เข้าสู่ระบบบทที่ 19 ข้ามขั้น1
ซูเม่ยยังคงเดินขึ้นไปอีกชั้นแต่คราวนี้ไม่มีสายตาคอยสอดส่องอีกแล้ว มีเพียงแพทย์โอสถขั้นสูงเท่านั้นที่มองมาด้วยความชื่นชม ส่วนผู้เข้าสอบคนอื่นๆได้ถูกนำตัวกลับลงสู่ชั้นที่หนึ่งเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ผู้อาวุโสในชุดขาวขลิบทองเดินนำหน้าซูเม่ยขึ้นไปสู่ชั้นที่ห้าโดยไม่มีแแพทย์โอสถขั้นสูงคนใดติดตามขึ้นไปแม้แต่คนเดียว เพราะการทดสอบในชั้นนี้มีเพียงปรมาจารย์โอสถเท่านั้นที่ดำเนินการทดสอบ ซึ่งแพทย์โอสถขั้นสูงที่ผ่านการทดสอบมาแล้วย่อมรู้ดีว่าในชั้นที่ห้ามีสิ่งใดรออยู่
ชั้นที่ห้าห้องทดสอบแพทย์โอสถขั้นสูง
เมื่อเดินข้ามาในห้อง ซูเม่ยพบห้องที่โล่งกว้างมีเพียงแท่นบางอย่างบริเวณกลางห้องเท่านั้น ผู้อาวุโสเมื่อเห็นซูเม่ยแปลกใจก็หัวเราะออกมาเบาๆ
"แม่หนูคงสงสัยกระมัง ว่าจะทดสอบอย่างไรเมื่อไม่มีอันใดในห้องนี้นอกจาก...แท่นกลมๆตรงนั้น" หลัวอี้โจว ไม่รอให้ซูเม่ยได้สงสัยนานก็เอ่ยประโยคที่ตรงกับใจของนาง พร้อมกับชี้ไปยังแท่นหินกลางห้องทรงกระบอกขนาดสองคนโอบ
"เจ้าค่ะ"
"ข้าคงต้องแนะนำตัวก่อน ข้าหลัวอี้โจวปรมาจารย์แพทย์โอสถจากแคว้นโจว ตัวข้าไม่ใช่ผู้ให้แบบทดสอบ ไม่ใช่ผู้ให้คะแนน และไม่ใช่ผู้ตัดสิน ข้าเป็นเพียงผู้นำทางเท่านั้น" หลัวอี้โจวพูดสิ่งที่ควรพูด แม้จะไม่ทำให้ทุกอย่างกระจ่าง และซูเม่ยเองก็ยังคงไม่ได้คำตอบใดๆ จนผู้อาวุโสพานางไปยังแท่นประหลาดนั่น และผายมือให้นางเดินขึ้นไป
ซูเม่ยเดินขึ้นไปยืนบนแท่น เบื้องหน้าคือหินทรงกระบอกขนาดใหญ่ ด้านบนของมันมีลูกแก้วขนาดมือโอบใสๆหนึ่งลูก นางจึงค่อยๆใช้มือแตะลูกแก้วนั้นเบาๆ ก่อนจะปรากฏแสงสว่างจ้าไปทั่วบริเวณจนนางต้องหลับตาลงอย่างรวดเร็ว
แพขนตาหนาค่อยๆเปิดขึ้นอีกครั้ง ดวงตากลมโตกระพริบตาเบาๆเพื่อปรับแสง ภาพเบื้องหน้าที่อยู่ในครรลองสายตาของซูเม่ย ทำให้นางค่อนข้างประหลาดใจ
'ไหนท่านเทพชะตาซือมิ่งบอกว่า โลกใบนี้ไม่มีพวกพลังวิเศษนอกจากมิติของนางไง นี่มันลูกแก้วมิติชัดๆ' ซูเม่ยกวาดสายตามองไปรอบๆ ในสถานที่ที่คล้ายจะเป็นมิติ แต่แตกต่างจากมิติของนาง เพราะที่นี่มีเพียงห้องๆหนึ่งที่เต็มไปด้วยอุปกรณ์การปรุงโอสถ และวัตถุดิบทางยาเท่านั้น
