LOGINบทที่ 7 เริ่มต้นเหมันต์ฤดู3
“โรงเลี้ยงม้าสร้างเสร็จแล้วเช่นกันขอรับ ส่วนพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ม้าต้องรอหลังเหมันต์ฤดู เพราะม้าพันธุ์นี้ต้องสั่งจากโรงม้าของสำนักอาชาสวรรค์แห่งแคว้นโจวเท่านั้นขอรับ” หูอันฉีเองก็กล่าวรายงานในส่วนของเขาเช่นกัน
“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ท่านลุงอันฉี ข้าไม่ได้รีบร้อนอันใด แล้วหมู่บ้านเฟยซานเป็นเช่นไรบ้าง” ซูเม่ยเข้าใจดี ม้าพันธุ์ดีมักต้องสั่งจองเป็นธรรมดา ‘สำนักอาชาสวรรค์ น่าสนใจจริงๆ’
“อีก 3 วันน่าจะต้องหยุดงานก่อสร้างไว้ก่อนขอรับ เพราะอากาศเริ่มหนาวเย็นมากขึ้น คาดว่าหิมะจะตกในอีกไม่กี่วันนี้ แต่การก่อสร้างคืบหน้าไปมากแล้วราว 6 ส่วน”
“ท่านลุงอันฉีข้าอยากจ่ายเงินพิเศษให้คนงานก่อสร้าง นอกจากเงินที่นายช่างหวังให้ด้วยเจ้าค่ะ สภาพอากาศเช่นนี้ถือเป็นการชดเชยด้านสุขภาพ” ซูเม่ยนึกถึงค่าเสี่ยงภัยที่โลกก่อนมักจะจ่ายให้คนงานที่ทำงานเสี่ยงอันตราย หรือทำงานในสภาพวิกฤต
“ได้ขอรับคุณหนูใหญ่”
ในห้องทำงานเรือนเหลียนฮวายังคงดำเนินต่อไปอีกเป็นชั่วยาม ทุกคนจึงทยอยออกจากเรือนด้วยสีหน้ายิ้มแย้มอิ่มสุข ส่วนคุณหนูใหญ่ของจวนก็รู้สึกอ่อนเพลียเล็กน้อย จึงเรียกน้ำวารีมรกตในมิติมาจิบเพื่อนเพิ่มกำลังวังชา และไม่นานนักน้ำกินของทุกเรือนก็มีวารีมรกตผสมอยู่ทั้งสิ้น
วันแรกของเหมันต์ฤดูมาเยือนหลังจากการก่อสร้างหมู่บ้านเฟยซานหยุดลงไปเพียงสองวันเท่านั้น หิมะสีขาวโปรยปราย ปุยเล็กๆปลิวมาตามสายลมแผ่วเบาเกาะตามต้นไม้ ใบหญ้า ตลอดจนสระบัวหน้าเรือนเหลียนฮวาก็เริ่มจับตัวเป็นน้ำแข็ง
ซูเม่ยซุกตัวอยู่ในผ้านวมหนานุ่ม ตั้งแต่ตั้งครรภ์เหมือนพลังในกายของนางโดนสูบไปจนร่อยหลอ ทำให้นางเหนื่อยง่าย ง่วงนอนบ่อย ต้องลมเย็นก็เหมือนจะมีไข้ทันที จนตอนนี้ได้แต่หมกตัวอยู่ในเรือนเท่านั้น
ด้วยความไม่หยุดนิ่งและเบื่อหน่าย นางจึงสั่งตั้งครัวขนาดเล็กภายในเรือนเพื่อทำอาหารสำหรับตัวนางและน้องๆ ที่ตอนนี้มาอาศัยเรือนเหลียนฮวาชั่วคราว
มือบางหยิบจับเครื่องครัวอย่างคล่องแคล่ว รังสรรค์อาหารแปลกใหม่จากข้าวโพด เผือก มัน และเนื้อรมควัน ซึ่งวันนี้นางจะทำ ‘บะหมี่เนื้อรมควัน’
