Mag-log inบทที่ 8 รับมือภัยพิบัติ1
จวนตระกูลตวนมู่ที่วุ่นวายกันตั้งแต่เมื่อวาน จนวันนี้ที่จะมีการแจกจ่ายชุดกันหนาว ผ้าห่ม และชุดเสบียง คนงานในจวนถูกเกณฑ์มาจัดของสำหรับแจกจ่าย โดยเฉพาะชุดเสบียงที่จะแจกจ่าย 1 ชุดต่อ 1-3 คน ซึ่งภายใน 1 ชุดประกอบด้วย แป้งขาว 4 ชั่ง ข้าว 5 ชั่ง และมันเทศ 10 ชั่ง นับว่าปริมาณใน 1 ชุดสามารถทำให้ชาวบ้านอยู่ได้นานนับเดือน
คนในจวนตระกูลตวนมู่ต่างช่วยกันจัดของแจกจ่ายด้วยใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มแม้จะเหน็ดเหนื่อยมากด้วยเวลากระชั้นชิด แต่พวกเขาก็ทำอย่างเต็มที่เพราะคนที่รอการแจกจ่ายบางคนก็เป็นญาติพี่น้องของพวกเขาเช่นกัน ตัวพวกเขาได้รับแจกจ่ายชุดกันหนาวและผ้าห่ม เสบียงอาหารในจวนก็มีพร้อม ห่วงใยก็แต่คนในครอบครัวที่ไม่รู้จะมีโอกาสได้อยู่อย่างอบอุ่น มีอาหารกินอิ่มหรือไม่
ชุดเสบียงราว 1,000 ชุด ถูกจัดวางไว้โถงใหญ่ของจวนเพื่อเตรียมขนไปยังหน้าที่ว่าการเมืองหยาง ตั้งแต่เมื่อวาน แต่ในระหว่างที่คนในจวนหลับใหล ซูเม่ยก็แอบ copy เสบียงด้วยมิติที่เพิ่งค้นพบคุณสมบัตินี้ของมิติได้ไม่นาน ทำให้มีเสบียงเพิ่มมากกว่าเดิมเกือบ 5 เท่า ซึ่งการแจกจ่ายครานี้ก็ได้ท่านเจ้าเมืองหยาง หม่าเนี่ยนเจิน ที่จะมาดูแลด้วยตัวเอง
ด้านในจวนตวนมู่ที่ว่าวุ่นวายก็ไม่เทียบเท่าหน้าที่ว่าการเมืองหยางที่มีผู้ทราบข่าวการแจกจ่ายครั้งนี้มารวมตัวกันจำนวนมาก จนท่านเจ้าเมืองต้องใช้ทหารในการจัดระเบียบผู้คน มองด้วยตาเปล่าตอนนี้มีนับพันคนแล้ว
เมื่อของแจกจ่ายเริ่มทยอยมาถึงลานหน้าที่ว่าการเมืองหยาง เจ้าหน้าที่ฝ่ายทะเบียนราษฎร์ก็ประจำที่โต๊ะตามรายชื่อหมู่บ้านทันที ซึ่งเมืองหยางมีทั้งหมด 20 หมู่บ้าน ซึ่งทั้ง 20 หมู่บ้านท่านเจ้าเมืองหม่าก็ได้ส่งสารด่วนถึงหัวหน้าหมู่บ้านให้มาประจำโต๊ะคู่กับเจ้าหน้าที่ทะเบียนด้วยเช่นกัน
“ดีที่ได้แนวคิดของคุณหนูใหญ่ตวนมู่ มิเช่นนั้นคงวุ่นวายมากกว่านี้นะขอรับท่านเจ้าเมือง” บุรุษหนุ่มอนาคตไกล รองเจ้าเมืองหยาง หลี่ห่าวอู๋ กล่าวขึ้น ขณะยืนมองความวุ่นวายเบื้องล่าง จากชั้นสองของที่ว่าการเมือง