"ยินดีต้อนรับแพทย์โอสถขั้นกลาง" เสียงแหบพร่า คล้ายเสียงชายชราดังขึ้นจากมุมห้องก่อนจะปรากฏร่างชายหนุ่มรูปงามในชุดสีขาวบริสุทธิ์ แต่เสียงกลับไม่เข้ากับรูปลักษณ์ของเขายิ่งนัก
"คารวะ ผู้อาวุโสเจ้าค่ะ" ซูเม่ยโน้มกายคำนับชายหนุ่มผู้ไม่ธรรมดาเบื้องหน้าที่อาศัยอยู่ในมิติแห่งนี้
"อ่าาาา เป็นเช่นที่ซือมิ่งว่าจริงๆ เจ้าเหมาะสมกว่าผู้ใด” เสียงที่ไม่เข้ากับรูปลักษณ์ภายนอกยังคงเอื้อนเอ่ยขณะพิจารณาสตรีที่ยืนอยู่ต่อหน้าเขา
“ซือมิ่ง เทพซือมิ่ง ท่านเทพชะตาผู้นั้นนะหรือเจ้าคะ” ซูเม่ยเมื่อได้ยินชื่อที่คุ้นหูก็พูดออกมาด้วยเสียงแผ่วเบาคล้ายไม่มั่นใจนักกับคำถามของตนเอง
“เป็นคนผู้นั้นนั่นแหละ สหายข้ามีไม่มากนักหรอก” บุรุษหน้าตางดงามเกินสตรียังคงมองตรงมาที่นางและกล่าวอย่างรื่นเริง
“อย่างนั้น..ท่านก็เป็น.....” ซูเม่ยมองหน้าอันงดงามนั่นอย่างตกตะลึง แม้คิดอยู่แล้วก็ตามว่าบุคคลนี้น่าจะไม่ใช่มนุษย์เดินดินอย่างแน่นอน
“ฮ่า ฮ่าๆๆๆ เจ้าทำหน้าตาอันใดกัน ไม่ใช่รู้ตั้งแต่แรกแล้วหรอกหรือ” สหายของท่านเทพชะตาอดหัวเราะหน้าตาพิลึกกึกกือนั้นไม่ได้ จึงปล่อยออกมาเสียเต็มที่อย่างห้ามไม่อยู่ ส่วนมือก็ยกขึ้นปาดน้ำตาที่หางตา
“...” ซูเม่ยจ้องเขม็งเมื่อเห็นอากัปกิริยาขำอย่างไม่ห่วงภาพลักษณ์ของท่านเทพปริศนาองค์นี้
“เอาล่ะๆๆ ตัวข้าเป็นเทพโอสถนามว่า อี้เจ๋อเหยียน” เทพหนุ่มวางท่าสำรวมอีกครั้งก่อนจะพูดแนะนำตัวเอง
“คารวะ ท่านเทพโอสถ” ซูเม่ยเมื่อได้ยินดังนั้นก็ทำความเคารพอย่างนอบน้อม
“ไม่ต้องมากพิธีไปหรอก คนกันเองทั้งนั้น เจ้าก็เป็นเหมือนลูกหลานของเทพชะตา ข้าเป็นสหายย่อมมิต่างกัน” เทพโอสถปัดมืออย่างไม่ใส่ใจ
ซูเม่ยยังสนทนากับเทพโอสถมากมาย โดยเฉพาะแอบนินทาเทพชะตาซือมิ่งที่ตอนนี้คงจะสำลักลมหายใจบนสวรรค์ไม่หยุดแล้ว นางไม่รู้เลยว่าภายนอกผ่านไปนานเท่าไหร่แต่ภายในผ่านไปราว 2 ชั่วยามแล้ว
“โอ้วโย่ว เจ้าใช่เข้ามาทดสอบแพทย์โอสถใช่หรือไม่” จู่ๆท่านเทพโอสถก็เหมือนนึกขึ้นได้ของการมาของซูเม่ยในครั้งนี้
“เจ้าค่ะ” ซูเม่ยที่นั่งคุยเรื่องราวต่างๆกับท่านเทพโอสถตอบรับ และขอบคุณสวรรค์ที่ให้เทพองค์นี้นึกขึ้นได้เสียทีว่านางมาทำอันใดที่นี่
“ข้าก็ลืมไป แก่จนเลอะเลือนคล้ายเจ้าซือมิ่งไปทุกทีแล้ว” เทพโอสถเมื่อนึกขึ้นได้แต่ก็มิวายพูดแขวะถึงสหายรัก