“ท่านป้าสวี เส้นบะหมี่ข้าจะทำจากแป้งข้าวโพดผสมกับแป้งข้าว ส่วนเนื้อรมควันจะนำมาตุ๋นกับเครื่องยาจนเปื่อย น้ำแกงก็สำคัญต้องใช้กระดูกหมูมาเคี่ยวจนน้ำใสเป็นสีเหลืองทอง ตกแต่งด้วยผักกวางตุ้งลวกพอประมาณ”
“ซู้ดดดดด หอม และน่ากินมากเจ้าค่ะพี่ใหญ่” ซูเจียวก้มสูดกลิ่นบะหมี่จนติดขอบชามเอ่ยชมฝีมือพี่สาวคำโต
“ง่ำๆๆๆ แย้วก็อาหย่อยมากด้วยเจ้าข่ะ ง่ำๆๆ” หลินเฟยก็...ปากเล็กๆยัดเส้นบะหมี่เข้าไปคำโตก็ อวยพี่สาวไม่แพ้กัน
“ฮ่าๆๆๆๆ เจ้าตัวตะกละน้อย” ซูเหวินที่ช่วงนี้หายหน้าหายตาไปฝึกวรยุทธ์กับเหล่าลูกน้องของท่านลุงอันฉีก็กล่าวเย้าแหย่น้องเล็กด้วยความเอ็นดู พร้อมกับเสียงหัวเราะของทุกคนรวมถึงชิงชิงและแม่ครัวใหญ่สวีด้วย
เมื่อทุกคนได้ลองชิมบะหมี่เนื้อรมควันแล้ว ก็ชอบอาหารจานนี้มาก โดยเฉพาะแม่ครัวใหญ่สวีที่รีบกลับโรงครัวทันทีเพื่อทำอาหารจานนี้ให้กับคนงานของจวนตระกูลตวนมู่ และหลังจากนั้นตลอดหน้าหนาวที่ยาวนานนี้ทุกคนก็ได้กินอาหารจานใหม่ที่คิดโดยคุณหนูใหญ่ทุกวัน
วันคืนในหน้าหนาวผ่านไปอย่างช้าๆ หิมะปกคลุมไปทั่วบริเวณหนาขึ้นเรื่อยๆ ไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลง คนงานฝ่าหิมะสูงขึ้นกวาดหลังคาอย่างขะมักเขม้น เพราะเกรงว่าหลังคาจะรับน้ำหนักไม่ไหวจนอาจจะถล่มลงมาได้
“คุณหนูใหญ่ขอรับ ทางการมีประกาศเรื่องพายุหิมะออกมาแล้ว คาดว่าจะเริ่มในอีก 7 วัน ไม่รู้เมืองหยางของเราจะกระทบมากน้อยแค่ไหน” หูอันฉีได้รับข่าวนี้จากเจ้าที่ทางการก็เร่งมาแจ้งข่าวนี้ทันที
ซูเม่ยสีหน้าเคร่งเครียดเริ่มครุ่นคิดแก้ไขปัญหา และหาทางป้องกัน ภัยที่คาดว่าจะหนักหน่วงกว่าที่คิดไว้ ตอนนี้นางมีคนในปกครองไม่ต่ำกว่า 500 คน เรื่องเสบียงย่อมไม่เป็นปัญหาแต่ความหนาวเย็นที่เพิ่มมากขึ้นอาจจะเป็นปัญหาใหญ่
“ท่านลุงอันฉียามนี้คนในจวนของเรามีเท่าไหร่ แยกชายหญิง และช่วงอายุ ข้าจะแจกชุดกันหนาวแบบพิเศษ และผ้าห่มกันหนาวให้ทุกคนเจ้าค่ะ”
“ทะ...ทุกคน ทุกคนหรือขอรับ”
“ใช่เจ้าค่ะ ทุกคน หากเป็นไปได้ข้าอยากจะแจกจ่ายให้คนในเมืองหยางที่ลำบากด้วย รบกวนท่านลุงช่วยแจ้งเจ้าหน้าที่ทางการให้กระจายข่าวออกไปว่าตระกูลตวนมู่จะมีการแจกชุดกันหนาว ผ้าห่ม และชุดเสบียง นับตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไป จนครบ 3 วันหากนานกว่านี้เกรงว่าชาวบ้านจะเดินทางกันลำบากจนได้รับอันตรายได้”