“ใช่ เป็นแนวคิดที่คาดไม่ถึงเลย ใครจะรู้จักลูกบ้านตนเองเท่าหัวหน้าหมู่บ้านเล่า” เจ้าเมืองหม่าเองก็นับถือแนวความคิดนี้ยิ่งนัก เมื่อได้ฟังยามไปเยือนตระกูลตวนมู่เมื่อวานนี้
“ส่วนชาวบ้านที่อ่านหนังสือไม่ออก หากเห็นหัวหน้าหมู่บ้านตนย่อมต่อแถวได้ถูกต้อง” รองเจ้าเมืองหลี่พูดขึ้นเมื่อเริ่มได้ข้อคิดจากภาพที่เห็น
“เฮ้ออออ เสียดายยิ่งที่เป็นสตรี หากเป็นบุรุษคงได้ส่งเสริมให้สอบขุนนางแล้ว”
“นั่นสิขอรับ ช่างน่าเสียดายจริงๆ แต่..ก็ใช่ว่าจะไม่มีวิธีนะขอรับ” หลี่ห่าวอู๋ยกยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ แต่หารู้ไม่ว่าในอนาคตความคิดนี้ของเขาจะต้องพับเก็บอย่างรวดเร็ว มิเช่นนั้นแม้แต่ชื่อของเขาคงรักษาไว้มิได้
“หืมมมม ยังไงเล่ารองเจ้าเมืองหลี่” เจ้าเมืองหม่าเองก็สงสัยใคร่รู้เมื่อเห็นรองเจ้าเมืองพ่วงตำแหน่งที่ปรึกษาของเขากล่าวอย่างมีเลศนัย
“ท่านเจ้าเมืองก็มีบุตรชาย คุณหนูใหญ่ใช่ว่าถึงวัยออกเรือนแล้วหรือ” เมื่อสิ้นประโยคของหลี่ห่าวอู๋ เจ้าเมืองหม่าก็หัวเราะอย่างชอบใจ
“นั่นสินะ สามีมีข้อราชการให้หนักใจ ภรรยาที่จวนช่วยแบ่งเบา มีแต่ก้าวหน้าเลื่อนขั้น ดียิ่งๆ”
‘ทำไมถึงรู้สึกขนลุก ร้อนๆหนาวๆนักนะ หรือจะป่วยอีกแล้ว’ ซูเม่ยที่นั่งรอฟังข่าวการแจกจ่ายเสบียงที่เรือนเหลียนฮวาที่รู้สึกวูบวาบขึ้นมาโดยไม่ทราบสาเหตุก็รำพึงในใจ คิดว่าตนเองต้องลมหนาวจนป่วยไข้ ก่อนจะยกชาขิงขึ้นจิบคลายความหนาวเย็น
หูอันฉี ที่เป็นหัวหน้าคุมขบวนของแจกจ่ายพร้อมกับเจียวลู่คง และกัวเหวินชาง เฝ้ามองการแจกจ่ายอย่างเงียบๆ ทั้งคอยตรวจดูว่าหมู่บ้านไหนยังได้ของไม่ครบถ้วน ก็สั่งเติมของทันที ต่างฝ่ายต่างทำงานกันอย่างแข็งขัน แต่ก็มีปัญหาเข้ามา เช่นคนกลุ่มนี้
“นายท่านๆ ข้าไม่มีชื่ออยู่ในหมู่บ้านใดจะรับของได้หรือไม่ขอรับ” ชายชราคนหนึ่ง แต่งกายด้วยชุดขาดๆ ที่มีแต่รอยปะชุนไปหมด คล้ายจะเป็นขอทานเดินเข้ามาถามหูอันฉีอย่างกล้าๆกลัวๆ
“ท่านผู้เฒ่าอาศัยอยู่ที่ใดหรือ” หูอันฉีเมื่อเห็นชายชราขอทานผู้นี้ ก็ถามกลับทันที ไม่ผิดจากการคาดการณ์ของคุณหนูใหญ่ว่ามีบางกลุ่มที่ต้องเข้าไปให้ความช่วยเหลือถึงที่
“อ่า วัดร้างใกล้กำแพงเมืองทิศใต้ขอรับนายท่าน” ชายชรารีบตอบทันที วัดร้างที่เขาอาศัยอยู่มีเด็กขอทานมากมายทั้งกำพร้าและถูกทอดทิ้ง มีผู้ใหญ่เพียงไม่ถึง 10 คนเท่านั้นส่วนใหญ่มีเด็ก 8 หนาวขึ้นไปแต่ไม่เกิน 15 หนาวและเด็กสุดก็ 5 หนาวเท่านั้น