การทดสอบครั้งนี้นับว่าสิ้นเปลืองพลังงานของผู้ทดสอบยิ่งนัก เพราะการทดสอบมีเพียงอย่างเดียวคือการปรุงโอสถ ซึ่งผู้เข้าทดสอบต้องปรุงโอสถทุกชนิดที่ตนเองรู้จักและโอสถต้องมีความบริสุทธิ์ผ่านเกณฑ์ของท่านเทพโอสถด้วย คือความบริสุทธิ์ต้องมากกว่า 6 ส่วน ระยะเวลาการทดสอบนั้นมีไม่จำกัด
ในมิติของเทพโอสถอี้เจ๋อเหยียน มีร่างบางของสตรีเคลื่อนไหวอยู่ในห้องปรุงโอสถ มือบางขยับหยิบสมุนไพรอย่างชำนาญปรุงโอสถออกมามากมายหลายชนิด ซูเม่ยไม่รู้เวลาวันเดือนปี รู้แต่ว่านางต้องปรุงโอสถที่มีในหัวให้หมดสิ้นทุกชนิดให้ได้ นางไม่กินไม่ดื่มไม่รู้สึกหิวไม่ต้องการพักผ่อนอาจจะเป็นเพราะภายในมิติเสมือนเวลาหยุดนิ่งสิ่งต่างๆจึงไม่ส่งผลกระทบต่อร่างกายนางแม้แต่น้อย
บทที่ 26 กลับเมืองหลวง3สารจากจวนตระกูลตวนมู่ถูกส่งมาวังชินอ๋องเสมอ ทั้งที่ตอนนี้ชินอ๋องโอวหยางหนิงเฉิงมีงานรัดตัว เดินทางเข้าวังหลวงเป็นว่าเล่น และอยู่พูดคุยกับพระอนุชาจนดึกดื่นเสมอ แต่สารจากเมืองหยางไม่มีฉบับไหนที่ตกหล่นในขณะเดียวกันที่รับสารก็จะมีจดหมาย 1 ฉบับถูกส่งออกไป แม้จะไม่ได้รับการตอบกลับมาเลยสักครั้ง กว่า 20 วันที่ผ่านมาเขาส่งไปถึง 3 ฉบับด้วยกันแต่ไร้วี่แววการตอบกลับมา‘เฮ้อ... นางช่างใจแข็งยิ่งนัก’ชินอ๋องโอวหยางหนิงเฉิงเปิดสารฉบับปัจจุบันที่ถูกส่งมาถึงมือเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา แต่กว่าเขาจะได้เปิดอ่านก็ปลายยามห้าย(23.00น.) ไปแล้ว มือหนาคลี่สารที่ถูกส่งมาจากคนของเขาในจวนตระกูลตวนมู่ ก่อนจะกวาดสายตามองตัวอักษรที่เขียนมา‘เตรียมออกเดินทางไปแคว้นหนาน’ ข้อความสั้นๆที่ถูกส่งมาแทบจะไม่อยู่ในสายตาของเขาตอนนี้ เพราะมีข้อความที่เขียนด้วยตัวอักษรขนาดเล็กแต่งดงามอยู่ตรงมุมกระดาษ‘โรงน้ำชาเฟยหย่าตอบได้ทุกอย่าง ท่านต้
บทที่ 26 กลับเมืองหลวง2“เรียนคุณหนูใหญ่ คุณชายหยางทิ้งจดหมายฉบับนี้ไว้จ่าหน้าซองถึงคุณหนูเจ้าค่ะ” สาวใช้จากเรือนฝูหลงเข้ามาถึงก็กล่าวรายงานตามหน้าที่ทันที“เขาไปแล้ว?” ซูเม่ยมองจดหมายที่อยู่ในมือสาวใช้ก่อนจะเอ่ยคำถามที่นางก็พอจะรู้คำตอบอยู่แล้ว“น่าจะเป็นเช่นนั้นเจ้าค่ะ ภายในเรือนไม่เหลือสิ่งของของคุณชายแล้ว”“อืม วางจดหมายไว้แล้วกลับไปทำหน้าที่เดิมของเจ้า