“ตะ...แต่ เราจะควบคุมลำบากนะขอรับ” หูอันฉีคิดถึงความเป็นจริง เพราะคนแต่ละคนจิตใจยากแท้หยั่งถึง อาจจะมีคนโลภ คนที่ไม่ได้ลำบาก คนที่ไม่ซื่อสัตย์ปะปนมารับของแจกด้วย
“เราต้องขอความร่วมมือจากท่านเจ้าเมือง เจ้าหน้าที่ทางการ เช่น ทหารเมืองรักษาความสงบ เจ้าหน้าที่งานทะเบียนราษฎร์” ซูเม่ยนึกถึงการแจกจ่ายในโลกเก่าที่จะมีการแจกตามทะเบียนบ้าน บ้านไหนมีคนเท่าไหร่ก็แจกตามนั้นจึงฉุกคิดเรื่องนี้ขึ้นมาได้
“อ่า เป็นคุณหนูที่คิดอ่านรอบคอบ ข้าน้อยจะรีบดำเนินการ”
บทที่ 26 กลับเมืองหลวง3สารจากจวนตระกูลตวนมู่ถูกส่งมาวังชินอ๋องเสมอ ทั้งที่ตอนนี้ชินอ๋องโอวหยางหนิงเฉิงมีงานรัดตัว เดินทางเข้าวังหลวงเป็นว่าเล่น และอยู่พูดคุยกับพระอนุชาจนดึกดื่นเสมอ แต่สารจากเมืองหยางไม่มีฉบับไหนที่ตกหล่นในขณะเดียวกันที่รับสารก็จะมีจดหมาย 1 ฉบับถูกส่งออกไป แม้จะไม่ได้รับการตอบกลับมาเลยสักครั้ง กว่า 20 วันที่ผ่านมาเขาส่งไปถึง 3 ฉบับด้วยกันแต่ไร้วี่แววการตอบกลับมา‘เฮ้อ... นางช่างใจแข็งยิ่งนัก’ชินอ๋องโอวหยางหนิงเฉิงเปิดสารฉบับปัจจุบันที่ถูกส่งมาถึงมือเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา แต่กว่าเขาจะได้เปิดอ่านก็ปลายยามห้าย(23.00น.) ไปแล้ว มือหนาคลี่สารที่ถูกส่งมาจากคนของเขาในจวนตระกูลตวนมู่ ก่อนจะกวาดสายตามองตัวอักษรที่เขียนมา‘เตรียมออกเดินทางไปแคว้นหนาน’ ข้อความสั้นๆที่ถูกส่งมาแทบจะไม่อยู่ในสายตาของเขาตอนนี้ เพราะมีข้อความที่เขียนด้วยตัวอักษรขนาดเล็กแต่งดงามอยู่ตรงมุมกระดาษ‘โรงน้ำชาเฟยหย่าตอบได้ทุกอย่าง ท่านต้
บทที่ 26 กลับเมืองหลวง2“เรียนคุณหนูใหญ่ คุณชายหยางทิ้งจดหมายฉบับนี้ไว้จ่าหน้าซองถึงคุณหนูเจ้าค่ะ” สาวใช้จากเรือนฝูหลงเข้ามาถึงก็กล่าวรายงานตามหน้าที่ทันที“เขาไปแล้ว?” ซูเม่ยมองจดหมายที่อยู่ในมือสาวใช้ก่อนจะเอ่ยคำถามที่นางก็พอจะรู้คำตอบอยู่แล้ว“น่าจะเป็นเช่นนั้นเจ้าค่ะ ภายในเรือนไม่เหลือสิ่งของของคุณชายแล้ว”“อืม วางจดหมายไว้แล้วกลับไปทำหน้าที่เดิมของเจ้า