“ท่านผู้เฒ่าพาข้าไปดูได้หรือไม่” หูอันฉีต้องไปดูสถานการณ์ของพวกเขาเพื่อให้การช่วยเหลือได้ทั่วถึง
“ดะ...ได้ ได้ ขอรับ” ผู้เฒ่าชราเมื่อได้ฟังดังนั้น ก็ดีใจและเริ่มมีความหวังว่าจะได้รับของแจกเหล่านี้เช่นกัน แต่หารู้ไม่ว่านอกจากของแจกแล้วภายภาคหน้าพวกเขาจะได้อนาคตที่ดีเช่นกัน
หูอันฉีพาลูกน้องไปกับเขาประมาณ 5 คน นำเกวียนที่บรรจุของแจกจ่ายไปเต็ม 2 คัน เพราะคาดว่ากลุ่มขอทานน่าจะลำบากมากในช่วงนี้ กว่าจะรอความช่วยเหลือที่ต้องปรึกษาคุณหนูใหญ่ให้พวกเขาได้ผ่านพ้นคืนนี้ไปให้ได้เสียก่อน
ตอนพิเศษ 4 เทียนหยู หยู่หลง และเย่วซิน4“ท่านพี่......” เสียงอ่อนของทั้งสามสาวดังขึ้นอย่างพร้อมเพรียงกัน แต่ไม่ได้ทำให้พี่ชายทั้งสองใจอ่อนได้เลย“กลับไปพวกเจ้าทั้งสามต้องโดนลงโทษ เรื่องนี้พี่คงต้องแจ้งเสด็จแม่โดยตรง” ซื่อจื่อโอวหยางเทียนหยูเอ่ยคาดโทษน้องสาวทั้งสาม“เสร็จศึกคราวนี้ น้องจะไปรับโทษกับเสด็จแม่โดยการไม่แต่งงานตลอดชีวิตเอง” เยว่ซินเอ่ยตอบอย่างองอาจจนได้รับมะเหงกจากพี่ชายใหญ่ ยามหน้าสิ่วหน้าขวานน้องสาวเขายังทำเป็นเล่นอีก“ท่านพี่...น้องแค่อยากช่วย” เยว่ชิงเอ่ยกับพี่ชายเสียงอ่อย“ใช่เพคะ ดูสิเรือนี้ใหญ่มากเสด็จทวดโจวจิ้งห่าวมอบให้ แต่พวกเรามาติดตั้งปืนใหญ่เอง” เยว่ชื่อกล่าวอย่างภาคภูมิใจในผลงานนี้ของทั้งนางและพี่สาวทั้งสองปังงงงงง บึ้มมมมมมเสียงปืนจากเรือกลไฟของศัตรูที่เริ่มรุกคืบเข้ามาใกล้มากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ซื่อจื่อเข้าประชิดตัวน้องสาวก่อ
ตอนพิเศษ 4 เทียนหยู หยู่หลง และเย่วซิน3ชาวบ้านเมืองหยางถูกอพยพออกจากเมืองทั้งหมดอย่างรวดเร็วเมื่อกองทัพหลวงมาถึง จวนตระกูลตวนมู่ที่ยามนี้อยู่ในความดูแลของกัวเหวินชาง และเจียงลู่คงจึงปิดจวนตะกูลตวนมู่ พาคนไปอาศัยในหมู่บ้านเฟยซานและเอ้อซานเป็นการชั่วคราวจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลายลง“ซื่อจื่อพะยะค่ะ ยามนี้พวกมันทอดสมอห่างจากท่าเรือของเมืองหยางราว 6 ลี้ จะทำเช่นไรดีพะยะค่ะ” รองแม่ทัพเตียวลี่จ้ง (หลานชายของอดีตแม่ทัพอุดรเตียวเหลียง)“รอก่อน เมื่อพวกมันหันกระบอกปืนกลไฟใส่เราเมื่อใด ก็ลงมือได้ทันที” ซื่อจื่อกล่าวเสียงเรียบ ยามนี้เขาอยู่ในชุดเกราะสีดำทมิฬที่พัฒนาขึ้นให้ป้องกันกระสุนปืนได้ทุกชนิด“ท่านพี่จะมาเล่นโดยไม่ชวนข้าได้เช่นไร” เสียงราวกับบุรุษขี้เล่นดังขึ้นด้านหลังทำให้ซื่อจื่อหนุ่มหันไปมองน้องชายคนรองที่ยามนี้กำลังนั่งอยู่บนหลังเจ้าเสี๋ยวไป๋อย่างสบาย ซึ่งเจ้าพยัคฆ์หนุ่มยามนี้ตัวโตเต็มวัยจนใหญ่กว
ตอนพิเศษ 4 เทียนหยู หยู่หลง และเย่วซิน2“พะยะค่ะ ท่านอ๋อง” เฟยเทียนหมุนกายจากไป ก่อนจะชำเลืองมองฮูหยินของเขาที่ยังคงรับใช้พระชายาไม่ไปไหนเช่นกัน แม้พระชายาจะมอบจวนให้หรือกิจการให้ ชิงชิงก็ไม่คิดจากจากไปไหน ยังคงรับใช้สตรีที่ฉุดนางออกมาจากกรงขังทาสที่ไร้อิสระ“ลูกจะส่งข่าวให้พี่ชายรองด้วยเพคะ” เยว่ซินพูดจบก็ได้รับการพยักหน้าจากมารดา ก็หมุนกายจากไปทำตามที่พูดทันทียามนี้ท่านชายโอวหยางเทียนหยูขึ้นเป็นแม่ทัพใหญ่แทนบิดาและมีฐานะเป็นซื่อจื่อที่ต้องสืบทอดตำแหน่งอ๋องต่อจากบิดาในอนาคต ส่วนท่านชายโอวหยางหยู่หลงชอบอิสระในชีวิตจึงก่อตั้งสำนักยุทธ์ขึ้นมาและมีลูกน้องภายใต้การดูแลนับหมื่นคนส่วนท่านหญิงฝาแฝดทั้งสองยามนี้กลายเป็นปรมาจารย์แพทย์โอสถที่อายุน้อยที่สุด และยังคงออกท่องเที่ยวเดินทางไปยังแคว้นต่างๆ แต่คาดว่าอีกไม่กี่เดือนคงกลับมา เพราะใกล้จะถึงวัยปักปิ่นเต็มทีค่ายทหารนอกเมืองหลวง
ตอนพิเศษ 4 เทียนหยู หยู่หลง และเย่วซิน1วังชินอ๋องแคว้นซ่งวังชินอ๋องที่เคยเงียบเหงาเพราะเจ้านายของวังไม่เคยได้พำนักที่วังนัก แต่หลังจากที่ชินอ๋องโอวหยางหนิ่งเฉิงได้แต่งชินหวางเฟยก็ทำให้วังที่เคยเงียบสงบจนน่าขนลุกกลับกลายเป็นมีชีวิตชีวา แต่กลับมีชีวิตชีวาจนเกินไปเสียแล้ว...“ท่านชายหยู่หลงช้าลงหน่อยพะยะค่ะ แฮ่กๆๆ” หยู่หลงที่ยามนี้อยู่บนหลังเจ้าพยัคฆ์ที่เขาเพิ่งตั้งชื่อให้มันว่าเสี่ยวไป๋ กระโจนซ้ายทีขวาทีหลีกหนีเหล่าบรรดาขันทีพี่เลี้ยงอย่างสนุกสนาน“ท่านพี่รอซินซินด้วย!!!”โฮกกกกกกกกกก พยัคฆ์อีกตัวถูกตั้งชื่อว่าเสี่ยวเฮยวิ่งกระโจนมาอย่างรวดเร็วพาเจ้านายสาวตัวน้อยข้ามศีรษะของบรรดาพี่เลี้ยงทั้งหลายก่อนที่มันจะวิ่งมุ่งตรงไปทางตำหนักใหญ่“ท่านชาย!!! ท่านหญิง!!!!” พี่เลี้ยงขันทีต่างลอบปาดเหงื่อกับบรรดาเจ้านายน้อยๆ ที่คล้ายจะไม่ได้ยินเสียงพวกเขาแม้แต่น้อยขบวนนางกำนัลขันทีต่างมุ่งไปตำห