ส่วนเรือนฝูหลงปิดไว้ดังเดิมค่อยทำความสะอาดสัปดาห์ละครั้งก็เพียงพอ”“เจ้าค่ะ” เมื่อเสร็จหน้าที่สาวใช้สาวน้อยก็หมุนตัวยอบกายจากไปทำตามคำสั่งที่ได้รับมอบหมายส่วนซูเม่ยก็หันกลับไปยุ่งกับการทำอาหารให้เจ้าก้อนแป้งโดยไม่ได้สนใจจดหมายฉบับนั้นมากนัก จนสาวใช้คนสนิทอย่างชิงชิงอดพูดบางอย่างขึ้นมาไม่ได้“คุณหนูจะไม่เปิดดูจดหมายจริงๆหรือเจ้าคะ” ชิงชิงที่มีใจเอนเอียงไปทางคุณชายหยางที่บางคราอาจจะดูเงียบขรึม แต่ยามอยู่กับเจ้านายสาวกลับอ่อนโยนยิ่งนัก
บทที่ 26 กลับเมืองหลวง1เรือนฝูหลงซูเม่ยยังคงมาตรวจดูอาการของแขกทั้งสองตามปกติ ซึ่งวันนี้ชีพจรของทั้งสองกลับเป็นปกติ พิษแมงมุมเลือดได้สลายหายไปจนหมดแล้ว ส่วนบาดแผลก็แห้งสนิทเหลือเพียงร่องรอยเล็กน้อยเท่านั้น“พิษสลายไปหมดแล้ว ส่วนบาดแผลทาโอสถในตลับนี้วันละครั้งก่อนนอนก็เพียงพอแล้ว” ซูเม่ยยื่นตลับโอสถ 2 ตลับให้ทั้งสองคน ชินอ๋องหนิงเฉิงยื่นมือมารับทั้งสองตลับไว้ด้วยตนเอง ก่อนจะมองหน้าเม่ยเม่ยของเขาให้ชัดเจนอีกครั้งหนึ่ง จดจำภาพของนางไว้ระลึกถึงยามที่คะนึงหานาง ก่อนที่เขาจะเดินทางกลับเมืองหลวงไปจัดการพวกขุนนางที่กำลังทำเรื่องล้ำเส้นกันเกินไป“เม่ยเม่ย พี่คงต้องเดินทางกลับเมืองหลวงในวันพรุ่งนี้” ชินอ๋องหนิงเฉิงพูดหย่งเชิงดูท่าทีว่านางมีความรู้สึกต่อเขาบ้างหรือไม่ หากเขาจากไป ซูเม่ยเมื่อได้ยินดังนั้นก็ชะงักไปเล็กน้อย“ขอให้พี่หนิงเฉิงเดินทางปลอดภัย” ชินอ๋องหนุ่ม
บทที่ 25 ปลอดภัยและเรื่องในราชสำนัก3“ฮูหยินหม่า นี่เป็นโอสถบรรเทาอาการปวดอักเสบของบาดแผล กินครั้งละ 1 เม็ด วันละ 3 ครั้งหลังอาหาร” ซูเม่ยหันไปทางฮูหยินของท่านเจ้าเมืองที่ยืนอยู่ไม่ไกล ก่อนจะมอบขวดโอสถที่นางปรุงขึ้นสำหรับท่านเจ้าเมืองโดยเฉพาะ เพื่อการสมานบาดแผลที่รวดเร็วขึ้นและไม่นานนักซูเม่ยก็ขอตัวกลับจวนโดยมีคุณชายหม่าที่อาสาไปส่งคุณหนูใหญ่ตวนมู่ด้วยตนเอง และถือโอกาสนี้ขออภัยการกระทำของเขาที่เสียมารยาทยิ่งนัก ซึ่งซูเม่ยเองก็ไม่ได้ติดใจอันใด เรียกว่านางไม่สนใจเสียยังดีกว่าส่วนคนที่หายไปตั้งแต่มาส่งซูเม่ยถึงจวนเจ้าเมือง ตอนนี้ยังสนทนากับสหายโดยที่ไม่รู้เลยว่ากำลังจะมีภมรตัวผู้แอบมาดอมดมดอกไม้ของเขา จนยามถึงจวนตระกูลตวนมู่จึงได้รับรายงานจากองครักษ์คนสนิทอย่างเฟยฉีที่ส่งให้คอยดูแลว่าที่หวางเฟยแต่ก็เป็นช่วงเวลาหลังจากนี้หลายชั่วยามแล้ว“มหาเสนาบดีฝ่ายซ้ายเก็บหางไม่ไหวเสียแล้ว”กรอบ... เสียงจอกชาที่แตกล