ส่วนเรือนฝูหลงปิดไว้ดังเดิมค่อยทำความสะอาดสัปดาห์ละครั้งก็เพียงพอ”“เจ้าค่ะ” เมื่อเสร็จหน้าที่สาวใช้สาวน้อยก็หมุนตัวยอบกายจากไปทำตามคำสั่งที่ได้รับมอบหมายส่วนซูเม่ยก็หันกลับไปยุ่งกับการทำอาหารให้เจ้าก้อนแป้งโดยไม่ได้สนใจจดหมายฉบับนั้นมากนัก จนสาวใช้คนสนิทอย่างชิงชิงอดพูดบางอย่างขึ้นมาไม่ได้“คุณหนูจะไม่เปิดดูจดหมายจริงๆหรือเจ้าคะ” ชิงชิงที่มีใจเอนเอียงไปทางคุณชายหยางที่บางคราอาจจะดูเงียบขรึม แต่ยามอยู่กับเจ้านายสาวกลับอ่อนโยนยิ่งนัก
บทที่ 26 กลับเมืองหลวง1เรือนฝูหลงซูเม่ยยังคงมาตรวจดูอาการของแขกทั้งสองตามปกติ ซึ่งวันนี้ชีพจรของทั้งสองกลับเป็นปกติ พิษแมงมุมเลือดได้สลายหายไปจนหมดแล้ว ส่วนบาดแผลก็แห้งสนิทเหลือเพียงร่องรอยเล็กน้อยเท่านั้น“พิษสลายไปหมดแล้ว ส่วนบาดแผลทาโอสถในตลับนี้วันละครั้งก่อนนอนก็เพียงพอแล้ว” ซูเม่ยยื่นตลับโอสถ 2 ตลับให้ทั้งสองคน ชินอ๋องหนิงเฉิงยื่นมือมารับทั้งสองตลับไว้ด้วยตนเอง ก่อนจะมองหน้าเม่ยเม่ยของเขาให้ชัดเจนอีกครั้งหนึ่ง จดจำภาพของนางไว้ระลึกถึงยามที่คะนึงหานาง ก่อนที่เขาจะเดินทางกลับเมืองหลวงไปจัดการพวกขุนนางที่กำลังทำเรื่องล้ำเส้นกันเกินไป“เม่ยเม่ย พี่คงต้องเดินทางกลับเมืองหลวงในวันพรุ่งนี้” ชินอ๋องหนิงเฉิงพูดหย่งเชิงดูท่าทีว่านางมีความรู้สึกต่อเขาบ้างหรือไม่ หากเขาจากไป ซูเม่ยเมื่อได้ยินดังนั้นก็ชะงักไปเล็กน้อย“ขอให้พี่หนิงเฉิงเดินทางปลอดภัย” ชินอ๋องหนุ่ม
บทที่ 25 ปลอดภัยและเรื่องในราชสำนัก3“ฮูหยินหม่า นี่เป็นโอสถบรรเทาอาการปวดอักเสบของบาดแผล กินครั้งละ 1 เม็ด วันละ 3 ครั้งหลังอาหาร” ซูเม่ยหันไปทางฮูหยินของท่านเจ้าเมืองที่ยืนอยู่ไม่ไกล ก่อนจะมอบขวดโอสถที่นางปรุงขึ้นสำหรับท่านเจ้าเมืองโดยเฉพาะ เพื่อการสมานบาดแผลที่รวดเร็วขึ้นและไม่นานนักซูเม่ยก็ขอตัวกลับจวนโดยมีคุณชายหม่าที่อาสาไปส่งคุณหนูใหญ่ตวนมู่ด้วยตนเอง และถือโอกาสนี้ขออภัยการกระทำของเขาที่เสียมารยาทยิ่งนัก ซึ่งซูเม่ยเองก็ไม่ได้ติดใจอันใด เรียกว่านางไม่สนใจเสียยังดีกว่าส่วนคนที่หายไปตั้งแต่มาส่งซูเม่ยถึงจวนเจ้าเมือง ตอนนี้ยังสนทนากับสหายโดยที่ไม่รู้เลยว่ากำลังจะมีภมรตัวผู้แอบมาดอมดมดอกไม้ของเขา จนยามถึงจวนตระกูลตวนมู่จึงได้รับรายงานจากองครักษ์คนสนิทอย่างเฟยฉีที่ส่งให้คอยดูแลว่าที่หวางเฟยแต่ก็เป็นช่วงเวลาหลังจากนี้หลายชั่วยามแล้ว“มหาเสนาบดีฝ่ายซ้ายเก็บหางไม่ไหวเสียแล้ว”กรอบ... เสียงจอกชาที่แตกล