ตอนพิเศษ 3 ท่านชายหนานซูเหวินและท่านหญิงหนานซูเจียว (พิเศษ:ชิงชิงกับเฟยเทียน)5มู่หว่านชิงผลักองครักษ์หนุ่มที่ทาบทับตัวนางแต่ร่างสูงกลับไม่ขยับแม้แต่น้อย แต่ไม่นานนักคนตัวโตก็รู้สึกตัวจึงขยับลุกขึ้น ร่างบางของมู่หว่านชิงจึงผุดลุกขึ้นและเช็ดริมฝีปากของตนเองทันทีด้วยใบหน้าที่แดงก่ำ“แม่นางชิงชิงข้าขออภัย มันเป็นอุบัติเหตุ แต่ข้ายินดีรับผิดชอบ” เฟยเทียนเอ่ยเสียงเรียบหนักแน่นเมื่อได้รับโอกาส หากสำเร็จแล้วละก็...เขาจะตอบแทนสหายทั้งสองอย่างดีแน่นอน อันที่จริงแล้วก็สามารถพลิกกายหลบได้แต่เขาจงใจให้เป็นเช่นนั้น...หึหึ“ข...ข้า..ข้าไม่รู้!!!” มู่หว่านชิงที่ไม่รู้จะทำเช่นไรกับเหตุการณ์เช่นนี้จึงถอยหลังก่อนจะซอยเท้าวิ่งหนีไปด้วยความเขินอาย“พี่ชิงชิง/พี่ชิงชิง” หลานมี่อิงกับหลานมี่อันเรียกพี่สาวที่วิ่งหนีหายไป ก่อนจะโค้งกายคำนับองครักษ์หนุ่มที่หมุนกายตามพี่สาวไปเช่นกันเฟยเทียนที่ตอนแรกยังคงหน้าตายแ
ตอนพิเศษ 3 ท่านชายหนานซูเหวินและท่านหญิงหนานซูเจียว (พิเศษ:ชิงชิงกับเฟยเทียน)4“พี่ลืมไม่ได้หรอก เพราะเรื่องราวเหล่านั้นคือแรงผลักดันที่ทำให้พี่มีวันนี้ วันที่ไม่ต้องเห็นคนที่รักโดนทำร้ายซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพราะจะมีพี่คอยเป็นแรงสนับสนุนทั้งพี่หญิงสี่หรือน้องหญิงเจ็ดเองก็ตาม” หนานซูเหวินมองหน้าน้องสาวของเขา จนซูเจียวถึงกับน้ำตารื้นขึ้นมา ก่อนจะเข้ากอดพี่ชายเบาๆ โดยไม่สนใจขนบธรรมเนียมใดๆ เพราะต่อให้นางเติบโตเพียงใดบุรุษตรงหน้านี้ก็ยังคงเป็นพี่ชายของนางตลอดไป“อันใดกันจะแต่งงานอยู่อีกไม่กี่เดือนแล้ว ยังร้องไห้เป็นเด็กๆอีก” หนานซูเหวินเอ่ยหยอกเย้าน้องสาว ก่อนจะเช็ดน้ำตาให้น้องน้อยอย่างแผ่วเบา“....” หนานซูเจียวค้อนพี่ชายก่อนจะสูดน้ำมูกเบาๆ“ขี้แยเช่นนี้ หากพี่หลิวเหว่ยส่งเจ้ากลับมา...ขายหน้าแย่”“เขากล้าหรือ!!!!”ไม่กี่เดือนต่อมาท่านหญิงหนานซูเจียวก็เข้าพิธีแต่งงานอย่างยิ่งใหญ่ไม่แพ้บรรดาพี่สาวคนใดเลย โดยมี