บทที่ 25 ปลอดภัยและเรื่องในราชสำนัก2“เจ้ากรมการค้าฮั่วซางอย่างนั้นหรือ”“ใช่ เจ้ากรมฮั่วมาขอพบข้าที่จวนรับรองขุนนาง ยื่นข้อเสนอเลื่อนขั้นแลกเปลี่ยนกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจของเมืองหยางทั้งสองฉบับ รวมถึงข้อมูลของผู้สนับสนุนแผนงานนี้ ก่อนวันที่จะถวายงานนี้แก่ฮ่องเต้เพียง 1 วันเท่านั้น”“เจ้ากรมการค้าฮั่วเป็นหนึ่งในขุนนางฝ่ายมหาเสนาบดีฝ่ายซ้ายจินเจ๋อฮ่าว แผนพัฒนาเศรษฐกิจนี้กระทบกับเส้นทางการค้าของตระกูลจินไม่น้อย จึงดิ้นพล่านหาทางขัดขวางทุกทางสินะ”“แต่ข้า....ไม่ตกลง รุ่งขึ้นก็รีบเข้าถวายรายงานทันที ฮ่องเต้พอพระทัยแผนงานนี้มากจึงตรัสชมเชยในท้องพระโรง ทำให้ฝ่ายนั้นทราบว่าแผนงานนี้ได้รับการสนับสนุนจากตระกูลตวนมู่ แต่สิ่งที่สอดแทรกไปพระองค์ไม่ได้เอ่ยถึง แต่กลับเรียกข้าไปพบเป็นการส่วนตัว เพราะอยากจะทอดพระเนตรของจริง” ท่านเจ้าเมืองหยางกล่าวด้วยความหนักใจ เพราะตระกูลตวนมู่เป็นตระกูลก่อตั้งใหม่ไม่ได
บทที่ 25 ปลอดภัยและเรื่องในราชสำนัก1กลางดึกคืนนั้นเป็นไปตามที่ซูเม่ยคาดการณ์ไว้ ท่านเจ้าเมืองหยางหม่าเนี่ยนเจินมีอาการไข้ขึ้นสูงจากพิษบาดแผลที่ฉกรรจ์หลายแผลโดยเฉพาะในช่องท้องที่มีการผ่าตัด แต่ด้วยความเชี่ยวชาญของท่านหมอตงหยางที่เป็นหมอมาค่อนชีวิตก็สามารถทำให้ไข้ที่สูงลิ่วลดต่ำลงในยามรุ่งสาง แต่คนในจวนเจ้าเมืองไม่มีผู้ใดได้หลับตานอนเลย เนื่องจากกังวลในอาการป่วยไข้ของเจ้าของจวน โดยเฉพาะฮูหยินหม่าที่เฝ้าสามีไม่ห่างหวังว่าจะเห็นสามีลืมตาตื่นเสียทีปลายยามเฉิน (09.00 น.) ดวงตาของชายวัยกลางคนที่นอนนิ่งอยู่บนเตียงค่อยๆเปิดขึ้นอย่างช้าๆ แต่ด้วยต้องปรับสายตาให้ชินกับแสงจึงยังเปิดตาได้ไม่เต็มที่นักแค่ก แค่ก แค่กเสียงไอแหบแห้งเบาๆจากคนบนเตียงเรียกสายตาของฮูหยินหม่าที่เฝ้าสามีอยู่ตลอดเวลาให้หันไปมองด้วยความตกใจปนยินดี นางไม่รอช้ารีบลุกเข้าไปชิดเตียงโดยไม่สนใจอาการอ่อนแรงจากการพักผ่อนน้อยของตัวเอง“ท่านพี่ ท่านพี





![ตำนานรักแผ่นดินกงซุน [NC25+]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)

