยการกระทำของเขาที่เสียมารยาทยิ่งนัก ซึ่งซูเม่ยเองก็ไม่ได้ติดใจอันใด เรียกว่านางไม่สนใจเสียยังดีกว่าส่วนคนที่หายไปตั้งแต่มาส่งซูเม่ยถึงจวนเจ้าเมือง ตอนนี้ยังสนทนากับสหายโดยที่ไม่รู้เลยว่ากำลังจะมีภมรตัวผู้แอบมาดอมดมดอกไม้ของเขา จนยามถึงจวนตระกูลตวนมู่จึงได้รับรายงานจากองครักษ์คนสนิทอย่างเฟยฉีที่ส่งให้คอยดูแลว่าที่หวางเฟยแต่ก็เป็นช่วงเวลาหลังจากนี้หลายชั่วยามแล้ว“มหาเสนาบดีฝ่ายซ้ายเก็บหางไม่ไหวเสียแล้ว”กรอบ... เสียงจอกชาที่แตกล
บทที่ 25 ปลอดภัยและเรื่องในราชสำนัก2“เจ้ากรมการค้าฮั่วซางอย่างนั้นหรือ”“ใช่ เจ้ากรมฮั่วมาขอพบข้าที่จวนรับรองขุนนาง ยื่นข้อเสนอเลื่อนขั้นแลกเปลี่ยนกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจของเมืองหยางทั้งสองฉบับ รวมถึงข้อมูลของผู้สนับสนุนแผนงานนี้ ก่อนวันที่จะถวายงานนี้แก่ฮ่องเต้เพียง 1 วันเท่านั้น”“เจ้ากรมการค้าฮั่วเป็นหนึ่งในขุนนางฝ่ายมหาเสนาบดีฝ่ายซ้ายจินเจ๋อฮ่าว แผนพัฒนาเศรษฐกิจนี้กระทบกับเส้นทางการค้าของตระกูลจินไม่น้อย จึงดิ้นพล่านหาทางขัดขวางทุกทางสินะ”“แต่ข้า....ไม่ตกลง รุ่งขึ้นก็รีบเข้าถวายรายงานทันที ฮ่องเต้พอพระทัยแผนงานนี้มากจึงตรัสชมเชยในท้องพระโรง ทำให้ฝ่ายนั้นทราบว่าแผนงานนี้ได้รับการสนับสนุนจากตระกูลตวนมู่ แต่สิ่งที่สอดแทรกไปพระองค์ไม่ได้เอ่ยถึง แต่กลับเรียกข้าไปพบเป็นการส่วนตัว เพราะอยากจะทอดพระเนตรของจริง” ท่านเจ้าเมืองหยางกล่าวด้วยความหนักใจ เพราะตระกูลตวนมู่เป็นตระกูลก่อตั้งใหม่ไม่ได
บทที่ 25 ปลอดภัยและเรื่องในราชสำนัก1กลางดึกคืนนั้นเป็นไปตามที่ซูเม่ยคาดการณ์ไว้ ท่านเจ้าเมืองหยางหม่าเนี่ยนเจินมีอาการไข้ขึ้นสูงจากพิษบาดแผลที่ฉกรรจ์หลายแผลโดยเฉพาะในช่องท้องที่มีการผ่าตัด แต่ด้วยความเชี่ยวชาญของท่านหมอตงหยางที่เป็นหมอมาค่อนชีวิตก็สามารถทำให้ไข้ที่สูงลิ่วลดต่ำลงในยามรุ่งสาง แต่คนในจวนเจ้าเมืองไม่มีผู้ใดได้หลับตานอนเลย เนื่องจากกังวลในอาการป่วยไข้ของเจ้าของจวน โดยเฉพาะฮูหยินหม่าที่เฝ้าสามีไม่ห่างหวังว่าจะเห็นสามีลืมตาตื่นเสียทีปลายยามเฉิน (09.00 น.) ดวงตาของชายวัยกลางคนที่นอนนิ่งอยู่บนเตียงค่อยๆเปิดขึ้นอย่างช้าๆ แต่ด้วยต้องปรับสายตาให้ชินกับแสงจึงยังเปิดตาได้ไม่เต็มที่นักแค่ก แค่ก แค่กเสียงไอแหบแห้งเบาๆจากคนบนเตียงเรียกสายตาของฮูหยินหม่าที่เฝ้าสามีอยู่ตลอดเวลาให้หันไปมองด้วยความตกใจปนยินดี นางไม่รอช้ารีบลุกเข้าไปชิดเตียงโดยไม่สนใจอาการอ่อนแรงจากการพักผ่อนน้อยของตัวเอง“ท่านพี่ ท่านพี