บทที่ 25 ปลอดภัยและเรื่องในราชสำนัก2“เจ้ากรมการค้าฮั่วซางอย่างนั้นหรือ”“ใช่ เจ้ากรมฮั่วมาขอพบข้าที่จวนรับรองขุนนาง ยื่นข้อเสนอเลื่อนขั้นแลกเปลี่ยนกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจของเมืองหยางทั้งสองฉบับ รวมถึงข้อมูลของผู้สนับสนุนแผนงานนี้ ก่อนวันที่จะถวายงานนี้แก่ฮ่องเต้เพียง 1 วันเท่านั้น”“เจ้ากรมการค้าฮั่วเป็นหนึ่งในขุนนางฝ่ายมหาเสนาบดีฝ่ายซ้ายจินเจ๋อฮ่าว แผนพัฒนาเศรษฐกิจนี้กระทบกับเส้นทางการค้าของตระกูลจินไม่น้อย จึงดิ้นพล่านหาทางขัดขวางทุกทางสินะ”“แต่ข้า....ไม่ตกลง รุ่งขึ้นก็รีบเข้าถวายรายงานทันที ฮ่องเต้พอพระทัยแผนงานนี้มากจึงตรัสชมเชยในท้องพระโรง ทำให้ฝ่ายนั้นทราบว่าแผนงานนี้ได้รับการสนับสนุนจากตระกูลตวนมู่ แต่สิ่งที่สอดแทรกไปพระองค์ไม่ได้เอ่ยถึง แต่กลับเรียกข้าไปพบเป็นการส่วนตัว เพราะอยากจะทอดพระเนตรของจริง” ท่านเจ้าเมืองหยางกล่าวด้วยความหนักใจ เพราะตระกูลตวนมู่เป็นตระกูลก่อตั้งใหม่ไม่ได
บทที่ 25 ปลอดภัยและเรื่องในราชสำนัก1กลางดึกคืนนั้นเป็นไปตามที่ซูเม่ยคาดการณ์ไว้ ท่านเจ้าเมืองหยางหม่าเนี่ยนเจินมีอาการไข้ขึ้นสูงจากพิษบาดแผลที่ฉกรรจ์หลายแผลโดยเฉพาะในช่องท้องที่มีการผ่าตัด แต่ด้วยความเชี่ยวชาญของท่านหมอตงหยางที่เป็นหมอมาค่อนชีวิตก็สามารถทำให้ไข้ที่สูงลิ่วลดต่ำลงในยามรุ่งสาง แต่คนในจวนเจ้าเมืองไม่มีผู้ใดได้หลับตานอนเลย เนื่องจากกังวลในอาการป่วยไข้ของเจ้าของจวน โดยเฉพาะฮูหยินหม่าที่เฝ้าสามีไม่ห่างหวังว่าจะเห็นสามีลืมตาตื่นเสียทีปลายยามเฉิน (09.00 น.) ดวงตาของชายวัยกลางคนที่นอนนิ่งอยู่บนเตียงค่อยๆเปิดขึ้นอย่างช้าๆ แต่ด้วยต้องปรับสายตาให้ชินกับแสงจึงยังเปิดตาได้ไม่เต็มที่นักแค่ก แค่ก แค่กเสียงไอแหบแห้งเบาๆจากคนบนเตียงเรียกสายตาของฮูหยินหม่าที่เฝ้าสามีอยู่ตลอดเวลาให้หันไปมองด้วยความตกใจปนยินดี นางไม่รอช้ารีบลุกเข้าไปชิดเตียงโดยไม่สนใจอาการอ่อนแรงจากการพักผ่อนน้อยของตัวเอง“ท่านพี่ ท่านพี







